FOOMA JAPAN 2026: A Global Platform for Food Processing Innovation and Technology

FOOMA JAPAN 2026: เวทีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก

           สัมผัสประสบการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงกับ FOOMA JAPAN 2026 งานแสดงเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ธีม “The Shift is On.” ที่สะท้อนถึงการเป็น “จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง” ของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในยุคใหม่

           FOOMA JAPAN ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารไว้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่เครื่องจักรแปรรูปอาหาร ระบบการผลิต เครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์แช่แข็งและทำความเย็น เทคโนโลยีตรวจจับและกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไปจนถึงระบบจัดการของเสียในโรงงานอาหาร ความน่าสนใจนี้จะทำให้งาน FOOMA JAPAN แตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่นๆ

           ในแต่ละปี งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วโลก โดยมีผู้แสดงสินค้าประมาณ 1,000 บริษัท และมีผลิตภัณฑ์รวมกว่า 7,000 รายการ พร้อมดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 110,000 คนภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการจัดแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีล้ำสมัยในพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

 

           หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ FOOMA JAPAN คือการนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องจักรแปรรูปอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านคุณภาพ ความทนทาน และความแม่นยำสูง เครื่องจักรเหล่านี้จะช่วยลดการหยุดชะงักในกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนด้านแรงงานผ่านระบบอัตโนมัติขั้นสูง อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวด และสามารถปรับแต่งตามความต้องการของผู้ผลิตอาหารในแต่ละประเทศได้อย่างยืดหยุ่น

           นอกจากนี้ FOOMA JAPAN 2026 ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะในด้าน Robotics, Internet of Things (IoT) และ Food Technology ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารในยุคดิจิทัล ภายในงานมีโซนพิเศษ เช่น “Innovation Hub” ที่รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ “Startup Zone” ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัปกว่า 30 รายได้นำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึง “Academic Plaza” ที่เป็นพื้นที่สำหรับนักวิจัยและสถาบันการศึกษาจากทั่วโลกในการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านอาหารและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

           ในมิติของความเป็นสากล FOOMA JAPAN ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงคณะผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้ามาเพื่อศึกษาและนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมของตนเอง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตอาหารญี่ปุ่น เช่น เครื่องทำซูชิและข้าวปั้นอัตโนมัติ เครื่องผลิตเส้นราเมน และระบบการผลิตเครื่องปรุงรสแบบดั้งเดิม

           อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดสัมมนาและกิจกรรมให้ความรู้ที่มุ่งเน้นตลาดต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการอาหาร โดยในปี พ.ศ. 2569 จะมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศญี่ปุ่น

           FOOMA JAPAN 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้า แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

 

           Experience transformation at FOOMA JAPAN 2026, the world’s leading food processing technology exhibition, held from June 2–5, 2026, at Tokyo Big Sight in Tokyo, Japan. Under the theme “The Shift is On.”, the event positions itself as a “starting point of change,” driving the future of the global food processing industry.

           FOOMA JAPAN is recognized as one of the most comprehensive and largest food industry exhibitions in the world. It brings together a full spectrum of technologies and solutions across the entire food production value chain. Exhibits range from food processing machinery and manufacturing systems to packaging equipment, refrigeration and freezing technologies, foreign object detection systems, and waste management solutions. This all-in-one concept distinguishes FOOMA JAPAN from many other international exhibitions that typically focus on specific segments.

           Each year, the event attracts strong participation from industry professionals worldwide. Approximately 1,000 companies exhibit, showcasing more than 7,000 products and solutions. Over the course of four days, the exhibition welcomes more than 110,000 visitors, creating a vibrant environment filled with cutting-edge machinery and innovations displayed across the expansive halls of Tokyo Big Sight.

