Positive List for the Future of Food: จากโครงสร้างพื้นฐานสู่การสร้างมูลค่าอาหารอนาคตไทย

ในโอกาสครบรอบ 50 ปี สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) ได้จัดเวทีสัมมนา “Positive List for the Future of Food” ชวนเปิดมุมมองสู่บทบาทของ Positive List ในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่บนฐานวิทยาศาสตร์ การใช้ประโยชน์จาก Health Claim อย่างถูกต้อง ไปจนถึงการก้าวผ่านข้อกำหนดด้านกฎหมาย และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และศักยภาพของวัตถุดิบไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจของอาหารอนาคต (Future Food)

 

สาระสำคัญจากเวทีสะท้อนตรงกันว่า Positive List ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “รายการสารสำคัญที่ใช้กล่าวอ้างได้” แต่ควรพัฒนาให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Infrastructure) ที่เชื่อมโยงงานวิจัย วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กฎระเบียบ และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Biodiversity to Bio-wealth)

 

Positive List: จุดเปลี่ยนจากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์

หนึ่งในคอขวดสำคัญของการพัฒนา Future Food คือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริง หรือ Commercialization Bottleneck / Valley of Death แม้งานวิจัยจะสามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารสำคัญหรือวัตถุดิบ แต่การนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยังต้องเผชิญต้นทุนการวิจัยทางคลินิก ข้อจำกัดด้าน Health Claim และกระบวนการกฎหมายที่ค่อนข้างจะใช้เวลานาน

ระบบ Positive List จึงเข้ามาช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ โดยนำหลักฐานจากงานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบมาใช้เป็นฐานสำหรับสารสำคัญและคำกล่าวอ้างที่ผ่านการพิจารณาแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการพิสูจน์ใหม่ทั้งหมดในลักษณะ Case-by-Case

ภายใต้แนวทางดังกล่าว กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์บางส่วนมีศักยภาพสามารถลดระยะเวลาจาก 1.5–2 ปี เหลือประมาณ 2 เดือน พร้อมลดต้นทุน R&D ได้มากกว่าร้อยละ 70 โดยมีเป้าหมายขยาย Positive List ให้ครอบคลุม 150 Claims เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารฟังก์ชันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การมี Positive List ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสามารถใช้สารสำคัญและกล่าวอ้างได้โดยไม่มีเงื่อนไข แต่ยังคงต้องพิจารณาชนิดของสาร ปริมาณการใช้ ความปลอดภัย ประสิทธิผล และข้อความกล่าวอ้างให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

 

จาก Positive List สู่ Product Concept

การใช้ Positive List อย่างมีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการคิดผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่รอจนผลิตภัณฑ์พัฒนาเสร็จแล้วจึงตรวจสอบด้านกฎหมาย

กระบวนการควรเริ่มจากการเชื่อมโยง Consumer Need – Functional Ingredient – Health Claim – Product Format กล่าวคือ เริ่มจากปัญหาหรือความต้องการของผู้บริโภค จากนั้นจึงเลือกสารสำคัญที่มีหลักฐานรองรับ และนำมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้จริง

วัตถุดิบไทยที่มีศักยภาพ เช่น ข้าวสังข์หยด ขมิ้นชัน กระเทียม หรือวัตถุดิบที่มีสารสำคัญเฉพาะ จึงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะวัตถุดิบเกษตร แต่สามารถพัฒนาเป็นฐานของผลิตภัณฑ์ Functional Food ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ หากมีการกำหนดสารสำคัญ คุณภาพวัตถุดิบ ปริมาณการใช้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อกำหนดทางกฎหมาย

แนวคิดนี้เปลี่ยนการพัฒนาจาก “มีวัตถุดิบแล้วค่อยหาตลาด” ไปสู่ “เข้าใจตลาด แล้วออกแบบผลิตภัณฑ์จากศักยภาพของวัตถุดิบ”

 

Product Design ต้องเชื่อม R&D กับการผลิตจริง

เมื่อกำหนดแนวคิดแล้ว ขั้นต่อไปคือการออกแบบสูตรและพัฒนาต้นแบบ โดยต้องพิจารณาทั้งประสิทธิภาพของสารสำคัญ ต้นทุน สูตรอาหาร รสชาติ ความคงตัว และความเป็นไปได้ในการผลิต โดยกระบวนการพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่ที่ระดับห้องปฏิบัติการ แต่ต้องก้าวไปสู่ Prototype & Standardization และการทดสอบในระดับ Pilot Scale เพื่อพิสูจน์ว่าสูตรสามารถผลิตได้จริงและมีคุณภาพสม่ำเสมอเมื่อขยายกำลังการผลิต

 

ประเด็นสำคัญคือ ความแปรปรวนของวัตถุดิบไทย ทั้งสายพันธุ์ แหล่งปลูก ฤดูกาล และกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว อาจส่งผลต่อปริมาณสารสำคัญ ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบจึงต้องมาพร้อมกับระบบ Standardization เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและองค์ประกอบสม่ำเสมอเพียงพอสำหรับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรก์ตาม ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับแต่ไม่สามารถควบคุมคุณภาพหรือ Scale-up ได้ จึงยังไม่ถือว่าพร้อมสำหรับการพาณิชย์

 

Evidence, Safety และ Claim ต้องเดินไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยง Evidence, Quality และ Regulatory ตั้งแต่ต้นทาง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต้องสอดคล้องกับระดับของการกล่าวอ้าง ทั้ง Nutrition Claim, Function Claim และ Risk-Reduction Claim ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบความปลอดภัยและปริมาณสารสำคัญที่ใช้จริง ผู้ประกอบการจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า สารสำคัญอยู่ใน Positive List หรือไม่ ใช้ได้ในปริมาณเท่าใด มีเงื่อนไขการใช้หรือไม่ และสามารถใช้ข้อความกล่าวอ้างใดได้บ้าง

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 โดยกำหนดนิยาม ลักษณะ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการกล่าวอ้างทางสุขภาพ พร้อมบัญชี Positive List จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ การกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร 28 รายการ รวม 135 ข้อความ การกล่าวอ้างหน้าที่อื่นของส่วนประกอบอาหาร 6 ชนิด รวม 8 ข้อความ และการกล่าวอ้างการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค 2 ส่วนประกอบ รวม 4 ข้อความ ผู้ประกอบการสามารถนำข้อความที่อยู่ในบัญชีและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไปใช้บนฉลากและในการขออนุญาตโฆษณาได้ โดยไม่ต้องส่งเอกสารประเมินซ้ำกับ อย. ส่วนข้อความที่อยู่นอกเหนือบัญชีต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินเป็นรายกรณี

 

ในกรณีที่สารหรือส่วนประกอบไม่อยู่ในบัญชีที่เกี่ยวข้อง หรือมีการใช้ในปริมาณสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาจต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินความปลอดภัยเพิ่มเติม ดังนั้น การตรวจสอบ Positive List และ Negative List รวมถึง Dosage & Efficacy จึงควรเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการแก้ไขสูตรหรือการลงทุนซ้ำในขั้นตอนปลายทาง

 

นอกจากข้อกำหนดด้านสารสำคัญและการกล่าวอ้างทางสุขภาพแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องติดตามกฎระเบียบด้านฉลากอาหารที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 474) พ.ศ. 2569 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ (ฉบับที่ 2) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญ อาทิ การปรับรายการสารก่อภูมิแพ้ โดยเพิ่มงาและระบุชนิดถั่วเปลือกแข็งให้ชัดเจน การปรับหลักเกณฑ์การแสดงข้อมูลวัตถุเจือปนอาหาร การกำหนดเงื่อนไขการใช้ฉลากดิจิทัล รวมถึงการปรับข้อยกเว้นและรายละเอียดการแสดงข้อมูลบนฉลาก

อ่านประกาศที่เกี่ยวข้อง:

 

จาก Regulatory สู่ Commercialization

เมื่อสูตรผ่านการพัฒนาและมีหลักฐานรองรับแล้ว ขั้นตอนต่อไปไม่ใช่เพียงการ “ขึ้นทะเบียนให้ผ่าน” แต่ต้องประเมินว่าผลิตภัณฑ์มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจหรือไม่ กรอบการประเมินของ อย. จึงครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบประเภทอาหาร การขออนุญาตสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า การขอเลขสารบบอาหาร 13 หลัก ตลอดจนการขออนุมัติโฆษณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้อง

ในเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องประเมิน Feasibility & ROI ทั้งขนาดตลาด กลุ่มเป้าหมาย ต้นทุน ราคาขาย ช่องทางจำหน่าย และศักยภาพในการขยายตลาด โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมอาจเริ่มจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Launch) เพื่อทดสอบ Product-Market Fit และเก็บข้อมูลจากผู้บริโภค ก่อนขยายไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ หรือกลุ่มตลาดต่างประเทศ

 

Commercialization ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนารอบใหม่

หนึ่งในแนวคิดสำคัญจากเวทีคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรเป็น Iterative Process ไม่ใช่เส้นทางแบบทางเดียว หลังออกสู่ตลาด ผู้ประกอบการต้องนำข้อมูลยอดขาย ความต้องการของผู้บริโภค ความคิดเห็นด้านรสชาติ ราคา รูปแบบผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพของช่องทางจำหน่ายกลับเข้าสู่ R&D เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ดังนั้นเส้นทางที่แท้จริงจึงเป็นวงจร

Consumer Need → Positive List & Evidence → Product Concept → Formulation → Prototype → Standardization → Regulatory → Commercialization → Market Feedback → R&D Innovation

วงจรดังกล่าวช่วยให้การใช้ Positive List ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดระยะเวลาขึ้นทะเบียน แต่สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงของการลงทุนและเพิ่ม Speed-to-Market

 

จาก Positive List สู่ระบบนิเวศ Future Food

เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสารสำคัญใน Positive List แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีความคืบหน้าการขับเคลื่อน Flagship 150 Claims โดยมีสารสำคัญและ Claims ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว รวมถึงรายการที่อยู่ระหว่างจัดทำ Dossier เพื่อเสนอพิจารณา ขณะเดียวกัน มีการนำร่องใช้ Functional Claim กับผลผลิตเกษตรไทย เช่น กล้วยและมะเขือเทศ เพื่อเชื่อมโยงภาคเกษตรกับอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง

การขับเคลื่อนดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ Triple Helix ระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยแต่ละภาคส่วนต้องทำงานเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การสร้างหลักฐาน การกำหนดกฎระเบียบ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการลงทุนและการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

บทบาทของ FoSTAT จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ยังเป็น Policy Connector, Industry Voice, Talent Developer และ Innovation Enabler ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และศักยภาพของวัตถุดิบไทยให้เป็นนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างยั่งยืน

 

ขอขอบคุณ: ข้อมูลจากงานครบรอบ 50th FoSTAT: Positive List for the Future of Food ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569

Future Food Hub เข้าร่วมเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security เปิดความร่วมมือระดับโลก ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและการลงทุนระบบอาหารแห่งเอเชีย-แปซิฟิก

เปิดผลการศึกษา World Bank’s Agri-Food Business Consultation โดย นายสันติ อาภากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD LAB, Bio Buddy และ Future Food Hub ร่วมกับ ดร. การดี เลียวไพโรจน์ Chief Foresight Officer, FutureTales LAB by MQDC ชี้โอกาสพัฒนากลไกเงินทุนใหม่เพื่อขับเคลื่อน Food Security เชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดและโครงการระดับนานาชาติ พร้อมเปิดรับพันธมิตรผ่าน Future Food Hub และชวนต่อยอดความร่วมมือใน Future Food Leader Summit ปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “Hack Your Health”

ในวันที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นโจทย์สำคัญของโลก ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น ประเทศไทยกำลังมีโอกาสก้าวไกลกว่าบทบาทผู้ผลิตและส่งออกอาหาร สู่การเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมนวัตกรรม เทคโนโลยี เงินทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อร่วมสร้างระบบอาหารที่มั่นคงและยั่งยืน

TASTEBUD LAB และ Future Food Hub ประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน นักลงทุน นักวิจัย และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่สามารถนำไปปฏิบัติและขยายผลได้จริง ทั้งในประเทศไทย ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และพื้นที่ที่มีความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารสูง เช่น ทวีปแอฟริกา

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน Executive Roundtable ภายใต้หัวข้อ “From Dialogue to Investment” ณ Future Food Hub กรุงเทพมหานคร ในช่วงสัปดาห์การประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี

 

เปิดมุมมองการลงทุน Food Security ระดับโลก เชื่อมศักยภาพไทยสู่โอกาสใหม่

เวที “From Dialogue to Investment” ได้รับเกียรติจาก ดร. Conrad Rein เลขาธิการ Global Flagship Initiative for Food Security ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรกว่า 20 แห่ง ทั้งองค์กรระหว่างประเทศ ภาครัฐ สถาบันการเงิน นักลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย อาทิ Bayer Foundation, UNIDO, UNCDF, UOB Thailand, IGES, EEC, ARDA, FutureTales LAB by MQDC, BHIRAJ BURI GROUP และ FoSTAT เพื่อสำรวจโอกาสขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารผ่านนวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การเชื่อมประเทศไทยเข้ากับกระแสการลงทุนด้าน Food Security ระดับโลก โดย Global Flagship Initiative for Food Security มีสมาชิกประมาณ 50 ราย และโครงการอยู่ระหว่างดำเนินงานราว 20 โครงการ มุ่งเชื่อมองค์กรระหว่างประเทศ ภาครัฐ เอกชน และนักลงทุน เพื่อพัฒนาโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบและขยายผลได้จริง

