aT ปิดฉากความสำเร็จของคณะผู้ประกอบการเกาหลีในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ณ กรุงเทพมหานคร สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 97.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำศักยภาพอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MAFRA) ร่วมกับองค์การการค้าเกษตรและประมงเกาหลี (aT: Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ประกาศความสำเร็จของการนำผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายในพาวิลเลียนเกาหลี (Korea Pavilion) ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีบนเวทีนานาชาติ พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

THAIFEX-Anuga Asia ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยในปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 12 อาคารจัดแสดง และมีผู้ประกอบการจาก 56 ประเทศเข้าร่วมกว่า 3,590 บริษัท นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และนักธุรกิจจากทั่วโลก

 

ภายในพาวิลเลียนเกาหลี ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย aT (Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้จำนวน 59 บริษัท เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ K-Food หลากหลายประเภทที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และ aT ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงและได้รับความนิยมในตลาดท้องถิ่น อาทิ อาหารสตรีทฟู้ดและเครื่องดื่ม พร้อมมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและลิ้มลองผลิตภัณฑ์จริง นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม

 

ความนิยมของ K-Content ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยต่อวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในหมู่ผู้บริโภคต่างชาติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความสะดวกในการบริโภคได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าและคู่ค้าทางธุรกิจในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เจรจาธุรกิจกับคู่ค้าเกี่ยวกับราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต จนนำไปสู่มูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากการเจรจาธุรกิจ พาวิลเลียนเกาหลียังได้รับความสนใจอย่างคึกคักจากผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมชิมอาหารสตรีทฟู้ดเกาหลียอดนิยม อาทิ มันหวานเผา ต๊อกบกกี และออมุก ตลอดจนการประกอบอาหารภายใน 15 นาที และการสาธิตเมนูอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ ความหลากหลาย และเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี พร้อมสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคได้รู้จัก K-Food มากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การจัดงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” ในวันแรกของการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้นำเข้าและคู่ค้าจากประเทศไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อรายสำคัญมาเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนออาหารเกาหลีและเครื่องดื่มดั้งเดิมของเกาหลี ซึ่งช่วยสะท้อนเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเกาหลี พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

 

บรรยากาศงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” โดยมีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ผู้แทนภาครัฐ และผู้ซื้อรายสำคัญเข้าร่วมงาน

 

นายพาซอน (Pasorn) ผู้ซื้อจากภาคธุรกิจจัดจำหน่ายของประเทศไทยที่เข้าร่วมงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ K-Food Night กล่าวว่า “ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความท้าทาย ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินใจซื้อที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสและความต้องการด้านอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการอาหารเกาหลีสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในอนาคต”

 

ด้านนายจอน กีชาน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งออกอาหารของ aT กล่าวว่า “ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติดีและสะดวกต่อการบริโภคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาเซียนถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลี ดังนั้น aT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเกาหลีใต้ในการสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดัน K-Food ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกต่อไป”

 

บรรยากาศผู้เข้าชมงานและการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเกาหลีใต้และผู้ซื้อภายในพาวิลเลียนเกาหลีในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026

 

 

Krones: Flexible Packaging Solutions for Tomorrow’s Challenges

          As packaging requirements become more complex, companies are no longer simply investing in machines or materials – they are investing in flexibility, future readiness and long-term growth. That is the central message behind Krones’ latest approach to secondary packaging solutions, where partnerships and system thinking are reshaping how sustainable packaging concepts are developed and implemented.

          Rather than offering one-size-fits-all answers, Krones focuses on creating solutions tailored to each customer’s production environment, business model and market demands. This is particularly important in the growing field of sustainable packaging, where factors such as material properties, logistics, automation, brand impact and regulatory compliance all need to work together seamlessly.

          “The challenges we face today are simply too complex for a single company to solve on its own,” explains Maximilian Kühnl, Product Specialist for the dry end at Krones. To address this, Krones works closely with partners such as DS Smith and Mondi, combining expertise in packaging materials and design with Krones’ strengths in machine engineering and line integration.

          The result is a more holistic development process where packaging is no longer treated as a standalone material decision. Instead, packaging concepts are designed from the beginning to align with machine compatibility, transport stability, shelf performance and automated high-speed production requirements. For customers, this means faster evaluations of new packaging options, fewer risks during implementation and greater confidence in future investments.

          One example of this collaborative approach is the LitePac Top packaging concept. The solution bundles multipacks using carton clips and optional paper banderoles, reducing material use while maintaining product stability and creating additional branding space. While the packaging components are developed with partners such as DS Smith and Mondi, the solution is processed on the Krones Variopac Pro single-use packer. The focus, however, is not on individual suppliers but on delivering a fully integrated and functional overall system for the customer.

          At the heart of this strategy is the Variopac Pro itself. Rather than being limited to a single packaging format, the machine is designed as a modular platform capable of handling a wide range of solutions – from traditional shrink packs and cartons to hybrid and fibre-based alternatives. This flexibility allows manufacturers to adapt to changing market requirements without committing prematurely to only one packaging route.

          Krones describes the Variopac Pro as a kind of “Swiss army knife” for packaging technology, enabling customers to combine proven packaging formats with the option to integrate future sustainable solutions as regulations and consumer expectations evolve.

         The broader goal is clear: helping customers reduce complexity while increasing flexibility. By integrating packaging expertise, automation and machine technology into one coordinated system, Krones aims to shorten development cycles, minimize interfaces and create investment security in an increasingly fast-changing market.

          Ultimately, the company believes the future of packaging will not be defined by individual technologies alone, but by partnerships that bring together different strengths to create smarter, scalable solutions for what comes next.

Read the full article to discover how Krones, DS Smith and Mondi are redefining sustainable secondary packaging through collaboration and modular innovation. >> The right customer solution through partnerships – Krones

 

 

 

Soft Robotics: From Robotic Arms to Smart Robots in the Modern Food Industry

Soft Robotics: จากแขนกลสู่หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่

   

อุตสาหกรรมอาหารกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบอัตโนมัติแบบเดิมสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” ที่สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ โดยอาศัยการบูรณาการ AI หุ่นยนต์ และข้อมูลจากเซนเซอร์อุตสาหกรรม (IIoT) ทำให้หุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเคลื่อนย้ายวัสดุ แต่สามารถวิเคราะห์ เรียนรู้ และทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดสำคัญคือ Predictive Quality Control (PQC) ที่ย้ายการควบคุมคุณภาพจากการตรวจสอบปลายทางมาสู่การติดตามระหว่างการผลิต ผ่านข้อมูลจากเซนเซอร์ กล้อง และระบบวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เมื่อผสานกับ AI และ Machine Learning ระบบสามารถทำนายคุณภาพผลิตภัณฑ์ ปรับพารามิเตอร์การผลิตอัตโนมัติ และลดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน Soft Robotics กำลังเข้ามาแก้ปัญหาการหยิบจับอาหารที่เปราะบางและมีรูปร่างไม่แน่นอน เช่น ผลไม้สุก ขนมปัง และเนื้อสัตว์สด โดยใช้วัสดุยืดหยุ่นร่วมกับ Tactile Sensing, Machine Vision และ AI เพื่อรับรู้แรงสัมผัส ตรวจจับการลื่นไถล และปรับแรงบีบแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความแม่นยำในการหยิบจับ

นอกจากนี้ เทคโนโลยี Computer Vision, YOLO, CNN และ Explainable AI (XAI) ยังช่วยยกระดับการตรวจสอบคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับในสายการผลิต ขณะที่การวิเคราะห์ภาพถ่ายสเปกตรัมสามารถตรวจจับความเสียหายของวัตถุดิบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ AI-driven Robotics จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเสริม แต่กำลังก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยุคใหม่อย่างแท้จริง Continue reading “Soft Robotics: From Robotic Arms to Smart Robots in the Modern Food Industry”

Enzyme Technology for the Sustainable Valorization ofBy-products into Functional Ingredients

เทคโนโลยีเอนไซม์เพื่อยกระดับผลพลอยได้สู่วัตถุดิบเชิงฟังก์ชันอย่างยั่งยืน

   

ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ความยั่งยืนมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งกระบวนการแปรรูปอาหารก่อให้เกิดผลพลอยได้จำนวนมากและมักถูกจัดการเป็นของเสีย ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเอนไซม์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนวัสดุเหล่านี้ให้เป็นส่วนผสมมูลค่าสูง เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ประสาทสัมผัส และมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ

ในประเทศไทย การใช้เอนไซม์อยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 443) พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้เอนไซม์เป็นวัตถุเจือปนอาหารภายใต้บัญชี Positive List พร้อมเงื่อนไขการใช้ที่ชัดเจนด้านชนิด แหล่งที่มา และปริมาณสูงสุด โดยเอนไซม์มีข้อได้เปรียบด้านความจำเพาะสูง ใช้สภาวะอ่อนโยน ลดผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ และเพิ่มประสิทธิภาพการสกัด

การประยุกต์ใช้ครอบคลุมตั้งแต่กากยีสต์ เปปไทด์ชีวภาพจากโปรตีนพืชและสัตว์ ผลพลอยได้ทางการเกษตร ไปจนถึงเยื่อหุ้มเปลือกไข่ โดยใช้เอนไซม์ เช่น protease, cellulase และ hemicellulase เพื่อผลิต สารสกัด เปปไทด์ กรดอะมิโน ใยอาหารพรีไบโอติก และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติเชิงหน้าที่

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต้องสอดคล้องกับกฎหมายอาหารไทย Codex, GMP และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้วัสดุพลอยได้ในอาหารมนุษย์ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในอนาคต Continue reading “Enzyme Technology for the Sustainable Valorization ofBy-products into Functional Ingredients”

EU PPWR: A Global Milestone for Sustainable Packaging

กฎหมาย PPWR สหภาพยุโรป: ก้าวสำคัญสู่จุดเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนระดับโลก

 

            กฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป (Regulation (EU) 2025/40) กำลังก้าวขึ้นเป็นกรอบสำคัญที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในสัดส่วนที่สูง กฎหมายครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling) การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ การควบคุมสารอันตราย เช่น PFAS การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ไปจนถึงการใช้ Digital Product Passport และ QR Code เพื่อเพิ่มความโปร่งใสตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ ผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์หลายชั้น (Multilayer Packaging) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร แม้ EU จะยังไม่มีแนวทางยกเลิกการใช้งานโดยตรง แต่ความไม่ชัดเจนของเกณฑ์ทางเทคนิคและกฎหมายลำดับรอง ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น แสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านการลงทุนและการส่งออก

EU ระบุว่า PPWR จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปผ่าน Implementing Acts และ Delegated Acts โดยมีไทม์ไลน์สำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 – 2583 ครอบคลุมการควบคุมสารอันตราย ระบบฉลากและ Digital Product Passport ข้อกำหนดด้าน Recyclability และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ตลอดจนการลดขยะบรรจุภัณฑ์ในระดับระบบ

สำหรับผู้ประกอบการไทย PPWR ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป แต่ยังเป็น “แรงขับสำคัญ” ที่เร่งให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มประเมินความเสี่ยงของบรรจุภัณฑ์เดิม พัฒนา Mono-material Packaging เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน EU ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดยุโรประยะยาว Continue reading “EU PPWR: A Global Milestone for Sustainable Packaging”

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

   

            ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการทั้งความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบการวัดระดับและแรงดันจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ VEGA Instruments ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดระดับและแรงดัน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุม และเชื่อถือได้

            VEGA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเซนเซอร์วัดระดับและแรงดัน แต่คือ “พาร์ทเนอร์ด้านโซลูชัน” ที่พร้อมออกแบบระบบให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เคมี เวชภัณฑ์ หรือพลังงาน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งการวัดระดับ การวัดแรงดัน และการตรวจวัดค่าต่างๆ ภายในกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นภาพรวมของระบบได้อย่างครบถ้วน พร้อมลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

            จุดแข็งสำคัญของ VEGA คือ ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมกับหน้างาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกอุปกรณ์ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขายและการสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลด Downtime และสร้างความมั่นใจให้กับทุกกระบวนการผลิต

            อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยให้การจัดการอุปกรณ์ง่ายยิ่งขึ้น คือ แอปพลิเคชัน “VEGA Tools” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในยุคดิจิทัล ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่า ควบคุม และวิเคราะห์ข้อมูลของอุปกรณ์ VEGA ที่รองรับ Bluetooth ได้แบบไร้สาย ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลอุปกรณ์ได้ทันทีผ่านการสแกน Data Matrix Code หรือกรอกหมายเลขซีเรียล

            VEGA Tools ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าที่ใช้งานง่าย ระบบวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ การเชื่อมต่อ Digital Twin ผ่านมาตรฐาน IEC 61406 รวมถึงระบบ Backup & Restore บน myVEGA ที่ช่วยสำรองและกู้คืนข้อมูลเซนเซอร์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

            ด้วยแนวคิด “เพราะ VEGA… คือทุกความต้องการที่เป็นไปได้” ทำให้ VEGA Instruments ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ แต่คือผู้ช่วยสำคัญในการยกระดับกระบวนการผลิตสู่ Smart Manufacturing อย่างแท้จริง

            พบกับ VEGA Instruments และสัมผัสเทคโนโลยีการวัดอัจฉริยะได้ที่งาน ProPak Asia 2026 วันที่ 10–13 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Booth No. C2-AJ84 Hall 2

A Proactive Approach to Laboratory Safety: Automation and Compliance

ปฏิวัติห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ เสริมเกราะความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล

   

ปฏิวัติห้องปฏิบัติการยุคใหม่ด้วยระบบอัตโนมัติและฐานข้อมูลอัจฉริยะ

            ในยุคที่ความแม่นยำคือหัวใจสำคัญ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบแมนนวลสู่ “ระบบอัตโนมัติ” เพื่อขจัดความผันแปรจากผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในขั้นตอนการเตรียมตัวอย่าง การเก็บตัวอย่าง และการประเมินผล ช่วยลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับการทดลองซ้ำให้มีความเสถียรสูงสุดในทุกล็อตการผลิต

 

บูรณาการ PAT, QbD และ Risk Assessment เพื่อความสมบูรณ์แบบ

            เพื่อขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศห้องปฏิบัติการที่ฉลาดและเป็นกลาง เทคโนโลยีอัตโนมัติได้ผสาน 3 เครื่องมือสำคัญเข้าด้วยกัน:

PAT: ตรวจวัดและติดตามกระบวนการแบบเรียลไทม์

QbD: วางกรอบแนวคิดการออกแบบคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง

Risk Assessment: ระบุและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อการป้องกันเชิงรุก

            การผสานพลังนี้ช่วยลดความแปรปรวน เพิ่มความแม่นยำ และสร้างชุดข้อมูลที่ละเอียด ช่วยให้นักวิจัยมองเห็นแนวโน้มและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลด้วยระบบ Database ศูนย์กลาง

            ระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีระบบจัดการข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การจัดเก็บรูปแบบเดิม (กระดาษหรือไฟล์กระจัดกระจาย) เสี่ยงต่อการสูญหายและยากต่อการตรวจสอบ ฐานข้อมูลส่วนกลาง (Database) จึงเป็นคำตอบที่ช่วยควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง สำรองข้อมูล และรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูลผ่าน Constraints และ Validations รองรับการดึงข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

Smart Laboratory Ecosystem: การรวมตัวของระบบอัตโนมัติขั้นสูงและฐานข้อมูลที่มั่นคง ช่วยยกระดับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

Continue reading “A Proactive Approach to Laboratory Safety: Automation and Compliance”

Soft Kibble Technology:An Innovation in Moisture Locking and Nutritional Preservation for Pet Food

