Three Key Strategies to Survive the Foreseeable Challenges in Dietary Supplements Business

 

3 กลยุทธ์หลักกับทางรอดธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอนาคต

 

โดย/By:   นริศร์ธร ตุลาผล

Narithtorn Tulaphol

Economic Intelligence Center (EIC)

Siam Commercial Bank Public Company Limited

Full article TH-EN

ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีก 15 ปี ข้างหน้า ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยอาจไม่สดใสเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าผู้ประกอบการในธุรกิจนี้จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) นำเสนอสินค้าที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติที่มีความปลอดภัย และ 3) พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะบุคคล

 

แม้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะยังขยายตัวได้ดีในช่วง 10-15 ปี ข้างหน้า แต่แนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จะส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยมีมูลค่าตลาดลดลงเฉลี่ยราวร้อยละ 8 ต่อปี แม้ว่าในช่วงปี 2558-2573 ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดีต่อเนื่องราวร้อยละ 7 ต่อปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกระแสรักสุขภาพ รายได้ประชากรที่สูงขึ้น และการขยายตัวของช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี อีไอซีพบว่าตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยจะเริ่มมีขนาดเล็กลงจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจากผลสำรวจของอีไอซีเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและพืชสมุนไพรในยุคปัจจุบัน พบว่ากลุ่มผู้บริโภคช่วงอายุเกิน 50 ปี ให้เหตุผลว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้หยุดบริโภคและหันไปหาวิธีอื่นในการดูแลสุขภาพแทน เช่น ออกกำลังกายบ่อยขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นต้น ประกอบกับกระแสจากธรรมชาติ และความต้องการสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalized) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่มีในตลาดปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้อีกต่อไป โดยอีไอซีมองว่าหากผู้ประกอบการไม่มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ จะส่งผลให้มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอีก 15 ปี ข้างหน้าลดลงเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี (รูปที่ 1) ดังนั้น อีไอซีแนะผู้ประกอบการปรับตัวรับมือกับความท้าทายดังกล่าวด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

 

With changing consumer preferences and an aging society in the next 15 years, growth prospects for the dietary supplements market in Thailand may not be as bright as before. EIC recommends three strategies for businesses to sail through these upcoming challenges, namely 1) tailor products to the elderly, 2) develop supplements based on herbs or natural extracts, and 3) offer personalized supplements.

 

Dietary supplement market is expected to expand significantly in the next 10-15 years; however, as Thailand turns into a complete aging society by 2030 and consumer demands change, the market for food supplements will shrink by an average of 8% a year. Though the dietary supplements market in Thailand during 2015-2030 has been thriving by average growth of 7% a year, thanks to health and wellness trends, rising incomes, and modern retail channels. However, EIC finds that from 2030 onwards, market values will begin to shrink as the population ages. Our survey reveals that consumers whom ages over 50 years, tend not to believe in the effectiveness of supplement consumption, and many who have tried them do not notice any obvious benefits and choose other ways to take care of their health, including more exercise or improved dietary habits. Meanwhile, demanding more natural extract products and more personalized products are significantly growing a trend. As we can see, the existing supplements products will no longer satisfy the future. If businesses do not change strategies, EIC expects the value of the dietary supplements market to shrink by 8% on average over the next 15 years (Figure 1). Thus, EIC recommends the following three strategies be adopted to meet these challenges.

Beauty Supplements: Future Challenges

เจาะตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามกับความท้าทายในอนาคต

โดย/By: นริศร์ธร ตุลาผล
Narithtorn Tulaphol
Economic Intelligence Center (EIC)
Siam Commercial Bank Public Company Limited

Full article TH-EN

ใน 5 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามมีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้บริโภคกลุ่มนี้มีปริมาณลดลง และมีศักยภาพในการใช้จ่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำกัด จึงทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามต้องเผชิญกับความท้าทายในการประกอบธุรกิจมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีแนะผู้ประกอบการควรมองหาปัจจัยใหม่ๆ หรือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดที่มีศักยภาพเพื่อรักษาการเติบโตที่ดีในอนาคต

ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังจากเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประกอบไปด้วย ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและรักษาโรค ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงาม และตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย โดยปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามในไทยมีมูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21 ของมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมด ทั้งนี้ ในช่วงปี 2554-2558 ตลาดนี้มีการเติบโตโดดเด่น ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมสูงถึงร้อยละ 12 ต่อปี โดยมีสินค้าขายดีอยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการเติบโตเฉลี่ยของตลาดนี้มีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559-2560 จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 8-9 ต่อปีเท่านั้น

อีไอซีมองว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามจะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น จากการที่สินค้าเริ่มอิ่มตัวในกลุ่มผู้บริโภคหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงาน (อายุต่ำกว่า 30 ปี) โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามสำหรับบำรุงผิวใสหรือผิวขาวเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากการที่สื่อหรือกระแสนิยมในปัจจุบันที่มุ่งเน้นส่งเสริมภาพลักษณ์ของคนหนุ่มสาวที่หุ่นดี หรือมีผิวพรรณขาวใส เป็นตัวแทนของคนที่มีสุขภาพดี อีกทั้งพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้บริโภคกลุ่มนี้ในปัจจุบันได้ใช้จ่ายเกือบเต็มเพดานของงบประมาณที่ตั้งไว้ซึ่งไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากรายได้ยังไม่สูงมาก ประกอบกับสุขภาพที่ยังแข็งแรงดี ทำให้ไม่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เสริมสุขภาพมากนัก อย่างไรก็ตาม ปริมาณผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากในปี 2554 สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 40 ของโครงสร้างประชากรของไทย แต่ในปี 2563 นั้นสัดส่วนจะเหลือเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น ดังนั้น โอกาสการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมความงามในอนาคตจึงอาจถูกจำกัดลงด้วยความต้องการที่น้อยลงตามไปด้วย

The past five years saw consistent high growth in the beauty supplements market, driven by consumers aged 30 and lower. However, this consumer group is shrinking; they also tend to have limited spending potential. Looking ahead the market can expect new challenges. In order to sustain the growth, sellers should therefore look for new opportunities and invest in research and development in order to come up with new products that respond to market demand.

After 5 years of outstanding growth, the beauty supplements market is showings signs of a slowdown. Today the Thai beauty supplements market is worth approximately 14 billion baht, or 21% of the total dietary supplements market consisting of health and medicinal, beauty, and performance enhancing supplements. The past five years saw impressive growth in the beauty supplements sector, with the compound annual growth rate of 12% between 2011 and 2015. Top-sellers include supplements for skincare and for weight loss. However, in 2016-2017, the market’s growth rate is expected to drop to 8-9% per year, and it is likely to climb down further.

EIC expects more challenges ahead for the beauty supplements market, as market saturation among the main consumer group—mostly teenagers and first-jobbers (under 30)—has almost been reached. Skin-brightening or lightening supplements are particularly popular among this consumer group, as they respond to perception in general trends presenting healthy and fit men and women with bright and light skin tone. However, this consumer group’s spending on dietary supplements has almost reached the ceiling (1,000 baht per month), reflecting relatively limited income. They also tend to be healthy, and therefore are not prioritizing health supplements. It is worth noting, moreover, that their number is going to drop. In 2011, they made up 40% of the Thai population. In 2020, however, this age group is projected to make up only 35% of the population, with signs of further declines in the future. The potential for growth of existing beauty products accordingly will be limited due to the decreasing demand.

Let’s Help Reduce Diabetes

มาช่วยลดโรคเบาหวานในสินค้ากันเถอะ

 

โดย:           สหัส รัตนะโสภณชัย

          Sahas Ratanasoponchai

Assistant Vice President: Hygiene Business

Betagro Group

Full article TH-EN

 

เกริ่นหัวข้อแบบนี้ หลายท่านอาจสงสัยว่าเป็นบทความเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสินค้าแต่อย่างใด อุตสาหกรรมอาหารจะช่วยลดโรคเบาหวานกันได้อย่างไร ในส่วนของความจริงเราจะพบว่าสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มมีการใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานไปอย่างมาก จนก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วนในหมู่เด็กๆ รวมทั้งทำให้คนไทยเป็นเบาหวาน เพราะการกินหรือดื่มน้ำตาลเกินปริมาณที่กำหนดไปจากมาตรฐานอย่างมากมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว…อุตสาหกรรมอาหารจะช่วยลดภาวะโรคเบาหวานกันในรูปแบบใด

 

จากสถิติการวิจัยที่ผ่านมา พบว่าในปี 2557 คนไทยมีภาวะเบาหวานอยู่ 4 ล้านคน มีภาวะอ้วนกันประมาณ 19 ล้านคน จากการบริโภคน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานนี้ เนื่องจากเรามักพบน้ำตาลอยู่ในสินค้ามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย หรือน้ำอัดลม เราจึงเห็นคนไทยอ้วนมากขึ้น มีภาวะเบาหวานมากขึ้น ก่อให้เกิดการสูญเสียเงินตราในการรักษาโรคเบาหวาน ทั้งในแง่การใช้ยาและการต้องดูแลรักษาสุขภาพ

 