           A major highlight of FOOMA JAPAN is the global reputation of Japanese food processing machinery. Known for its exceptional quality, durability, and precision, Japanese technology plays a critical role in ensuring stable production with minimal downtime. Advanced automation systems help improve productivity and reduce labor costs, while strict hygiene standards ensure food safety and compliance. Additionally, many manufacturers offer highly customizable solutions tailored to meet the specific needs of different food cultures and markets around the world.

 

           FOOMA JAPAN 2026 also serves as a key platform for innovation, particularly in areas such as robotics, the Internet of Things (IoT), and food technology (Food Tech). Dedicated zones such as the “Innovation Hub” highlight cutting-edge developments, while the “Startup Zone” features over 30 emerging companies presenting new ideas and disruptive technologies. The “Academic Plaza” provides a space for universities and research institutions to showcase the latest advancements in food science and future technologies.

           The exhibition continues to expand its international reach, attracting visitors from over 60 countries. Many international participants attend specifically to explore advanced solutions for producing Japanese food products, such as automated sushi and onigiri machines, ramen noodle production equipment, and integrated systems for traditional seasonings like soy sauce and miso. Delegations from developing and emerging economies also participate to identify opportunities for adopting Japanese technologies and fostering industrial collaboration.

           Another key feature of FOOMA JAPAN 2026 is its lineup of seminars and knowledge-sharing sessions focused on global markets. These sessions aim to support business expansion for food manufacturers. In 2026, a special seminar hosted by the Embassy of India in Japan will provide valuable insights into the Indian market, one of the fastest-growing and most promising markets in the global food industry.

           More than just an exhibition, FOOMA JAPAN 2026 is a hub for innovation, collaboration, and opportunity. It offers attendees the chance to stay ahead of industry trends, connect with global leaders, and discover new pathways for growth in the evolving food sector. Registration for the event opens on April 1, 2026.

Continue reading “FOOMA JAPAN 2026: A Global Platform for Food Processing Innovation and Technology”

ยุคแห่งความสดชื่น: แนวคิดใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “การเติมความชุ่มชื้น” กำลังก้าวข้ามบทบาทของการดับกระหายสู่การเป็นเครื่องดื่มที่ผสานความสดชื่นเข้ากับคุณประโยชน์ด้านพลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและสภาพอากาศที่ร้อนจัดของภูมิภาค ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมในตลาดเครื่องดื่ม

จาก “เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา” สู่ “เครื่องดื่มสำหรับทุกคน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) ได้ขยายบทบาทจากเครื่องดื่มสปอร์ตดริงก์สู่เครื่องดื่มรูปแบบ “water-like” เพื่อตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยทั้งคลายความอ่อนเพลียจากสภาพอากาศร้อนและดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งผลให้อิเล็กโทรไลต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสูตรเดิม แต่ขยายสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น functional water เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมฟังก์ชัน และเครื่องดื่มเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาเครื่องดื่มที่ผสานความสะดวกในการดื่มเข้ากับคุณค่าด้านฟังก์ชัน อาทิ เครื่องดื่มรีไฮเดรชัน เครื่องดื่มไฮโปโทนิก และน้ำดื่มเสริมอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งยังคงมอบประสบการณ์การดื่มที่ใกล้เคียงกับน้ำดื่มทั่วไปได้อย่างลงตัว

Coconut Water Effect: เมื่อ “ธรรมชาติ” ผสานกับ “คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน”

น้ำมะพร้าวถือเป็นตัวอย่างเด่นของการยกระดับแนวคิด “อิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติ” ในตลาดเครื่องดื่ม จากวัตถุดิบดั้งเดิมสู่การปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ “better-for-you” โดยในช่วง 12–24 เดือนที่ผ่านมา น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้ทั้งในสูตรสปอร์ตดริงก์และเป็นเบสของเครื่องดื่มที่ผสานกับกลิ่นรสต่างๆ โดยจุดแข็งสำคัญของน้ำมะพร้าว คือ การเป็นแหล่งอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติ รสชาติอ่อน ดื่มง่าย ให้ภาพลักษณ์คลีนเลเบลและแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังมีความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยลดน้ำตาลในสูตรได้ โดยยังคงความสดชื่นและรักษาคุณประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

โอกาสของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่ามกลางผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอากาศร้อนจัด แนวโน้มของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นมีแนวโน้มจะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียง “เทรนด์” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ซึ่งการนำวัตถุดิบที่อุดมด้วยอิเล็กโทรไลต์อย่างน้ำมะพร้าวมาประยุกต์ใช้ในหมวดเครื่องดื่มต่างๆ สามารถพลิกภาพลักษณ์เครื่องดื่มในหมวดสปอร์ตดริงก์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน การจับคู่รสชาติก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยุคใหม่ โดยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถพิจารณาใช้ผลไม้เขตร้อนหรือวัตถุดิบที่คุ้นเคยในทวีปเอเชียเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตัวอย่างกลิ่นรสที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของความสดชื่น ได้แก่ แตงโม เสาวรส เลมอน ฝรั่ง ว่านหางจระเข้ และพิสตาชิโอ

KH Roberts พร้อมสนับสนุนแบรนด์ของคุณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โดดเด่น ด้วยโซลูชันด้านรสชาติและกลิ่นที่หลากหลาย ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างสรรค์แนวคิดกลิ่นรสใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

ร่วมค้นหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับแบรนด์ของคุณ ติดต่อทีมงานของ KH Roberts เพื่อเริ่มต้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มที่แตกต่างได้แล้ววันนี้ เว็บไซต์ https://www.kh-roberts.com/home-th/ โทร +66 2 862 3055-58

Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสกับการปลดล็อกขีดจำกัดการเติบโตของนมปราศจากแลคโตส

 

 

ภาวะการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งพบในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ ร้อยละ 65 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมปราศจากแลคโตสเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะขยายมูลค่าจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2569 เป็นเกือบ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2578

เทคโนโลยีหลักในการผลิตนมปราศจากแลคโตสมี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. การใช้เอนไซม์แลคเตส (Enzymatic Hydrolysis) ซึ่งย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส ทำให้ย่อยง่ายขึ้น กระบวนการไม่ซับซ้อน มีความยืดหยุ่นสูง และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน แม้จะทำให้รสชาติมีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  2. การกรองด้วยเมมเบรน (Membrane Filtration) ซึ่งแยกแลคโตสออกทางกายภาพ ให้รสชาติใกล้เคียงกับนมปกติ และสามารถปรับโครงสร้างสารอาหารได้ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการดำเนินงาน รวมถึงต้องจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการ

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่มักใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแลคโตสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ในประเทศไทย การติดฉลาก “ปราศจากแลคโตส” อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. และต้องมีข้อมูลยืนยันที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เนื่องจากใช้งานง่ายและยืดหยุ่น ส่วนการกรองด้วยเมมเบรนเหมาะกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน ทั้งสองแนวทางช่วยเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์สุขภาพ และสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

By: 
Walaiporn Timbuntam, Ph.D.
QA/RA Manager
Amano Enzyme Asia Pacific Co., Ltd.

Continue reading “Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy”

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): ความเสี่ยงเงียบในวัตถุดิบจากพืช

 

 

ความปลอดภัยอาหารเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขที่มิได้จำกัดเฉพาะการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสารพิษจากธรรมชาติที่อาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยหนึ่งในกลุ่มสารพิษจากพืชที่ได้รับความสนใจ คือ Pyrrolizidine Alkaloids (PAs) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิที่พืชสังเคราะห์ขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูพืช ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบสารพิษดังกล่าวในธรรมชาติกว่า 600 ชนิด โดยมักสะสมอยู่ในรูปของ N-oxide derivatives (PANOs)

PAs จัดเป็นสารพิษจากพืชที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ทั้งในระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง การได้รับสารในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับ ในขณะที่การได้รับอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมและการก่อมะเร็ง

PAs สามารถพบได้ในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะในวงศ์ Asteraceae, Boraginaceae และ Fabaceae การปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารมักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปะปนของวัชพืชในระหว่างกระบวนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว อาหารที่มีรายงานการปนเปื้อนบ่อย ได้แก่ ชา ชาสมุนไพร เครื่องเทศ น้ำผึ้ง ธัญพืช และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพร โดยความกังวลเกี่ยวกับความเป็นพิษของ PAs ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ โดยมีการกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงและค่าปริมาณสูงสุดในอาหารในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานเฉพาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์ PAs ด้วยเทคนิคที่มีความไวและความจำเพาะสูง เช่น LC–MS/MS มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมการปนเปื้อน

ดังนั้น PAs จึงเป็นสารพิษจากธรรมชาติที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการจัดการความปลอดภัยอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

 

By: 
Pitchaya Pothinuch, Ph.D.
Faculty of Food Technology
Rangsit University
pitchaya.p@rsu.ac.th

Continue reading “Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials”

Siam Paragon Solutions จับมือพันธมิตรญี่ปุ่น ปักหมุดประเทศไทยสู่ Food Machinery Solutions Hub ระดับสากล

การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง Siam Paragon Solutions Co., Ltd. จากประเทศไทย และ Nishihara Manufacturing Co., Ltd. จากประเทศญี่ปุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ไทย สะท้อนการผสานจุดแข็งขององค์กรชั้นนำจากสองประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโซลูชันเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการจัดตั้งฐานการผลิตและประกอบเครื่องแพ็คสุญญากาศของ Nishihara ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน การผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ระยะเวลาการส่งมอบ และความเสี่ยงจากความผันผวนของซัพพลายเชน ทำให้ผู้ประกอบการอาหารไทยสามารถเข้าถึงเครื่องแพ็คสุญญากาศมาตรฐานญี่ปุ่นได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับระบบอาหารปลอดภัย

โครงการนี้ยังขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Food Inspection Solutions ที่มุ่งสนับสนุนให้โรงงานอาหารสามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบรรจุ ขณะที่การจำหน่ายและบริการหลังการขายยังคงดำเนินการผ่าน Senta Pack Machinery & Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง

ผสานจุดแข็งไทย–ญี่ปุ่น สร้างคุณค่าอุตสาหกรรมอาหารแบบครบวงจร

สำหรับ Siam Paragon Solutions การร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการ ไปสู่การเป็น Strategic Industrial Partner ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร ระบบสนับสนุนไลน์ผลิต และโซลูชันการตรวจสอบอาหาร เข้ากับมาตรฐานวิศวกรรมและองค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องแพ็คสุญญากาศจาก Nishihara

องค์ความรู้และมาตรฐานการผลิตแบบญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการประกอบ ความเที่ยงตรงของชิ้นส่วน ไปจนถึงขั้นตอนการทดสอบก่อนส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการนำแนวคิด Design for Manufacturing (DFM) และระบบควบคุมคุณภาพมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรม

ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน พร้อมก้าวสู่บทบาท Food Machinery Solutions Hub” ที่รวบรวมโซลูชันด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีตรวจสอบอาหาร และอุปกรณ์สำหรับไลน์การผลิตไว้ในที่เดียว เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคให้สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง

Plant-based Milk vs. Cow’s Milk: Competition for the Future Champion of Protein Drinks

“นมจากพืช” ปะทะ “นมวัว”: ศึกชิงแชมป์เครื่องดื่มโปรตีนแห่งอนาคต

 

 

ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “นมจากพืช” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องดื่มทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ผู้ที่แพ้นมวัว ผู้ที่ต้องการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ และผู้ที่มีภาวะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตส ซึ่งพบได้ในประชากรมากกว่าร้อยละ 60

ในมิติด้านโภชนาการ นมวัวและนมจากพืชยังคงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านคุณภาพของโปรตีนและองค์ประกอบทางโภชนาการ นมวัวเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ในขณะเดียวกัน นมจากพืชเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยมีจุดเด่นคือปราศจากแลคโตส ไม่มีคอเลสเตอรอล และนมจากพืชบางชนิดยังมีใยอาหารสูง อย่างไรก็ตาม ปริมาณและคุณภาพของโปรตีนในนมจากพืชจะแตกต่างกันตามชนิดของวัตถุดิบ เช่น นมถั่วเหลืองมีโปรตีนค่อนข้างสูงและมีกรดอะมิโนใกล้เคียงกับนมวัว ขณะที่นมอัลมอนด์และนมข้าวโอ๊ตมีโปรตีนต่ำกว่า โดยภาพรวมแล้วคุณภาพโปรตีนและปริมาณแคลเซียมในนมจากพืชยังต่ำกว่านมวัว

ในภาพรวม นมวัวและนมจากพืชจึงไม่สามารถ “ทดแทนกันโดยสมบูรณ์” แต่กำลังพัฒนาไปสู่บทบาทที่แตกต่างกันในระบบอาหารยุคใหม่ โดยนมวัวยังคงเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงตามธรรมชาติ ขณะที่นมจากพืชได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

 

By: 
Natapond Wiboonkitpisan
Food Innovation and Packaging Center (FIN)
Chiang Mai University

Continue reading “Plant-based Milk vs. Cow’s Milk: Competition for the Future Champion of Protein Drinks”

The Role of Food Processing Technologies in Extending Shelf Life: From Thermal Processing to Emerging Technologies

บทบาทของเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารต่อการยืดอายุการเก็บรักษา: จากความร้อนสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่

 

 

            การยืดอายุการเก็บรักษาในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้อาหารเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพด้านประสาทสัมผัส และความสะดวกในการกระจายสินค้าไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการแปรรูปจึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค

            โดยทั่วไปเทคโนโลยีการถนอมอาหารสามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ การแปรรูปด้วยความร้อน (Thermal processing) เช่น การพาสเจอไรซ์ และการสเตอริไรซ์ สำหรับกลุ่มการแปรรูปแบบไม่ใช้ความร้อน (Non-thermal processing) เช่น การฉายรังสี การแปรรูปด้วยความดันสูง และการแปรรูปโดยใช้สนามไฟฟ้าแบบพัลส์ โดยกลุ่มแรกยังคงเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถควบคุมจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มหลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารที่ไวต่อความร้อน

            ในทางปฏิบัติ ไม่มีเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท ดังนั้น การเลือกใช้กระบวนการแปรรูปจึงควรพิจารณาร่วมกันในหลายด้าน ได้แก่ เป้าหมายด้านความปลอดภัย อายุการเก็บรักษา คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนการผลิต และระบบการกระจายสินค้า หากต้องการให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลานาน การสเตอริไรซ์และกระบวนการผลิตแบบปลอดเชื้อยังคงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม หากต้องการสร้างความแตกต่างด้านความสด คุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ เทคโนโลยีอย่าง HPP หรือ PEF อาจเป็นกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดีกว่า ท้ายที่สุด เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย คุณภาพ และความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาว

 

By: 

Asst. Prof. Traiphop Phahom, Ph.D.

School of Food Technology

Institute of Agricultural Technology

Suranaree University of Technology

traiphop@sut.ac.th

            In today’s food industry, extending shelf life is no longer simply about making food last longer. It also involves maintaining food safety, nutritional value, sensory quality, and distribution efficiency. For this reason, food processing technologies have become essential tools for enabling manufacturers to design products that meet both market demands and evolving consumer preferences.

            In general, food preservation technologies can be categorized into two major groups: thermal processing (such as pasteurization and sterilization) and non-thermal processing (such as food irradiation, high pressure processing (HPP), and pulsed electric field (PEF)). Thermal technologies remain the primary standard in the food industry due to their reliability and effectiveness in controlling microorganisms. Meanwhile, non-thermal technologies have gained increasing attention because they can better preserve product quality, particularly in heat-sensitive foods.

            In practice, no single processing technology fits all food products. Selecting an appropriate processing method requires consideration of multiple factors, including food safety objectives, desired shelf life, product quality, packaging format, production costs, and distribution systems. If a product must remain stable at ambient temperature for extended periods, sterilization or aseptic processing remains the primary solution. However, if product differentiation is based on freshness, premium quality, or nutrient retention, technologies such as HPP or PEF may offer competitive advantages. Ultimately, the role of food processing technologies extends beyond merely “extending shelf life.” They also serve as critical tools for enhancing food safety, product quality, and the long-term competitiveness of the food industry.

Future of Food System 2030: Co-Creating the Regenerative Table

ระบบอาหารแห่งอนาคตปี 2573: ร่วมสร้างอาหารเชิงฟื้นฟูเพื่อโลกยั่งยืน

 

 

           ระบบอาหารโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำด้านโภชนาการ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ขณะเดียวกัน มนุษยชาติก็กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาชีววิทยาสังเคราะห์ ตลอดจนการมองอาหารในมิติใหม่ที่ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งพลังงาน แต่ยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสุขภาพแบบแม่นยำ (Precision Health)

           ระบบอาหารแห่งอนาคตในปี พ.ศ. 2573 จึงเป็นทั้งแนวคิดและคำเชิญชวนให้ร่วมสร้างอนาคตที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ โดยยึดหลักว่าไม่มีนวัตกรรม หน่วยงาน หรือประเทศใดที่จะสามารถฟื้นฟูระบบอาหารได้เพียงลำพัง แนวคิดนี้จึงเน้นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักออกแบบ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาระบบอาหารเชิงฟื้นฟูบนสามเสาหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกัน ปัญญาประดิษฐ์และอนาคตของอาหาร ตลอดจนแนวทางปฏิบัติเชิงฟื้นฟู

           โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการร่วมสร้างอนาคตของอาหารในระดับโลก ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มรดกทางอาหารของไทยครอบคลุมพืชที่สามารถบริโภคได้มากกว่า 3,000 ชนิด เช่น ขมิ้น ขนุน กะเพรา ผำ เห็ดแครง และอัญชัน อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เข้มแข็ง ภาคเทคโนโลยีชีวภาพที่กำลังเติบโต และวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลาย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการออกแบบระบบอาหารแห่งอนาคต ขอชวนมาร่วมออกแบบระบบอาหารร่วมกันในงาน Future Food System Conference

 

By:

Santi Abakaz
Co-founder of Bio Buddy

TASTEBUD LAB, Future Food Hub and Future Food Network

santi.tastebud@gmail.com

           The global food system is in flux. Climate volatility, nutritional inequality, biodiversity loss, and chronic disease are no longer distant threats, they are current realities. At the same time, we stand on the edge of powerful transformations: the rise of artificial intelligence, the maturing of synthetic biology, and a new understanding of food not just as fuel, but as a form of precision health infrastructure.

           The Future of Food System 2030 is a framework and an invitation to co-create the food future we need. It recognizes that no single innovation, actor, or nation can repair the system in isolation. It calls for radical collaboration among scientists, farmers, technologists, designers, policy-makers, and citizens to build a regenerative food system grounded in three interwoven pillars: symbiotic growth, AI & the future of food, and regenerative practices.

           Thailand is uniquely positioned to serve as a testbed for global co-creation. As one of the most agriculturally biodiverse countries in the Asia-Pacific region, it has a food heritage that includes turmeric, jackfruit, holy basil, butterfly pea, wolffia, split gill mushroom and over 3,000 edible plants. With its strong medical tourism infrastructure, an emerging biotech sector, and vibrant culinary culture, the country is fertile ground for designing future food systems.