NSF Launches Retail Food Safety Audits Across ASEAN

           NSF, a leading global public health and safety organization, has announced the launch of its Retail Food Safety Audits program across the ASEAN region supporting restaurants, food service operators, hospitality businesses and retail food outlets in strengthening food safety performance and consumer trust.

           The program provides a clear, practical framework aligned with the NSF Food Safety Checklist, focusing on the most critical food safety risks in retail food environments. Designed to support continuous improvement, it helps businesses implement consistent, reliable food safety practices across single or multiple locations.

           To meet varying operational needs, the program offers three scalable audit solutions—NSF Food Safety Essentials, NSF Food Safety Plus, and NSF Food Safety Advanced—supporting food businesses of all sizes, from individual outlets to complex, multi-site operations.

 


 A Scalable, Independent Retail Food Safety Audit Program

           The NSF Retail Food Safety Audits program is an independent, third-party audit solution developed using decades of NSF food outlet auditing expertise. It helps food businesses:

– Improve food safety compliance

– Reduce operational and brand risk

– Strengthen consistency across locations

– Build customer confidence and trust


 NSF Food Safety Badge: A Visible Symbol of Trust

           Businesses that successfully meet NSF Food Safety criteria may opt to display the officialNSF Food Safety badge on-site.

Benefits of Badge Display

– Demonstrates a strong commitment to food safety

– Builds customer confidence and peace of mind

– Enhances brand credibility and dining experience

– Allows customers to scan a QR code linking to NSF for program verification

           Participating businesses receive a detailed audit report outlining findings, improvement opportunities and recommendations.


 First Retail Food Safety Essentials Achievements in Asia-Pacific

           In November 2025, Nadimos Lebanese Restaurant (Silom, Thailand) became the first food outlet in the world to earn the NSF Food Safety Essentials Retail Audit badge. The recognition followed a successful audit conducted using the NSF Food Safety Checklist, confirming strong food safety practices and risk management.

           In December 2025, Cheese Coffee Lê Đại Hành (LDH) and Cheese Coffee Xuân Thuỷ (XT HN), two branches of Cheese Coffee, a well-known coffee chain in Hanoi, Vietnam, became the first café in the country to achieve the NSF Food Safety Essentials Retail Audit badge. The brand is recognized for its European-style service and offerings including coffee, tea and pastries.

           These milestones demonstrate a strong commitment to food safety and set a benchmark for restaurants, cafés and retail food businesses across the region seeking to enhance operational safety and customer trust.


Learn More

           Discover how NSF Retail Food Safety Audits can support your business and learn how to participate at: Food safety essentials – Food safety audits the NSF way | NSF


 NSF เปิดตัวโครงการตรวจประเมินความปลอดภัยอาหารสำหรับธุรกิจค้าปลีกทั่วภูมิภาคอาเซียน

           NSF องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ประกาศเปิดตัวบริการ Retail Food Safety Audits ทั่วภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนร้านอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมถึงร้านค้าปลีกอาหาร ในการยกระดับประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยอาหารและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

           โครงการนี้นำเสนอกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยสอดคล้องกับ NSF Food Safety Checklist และมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่สำคัญที่สุดในสภาพแวดล้อมของธุรกิจอาหารค้าปลีก ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ธุรกิจสามารถนำแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยอาหารที่สม่ำเสมอและน่าเชื่อถือได้ไปใช้ได้ทั้งในสาขาเดียวหรือหลายสาขาพร้อมกัน

           เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการดำเนินงานที่หลากหลาย โครงการนี้มีบริการตรวจประเมินที่ปรับขยายได้ 3 ระดับ ได้แก่ NSF Food Safety Essentials, NSF Food Safety Plus และ NSF Food Safety Advanced รองรับธุรกิจอาหารทุกขนาด ตั้งแต่ร้านเดี่ยวไปจนถึงการดำเนินงานที่ซับซ้อนในหลายสาขา


 โครงการตรวจประเมินความปลอดภัยอาหารค้าปลีกที่ปรับขยายได้และเป็นอิสระ

           โครงการ NSF Retail Food Safety Audits เป็นการตรวจประเมินโดยบุคคลที่สาม (Third-Party Audit) อย่างอิสระ พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์หลายทศวรรษของ NSF ในการตรวจประเมินร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีกอาหาร ช่วยให้ธุรกิจอาหารสามารถ:

– ปรับปรุงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร

– ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานและภาพลักษณ์ของแบรนด์

– สร้างความสม่ำเสมอของมาตรฐานในทุกสาขา

– สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับลูกค้า

Continue reading “NSF Launches Retail Food Safety Audits Across ASEAN”

GNT ทะยานสู่ 1% แรกของอุตสาหกรรมอาหารด้านความยั่งยืน

            บริษัท GNT ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม 1% แรกของอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร จากการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนโดย EcoVadis ผู้ให้บริการจัดอันดับความยั่งยืนทางธุรกิจระดับโลก พร้อมคว้าเหรียญแพลตทินัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการประเมิน ในฐานะผู้จัดหาสีผสมอาหารภายใต้แบรนด์ EXBERRY® ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GNT ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และถือเป็นอีกก้าวสำคัญต่อเนื่องจากการได้รับเหรียญเงินและเหรียญทองในรอบการประเมินที่ผ่านมา1

           จากการประเมินดังกล่าว GNT สามารถเพิ่มคะแนนรวมเป็น 86 จาก 100 คะแนน ส่งผลให้บริษัทได้รับการจัดอันดับอยู่ในเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 99 ภายหลังจากยกระดับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติสำคัญต่างๆ ได้แก่

– การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการลดของเสีย ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงระบบ รวมถึงอุปกรณ์การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและสาธารณูปโภค

– การเสริมสร้างแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยอาศัยการตรวจประเมินจากหน่วยงานภายนอกและการรับรองจากองค์กรอิสระ

– การยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขความท้าทายด้านความยั่งยืนที่อาจเกิดขึ้น

– การกำกับดูแลซัพพลายเออร์อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส ผ่านการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านการจัดซื้ออย่างยั่งยืน

           ในปีเดียวกันนี้ ทาง GNT ได้ประกาศเข้าร่วมเป็นภาคีของโครงการข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact; UNGC) อย่างเป็นทางการ โดยปรับกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักสากลด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต

           ความก้าวหน้าดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์โดยตรงแก่ลูกค้า ทั้งในด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีจริยธรรม

           Rutger de Kort ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนของ GNT Group กล่าวว่า การได้รับเหรียญแพลตทินัมในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของแผนงานด้านความยั่งยืนที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดย GNT ได้มุ่งยกระดับมาตรฐาน เสริมสร้างนโยบายและกระบวนการทำงานต่างๆ ขยายการรายงานตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงพัฒนาระบบการประเมินความเสี่ยงให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

           นอกจากนี้ เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GNT ในการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ EXBERRY® ให้มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการระบุและจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ได้ในระยะยาว

           ทั้งนี้ GNT เป็นผู้พัฒนาสีผสมอาหาร EXBERRY® จากผลไม้ ผัก และพืชที่ไม่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม (Non-GMO) และตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำตลาดสีผสมอาหารด้านความยั่งยืน โดยมีแผนดำเนินงานครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต การฝึกอบรมเกษตรกรคู่สัญญาให้มีความรู้ด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด

           แนวทางดังกล่าวยังเอื้อให้ GNT สามารถจัดทำข้อมูล Product Environmental Footprint ได้อย่างถูกต้องสำหรับสีผสมอาหารส่วนใหญ่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ EXBERRY®

           นิตยสารฟู้ด โฟกัส ไทยแลนด์ ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จอีกก้าวของบริษัท GNT Group มา ณ โอกาสนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสีผสมอาหารจากพืช สามารถเยี่ยมชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.exberry.com

Continue reading “GNT ทะยานสู่ 1% แรกของอุตสาหกรรมอาหารด้านความยั่งยืน”

MULTIVAC Thailand Strengthens Its Presence in Thailand with a Modern and Sustainable Facility

MULTIVAC Thailand เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ เสริมความแข็งแกร่งในตลาดไทยด้วยโซลูชันที่ทันสมัยและยั่งยืน

Continue reading “MULTIVAC Thailand Strengthens Its Presence in Thailand with a Modern and Sustainable Facility”

ยกระดับอย่างยิ่งใหญ่ตามเสียงของลูกค้ากับ METTLER TOLEDO LAB DAY FAIR งานแสดงผลิตภัณฑ์และสัมมนาสำหรับห้องปฏิบัติการ

