ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือกไทย: พลิกวิกฤตสู่โอกาสแห่งความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์จากนมในประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งแรงกดดันจากการเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) เต็มรูปแบบ ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล คำถามสำคัญที่ท้าทายผู้ประกอบการในวันนี้ ไม่ใช่เพียง “เราจะอยู่รอดได้อย่างไร?” แต่คือ “เราจะเปลี่ยนความท้าทายเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสใหม่บนเวทีโลกได้อย่างไร?”

การจะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ได้ อุตสาหกรรมนมไทยจำเป็นต้องบูรณาการยุทธศาสตร์นวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้าง “ห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน” (Sustainable Value Chain) ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

พลิกโฉมฟาร์มโคนม…สู่ยุคแห่ง “คุณภาพและประสิทธิภาพ”

เมื่อมองกลับไปที่จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกำลังเผชิญกับคลื่นพายุลูกใหญ่ ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จำนวนโคนมและแม้แต่เกษตรกรเองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉายภาพให้เห็นว่า การทำฟาร์มเพื่อเน้นการผลิตเชิง “ปริมาณ” แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป กุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน คือ การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเชิง “ประสิทธิภาพและคุณภาพ” ทั้งนี้ การยกระดับต้องอาศัยการขับเคลื่อน 4 ระบบหลักไปพร้อมกัน ได้แก่ การสร้างฟาร์มประสิทธิภาพสูง (Farm Excellence) การผลิตที่ใส่ใจความยั่งยืน (Sustainable Dairy) การใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Data and Traceability) และการมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) โดยหัวใจสำคัญ คือ การทำให้ “น้ำนมทุกกิโลกรัมมีคุณค่ามากขึ้น”  บทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในตลาดมูลค่าสูง เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อทางหน่วยงานของ รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กิตติศักดิ์ ได้ทดลองพัฒนา “นมพรีเมียม” ขึ้น เป็นที่น่าสนใจว่าแม้จะวางจำหน่ายในราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์นมในท้องตลาดทั่วไป แต่เมื่อนำไปบุกทำเลศักยภาพอย่างย่านสยามสแควร์ สินค้ากลับขายหมดเกลี้ยง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีความเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพและมีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง

 

สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม…แปลงองค์ความรู้สู่มูลค่า

แม้ประเทศไทยจะมีงานวิจัยดี ๆ เกี่ยวกับโคนมมากมาย แต่ปัญหาที่พบ คือ “ความรู้มหาศาล แต่กระจัดกระจาย” ดร. เอื้องพลอย ใจลังกา หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายหลัก คือ การนำงานวิจัยเหล่านี้ลงจากหิ้งมาสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ เพื่อทลายกำแพงนี้ กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายจึงได้ริเริ่ม “Thailand Dairy Products Innovation Platform” แพลตฟอร์มนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางการเชื่อมโยง (Connector & Facilitator) โดยขับเคลื่อนบนแนวคิด “เชื่อมโจทย์ เชื่อมความรู้ เชื่อมตลาด” เริ่มตั้งแต่การใช้โจทย์จริงจากพื้นที่ (Demand-Driven) การแชร์โครงสร้างพื้นฐาน การขยายสเกลสู่การผลิตจริง (Commercialization) ไปจนถึงการจับคู่ธุรกิจครบวงจร (Market Linkage)

ด้วยแพลตฟอร์มนี้จึงมีฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนสามารถมองเห็นภาพรวมร่วมกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน นอกจากนี้ ดร. เอื้องพลอย ยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อกระแสการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์นมทางเลือก (Dairy Alternatives) อย่างนมโอ๊ต หรือนมอัลมอนด์ ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผู้มา “ดิสรัปต์” หรือคู่แข่ง แต่คือ “เสียงสะท้อนจากผู้บริโภค” (Consumer Signals) ที่กำลังมองหาฟังก์ชันต่อสุขภาพ เช่น เรื่องการย่อยอาหารและโปรตีน ตลอดจนให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

อนาคตของอุตสาหกรรมจึงมุ่งหน้าสู่ “The Hybrid Future” การผสานจุดแข็งด้านโภชนาการและรสสัมผัสของนมวัว เข้ากับมิติด้านความยั่งยืนของ Plant-based เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

 