เทคโนโลยีอาหารเม็ดนิ่ม: นวัตกรรมการล็อกความชุ่มชื้นและคงคุณค่าทางโภชนาการในอาหารสัตว์เลี้ยง

   

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว ขณะที่การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้นวัตกรรมกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคืออาหารสัตว์เลี้ยงแบบกึ่งแห้งกึ่งเปียก หรือ “อาหารเม็ดนิ่ม” (Semi-moist Pet Food)

อาหารเม็ดนิ่มผลิตด้วยกระบวนการอัดรีด (Extrusion) เช่นเดียวกับอาหารเม็ดแห้ง แต่ใช้อุณหภูมิและความดันต่ำกว่า ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสนุ่มและมีความชื้นสูงกว่า จึงเหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัยหรือสัตว์เลี้ยงที่กินยาก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูงในสัดส่วนที่มากขึ้น ช่วยเพิ่มความน่ารับประทานและคุณค่าทางโภชนาการ อย่างไรก็ตาม ความชื้นที่สูงขึ้นทำให้อาหารเม็ดนิ่มมีความเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์และเชื้อรา จึงต้องอาศัยสารกักเก็บความชุ่มชื้น และสารถนอมคุณภาพอาหาร เพื่อควบคุมค่า Water Activity และยืดอายุการเก็บรักษา

ข้อได้เปรียบสำคัญของอาหารเม็ดนิ่ม คือ การคงคุณค่าของสารอาหารที่ไวต่อความร้อน เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ได้ดีกว่าอาหารเม็ดแห้ง อีกทั้งยังมีเนื้อสัมผัสนุ่ม เคี้ยวง่าย และมีกลิ่นรสที่ดึงดูดสัตว์เลี้ยงมากกว่า จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “Soft Kibble Technology:An Innovation in Moisture Locking and Nutritional Preservation for Pet Food”

Upcycling Agricultural By-products for High-Value Food Applications

จากผลพลอยได้ทางการเกษตรสู่ทรัพยากรที่ซ่อนคุณค่าในอาหารมูลค่าสูง

   

            ในอดีต วัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตทางการเกษตรและการแปรรูปอาหารมักถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” เช่น รำข้าว เปลือกหุ้มเมล็ดถั่ว เปลือกผลไม้ กากเมล็ดพืชน้ำมัน รวมถึงเศษเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมประมงและวัตถุดิบจากพืช วัสดุเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ทิ้ง หรือจำหน่ายในมูลค่าต่ำ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเริ่มมีการตระหนักว่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ยังคงมีคุณค่าซ่อนที่อยู่ ทั้งในด้านสารอาหาร องค์ประกอบเชิงหน้าที่ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

            การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ทางการเกษตรสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยแนวทางที่ง่ายที่สุดคือการนำผลพลอยได้มาใช้โดยตรงหลังจากผ่านกระบวนการที่เหมาะสม เช่น การทำความสะอาด การทำแห้ง การบด และการทำให้คงตัว ตัวอย่างเช่น ผงที่มีใยอาหารสูงจากรำข้าว เปลือกหุ้มเมล็ดหรือเปลือกผลไม้ ยังสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี ขนมขบเคี้ยว เส้นก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปได้ สำหรับผลพลอยได้จากธัญพืชและถั่ว เช่น รำข้าว รำข้าวหลังการสกัดน้ำมัน เปลือกถั่วเขียว และส่วนถั่วเขียวแตก การนำมาใช้โดยตรงอาจช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารและคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ได้ หากสามารถควบคุมกลิ่นรส สี และเนื้อสัมผัสให้เหมาะสม

          ผลพลอยได้ทางการเกษตรเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่ สารเติมแต่งจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีวัตถุดิบเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก หากมีการแปรรูปที่เหมาะสม การควบคุมความปลอดภัย และการประเมินคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ วัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดของเสียเท่านั้น แต่ควรมุ่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Continue reading “Upcycling Agricultural By-products for High-Value Food Applications”