          จากการเปิดบ้าน LAB DAY ของแผนกเครื่องมือในห้องปฏิบัติการไปแล้วถึง 2 ครั้งในต้นปี พ.ศ. 2568 จึงค้นพบว่า LAB DAY ไม่ใช่งานสัมมนาทั่วไป แต่คือโอกาสสำคัญที่บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่าน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กับงาน METTLER TOLEDO LAB DAY FAIR งานแสดงผลิตภัณฑ์และสัมมนาสำหรับห้องปฏิบัติการ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ จังหวัดระยอง

          งานครั้งนี้ได้มอบประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากงานสัมมนาทั่วไป ด้วยโซนแสดงสินค้าให้ทุกท่านได้มีโอกาสมาเห็น มาสัมผัส มาลองดูโซลูชันที่มากถึง 7 Station ได้แก่ Smart Lab Solution, Water Analysis Showcase, Water and Moisture analyzer, Thermal analysis, Rainin pipette and Smart check, Beyond Weighing และ Automation Lab Reactor นอกจากนี้ ในส่วนการสัมมนา บริษัทฯ ได้รับเกียรติจากวิทยากรสุดพิเศษ ผศ.สุชาดา ไชยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาศูนย์การจัดการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย มาร่วมบรรยายในหัวข้อ Sustainability Lab แนวทางพัฒนาห้องปฏิบัติการอย่างยั่งยืน ซึ่งบรรยากาศในห้องบรรยายเป็นไปอย่างน่ารักและครึกครื้น เนื่องจากผู้เข้าร่วมสามารถสอบถามและพูดคุยกับอาจารย์ได้โดยตรง เรียกได้ว่าได้รับความรู้ดีๆ ไปอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษ! เพื่อเพิ่มสีสันในงานกับการลุ้นรับของรางวัล Big Surprise เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับห้องปฏิบัติการจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตุ้มน้ำหนักพร้อมใบ Certificate รับรอง ชุดเซ็ทสารละลายบัฟเฟอร์ และไมโครปิเปตต์! ซึ่งทุกคนต่างลุ้นร่วมกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงยังได้รับของที่ระลึกจากงานเป็นต้นไม้รักโลกคนละ 1 ต้น หลังจบงานสัมมนาอีกด้วย

          ด้วยการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 ท่าน ทางบริษัทเมทเล่อร์ โทเลโด ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ให้เกียรติมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากงานสัมมนาครั้งนี้เพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการของทุกท่านได้อย่างแท้จริง

Continue reading “ยกระดับอย่างยิ่งใหญ่ตามเสียงของลูกค้ากับ METTLER TOLEDO LAB DAY FAIR งานแสดงผลิตภัณฑ์และสัมมนาสำหรับห้องปฏิบัติการ”

ผอมแต่เสี่ยง: บทบาทของไมโครไบโอมต่อสุขภาพเมตาบอลิกของชาวเอเชีย

           แม้ชาวเอเชียหลายคนจะดูผอมเพรียว แต่บางคนมีไขมันสะสมรอบอวัยวะภายในสูง (TOFI หรือ “Skinny-fat”) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และไขมันพอกตับ โดยไม่แสดงอาการชัดเจน

           สาเหตุของภาวะ Skinny-fat ในชาวเอเชียเกิดจากการบริโภคอาหารดั้งเดิมที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและดูดซึมเร็ว เช่น ข้าวขาวหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ดื้ออินซูลิน และสะสมไขมันในช่องท้อง ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้เพียงลดแคลอรีหรือหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งเป็นชุมชนจุลชีพที่ควบคุมระบบเมตาบอลิซึม ดังนั้น การดูแลไมโครไบโอมให้สมดุลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคเมตาบอลิกในภูมิภาคเอเชีย

 

ไมโครไบโอม: ตัวแปรสำคัญที่ถูกมองข้ามในสมการสุขภาพ

           ไมโครไบโอมในลำไส้เป็นศูนย์กลางควบคุมการย่อยอาหาร การสะสมไขมัน และการหลั่งฮอร์โมน เมื่อไมโครไบโอมในลำไส้สมดุลจะช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและการตอบสนองต่ออินซูลิน แต่หากเสียสมดุลจากอาหารคุณภาพต่ำ อาจทำให้เกิดการอักเสบและสะสมไขมันผิดปกติ

 