รังสรรค์นวัตกรรม…สู่อนาคต

คุณเสรี ธรรมเสริมสุข ผู้อำนวยการฝ่าย R&D บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่เราจะสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมนมในระดับโลกได้นั้น ไม่ได้เน้นเรื่องการเปรียบเทียบองค์ประกอบพื้นฐาน (ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต) เพราะไม่มีความแตกต่างกันนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับการจัดการคุณภาพและองค์ประกอบในเนื้อนมดิบ (Milk Fraction Management) มากกว่าปริมาณน้ำนมดิบ โดยมองความแตกต่าง 3 ปัจจัยในการสร้างผลิตภัณฑ์  ได้แก่ Sensory, Application  และ Stability of Use แล้วจึงพิจารณาว่าจุดใดที่นมผงทดแทนได้หรือไม่ได้

สำหรับมุมมองต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไฮบริด ผลิตภัณฑ์นมทางเลือกนั้น คุณเสรี ได้เล่าถึงแนวคิด “BoB (Best of Both)” ซึ่งเป็นการดึงจุดดีของวัตถุดิบทั้ง 2 ฝั่ง มาร่วมกัน เพื่อทดแทนจุดด้อย แล้วสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ขึ้นมา

งาน R&D จึงไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ความต้องการในวันนี้ แต่คือการมองข้ามช็อตไปถึงอนาคต (Future-forward) นวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นในห้องแล็บวันนี้ อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงตลาดในอีก 10 ปี ข้างหน้า

 

และแน่นอนว่าสมการสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของงาน R&D ก็คือ  “Passion + Knowledge = Innovation” ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ และการสะสมองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถรังสรรค์ให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้ในที่สุด

ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมนมไทย

ท้ายที่สุดแล้ว การจะนำพาอุตสาหกรรมนมไทยก้าวข้ามขีดจำกัด ต้องอาศัยพลังแห่งการบูรณาการ หรือ Synergy จากทุกภาคส่วน ดังที่ได้กล่าวสรุปไว้บนเวทีเสวนาว่า คำว่า “Dairy” มีตัวอักษรตรงกลางคือ “AI” ซึ่งนอกจากจะสื่อถึง Agro-Industry หรืออุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ยังสะท้อนถึง Artificial Intelligence หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในทุกกระบวนการ

 

…แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่สูงที่สุด คือการไม่ยอมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย… 

Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection

ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรหรือมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจและความร่วมมือของบุคลากรทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายผลิต ฝ่ายคุณภาพ ฝ่ายวิศวกรรม ไปจนถึงทุกทีมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต การสร้าง Food Safety Culture จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยง สร้างความมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ และเตรียมพร้อมรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร รวมถึงการตรวจประเมินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

METTLER TOLEDO ขอเชิญผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมงานสัมมนา
Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection เวทีสำหรับการอัปเดตความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กร

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับฟังการอัปเดตแนวโน้ม ความท้าทาย และแนวทางการสร้าง Food Safety Culture จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก SGS (Thailand) Ltd. และ Equal Assurance (Thailand) Ltd. พร้อมเรียนรู้บทบาทของเทคโนโลยี Product Inspection ผ่านการนำเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตเครื่องจริง และกิจกรรม Workshop ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์และความท้าทายในสายการผลิตอาหาร

พบกับกิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน
• บรรยายพิเศษ: อัปเดตแนวโน้มและแนวทางสร้าง Food Safety Culture ในองค์กร
• Product Inspection Showcase: ชมเครื่องจริงและนวัตกรรมด้าน Metal Detection, X-ray Inspection และ Dynamic Checkweighing
• Product Inspection Discovery Journey: เรียนรู้การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และความเสี่ยง
• MT Clinic: พูดคุยและปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจาก METTLER TOLEDO พร้อมค้นพบว่าเทคโนโลยี Product Inspection และ ProdX™ สามารถช่วยยกระดับ Food Safety, Quality, Compliance และ Production Performance ได้อย่างไร

เหมาะสำหรับ: ผู้บริหารและบุคลากรด้าน Food Safety, Quality, Production, Engineering, Compliance และการบริหารข้อมูลในอุตสาหกรรมอาหาร หากท่านกำลังมองหาแนวทางสร้าง Food Safety Culture ลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต หรือศึกษาการนำเทคโนโลยี Product Inspection ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ขององค์กร งานนี้คือโอกาสสำคัญที่ไม่ควรพลาด

Continue reading “Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection”