VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต
ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการทั้งความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบการวัดระดับและแรงดันจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ VEGA Instruments ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดระดับและแรงดัน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุม และเชื่อถือได้
VEGA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเซนเซอร์วัดระดับและแรงดัน แต่คือ “พาร์ทเนอร์ด้านโซลูชัน” ที่พร้อมออกแบบระบบให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เคมี เวชภัณฑ์ หรือพลังงาน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งการวัดระดับ การวัดแรงดัน และการตรวจวัดค่าต่างๆ ภายในกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นภาพรวมของระบบได้อย่างครบถ้วน พร้อมลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
จุดแข็งสำคัญของ VEGA คือ ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมกับหน้างาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกอุปกรณ์ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขายและการสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลด Downtime และสร้างความมั่นใจให้กับทุกกระบวนการผลิต
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยให้การจัดการอุปกรณ์ง่ายยิ่งขึ้น คือ แอปพลิเคชัน “VEGA Tools” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในยุคดิจิทัล ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่า ควบคุม และวิเคราะห์ข้อมูลของอุปกรณ์ VEGA ที่รองรับ Bluetooth ได้แบบไร้สาย ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลอุปกรณ์ได้ทันทีผ่านการสแกน Data Matrix Code หรือกรอกหมายเลขซีเรียล
VEGA Tools ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าที่ใช้งานง่าย ระบบวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ การเชื่อมต่อ Digital Twin ผ่านมาตรฐาน IEC 61406 รวมถึงระบบ Backup & Restore บน myVEGA ที่ช่วยสำรองและกู้คืนข้อมูลเซนเซอร์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ด้วยแนวคิด “เพราะ VEGA… คือทุกความต้องการที่เป็นไปได้” ทำให้ VEGA Instruments ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ แต่คือผู้ช่วยสำคัญในการยกระดับกระบวนการผลิตสู่ Smart Manufacturing อย่างแท้จริง
พบกับ VEGA Instruments และสัมผัสเทคโนโลยีการวัดอัจฉริยะได้ที่งาน ProPak Asia 2026 วันที่ 10–13 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Booth No. C2-AJ84 Hall 2
A Proactive Approach to Laboratory Safety: Automation and Compliance

ปฏิวัติห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ เสริมเกราะความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล
ปฏิวัติห้องปฏิบัติการยุคใหม่ด้วยระบบอัตโนมัติและฐานข้อมูลอัจฉริยะ
ในยุคที่ความแม่นยำคือหัวใจสำคัญ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบแมนนวลสู่ “ระบบอัตโนมัติ” เพื่อขจัดความผันแปรจากผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในขั้นตอนการเตรียมตัวอย่าง การเก็บตัวอย่าง และการประเมินผล ช่วยลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับการทดลองซ้ำให้มีความเสถียรสูงสุดในทุกล็อตการผลิต
บูรณาการ PAT, QbD และ Risk Assessment เพื่อความสมบูรณ์แบบ
เพื่อขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศห้องปฏิบัติการที่ฉลาดและเป็นกลาง เทคโนโลยีอัตโนมัติได้ผสาน 3 เครื่องมือสำคัญเข้าด้วยกัน:
PAT: ตรวจวัดและติดตามกระบวนการแบบเรียลไทม์
QbD: วางกรอบแนวคิดการออกแบบคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง
Risk Assessment: ระบุและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อการป้องกันเชิงรุก
การผสานพลังนี้ช่วยลดความแปรปรวน เพิ่มความแม่นยำ และสร้างชุดข้อมูลที่ละเอียด ช่วยให้นักวิจัยมองเห็นแนวโน้มและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยระบบ Database ศูนย์กลาง
ระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีระบบจัดการข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การจัดเก็บรูปแบบเดิม (กระดาษหรือไฟล์กระจัดกระจาย) เสี่ยงต่อการสูญหายและยากต่อการตรวจสอบ ฐานข้อมูลส่วนกลาง (Database) จึงเป็นคำตอบที่ช่วยควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง สำรองข้อมูล และรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูลผ่าน Constraints และ Validations รองรับการดึงข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
Smart Laboratory Ecosystem: การรวมตัวของระบบอัตโนมัติขั้นสูงและฐานข้อมูลที่มั่นคง ช่วยยกระดับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
Continue reading “A Proactive Approach to Laboratory Safety: Automation and Compliance”
Soft Kibble Technology:An Innovation in Moisture Locking and Nutritional Preservation for Pet Food

