Skip to main content
T_SAMYANG0126
T_GNT0126
THAICARGOEXPO1025
T_OHAUS
T_Interpack26
T_VEGA
What's In

EXCLUSIVE WEBINAR Q&A SUMMARY Food Focus Virtual Connect IoT in Food & Beverage Industry…To Thrive in the New Normal

Q: ถ้าเราทำ IoT ในฟาร์มผักผลไม้ หรือโรงหมักคราฟต์เบียร์ แล้วต้องการให้ลูกค้ามีส่วนร่วมด้วย เช่น ดูการแสดงพัฒนาการต่างๆ ที่เราใช้ IoT ต่อร่วมไว้ ควรจะแสดงผลด้านไหนให้ลูกค้าดูถึงจะเพิ่มผลประโยชน์ทางด้านการทำตลาดและการขายให้ยอดเติบโตขึ้นได้

A: ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของโรงงานว่าส่วนไหนที่เปิดให้ลูกค้าเข้าไปดู เช่น การบรรจุกระป๋อง หากมีเซนเซอร์ที่ตรวจจับว่ากระป๋องบิดหรือมีผลิตภัณฑ์หกออกจากกระป๋อง เครื่องจักรจะดำเนินการตรวจสอบและแสดงข้อมูลออกมาเป็นกราฟ ในกรณีที่ทำแบบแดชบอร์ด ซึ่งถ้าค่าออกมาน้อยแสดงว่าดี หมายความว่า สายการผลิตมีประสิทธิภาพ หรือการใช้ AR ติดที่บรรจุภัณฑ์กระป๋อง เมื่อใช้โทรศัพท์มือถือสแกนจะแสดงวีดิโอหรือเอกสารที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้

 

Q: การใช้บริการบนคลาวด์คนมักพูดถึงในเรื่องความปลอดภัย แล้วในแง่ของความเสี่ยงมีบ้างหรือไม่

A: ขึ้นกับ Infrastructure ด้วยซึ่งหากฝนตกก็จะส่งผลกระทบทำให้อินเทอร์เน็ตหลุดหรือดับ แต่แน่นอนว่าจะต้องมีการวางแผนเรื่องการสำรองข้อมูลในกรณีนี้ไว้อยู่ หากอินเทอร์เน็ตในประเทศมีปัญหา ข้อมูลก็มีโอกาสจะสูญหายได้ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก และขึ้นกับความเสถียรและอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น ไวไฟ สายแลนด์หรือ 4G

 

Q: ตอนนี้ใช้ ERP ในการวางแผนการผลิตอยู่ แต่ทางโรงงานใช้ ERP เพื่อบันทึกอย่างเดียว เเต่ไม่ได้มีการใช้งานฟังชันตรวจสอบย้อนกลับหรือเเสดงแดชบอร์ดเพื่อรายงานสถานการณ์การทำงานหรือการผลิต เนื่องจากผู้ใช้งานบางท่านค่อนข้างมีอายุพอสมควร ในทีมเองเห็นความสามารถในการใช้งานข้อมูลที่หลากหลายมาก ทั้งทีมการตลาด ทีมวางแผนผลิต เเละทีมตรวจสอบคุณภาพ เเต่ยังมีความยาก เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่คุ้นชิน ด้วยวัยเเละไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อยากทราบว่าเราควรค่อยๆเปลี่ยนแปลงอย่างไรดี เริ่มต้นจากตรงไหนดี

A: หากโรงงานขนาดใหญ่และผู้ใช้งานระดับซีเนียร์อาจมีความกังวลเรื่องความยากในการทำงาน ควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้เบื้องต้น ผู้บริหารอาจต้องให้ความรู้และจัดอบรมสอนการทำงาน เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ และ ERP มีฟังก์ชันที่พร้อมใช้กับข้อมูลที่มีอยู่แล้ว แก้ไขเพียงแค่เล็กน้อยก็ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ดังนั้นควรทำเป็นขั้นตอนและเริ่มจากการบอกให้เห็นถึงประโยชน์ และทางทีมไอทีอาจต้องศึกษารอบด้านทั้งประโยชน์และปัญหา รวมทั้งสามาถทำให้ผู้บริหารนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่เร็วขึ้น

 

Q: การเก็บข้อมูลบนคลาวด์มีพื้นที่จัดเก็บอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายต่อปีเท่าไหร่ในการเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

A: ขึ้นกับจำนวนผู้ใช้งาน และใช้งานโมดูลอะไร ตอนนี้มีทางเลือกให้เลือกว่าจะซื้อพื้นที่เพิ่มเผื่อไว้หรือไม่ แต่ในการวิเคราะห์พื้นที่ที่ต้องการคลาวด์โพรไวเดอร์จะจัดสรรให้อย่างพอเหมาะ

 

Q: อยากให้ช่วยแชร์ประสบการณ์ และงบประมาณคร่าวๆ ในการปรับเปลี่ยนการทำงานมาใช้งาน IoT ตลอดห่วงโซ่อาหารทางด้านปศุสัตว์