ใยอาหารจากรากชิโครี ได้แก่ อินูลิน และโอลิโกฟรุกโตส ถือเป็นพรีไบโอติกส์ทางเลือกจากธรรมชาติที่ได้รับ           การยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถช่วยบำรุงระบบนิเวศของจุลชีพในลำไส้ได้ โดยใยอาหารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น Bifidobacteria และ Lactobacilli ซึ่งส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมในลำไส้ที่เหมาะสม อันนำไปสู่ผลดีต่อสุขภาพเมตาบอลิกในภาพรวม

           จากงานวิจัยทางคลินิกระบุว่า การบริโภคใยอาหารจากรากชิโครีเพียงวันละ 3 กรัม ก็ถือว่าเพียงพอต่อการเพิ่มจำนวน Bifidobacteria และส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยควบคุมความอยากอาหารและการใช้พลังงานของร่างกาย

 

จากลำไส้สู่สมอง: วิทยาศาสตร์ของสัญญาณความอิ่ม

           การควบคุมน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่กับวินัยเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานทางชีววิทยาที่เริ่มต้นจากลำไส้ เมื่อใยอาหารถูกหมักโดยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ จะเกิดกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ได้แก่ อะซิเตต โพรพิโอเนต และบิวทีเรต ซึ่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 และ PYY ซึ่งจะส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมองและช่วยควบคุมความอยากอาหารตามธรรมชาติ กลไกนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของลำไส้ต่อการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิกในร่างกาย

           จากงานวิจัยพบว่า การบริโภคใยอาหารจากรากชิโครีช่วยลดน้ำหนักตัว ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และไขมันในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้ยืนยันว่า การส่งเสริมไมโครไบโอมด้วยพรีไบโอติกส์ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเพื่อเตรียมตัวรับมือกับโรคเมตาบอลิกที่เพิ่มสูงขึ้นในทวีปเอเชีย

 

สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากน้ำตาลที่สมดุล

           สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 ผู้ใหญ่ทั่วโลกประมาณ 1 ใน 8 คน จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงร่วมกับวิถีชีวิตแบบเมืองที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย แม้การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจะมีความสำคัญ แต่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

           ในประเด็นนี้ ไมโครไบโอมในลำไส้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนเดียวกับที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความอิ่ม ยังมีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผ่านการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล และการยับยั้งการหลั่งกลูคากอนซึ่งมีผลต่อการเพิ่มระดับน้ำตาล นอกจากนี้ GLP-1 ยังช่วยชะลอการเคลื่อนผ่านของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารไม่พุ่งสูงขึ้นเร็วจนเกินไป ด้วยกลไกดังกล่าว ใยอาหารจากรากชิโครีจึงมีบทบาทในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย

           นอกจากนี้ ใยอาหารจากรากชิโครียังมีประโยชน์ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากมีรสหวานอ่อนๆ ตามธรรมชาติ จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำตาลบางส่วนในสูตรอาหารได้ โดยที่ยังคงเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ดีไว้ อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณน้ำตาลและพลังงาน จากงานวิจัยทางคลินิกยังพบว่า หากยิ่งมีการทดแทนน้ำตาลด้วยใยอาหารดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงขึ้น ระดับน้ำตาลและอินซูลินหลังมื้ออาหารก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย

 

อนาคตของนวัตกรรมอาหารในเอเชีย

           ปัญหา “Skinny-fat” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในทวีปเอเชีย โดยผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้มองหาอาหารที่ระบุข้างฉลากว่า “แคลอรีต่ำ” หรือ “น้ำตาลน้อย” อีกต่อไป แต่ยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการย่อยอาหาร ระดับพลังงาน และความสมดุลของระบบเมตาบอลิกจากภายในร่างกายอย่างแท้จริง

           ใยอาหารจากรากชิโครี เช่น อินูลินและโอลิโกฟรุกโตส ถือเป็นผู้ช่วยสำคัญในการลดปริมาณน้ำตาลและพลังงานในผลิตภัณฑ์ โดยที่ยังคงรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดี พร้อมทั้งมีผลงานวิจัยรองรับเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพเมตาบอลิกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ใยอาหารยังสามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นมทางเลือก เครื่องดื่ม ไปจนถึงขนมขบเคี้ยวและเบเกอรี อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในภาพรวม ทั้งในสิ่งที่เห็นได้จากภายนอกและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

 

ผู้เขียน: Christian Philippsen

Managing Director

BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd. 