เทคโนโลยีอาหารเม็ดนิ่ม: นวัตกรรมการล็อกความชุ่มชื้นและคงคุณค่าทางโภชนาการในอาหารสัตว์เลี้ยง
ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว ขณะที่การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้นวัตกรรมกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคืออาหารสัตว์เลี้ยงแบบกึ่งแห้งกึ่งเปียก หรือ “อาหารเม็ดนิ่ม” (Semi-moist Pet Food)
อาหารเม็ดนิ่มผลิตด้วยกระบวนการอัดรีด (Extrusion) เช่นเดียวกับอาหารเม็ดแห้ง แต่ใช้อุณหภูมิและความดันต่ำกว่า ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสนุ่มและมีความชื้นสูงกว่า จึงเหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัยหรือสัตว์เลี้ยงที่กินยาก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูงในสัดส่วนที่มากขึ้น ช่วยเพิ่มความน่ารับประทานและคุณค่าทางโภชนาการ อย่างไรก็ตาม ความชื้นที่สูงขึ้นทำให้อาหารเม็ดนิ่มมีความเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์และเชื้อรา จึงต้องอาศัยสารกักเก็บความชุ่มชื้น และสารถนอมคุณภาพอาหาร เพื่อควบคุมค่า Water Activity และยืดอายุการเก็บรักษา
ข้อได้เปรียบสำคัญของอาหารเม็ดนิ่ม คือ การคงคุณค่าของสารอาหารที่ไวต่อความร้อน เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ได้ดีกว่าอาหารเม็ดแห้ง อีกทั้งยังมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เคี้ยวง่าย และมีกลิ่นรสที่ดึงดูดสัตว์เลี้ยงมากกว่า จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Upcycling Agricultural By-products for High-Value Food Applications

จากผลพลอยได้ทางการเกษตรสู่ทรัพยากรที่ซ่อนคุณค่าในอาหารมูลค่าสูง
ในอดีต วัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตทางการเกษตรและการแปรรูปอาหารมักถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” เช่น รำข้าว เปลือกหุ้มเมล็ดถั่ว เปลือกผลไม้ กากเมล็ดพืชน้ำมัน รวมถึงเศษเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมประมงและวัตถุดิบจากพืช วัสดุเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ทิ้ง หรือจำหน่ายในมูลค่าต่ำ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเริ่มมีการตระหนักว่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ยังคงมีคุณค่าซ่อนที่อยู่ ทั้งในด้านสารอาหาร องค์ประกอบเชิงหน้าที่ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม
การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ทางการเกษตรสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยแนวทางที่ง่ายที่สุดคือการนำผลพลอยได้มาใช้โดยตรงหลังจากผ่านกระบวนการที่เหมาะสม เช่น การทำความสะอาด การทำแห้ง การบด และการทำให้คงตัว ตัวอย่างเช่น ผงที่มีใยอาหารสูงจากรำข้าว เปลือกหุ้มเมล็ดหรือเปลือกผลไม้ ยังสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี ขนมขบเคี้ยว เส้นก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปได้ สำหรับผลพลอยได้จากธัญพืชและถั่ว เช่น รำข้าว รำข้าวหลังการสกัดน้ำมัน เปลือกถั่วเขียว และส่วนถั่วเขียวแตก การนำมาใช้โดยตรงอาจช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารและคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ได้ หากสามารถควบคุมกลิ่นรส สี และเนื้อสัมผัสให้เหมาะสม
ผลพลอยได้ทางการเกษตรเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่ สารเติมแต่งจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีวัตถุดิบเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก หากมีการแปรรูปที่เหมาะสม การควบคุมความปลอดภัย และการประเมินคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ วัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดของเสียเท่านั้น แต่ควรมุ่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
Continue reading “Upcycling Agricultural By-products for High-Value Food Applications”
Market Analysis of Pet Food Supplements: Value Trends and Golden Opportunities in Thailand