A: ปัญหาของปศุสัตว์มีตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างเช่น เกษตรกร การเปิดปิดหรือตั้งเวลาอุปกรณ์ไอที ใช้งบประมาณที่ไม่สูงมากราคาไม่ถึงพัน เมื่อเข้าสู่กลางน้ำแล้วจะเข้าสู่กระบวนการผลิต มีการเริ่มใช้เครื่องจักร ต้องมีการบำรุงรักษา ปรับปรุงและวัดสภาพ การควบคุมคุณภาพของผลผลิต การแปรรูปสินค้า เริ่มจากอุปกรณ์แบบ DIY ก่อนว่าใช้ได้จริงหรือไม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพได้จริงหรือไม่ ซึ่งไม่ได้มีราคาสูงมาก อุปกรณ์อาจเริ่มจากเล็กๆ ก่อนแล้วจึงเปลี่ยนหรือปรับมาใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและความละเอียดมากขึ้น

 

Q: IoT สามารถช่วยลดขั้นตอนในกระบวนการตัดแต่งสินค้าในไลน์การผลิตได้อย่างไรบ้างที่จะสามารถคงคุณภาพตามความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด

A: ในเรื่องการลดขั้นตอนในการตัดแต่ง อาจใช้กล้องมาช่วยจับภาพสินค้า ว่าอยู่ไหนสภาพไหน คุณภาพดีแค่ไหน ช่วยลดคนและลดเวลาในการคัดเลือกสินค้า เพราะกล้องมีโปรแกรมตั้งไว้ให้คัดแยกเบื้องต้นอยู่แล้ว จากนั้นจึงใช้คนก็จะประหยัดเวลาในการใช้คนแยกมากขึ้น

 

Q: ถ้าคนงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องเทคโนโลยี จะสามารถใช้ IoT ได้ไหม ต้องเริ่มจากส่วนไหนดี

A: IoT มีทั้งแบบง่ายและยาก สามารถเริ่มใช้แบบง่ายๆ ก่อน เช่น กดสวิตช์เซนเซอร์ แต่สิ่งที่จำเป็นคือการให้ความรู้เรื่องอุปกรณ์ที่ใช้งาน เซนเซอร์แบบไหน ได้ข้อมูลอะไร เข้าใจคอนเซปต์ของอุปกรณ์ ทำให้เวลาทดลองจะนึกภาพออก เริ่มจากจุดเล็กๆ น้อยๆ แล้วค่อยขยายมาใช้ในกระบวนการผลิตจริง และควรจะทราบว่าปัญหาหลักคืออะไร นำมาบริหารจัดการและเลือกใช้อุปกรณ์ไอที และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้จริงจะสามารถเลือกใช้ IoT ได้ทั้งแบบเริ่มต้นหรืออุตสาหกรรม

 

Q: หากระบบที่ใช้ ใช้เพียงแค่ในโรงงานอย่างเดียว จำเป็นต้องใช้ระบบคลาวด์หรือไม่หรือควรจะใช้ระบบเก็บข้อมูลแบบอื่นมากกว่า เนื่องจากห่วงเรื่องข้อมูลรั่วไหล รวมถึงถ้าใช้ระบบคลาวด์ของทาง Infor จะสามารถป้องกัน Ransomware และการแฮ็กข้อมูลได้หรือไม่

A: ปัจจุบันแอปพลิเคชันทุกตัวอยู่บนคลาวด์ ทุกอย่างในมือถืออยู่บนคลาวด์ ถ้าใช้แต่ในโรงงานก็ไม่ต้องใช่คลาวด์ได้ แต่ Ransomware มาจากอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเวลาทำงานทุกคนต้องใช้อินเทอร์เน็ต และการใช้งานบนคลาวด์มีความปลอดภัยอยู่แล้ว มีระบบการป้องกันความปลอดภัยระดับสูงสุด ในบริษัทอาจมีโปรแกรมป้องกันอยู่แล้วแต่ไม่ได้แอนวานซ์เท่าคลาวด์

 

Q: ในอุตสาหกรรมถ้าต้องเปลี่ยนมาใช้ IoT ถ้ายังใช้เครื่องจักรแบบเก่าต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เครื่องจักรเพิ่มขึ้นด้วยมั้ยในการเชื่อมต่อ หรือต้องเปลี่ยนเครื่องจักรมาใหม่เพื่อรองรับระบบ

