Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
News

คาดการณ์ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทยปี 2565 ‘ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับกำลังซื้อที่ลดต่ำลง’


สำหรับการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศนั้น จากข้อมูลคาดการณ์ว่าสถานการณ์การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยปี 2565 นี้จะเติบโตได้สูงสุด ร้อยละ 6 นับเป็นการชะลอตัวของการเติบโตหากเทียบกับปีที่แล้ว (ปี 2564) ที่คาดว่าจะโตถึงร้อยละ 10 โดยสาเหตุอาจมาจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ปริมาณของสินค้าที่ส่งออกก็ชะลอตัวเช่นเดียวกัน โดยมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจโลก และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ทำให้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่ก็มีสินค้าบางประเภทที่คาดว่าสามารถเติบโตได้ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เนื่องจากตลาดปลายทางมีความต้องการสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น อย่างเช่น

1. สินค้ากลุ่มผลไม้ – จากความต้องการของคู่ค้ารายใหญ่ของไทยอย่างประเทศจีน ร่วมกับภาครัฐมีการเจรจาขยายด่านนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับจีน พร้อมกำหนดมาตรการเชิงรุกเอื้อต่อการส่งออกผลไม้

2.สินค้ากลุ่มน้ำมันพืช – ระดับราคาของน้ำมันพืชยังเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับความต้องการของประเทศอินเดียที่เพิ่มขึ้น

3.สินค้ากลุ่มปศุสัตว์ – หลังจากส่งออกลดลงในปีก่อน ปัจจุบันนี้สถานการณ์การส่งออกดีขึ้น เนื่องจากความต้องการจากประเทศจีนที่เพิ่มขึ้น จากการรับรองโรงงานผลิตไก่และผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ได้รับรองให้สามารถส่งออกไปที่จีนได้มีเพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดการณ์ว่าน่าจะยังคงหดตัว คือ สินค้าอาหารทะเลแปรรูปและอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง สินค้ากลุ่มนี้กำลังถูกจับตามอง เนื่องจากถูกลดระดับไปอยู่กลุ่ม Tier 2 Watchlist ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสินค้า

 

สำหรับสถานการณ์สินค้าในประเทศไทย จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรพบว่า การใช้จ่ายในประเทศอาจเติบโตถึงร้อยละ 2-3 ในปี 2565 นี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมองว่าอาจมาจากสาเหตุของราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงการจัดโปรโมชันต่างๆ เพื่อให้เกิดการจับจ่าย แต่ทั้งนี้กำลังการซื้อของผู้บริโภคยังคงเปราะบาง จึงทำให้การขึ้นราคาสินค้าทำได้ไม่เต็มที่ และหากมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิดที่รุนแรงเกิดขึ้นก็อาจจะทำให้ได้ตัวเลขที่ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยผู้ประกอบการ SME ที่ต้องเผชิญหน้าความท้าทายอย่างมากในขณะนี้ สามารถนำแนวทางต่อไปนี้เพื่อใช้เป็นทางเลือกให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ให้ได้

1.วางแผนลดต้นทุนการผลิต – ไม่ว่าจะเป็นการหาวัตถุดิบทางเลือก จัดการระบบคลังและขนส่ง เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่หมดอายุเร็ว

2.ชะลอการลงทุนที่ไม่จำเป็น – เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน สำหรับบริษัทที่มีเงินทุนเหลืออาจลงทุนกับระบบ IIoT (Industrial Internet of Things)

3.กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค – ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาดและราคา รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

4.ติดตามการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ – จับตามองผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่เข้ามา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นเทรนด์ อย่างอาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสมุนไพร

5.สังเกตแนวโน้มการปรับภาษีสุขภาพของผู้บริโภค – ศึกษาและดูรายละเอียดภาษีสุขภาพทั้งหลาย เช่น ภาษีความหวาน ความเค็ม รวมถึงการคุมเข้มเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) อย่าง ภาษีคาร์บอน มาตรการห้ามใช้บรรจุภัณฑ์และพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง

เรียกได้ว่าผู้ประกอบการควรเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคอยู่เสมอ พร้อมทั้งหาตัวช่วยหรือพันธมิตร รวมทั้งมาตรการจากภาครัฐและสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้

 

มองผ่านมุมของหอการค้าแห่งประเทศไทย

คุณวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย เชื่อว่าไทยยังเติบโตได้แม้ไม่หวือหวาเท่าปีที่ผ่านมา ที่ได้ ‘ทุเรียน’ เป็นพระเอกหลัก ตามด้วยสินค้าอาหารแปรรูป ที่เมื่อปลดล็อคให้มีการจัดเลี้ยงได้ก็จะช่วยส่งให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารเติบโตได้โดยมองว่าท้ายสุดแล้วอาจเติบโตถึงร้อยละ 10 สำหรับกลุ่มสินค้าที่น่าจะเติบโตในปี 2565 ผ่านมุมมองของหอการค้าไทยก็จะเป็น พืชผลทางการเกษตร (ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล ผลไม้สด เป็นต้น) รวมถึงสินค้าปศุสัตว์และอาหารทะเล ทั้งนี้คุณวิศิษฐ์ยังกล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารที่เกิดจากนวัตกรรม เช่น โปรตีนทางเลือก หรืออาหารสำหรับผู้ที่มีความต้องการเฉพาะ เพราะมองเห็นว่าเป็นโอกาสที่ธุรกิจระดับ SME จะเข้าไปแข่งขันกับรายใหญ่ได้ สิ่งสำคัญที่คุณวิศิษฐ์ทิ้งท้ายคือ ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคว่าผันตัวไปในทิศทางไหน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่ตรงใจตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ไม่ใช่แค่ในปีนี้ แต่รวมถึงปีอื่นๆ ต่อจากนี้ไปได้

สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ : FULL ARTICLE