วิเคราะห์ตลาด Pet Food Supplements: แนวโน้มเชิงมูลค่าและโอกาสทองของประเทศไทย
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Food Supplement) เป็นหนึ่งในกลุ่มย่อยของอุตสาหกรรมการดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet Care Industry) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความผันผวนของตลาดต่ำ โดยในปี พ.ศ. 2568 ตลาดดังกล่าวมีมูลค่า 3.14 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะขยายตัวถึง 5.47 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6.3 ต่อปี (CAGR) แม้อัตราการเติบโตอาจไม่สูงเท่าอุตสาหกรรมเกิดใหม่ แต่จุดแข็งของตลาดนี้คือ “ความต่อเนื่องของความต้องการ” เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง จึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำ (Recurring Spending) มากกว่าการซื้อแบบครั้งเดียว
ในเชิงโครงสร้าง ตลาดกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “สินค้าเสริม” (Supplementary Product) ไปสู่ “องค์ประกอบหลักของการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง” (Core Wellness Product) ซึ่งเกิดจากแนวคิดของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พบว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “ให้เมื่อสัตว์ป่วย” ไปสู่ “ให้เพื่อไม่ให้สัตว์ป่วย”
ในภาพรวม ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงจัดอยู่ในกลุ่ม “Growth + Stability Hybrid Market” ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำ โดยกำลังเปลี่ยนผ่านจากผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพทั่วไปไปสู่ส่วนหนึ่งของระบบการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร โดยความสำเร็จในตลาดนี้ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ (Trust) ความเข้าใจผู้บริโภค (Consumer Insight) การสร้างการซื้อซ้ำ (Retention) และการวางตำแหน่งสินค้า (Positioning) ขณะที่การแข่งขันในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านโภชนาการ แบรนด์ และดิจิทัล เพื่อเข้าถึงตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังขยายตัวสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม
Advancing Thailand’s Aging Society through Preventive Nutrition and Food Innovation

ขับเคลื่อนสังคมสูงวัยไทย ด้วยโภชนาการเชิงป้องกันและการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร
สังคมสูงวัยกำลังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะบุคคล อาหารสำหรับผู้มีปัญหาการเคี้ยวและกลืน ไปจนถึงนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว ฉบับมิถุนายนนี้ เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร. ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแนวทางการวิจัยที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าสู่การเป็นสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติภายในปี พ.ศ. 2573 โดยมุ่งเน้นการวิจัยแบบสหวิทยาการด้านอาหาร โภชนาการ และสุขภาพ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าอาหาร พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จนถึงการทดสอบในมนุษย์ หนึ่งในโจทย์สำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโภชนาการสำหรับสังคมสูงวัย ผ่านการพัฒนาอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุในประเทศไทย
แนวทางสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ คือการให้ความสำคัญกับ “การป้องกัน” มากกว่า “การรักษา” เนื่องจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นปัญหาหลักของผู้สูงอายุไทย ขณะเดียวกัน แนวคิดการสร้าง “Blue Zone” หรือพื้นที่ส่งเสริมอายุยืนในระดับชุมชน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจในการสนับสนุนสุขภาพเชิงป้องกันและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้เน้นเพียงการลด “หวาน มัน เค็ม” แต่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยออกแบบอาหาร ตั้งแต่การพัฒนาอาหารที่เคี้ยวและกลืนได้ง่าย การเพิ่มสุนทรียภาพและกระตุ้นความอยากอาหาร ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ “Complete Meal” ที่ให้สารอาหารครบถ้วนในมื้อเดียว รวมถึงแนวคิด DIY Fortification ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล
สามารถติดตามบทสัมภาษณ์จาก รศ.ดร. ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่มเติมได้ในนิตยสาร Food Focus Thailand ฉบับมิถุนายน 2569
From Risk to Reliability: Elevating Lab Safety Toward Confidence in the Food Industry

From Risk to Reliability: ยกระดับ Lab Safety สู่ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอาหาร
ห้องปฏิบัติการมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนข้ามตัวอย่าง ความผิดพลาดจากผู้ปฏิบัติงาน การจัดการสารเคมี หรือความผิดพลาดด้านข้อมูล ล้วนส่งผลต่อความถูกต้องของผลวิเคราะห์และการตัดสินใจทางธุรกิจ ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงการป้องกันอุบัติเหตุ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล คุณภาพของผลการทดสอบ และความยั่งยืนขององค์กร
ความเสี่ยงในห้องปฏิบัติการสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงจากสารเคมี (Chemical Hazards) ความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological Hazards) ความเสี่ยงจากกระบวนการปฏิบัติงาน (Operational Risks) และความเสี่ยงด้านข้อมูล (Data-related Risks) ซึ่งหากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การทดสอบซ้ำ การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กร
การบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การระบุอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร พร้อมขับเคลื่อนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านระบบตรวจติดตามและกระบวนการ CAPA (Corrective and Preventive Action) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ผ่านการส่งเสริม Safety Mindset การรายงานเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนจากผู้บริหาร จะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความสม่ำเสมอในการทำงาน และยกระดับความน่าเชื่อถือของผลวิเคราะห์ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น Lab Safety จึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจอาหารในระยะยาว Continue reading “From Risk to Reliability: Elevating Lab Safety Toward Confidence in the Food Industry”
See What’s New in the Star Items June 2026
เทคโนโลยีวัดความดันอัจฉริยะ เพื่อมาตรฐานเบียร์ที่สม่ำเสมอ

เทคโนโลยีวัดความดันอัจฉริยะ เพื่อมาตรฐานเบียร์ที่สม่ำเสมอ
น้ำ ฮ็อปส์ มอลต์ และยีสต์ คือ 4 วัตถุดิบหลักที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายความบริสุทธิ์ของเบียร์ (Reinheitsgebot) ของประเทศเยอรมนี แม้จะมีองค์ประกอบเพียงไม่กี่ชนิด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญ เทคนิคการผลิต และความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิต ทำให้สามารถรังสรรค์เบียร์ได้หลากหลายสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม การผลิตเบียร์ให้ได้คุณภาพ รสชาติ และความสม่ำเสมอในทุกแบตช์ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีการวัดและวิเคราะห์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อควบคุมและติดตามกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีหลักในการควบคุมกระบวนการผลิตเบียร์
– ความดัน (Pressure)
– ระดับของเหลว (Level)
– การสวิตช์ (Switching)
โรงเบียร์ Alpirsbacher Klosterbräu ในเขต Black Forest ซึ่งได้รับรางวัลด้านคุณภาพหลายรายการ ได้เลือกใช้เซนเซอร์วัดความดันรุ่น VEGABAR เพื่อควบคุมแรงดันในกระบวนการกรองเบียร์ โดยช่วยกรองยีสต์และความขุ่นออกจากเบียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้
บทบาทของเซนเซอร์วัดความดันในกระบวนการหมักและบ่ม
ในขั้นตอนการหมักและบ่ม การควบคุมความดันและระดับของเหลวในถังอย่างแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการรักษาระดับความดันที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการอิ่มตัวของก๊าซ CO₂ อย่างสมดุลและได้คุณภาพเบียร์ที่ต้องการ
VEGAPOINT สู่ความปลอดภัยของกระบวนการ
ในขั้นตอนการบดมอลต์ เซนเซอร์ VEGAPOINT ถูกนำมาใช้ในการตรวจวัดระดับ เพื่อป้องกันปัญหาของล้นถังหรือการทำงานโดยไม่มีวัตถุดิบในถัง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายและการสูญเสียพลังงานในกระบวนการผลิต
ติดตั้งง่าย รองรับการใช้งานยุคดิจิทัล
VEGA Sensors สามารถติดตั้งได้สะดวก และเชื่อมต่อกับแอป VEGA Tools บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้โดยตรง พร้อมรองรับมาตรฐานสุขอนามัยในอุตสาหกรรมอาหาร จึงช่วยลดระยะเวลาการหยุดชะงักของเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
เทคโนโลยีที่ดี คือ เบื้องหลังของเบียร์คุณภาพ
ความแม่นยำของเทคโนโลยีการวัดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตเบียร์ ลดความเสี่ยงในกระบวนการ และสร้างผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.vega.com หรืออีเมล info.th@vega.com
