จากคำแนะนำตามมาตรฐานได้กำหนดไว้ว่าควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เราอาจคิดว่าการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพนี้เป็นหน้าที่ของทางสาธารณสุข…นั่นอาจเป็นแค่หนทางหนึ่ง…แต่หากเรามองในอีกมุมหนึ่งนี่จะเป็นโอกาสทางการพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับสภาวะของผู้บริโภค ในหลายประเทศเริ่มมีการเข้มงวดโดยการเพิ่มภาษีสำหรับสินค้าที่ใส่น้ำตาลเพื่อควบคุมการบริโภคน้ำตาลและดูแลสุขภาพของผู้บริโภค ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้แต่อย่างใด เพียงมีกระแสว่าอาจขึ้นภาษีหากเติมน้ำตาลเกินกว่ากำหนด

 

Readers might find the title a bit confusing, and might ask what a health article has anything to do with product development issue — how food industry can help in reducing diabetes. In actuality, food industry has everything to do with diabetes. Beverages with too much sugar can cause obesity in children, and excessive consumption of sugar leads to high prevalence of diabetes in Thai people. If this is the case, what can food industry do to bring down the incident?

 

A statistical study on diabetes in Thailand revealed that, in 2014, around 4 million Thais have diabetes and 19 million have obesity problems, caused by excessive intake of sugar. High level of sugar is generally found in multitude of products, especially in energy drinks and carbonated soft drinks. More and more Thais are facing obesity and diabetes problem, and large amount of money has been spent in treating and curing these diseases.

 

According to the World Health Organization (WHO), the recommended intake of sugar in adult is less than 6 teaspoons per day. We might think that the Department of Public Health should be the one to deal with health issues — that might be true in a way. But looking from another perspective, this might be a good way for us to develop our products to match our consumers’ needs and conditions. In many countries, there have been restrictions over the use of sugar. Extra tax has been imposed on sugar-added products for the health benefit of consumers. In Thailand, there is still no actual restriction on the use of sugar, though there might be added tax imposed on products with too much sugar.

Healthier Choices Nutrition Symbol Happy, Healthy and Grateful for the Bright Future

สัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่ออนาคตที่สดใส มีความสุข สุขภาพดี

Full article TH-EN

สภาพแวดล้อมของสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีพลังงาน ไขมัน โซเดียม และน้ำตาลสูง ประกอบกับผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรือไม่สนใจอ่านข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ที่มีรายละเอียดของปริมาณสารอาหารต่างๆ จึงไม่ทราบว่าเมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ ไปแล้ว ร่างกายจะได้รับสารอาหารอะไรบ้างและในปริมาณมากน้อยเพียงใด ดังนั้น คงจะดีไม่น้อยหากเราเดินเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร แล้วบนฉลากของผลิตภัณฑ์มีบางสิ่งที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นว่าอาหารที่เรากำลังจะจ่ายเงินซื้อนั้นดีต่อสุขภาพหรือไม่

คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่ายได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงส่งเสริมการใช้ข้อมูลโภชนาการในรูปแบบสัญลักษณ์โภชนาการ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อและบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมต่อสุขภาพ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตอาหารพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีคุณค่าโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น

สัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ที่แสดงบนบรรจุภัณฑ์บ่งบอกให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์อาหารนั้นมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน เกลือ (โซเดียม) หรือสารอาหารอื่นๆ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งจะช่วยสื่อสารกับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

The environment of the Thai society has been changing lately. Eating out has become a habit and more familiar with ready to eat food, which typically given high energy, fat, sodium and sugar. Most consumers do not understand or pay attention to the nutritional information on the packaging so that they do not aware what type, quantity, and amount of nutrients they are consuming. It would be nice actually to see the information on the label that helps us make better and easier decision on the food we are going to pay for it, healthy or not.

The National Food Committee, together with association networks have realized such problems. For that reason, they promote the use of nutrition information in the form of the nutritional symbol. This will serve as a tool for consumers to make decisions on purchasing and consuming nutritious food based on their health, and moreover, to motivate food and beverage manufacturers to reformulate existing products and develop new products with a healthier composition.

The nutrition symbols “Healthier Choices” displayed on the packaging indicates that the amount of sugar, fat, salt (sodium), or other nutrients comply with the nutrition recommendation criteria. By this means, it can communicate with consumers faster for a decision to buy healthy balance diet.

Success Case “Inverter Systems” Reduce Energy Costs in Pig Farm

Success Case “ระบบอินเวอร์เตอร์” ลดค่าไฟในฟาร์มสุกร

โดย: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

Full article TH-EN

ปัจจุบันเทคโนโลยีการประหยัดไฟฟ้าด้วยระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) กำลังได้รับความนิยม เพราะช่วยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ทั้งเครื่องปรับอากาศ พัดลม ปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า เป็นต้น กินไฟน้อยลงกว่าปกติถึงร้อยละ 35-55

ระบบอินเวอร์เตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนความเร็วรอบของมอเตอร์ให้เหมาะสมกับการทำงาน ทำให้กินไฟน้อยลง จึงช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ ไม่เพียงเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้นที่ใช้อินเวอร์เตอร์ไปช่วยประหยัดค่าไฟ แต่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ติดตั้งระบบนี้เพื่อให้รถยนต์สองระบบที่ใช้ไฟฟ้าร่วมด้วยประหยัดไฟมากขึ้น ที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรก็ได้นำเอาเทคโนโลยีนี้ไปช่วยลดการใช้ไฟฟ้าภายในฟาร์มได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้บุกเบิกใช้ในฟาร์มสุกรของบริษัทฯ

ซีพีเอฟ ได้นำระบบอินเวอร์เตอร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การใช้พลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดแต่ต้องประหยัดที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการเลี้ยงสุกรที่ใช้โรงเรือนระบบ EVAP ซึ่งต้องติดตั้งพัดลมไว้ท้ายเล้าเพื่อดูดอากาศ บางโรงเรือนต้องใช้พัดลมถึง 10-15 ตัว ขึ้นอยู่กับขนาดโรงเรือนและขนาดน้ำหนักสุกร และโดยทั่วไปพัดลมจะถูกสั่งให้ทำงานตามอุณหภูมิและตามความต้องการของตัวสุกรในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งในการเปิดพัดลมเพิ่มขึ้นทุกๆ ครั้ง จะมีการใช้ไฟฟ้าที่สูงมากกว่าปกติทันที 2-3 เท่า ทำให้เกิดการกระชากไฟได้

Currently, energy-saving technologies which utilize inverter systems are gaining popularity because they allow electronic equipment using motors such as air conditioners, fans, pumps, or washing machines to consume 35 – 55 percent less electricity.

Inverter systems are electronic devices used to control electric motors and efficiently adjust the speed of the motor to suit operational requirements, thereby consuming less power and saving electricity. Not only are inverters used with electrical appliances to help save on energy costs, but inverter technologies have been incorporated into the designs of dual-system electric cars by the auto industry to provide power savings. The pork industry in Thailand has the potential to utilize inverter technology to substantially reduce electricity use in pig farm, and Charoen Pokphand Foods Ltd. (CPF) has been a pioneer in this field.

CPF’s pork business line has adopted inverter systems to make the most efficient and economical use of electricity. Notably, the company’s pig raising operations use evaporative air cooling systems (EVAP) which require the installation of ventilating fans at the end of buildings to circulate the air. Some buildings need 10 to 15 fans, depending on size of the facility and weight of the pigs. In general, the fans are activated by ambient temperatures and the requirements for raising the pigs in each age group. But every time a fan is turned on, electricity use will immediately increase 2 – 3 times greater than normal, thereby causing a power surge.

Ultrasonic Technology

เทคโนโลยีอัลตร้าโซนิค (Ultrasonic Technology)

โดย: Senta Pack Machinery & Service Co., Ltd.

Full article TH-EN

อัลตร้าโซนิค คือ คลื่นเสียงที่มีความถี่อยู่ที่ 20 kHz ขึ้นไป ซึ่งมีความถี่ที่สูงจนมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน ความถี่นี้จะมีสัตว์อยู่บางประเภทที่สามารถได้ยินได้ เช่น ค้างคาว และโลมา โดยค้างคาวจะใช้คลื่นความถี่อัลตร้าโซนิคในการระบุตำแหน่ง รูปร่าง ทิศทาง ของวัตถุที่ขวางเส้นการเดินทาง และความเร็วในการเคลื่อนที่ของสิ่งนั้นๆ ได้อย่างแม่นยำ ด้วยหลักการสะท้อนของคลื่นเสียงที่ว่า มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ด้วยหลักการเดียวกันนี้ มนุษย์จึงนำคลื่นย่านอัลตร้าโซนิคมาใช้งาน เนื่องจากเป็นคลื่นที่มี “ทิศทาง” ทำให้สามารถเล็งคลื่นไปที่ตำแหน่งหรือเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากคุณสมบัติของคลื่นที่ว่า ยิ่งคลื่นมีความถี่สูงมากเท่าใด ความยาวคลื่นก็จะยิ่งสั้นลง

เมื่อคลื่นที่ส่งออกมานั้นมีทิศทาง เราจึงสามารถนำคลื่นเสียงไปใช้งานได้หลายอย่าง ทั้งการวัดความลึกใต้ท้องทะเลโดยใช้โซนาร์ และในด้านการแพทย์ใช้จับตำแหน่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ใช้ทดสอบการรั่วของท่อ นำไปใช้ในเครื่องควบคุมระยะไกล (Ultrasonic remote control) เครื่องล้างอุปกรณ์ (Ultrasonic cleaner) เป็นต้น ซึ่งจะใช้ความถี่ที่แตกต่างกันไปตามประเภทของงานที่นำไปใช้