A: ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีความกังวลว่าจะต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ แต่อุปกรณ์ IoT เช่น การวัดอุณหภูมิ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือซื้อใหม่ เครื่องจักรเก่าหลายๆ ส่วน ต้องปรับไปใช้ IoT แต่ไม่จำเป็นต้องไปรบกวนโปรแกรมเดิม เช่น เครื่องจักรเก่ามีระบบ SCADA อยู่แล้ว ไม่ต้องปรับปรุงซอฟต์แวร์ที่เพิ่มคือเพิ่มเซนเซอร์หรือเพิ่ม IoT ในส่วนอื่น หากต้องการดึงข้อมูลจากเครื่องจักรที่ค่อนข้างเก่าแล้ว สามารถใช้เซนเซอร์เพื่อนำข้อมูลจากเครื่องจักรโดยติดเซนเซอร์เพื่อนับไซเคิลไทม์  ส่วนเครื่องจักรใหม่มีเทคโนโลยีอยู่แล้วที่สามารถเชื่อมต่อกับเว็บเซอร์วิสผ่านไป ERP ได้เลย

 

Q: การเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ควรเริ่มจากกระบวนการไหนที่คิดว่าสำคัญสุด ควรทำเป็นลำดับแรก

A: อุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเกษตรกรสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ ไปใช้ เช่น ตัววัดค่า ตัวนับสินค้า อุตสาหกรรมกลางน้ำอย่างกระบวนการ เน้นที่การปรับปรุง อาจไม่ต้องเริ่มที่ IoT แต่มาดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จุดไหนที่เป็นคอขวด หรือขั้นตอนไหนที่ต้องใช้แรงงานไม่ได้เน้นอุปกรณ์ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดในการจดค่าต่างๆ ให้นำ IoT เข้าไปแทน ค่อยๆ เพิ่มกระบวนการต่างๆ เช่น หากอยากรู้สถานะผลผลิตหรือ OEE ก็ค่อยๆ เพิ่มเข้าไป เพราะเซนเซอร์มีเป็นหมื่นๆ แบบ ส่วนการต่อยอดต่อไปคือ นำมาทำแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรจากข้อมูลที่ได้มา เช่น ทุกๆ 3 เดือนเครื่องจักรจะมีประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นหากนำข้อมูลที่ทราบมาบำรุงรักษาเครื่องจักร ก็จะไม่เกิดข้อผิดพลาดและได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพอยู่เสมอ

 

Q: ช่วยแนะนำเทคโนโลยีการ Traceability ในอนาคตที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายทั้งผู้ขายและผู้บริโภค

A: การเก็บข้อมูลล็อตการผลิต การจัดซื้อ วันที่ผลิต เก็บในระบบเราเอง อาจไม่ต้องถึงการใช้ ERP หรือใช้ระบบล็อตการผลิตคู่กับล็อตที่ซื้อ เวลาย้อนกลับมาก็จะมองเห็นได้ง่ายขึ้น อย่าง Infor มีกราฟฟิคที่แสดงได้เลยว่า หากสินค้าล็อตนี้มีปัญหา เกิดจากใบสั่งผลิตอะไร ใช้วัตถุดิบจากรายไหน ซัพพลายเออร์นี้ซื้อมาจากล็อตไหน เก็บที่คลังไหน เคยขายให้ลูกค้ารายอื่นหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาดึงสินค้าที่มีปัญหาหรือเกิดการรีคอลเพื่อลดปัญหาการร้องเรียนจากผู้บริโภค หากต้องการรู้ทุกกระบวนการผลิตควรติดแทร็กตลอด ไม่จำเป็นต้องเป็น RFD แค่บาร์โค้ดหรือ QR Code ก็เพียงพอแล้ว แต่ต้องมีการติดตามทุกกระบวนการซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเกิดปัญหาที่การใช้คนซึ่งสิ้นเปลืองแรงงาน อาจใช้อุปกรณ์อ่านค่าอัตโนมัติ  IoT และระบบต่างๆ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

 

Q: ในแง่ของการลงทุนและจุดคุ้มทุนในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้งานภายในฟาร์ม จากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรมี Feed back เป็นไปในทิศทางใด และฟาร์มที่มีการร่วมทดลองใช้งานเป็นฟาร์มขนาดใด

A: เกษตรกรที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ คือ เกษตรกรในภาคเหนือ ถือเป็นฟาร์มที่ไม่ได้ใหญ่มาก และอุปกรณ์ที่นำมาปรับใช้ราคาไม่ได้สูงมาก เกษตรกรไม่ได้ใช้แค่คนเดียว แต่นำไปใช้ทุกฟาร์มในบริเวณนั้น ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุน ซึ่งหากลดต้นทุนราคาปุ๋ยได้ 1 เดือน ก็จะคืนทุนได้เร็วมาก หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมการเปิดปิดน้ำ มีต้นทุนไม่ถึง 500 บาท หนึ่งเดือนก็เรียกว่าคุ้มค่าแล้วในแง่ของค่าน้ำ และส่วนสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนก็คือห้องเย็นที่ต้องเปิด 8 ชั่วโมงทุกวัน เมื่อติดตั้งห้องเย็นแล้วจะเปลี่ยนจากการเปิด 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 3 ชั่วโมง ทำให้หนึ่งเดือนค่าใช้จ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ต้องดูว่าส่วนไหนคือปัญหาและนำไปแก้ไขได้จริงหรือไม่ และส่วนนั้นเห็นผลชัดเจนหรือไม่