Continue reading “ผอมแต่เสี่ยง: บทบาทของไมโครไบโอมต่อสุขภาพเมตาบอลิกของชาวเอเชีย”

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยมุ่งสู่ interpack 2026: เชื่อมโยงนวัตกรรม ความยั่งยืน และโอกาสระดับโลก

            งานแสดงสินค้าระดับโลกด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ interpack 2026 เตรียมกลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 7–13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 2,800 รายจากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วมงาน

            เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ ได้มีการจัดงาน interpack 2026 Presentation เพื่อให้ผู้ประกอบการและสมาชิกจากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป และการพิมพ์ในประเทศไทยได้ร่วมอัปเดตแนวโน้มสำคัญของงาน interpack 2026 ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Messe Düsseldorf และสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย โดยมีการบรรยายพิเศษจากคุณ Thomas Dohse ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการระดับโลกของ interpack และคุณวิวัฒน์ อุตสาหจิต นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ผู้ถ่ายทอดมุมมองของอุตสาหกรรมไทย

เวทีระดับโลกที่มีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

           งาน interpack 2026 จะเน้นนำเสนอเมกะเทรนด์ที่กำลังพลิกโฉมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ วัสดุที่ยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าแบบหมุนเวียน ไปจนถึงทักษะแรงงานแห่งอนาคต  

          “อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน” คุณ Thomas Dohse ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการระดับโลกของ interpack กล่าว “interpack 2026 จะเป็นเวทีที่ผู้นำและนักนวัตกรรมจากทั่วโลกมาร่วมกันแก้ไขความท้าทายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรระดับโลก และรับข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

บทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลก

          คุณวิวัฒน์ อุตสาหจิต นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย กล่าวในช่วงเปิดงานว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม ความยืดหยุ่น และความร่วมมือ พร้อมทั้งกล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่ให้บริการแก่ทั้งแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแบรนด์ระดับโลกที่มองหาคุณภาพ ความรวดเร็ว และความยั่งยืน งาน interpack 2026 คือก้าวสำคัญต่อไป โดยจะเป็นเวทีระดับโลกที่กำหนดทิศทางเทคโนโลยี ขับเคลื่อนพันธสัญญาด้านความยั่งยืน และสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตในทศวรรษหน้า

สิ่งที่รอคุณอยู่ใน interpack 2026

          ภายในพื้นที่จัดแสดงกว่า 18 ฮอลล์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเทคโนโลยีด้านการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจรที่สุดในโลก ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องจักรอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงภาคเภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมี “ความยั่งยืน” และ “ดิจิทัลไลเซชัน” เป็นธีมหลักของงาน

สำหรับผู้ประกอบการไทย interpack 2026 ถือเป็นประตูสำคัญสู่ความร่วมมือระดับโลก และเป็นแหล่งเรียนรู้แนวโน้มล่าสุดที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ความยั่งยืน และความพร้อมด้านการส่งออก

Continue reading “อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยมุ่งสู่ interpack 2026: เชื่อมโยงนวัตกรรม ความยั่งยืน และโอกาสระดับโลก”

KOTRA เปิดยุทธศาสตร์สร้างอาหารเกาหลี เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของโลก ชูจุดแข็ง รสชาติ-สุขภาพ-วัฒนธรรม ผสานความนิยม K-Culture ผ่านงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 พร้อมชูไทยเป็นศูนย์กลาง K-Food ในอาเซียน

             สำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย (KOTRA) เผยยุทธศาสตร์อาหารเกาหลี (K-Food) สู่วัฒนธรรมอาหารกระแสหลักของโลก ผสานจุดแข็งรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม ผ่านความนิยม K-Culture, K-POP และ K-Drama ได้เตรียมจัดงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 26–28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลาง K-Food อาเซียน

 