สำหรับในด้านอุตสาหกรรม มีการนำคลื่นอัลตร้าโซนิคใช้ตรวจสอบวัตถุดิบ (Material testing) ใช้สำหรับการซีล (Sealing) หรือใช้ในงานเชื่อม (Welding) โดยอาศัยหลักการเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าที่ความถี่สูงเป็นการสั่นทางกลด้วยเพียโซอิเล็กทริก (Piezoelectric) ที่มีการเปลี่ยนรูป ยืด และหด ตามทิศทางของสนามไฟฟ้า ทำให้เกิดความร้อนเนื่องมาจากแรงเสียดทานในชิ้นงานในระดับโมเลกุล และจะเกิดขึ้นเฉพาะในชั้นของฟิล์มที่ต้องการซีลเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความร้อนภายนอกเหมือนกับการซีลแบบความร้อนทั่วไป

Ultrasound is sound waves with frequencies higher than 20 kHz and above that people are unable to hear, but some animals such as bats, and dolphins could. Bats use ultra-sonic frequency to accurately identify position, shape, and direction of the object blocking their ways, as well as the maneuvering speed of the object. Bats use of the reflection of sound waves, the wave is incident on the surface equals the angle at which it is reflected. With the same principle, human discover the use of ultra-sonic wavelength. This kind of wave has a “direction” to accurately pinpoint to the destination or desired target. Due to wave properties, the higher the frequency the shorter the wavelength.

The wave is reflected in the travelling directions. The sound waves therefore can be utilized for many applications including to determine the underwater depth by using sonar, to reveal the internal structure of a body for medical uses, to test tube leakage, to use for the Ultrasonic remote control and Ultrasonic cleaner, etc. The frequency of such applications varies according to the type of work undertaken.

For the Industry, they utilize the ultra-sonic wavelength for Material testing, Sealing or Welding. By converting the electrical signals at high frequency to mechanical vibration through Piezoelectric effect which stretch or shrink according to the direction of the electric field, the heat occurs from the friction between materials at the molecular level and takes place only in the layer wanted to be sealed, unlike external heat that comes from regular sealing.

Chia Seeds Super Fruit & Super Food

เมล็ดเชีย ซูเปอร์ฟรุ๊ต และซูเปอร์ฟู้ด

โดย: บุศรินทร์ สมานพันธ์ชัย
Bussarin Samarnphanchai
Product Executive
DPO (Thailand) Ltd.

Full article TH-EN

เมล็ดเชีย1 (Chia seeds) เป็นพืชท้องถิ่นในแถบประเทศเม็กซิโกใต้และกัวเตมาลา เมื่อไม่นานมานี้เมล็ดเชียเริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพในฐานะที่เป็นซูเปอร์ฟู้ดเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง เนื่องจากเมล็ดเชียเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า-3ที่มาจากพืช ใยอาหาร โปรตีน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เมล็ดเชียยังไม่มีคอเลสเทอรอลและกลูเตน เมล็ดเชียมีรสชาติที่ดีและสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย (Coelho & Salas-Mellado, 2014; Munoz et al., 2012) นอกจากนี้ เมล็ดเชียยังได้รับการยอมรับให้เป็นอาหารรูปแบบใหม่ (Novel food) ในสหภาพยุโรปเมื่อปี 2009 (European Commission, 2013)

เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่มาจากพืชชนิดต่างๆ เมล็ดเชียเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงที่สุด และยังประกอบด้วยโอเมก้า-6 ในปริมาณที่สูงอีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า-3 นี้ เป็นกลุ่มของกรดไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวสูงที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อโภชนาการและสุขภาพ และเกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Coelho & Salas-Mellado, 2014)

เมล็ดเชียยังเป็นแหล่งของใยอาหาร โดยมีปริมาณใยอาหารสูงกว่าแฟล็กซีด (flaxseeds) และคีนัว (Quinoa) ซึ่งประกอบไปด้วยใยอาหารประเภทที่ละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ ด้วยปริมาณใยอาหารที่สูงนี้ ทำให้เมล็ดเชียมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก โดยใยอาหารที่ละลายน้ำไม่ได้มีความสามารถในการจับกับน้ำและขยายตัว จึงช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มหลังการบริโภค (Toscano et al., 2015)

Chia1 are native plants to Southern Mexico and Guatemala and had lately gained popularity and recognition for their numerous health benefits. They have emerged as excellent superfoods within the healthy community mainly because Chia seeds are natural, free from cholesterol and gluten. Chia seeds are nutrient dense and are great source of vegetal omega-3 fatty acid, dietary fibers, proteins and essential minerals. In addition, their extracted phenolic compounds show antioxidant activity. Chia seeds have been approved as a novel food in the EU since 2009 (European Commission, 2013). They have a pleasant taste that enables them to be incorporated into a wide range of recipes. (Coelho & Salas-Mellado, 2014; Munoz et al., 2012).

Chia seeds are among the richest source of vegetal omega-3 fatty acids and contain high levels of Omega-6 compared to other plant foods. Unsaturated Omega-3 fatty acids are nutritionally important for good health and are beneficial for individuals suffering from heart disease, diabetes and immune response disorders (Coelho & Salas-Mellado, 2014).

According to USDA (2016), the dietary fiber content in chia seeds are higher than flax seeds and quinoa seeds, and could greatly contribute to weight loss. Another benefit of Chia seeds is that their insoluble dietary fibre is capable of retaining water and expands, causing an increase in satiety (the feeling of fullness) after consumption (Toscano et al., 2015).

X-Ray Technology for Foreign Body Detention in Glass Bottles

เทคโนโลยีเอ็กซเรย์เพื่อตรวจจับสิ่งปลอมปนในขวดแก้ว

โดย: บริษัท เมทเล่อร์-โทเลโด (ประเทศไทย) จำกัด
Mettler-Toledo (Thailand) Limited

Full article TH-EN

ในปัจจุบันระบบมาตรฐานด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่มมีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีมาตรฐานใหม่ๆ เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น BRC, IFS, SQF หรือ FSSC22000 เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตจากประเทศอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

หัวข้อสำคัญที่ระบบมาตรฐานต่างๆ ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับอย่างเข้มงวด นั่นคือ การตรวจจับสิ่งปลอมปน (Foreign body detection) ซึ่งในปัจจุบัน มีอุปกรณ์และเครื่องจักรหลากหลายประเภทที่ทำหน้าที่ตรวจจับสิ่งปลอมปน เช่น เครื่องคัดแยกหิน (De stoner) เครื่องคัดแยกด้วยสี (Color Sorter) แม่เหล็ก (Magnetic trap) ไปจนถึงเครื่องตรวจจับสิ่งปลอมปนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม นั่นคือ เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal detector) และ เครื่องเอ็กซเรย์ (X-ray inspection system) โดยเครื่องจักรแต่ละชนิดจะถูกเลือกใช้งานแตกต่างกันไปตามรูปแบบกระบวนการผลิต หรือตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีข้อจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น เครื่องคัดแยกด้วยสีจะถูกติดตั้งใช้งานในระหว่างกระบวนการผลิตและไม่สามารถคัดแยกสิ่งปลอมปนที่มีสีใกล้เคียงกับสินค้าได้ เครื่องตรวจจับโลหะสามารถติดตั้งได้ทั้งในระหว่างกระบวนการผลิตและท้ายสุดของกระบวนการผลิตคือหลังการบรรจุหีบห่อแล้ว แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถใช้งานกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นโลหะหรือมีส่วนผสมของโลหะ เช่น อลูมิเนียมฟอยล์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ผลิตสามารถติดตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรที่ใช้คัดกรองสิ่งปลอมปนในระหว่างกระบวนการผลิตได้หลากหลายชนิด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตรวจเช็คสิ่งปลอมปนภายหลังการปิดผนึกสินค้าเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นโอกาสสุดท้ายในการยืนยันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ก่อนส่งมอบถึงผู้บริโภค ดังนั้นในหลายๆ กรณีเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจจับสิ่งปลอมปน จึงเข้ามาเป็นปราการด่านสุดท้ายในกระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ที่เป็นข้อจำกัดของเครื่องตรวจจับโลหะ เช่น สินค้าที่บรรจุในถุงอลูมิเนียมฟอยล์ การใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋องโลหะ หรือ ความสามารถในการตรวจจับสิ่งปลอมปนชนิดอื่นที่ไม่ใช่เพียงแค่โลหะ อย่างในกรณีการตรวจจับเศษแก้วในภาชนะบรรจุที่เป็นขวดแก้วได้ เป็นต้น

Currently, production standards of food and beverage have been continuously developed and improved. New standards have come to Thailand, such as BRC, IFS SQF and FSSC22000 and the like. These new standards have in turn resulted in the upgrade of product qualities and ensure the competitiveness with producers in other countries.

“Foreign body detection” is the key topic that has got strict concern in any production standards. Now, many equipments and devices have been in place for foreign body detection, including De-stoner, Color sorter, Magnetic trap as well as metal detector and X-ray inspection system, the most common detecting systems in food and beverage industries. Each individual system has been selected and used differently according to the production process or the product type. For example, Color sorter will be installed and run during the production process. However, it is unable to screen out the adulterated substances that have similar color as the product. While, metal detector can be installed both during and at the end of production process or simply after packaging, but its inability to detect metal or semi-metal package is considered as the major limitation, aluminum foil, for example.