             นาย ยงซอง คิม ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย (Korea Trade-Investment Promotion Agency : KOTRA Bangkok (โคทรา กรุงเทพฯ)) ซึ่งเป็นองค์กรรัฐภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและพลังงาน ของประเทศเกาหลีใต้ กล่าวถึงการส่งเสริมอาหารเกาหลีให้เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของโลกว่า วันนี้อาหารเกาหลีกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการผสานจุดแข็งด้านรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม ผนวกเอกลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม นำเสนอใหม่ให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภค เช่น การนำอาหารหมักและเทคนิคการหมักแบบดั้งเดิมที่ทำให้เกิดโพรไบโอติกส์ในรูปแบบอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่าน K-Culture, K-POP และ K-Drama ทำให้เกิดการรับรู้และความนิยมในวงกว้าง ซึ่งจุดแข็งของ K-Food นอกจากอาหารหมักดั้งเดิมอย่างกิมจิและซอสต่างๆ แล้ว ยังรวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน ขนม-ของหวาน อาหาร-เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย ส่วนการพัฒนาอาหารเกาหลีต่อไปนั้น มีเป้าหมายในการเป็นสัญลักษณ์ของอาหารคุณภาพ สุขภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นไปที่กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม (Functional Wellness Foods & Beauty Supplements) เช่น เยลลีคอลลาเจน เครื่องดื่มสมุนไพรหมัก โทนิคโสมและเครื่องดื่มโปรตีน อาหารสะดวกพร้อมรับประทาน (Smart Convenience Meals) เช่น เกี๊ยวเกาหลีพรีเมียม (Korean Premium Dumpling) ผัดวุ้นเส้นเกาหลีแช่แข็ง (Korean Frozen Japchae) และข้าวถ้วยสำเร็จรูปและข้าวผัดหอยเป๋าฮื้อที่ใช้เทคโนโลยีรีทอร์ตและโซ่ความเย็นขั้นสูง อาหารพืชและบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Plant-Based & Sustainable K-Food) เช่น เกี๊ยวเกาหลีวีแกน (Korean Vegan Dumpling) กาแฟหมักจากสโคบี้ และ อาหารเกาหลีดั้งเดิมในรูปแบบทันสมัย (Modernized Korean Traditions) เช่น ต๊อกบกกี น้ำมันงาและน้ำเชื่อมขิงแบบร่วมสมัย

 

   

             สำหรับการส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและไทยถือว่าเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประเทศไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลจิสติกส์และเป็นผู้นำในการบริโภคที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น KOTRA จึงได้เตรียมจัดงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ขึ้น ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งงาน SEOUL FOOD เป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าอาหารสำหรับมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย และไทยถือเป็นประเทศแรกที่ได้รับเลือกให้จัดงานนี้ขึ้นในต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับการจัดแสดงสินค้าที่มีการนำเสนอทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีอาหารที่ผสานแนวคิดด้านสุขภาพและความยั่งยืน การเปิดประสบการณ์ในวัฒนธรรมเกาหลีที่แท้จริง ชิมอาหารเกาหลีที่หลากหลาย พร้อมชมการสาธิตการทำอาหารจากเชฟที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเกาหลี ภายใต้แนวคิด K-Food นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต: ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพที่ดีและความยั่งยืนของโลก” (K-Food Innovation: Smart, Healthy & Sustainable)

             ซึ่งคาดว่ามูลค่าการค้าและการเจรจาธุรกิจที่เกิดขึ้นในงานฯ จะอยู่ที่ 8,196 ล้านบาท ดังนั้นงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 นอกจากจะเป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญแล้ว ยังเป็นกลไกในการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวด้านอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเกาหลี–ไทย เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศ K-Food” ที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขยายสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการเข้าสู่ตลาด การส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างการเติบโตร่วมกันของทั้งวัฒนธรรมอาหารเกาหลี อาหารของไทยและอาเซียนอีกด้วย

             งาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่  www.seoulfood-bangkok.com

กรมปศุสัตว์ยืนยัน น้ำนมโคสดไทยปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

            อธิบดี​กรมปศุสัตว์ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด ภายใต้การตรวจสอบ​และรับรอง​มาตรฐาน​การผลิต​ทุกขั้นตอน​ เดินหน้า​ส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

            นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่นๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์​ร่วมมือกับสหกรณ์ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

 

            กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง อีกทั้งยังให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

            ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำ​ให้​เกษตรกร​ตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

 

            อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์​มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็น​ไปตามนโยบาย​ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล​ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกร​ไทย สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง”

Continue reading “กรมปศุสัตว์ยืนยัน น้ำนมโคสดไทยปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค”

Kerry Showcased Next-Generation Food Innovation at Fi Asia 2025, Inspiring the Future of Sustainable Nutrition

Kerry นำเทรนด์อาหารยุคใหม่ ขับเคลื่อนอนาคตสุขภาพและความยั่งยืนในงาน Fi Asia 2025

               Kerry นำเสนอโซลูชันด้านอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แนวคิด “Reformulate for Impact” ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านส่วนผสมผ่านงานวิจัยและข้อมูลเชิงลึก พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผสานรสชาติอร่อย เข้ากับคุณค่าด้านโภชนาการและความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยภายในงาน Food Ingredient Asia 2025 ที่ผ่านมา ทาง Kerry ได้รับเกียรติจาก ดร. วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ในการเข้าเยี่ยมชมงานอีกด้วย

ไฮไลท์ของงาน / Highlights

– สาธิตการทำอาหารคาว โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองชิมผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาดและนวัตกรรมกลิ่นควันจาก Kerry ผ่านเมนูสุดสร้างสรรค์ ทั้งไก่ป๊อปที่มีรสชาติบาร์บีคิวเมเปิล บูลโกกิสไตล์เกาหลี และไส้กรอกรสโคล่า

– โซลูชันเพื่อสุขภาพบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ด้วยนวัตกรรมวัตถุดิบ ProActive Health1 ที่รังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกัมมี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เสริมฟังก์ชันต่างๆ ทั้งสุขภาพของผู้หญิง ผิว ลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน โภชนาการสำหรับทารก และการทำงานของสมอง นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมนวัตกรรมด้านส่วนผสมที่ผ่านการรับรองทางคลินิก เช่น BC30™, Wellmune®, Sensoril®, Plenibiotic, Caronositol Fertility® และ LC40® Infant ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลและช่วงวัยที่ต่างกัน

– ทางเลือกที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ โดยผู้เข้าเยี่ยมชมจะได้ทดลองชิมคุกกี้ บราวนี และมันฝรั่งอบกรอบ ที่ผ่านการปรับสูตรใหม่ด้วยเทคโนโลยี Tastesense™ Salt2 ที่ช่วยลดปริมาณโซเดียมในขนมขบเคี้ยว และโซลูชัน Cocoa Booster3 ที่ช่วยลดปริมาณการใช้โกโก้ในสูตร แต่ยังสามารถคงรสชาติและความอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ของช็อกโกแลตไว้ได้อย่างลงตัว

– เครื่องดื่มไฮบริด ได้นำเสนอเมนูเครื่องดื่มสุดสดชื่นที่เสริมรสชาติผลไม้และซิตรัสจากธรรมชาติด้วย Tastesense™4 Sweet, Masking และ Mouthfeel Technology จาก Kerry นอกจากนี้ ยังมีชาเขียวและชาดำเย็นกลิ่นต่างๆ รวมถึงสูตรนมช็อกโกแลตที่ลดปริมาณโกโก้ลง แต่ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม

– นวัตกรรมขนมหวานแช่แข็ง ด้วยการใช้เทคโนโลยี Sherex™5 และโซลูชันลดความหวานจาก Kerry สำหรับเมนูไอศกรีมและซอร์เบต์ เพื่อเปิดสัมผัสประสบการณ์ด้านรสชาติที่แสนอร่อยและน่าพึงพอใจ

– องค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ภายในงานยังได้จัดกิจกรรมสัมมนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ Marcus Verkerk, ดร. Celia Ning, คุณอนรรฆพันธุ์ ดั่นเจริญ, Jie Ying Lee และ ดร. พรพรรณ เธียรสถิตย์ ที่มาถ่ายทอดเรื่องเทคโนโลยีรมควันและการย่าง6 สุขภาพและสุขภาวะที่ดี การลดปริมาณโซเดียม การปกป้องและการถนอมอาหาร7 ตลอดจนกลยุทธ์ในการกำหนดทิศทางอนาคตของอาหาร

               นวัตกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากการที่ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ซึ่งผสานทั้งรสชาติที่แท้จริง คุณประโยชน์ด้านสุขภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ความเพลิดเพลินในการบริโภคและการดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองแยกออกจากกันอีกต่อไป แต่กลายเป็นความคาดหวังที่ต้องส่งมอบไปพร้อมกัน ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในวงกว้าง ซึ่งทาง Kerry ได้เชิญชวนผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์มาร่วมกันสร้างสรรค์โซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ยังสอดคล้องกับคุณค่าด้านโภชนาการและความยั่งยืนที่เป็นวาระสำคัญในระดับโลก

               คุณ Siddharth Rastogi ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายค้าปลีกและเนื้อสัตว์ จาก Kerry Indian Subcontinent and Southeast Asia ได้กล่าวว่า “Fi Asia 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมต่อกับพันธมิตร และสะท้อนให้เห็นว่า Kerry กำลังนิยามนวัตกรรมอาหารในทิศทางใหม่ จากความร่วมมือในการจัดแสดงครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการปรับสูตรอาหารที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจน ทั้งด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และความยั่งยืน อันจะช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม เราหวังว่าจะได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกับพันธมิตรต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนอาหารและเครื่องดื่มยุคใหม่ของภูมิภาคเอเชีย”

Continue reading “Kerry Showcased Next-Generation Food Innovation at Fi Asia 2025, Inspiring the Future of Sustainable Nutrition”

แม็คคอร์มิคปลุกกระแสรสเผ็ดร้อนในงาน FIA Thailand 2025

          แม็คคอร์มิค (McCormick) แบรนด์สมุนไพรและเครื่องเทศชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรสชาติเผ็ดร้อนในงาน Food Ingredients Asia (FIA) Thailand 2025 ด้วยนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค พร้อมเผยเทรนด์ความนิยมรสเผ็ดร้อนในขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรสในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

          ผลการศึกษาของแม็คคอร์มิคชี้ว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ทั่วเอเชีย เป็นผู้ขับเคลื่อนเทรนด์รสเผ็ดร้อน โดยมองว่าเป็นการแสดงออกถึงตัวตนและการผจญภัย ซึ่งส่งผลให้เอเชียกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปรุงอาหารรสเผ็ดร้อน

 

           สำหรับประเทศไทย ผู้บริโภคชอบรสเผ็ดร้อนที่เข้มข้น กลมกล่อม และรู้สึกได้หลายระดับ อาหารรสเผ็ดยุคใหม่จึงต้องผสมผสานรสเผ็ดจากเครื่องเทศเข้ากับรสรอง เช่น อูมามิ เปรี้ยว หรือหวาน เพื่อสร้างความเผ็ดร้อนที่มีมิติ

           เพื่อช่วยผู้ผลิตเข้าใจความซับซ้อนของรสเผ็ดร้อน แม็คคอร์มิคได้เปิดตัว Heat Wheel ซอฟต์แวร์และเครื่องมือทางเทคนิคที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ที่ใช้ถอดรหัสภาษาของรสเผ็ดร้อน โดยแบ่งเป็น Flavour Profile (ความแตกต่างของรสชาติและกลิ่น) และ Sensory Experience (ความเข้มข้นและลักษณะของความร้อน) Heat Wheel เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้งานง่ายในการสื่อสารประสบการณ์รสชาติเผ็ดร้อน และเชื่อมโยงความชอบของผู้บริโภคกับคลังส่วนผสมของแม็คคอร์มิค

 

           เทรนด์รสเผ็ดร้อนคลื่นลูกใหม่ในเอเชียได้รับอิทธิพลจากป็อปคัลเจอร์ ตั้งแต่หม่าล่าแบบจีน ไปจนถึงรสเผ็ดสไตล์เกาหลีและญี่ปุ่น โดยเฉพาะหม่าล่าที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย ไม่แพ้รสชาติต้มยำและผัดกะเพรา

 

          เบ็ตตี้ จูเลียน่า ตัน รองประธานฝ่าย Specialty Flavours & Ingredients แม็คคอร์มิค เอเชีย กล่าวว่า “ผู้บริโภคมีความอยากรู้เกี่ยวกับประสบการณ์อาหารรสเผ็ดร้อนจากทั่วโลกมากขึ้น เราจึงผสมผสานรสชาติท้องถิ่นยอดนิยมเข้ากับโปรไฟล์รสชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทั่วโลก นวัตกรรมของเราขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดาต้า ช่วยให้ผู้ผลิตอาหารสร้างสรรค์รสเผ็ดที่แตกต่างและน่าตื่นเต้น”

Continue reading “แม็คคอร์มิคปลุกกระแสรสเผ็ดร้อนในงาน FIA Thailand 2025”