In a meantime, producer can install many kinds of foreign body detection devices in the production process. However, it is undeniable that the foreign body detection after packaging is the final important step to ensure product quality before delivering to consumers. In many cases, therefore, foreign body detection has come in as a last step of any food and beverage productions as it can fulfill the limitation of metal detector in detecting product with aluminum foil packaging, metal tins and even detecting other adulterated substances than the metal, detecting the tiny piece of glass in glass container, for example.

Juice HACCP (21 CFR Part 120)

 

กฎหมาย HACCP สำหรับน้ำผลไม้

 

โดย: จิรากร ประเสริฐชีวะ

Jirakorn Prasertcheeva

Lead Auditor

SGS (Thailand) Limited

Full article TH-EN

ตามที่องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (USFDA) ได้มีการประกาศกฎหมายการปรับปรุงความปลอดภัยของอาหารให้ทันสมัย เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554 ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของสหรัฐอเมริกาในรอบ 70 ปี และได้กำหนดให้ทางผู้ผลิตดำเนินการแก้ไขหลักการวิเคราะห์อันตราย ตามแนวทางของ HACCP-Codex เพื่อให้ปรับเข้าสู่หลักการวิเคราะห์อันตรายและมาตรการควบคุมเชิงป้องกันบนพื้นฐานความเสี่ยง (Hazard Analysis and Risk-based Preventive Control; HARPC) หลักการวิเคราะห์อันตรายและการควบคุมจุดวิกฤติสำหรับอุตสาหกรรมผลิตน้ำผลไม้ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของหลักการวิเคราะห์อันตรายและมาตรการควบคุมเชิงป้องกันบนพื้นฐานความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

 

หลักการวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤติสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้เป็นระบบเพื่อลดหรือขจัดอันตรายต่อความปลอดภัยของอาหาร สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และกิจกรรมการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ เพื่อควบคุมอันตรายที่มีนัยยะสำคัญสำหรับน้ำผลไม้สกัด เนื้อผลไม้ตีป่น และน้ำผลไม้เข้มข้นโดยอาศัยองค์ความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2544 ทำให้ผู้ผลิตน้ำผลไม้จะต้องปฏิบัติให้เกิดความสอดคล้องกับข้อบังคับในสองส่วนหลักๆ ส่วนที่หนึ่ง คือ ต้องปฏิบัติตามหลักการของ HACCP และระบบการจัดการกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่สอง คือ ผู้ผลิตน้ำผลไม้ต้องประยุกต์หลักการในการลดจำนวนของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่เฉพาะตรงกับแหล่งของวัตถุดิบชนิดนั้นๆ (Pertinent microorganism) ในน้ำผลไม้ให้ลดลงถึงร้อยละ 99.999 หรือ 5-log Cycles  ที่มีโอกาสส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญทางด้านสุขภาพของประชาชนโดยทั่วไป เช่น Salmonella ป็นเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่สามารถพบได้โดยทั่วไปจากผลไม้ตระกูลส้ม เชื้อ E. coli O157:H7 และ Cryptosporidium parvum ซึ่งสามารถพบได้จากน้ำแอปเปิ้ล เป็นต้น

 

น้ำผลไม้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการระบาดของโรคต่างๆ อาจจะใช้ Listeria monocytogenes เป็นตัวแทนสำหรับ Pertinent microorganism และน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีค่า pH น้อยกว่าหรือเท่ากับ 4.6 อาจจะใช้ “Vegetative bacterial pathogens” แทน Pertinent microorganism

 

According to the U.S. Food and Drug Administration (USFDA) has promulgated legislation to improve the food safety modernization On 4 January 2011, which raises the food safety law of the United States in 70 years and was assigned to the manufacturer as working to fix the hazard analysis guidelines of HACCP-Codex to adapt to the principles of hazard analysis and control measures, preventive basis risk (Hazard Analysis and Risk-based Preventive Control; HARPC) principles. Juice HACCP is one example of the principles of hazard analysis and preventive control measures based on risk as well.

 

Juice HACCP commonly refers to the use of HACCP systems to minimize food safety risks and significant hazards in the juice processing, packaging, and transportation industries. Significant hazards for a particular juice, puree, or concentrate are identified based upon scientific information. Under the federal Juice HACCP rule published in 2001, juice processors must comply with two requirements: (1) Subpart A of the rule requires use of HACCP principles and systems in their operations; (2) Subpart B of the rule requires that processors implement treatment(s) to reduce a theoretical population of “pertinent” microorganisms in the juice by 99.999% or 5-log Cycles. The “pertinent” microorganism is defined as the most resistant microorganism of public health significance that is likely to occur in the juice. At the present time, Salmonella is generally recognized as the pertinent organism for citrus juices, and E. coli O157:H7 and Cryptosporidium parvum are accepted as the pertinent organisms for apple juice.

 

Juices that have not been involved in disease outbreaks may use Listeria monocytogenes as the pertinent microorganism. Additionally, other juices with pH levels of 4.6 or less may use the phrase “Vegetative bacterial pathogens” as the pertinent microorganisms.

Barcodes and Labels as Brand Ambassadors

ปั้นบาร์โค้ดและฉลากให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

Full article TH-EN

หลังจากที่ได้ทุ่มเทเวลาและเงินจำนวนมากมายไปกับการออกแบบสีของบริษัท ซึ่งคุณทราบดีว่าสีของบริษัทของคุณจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นจากคู่แข่ง เป็นที่จดจำ สะท้อนดีไซน์ของบริษัท ทั้งยังส่งผ่านความรู้สึกไปยังผู้บริโภคและพนักงาน และในท้ายที่สุดแล้ว สียังเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า สีประจำบริษัทของคุณจะอยู่ในทุกสิ่งที่คุณใช้สื่อสารกับลูกค้า ยกเว้นฉลากและบาร์โค้ด แต่ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ฉลากที่พิมพ์ด้วยสีของบริษัทของคุณ
ใครๆ ก็พิมพ์สีดำได้ แต่การพิมพ์แบบหลากสีจะช่วยให้สินค้าของคุณดูน่าสนใจกว่า โดยในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีได้ทำให้เกิดทางเลือกต่างๆ มากมายในท้องตลาด รวมทั้งระบบการพิมพ์ริบบอนด้วยการถ่ายโอนความร้อนผ่านผ้าหมึก (Thermal-transfer ink ribbons) ซึ่งสามารถตีพิมพ์ริบบอนบาร์โค้ดได้ในสีเฉพาะของบริษัทของคุณโดยไม่มีข้อแม้ว่าสีจะพิเศษขนาดไหน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะมีประโยชน์กับคุณไปอีกนาน1 เทคโนโลยีการพิมพ์ริบบอนด้วยความร้อนจะช่วยให้สินค้าของคุณโดดเด่นมากขึ้นในตลาด และยิ่งคุณมีฉลากสินค้าและบาร์โค้ดในสีของบริษัทคุณเอง ยิ่งทำให้สินค้าดูโดดเด่นมากขึ้นไปอีก

ริบบอนสีช่วยสร้างบรรยากาศ
สีดำถือเป็นสีมาตรฐานที่ไม่สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคอีกต่อไป และใครก็ตามที่อยากให้สินค้าของตนโดดเด่นมากขึ้นในตลาดต้องพยายามแหกกฎข้อนี้ให้ได้ การใช้ฉลากและบาร์โค้ดที่เจือด้วยความเป็นตัวตนของแบรนด์ในหลายๆ มุม การจำหน่ายสินค้าแบบเฉพาะของบริษัทด้วยสีของบริษัทเอง หรือการสอดแทรกสีที่โดดเด่นไปจากสีที่ใช้กันเป็นปกติ ถือเป็นทางเลือกที่ใช้ได้ริบบอนแว็กซ์-เรซิ่น ริบบอนเรซิน และริบบอนแบบเนียร์เอ็ดจ์ ที่พิมพ์ออกมาในหลายหลากสีถือเป็นวัสดุที่ใช้กันทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากสีที่คุณต้องการไม่มีอยู่ในตัวเลือก ผู้ผลิตสามารถออกแบบสีให้คุณแบบเฉพาะ และใช้วิธีการพิมพ์ด้วยความร้อนเพื่อให้ได้สินค้าที่ถูกใจคุณมากที่สุด

You have invested much time, money and work into developing your corporate color. You know that color features prominently in your corporate design and strengthens brand awareness, sets your company apart from competitors, and sends an emotional message to your customers and employees. And at the end of the day it supports purchase decisions. Your corporate color is on all of your company’s communication tools – except its labels and barcodes. Why is that?

Thermal-Transfer Foils in Your Corporate Color
Anyone can do black. Color print catches eyes. Today many special features have been invented and offered to the market. One of these offers is to develop thermal-transfer ink ribbons exclusively for you in your exclusive corporate color, even if it involves very special color blends, which can be held constant for you over the years1. This thermal-transfer ink ribbons technology helps enhance your market presence. Labels and barcodes in corporate colors make your products even more unique.

Color Thermal-Transfer Ribbons Set The Tone Black print is standard and nothing special for consumers, so anyone looking to draw attention to their product will break this habit.
Use labels and barcodes to give your products a personal touch in several ways. Autograph merchandise with your corporate color, or add an out-of-the-ordinary splash of color.
Wax-resin, resin and near-edge ribbons in many colors are the most common materials and colors. However, if your desired color is not among them, a provider can custom the special color thermal-transfer ribbons just for you.