ขณะเดียวกัน ผู้แทนจาก Institute for Global Environmental Strategies (IGES) สะท้อนทิศทางการลงทุนของ ADB ซึ่งมีกรอบสนับสนุนรวม 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2573 สำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและการเกษตรอย่างยั่งยืน รวมถึงโอกาสพัฒนากลไกทางการเงินด้าน Climate-Smart Agriculture ในประเทศไทย ซึ่งอาจช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

 

ปลดล็อกช่องว่างเงินทุน สู่โครงการ FoodTech และ AgriTech

อีกประเด็นสำคัญจากการหารือคือ ช่องว่างด้านเงินทุนระหว่างการพัฒนานวัตกรรมกับการขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการ FoodTech และ AgriTech แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านวิจัย เทคโนโลยี วัตถุดิบ และอุตสาหกรรมอาหาร

การนำเสนอข้อค้นพบจาก World Bank’s Agri-Food Business Consultation จึงนำไปสู่การหารือเรื่องการพัฒนา Catalytic Finance หรือกลไกเงินทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น และเปิดทางให้ภาครัฐ องค์กรพัฒนา และนักลงทุนเอกชนสามารถร่วมสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพได้

นายสันติ อาภากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD LAB, Bio Buddy และ Future Food Hub กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของโลก แต่จำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินที่เชื่อมโยงนวัตกรรมในประเทศเข้ากับเงินทุนและพันธมิตรระดับสากลอย่างเป็นระบบ โดย Future Food Hub พร้อมร่วมพัฒนาและเป็นพื้นที่สำหรับขับเคลื่อนกลไกดังกล่าวในประเทศไทย

 

Future Food Hub เชื่อมไทยสู่เครือข่าย Food Security โลก

การเข้าร่วมเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security ถือเป็นก้าวสำคัญของ TASTEBUD LAB และ Future Food Hub ในการเชื่อมผู้ประกอบการ นักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ระบบอาหารในแต่ละพื้นที่

ความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีเกษตร นวัตกรรมวัตถุดิบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปสู่ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและภูมิภาคแอฟริกา

Future Food Hub ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Bio Buddy และ BHIRAJ BURI GROUP โดยมี TASTEBUD LAB ร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายนวัตกรรมอาหาร มุ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อม Innovation, Business และ Investment ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดลองตลาด การสร้างพันธมิตร ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน

หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ Joint Scoping Exercise ระยะเวลา 60–90 วัน เพื่อศึกษารูปแบบกลไกทางการเงินที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย โดย Future Food Hub พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการหรือ Living Lab สำหรับการทดลองและต่อยอดโครงการนำร่อง

 

จาก Climate-Smart Agriculture สู่ Future Food

การหารือยังสะท้อนโอกาสของประเทศไทยในการสร้างมูลค่าใหม่จาก Climate-Smart Agriculture, Future Food, Functional Food, Longevity, Smart Farming และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเชื่อมความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและตลาดโลก

“From Dialogue to Investment” จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อม องค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และพันธมิตร เพื่อพัฒนาโครงการ Food Security ที่สามารถเกิดขึ้นจริง ขยายผล และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบอาหารในระยะยาว

TASTEBUD LAB และ Future Food Hub เตรียมสานต่อความร่วมมือผ่าน Future Food Leader Summit ปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “Hack Your Health” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้นำธุรกิจ นักวิจัย ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ นักลงทุน และองค์กรพันธมิตร ร่วมสำรวจอนาคตของอาหาร สุขภาพ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะอนาคตของอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราผลิตได้มากเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเชื่อมความรู้ เงินทุน และผู้คน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ดีขึ้นให้กับโลกได้อย่างไร


สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อหารือแนวทางความร่วมมือได้ที่ https://www.tastebudlab.com/future-food-hub-1

EU เริ่มบังคับใช้แล้ว! กฎเหล็ก Anti-Greenwashing เตือนผู้ส่งออกอาหารไทยเร่งเช็กฉลากด่วน

สรุปสาระสำคัญ มาตรการคุมเข้มการฟอกเขียว และแนวทางการปรับตัวด้านบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพื่อรับมือมาตรฐานใหม่ของสหภาพยุโรป

 

สหภาพยุโรป (EU) ยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดด้วยการออก Directive (EU) 2024/825 ว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่วิถีสีเขียว (Empowering Consumers for the Green Transition; EmpCo) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 และกำหนดให้ประเทศสมาชิกแปลงเป็นกฎหมายภายในให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้จริงทั่วทั้ง EU ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหลักของ EU ทั้ง Directive 2005/29/EC (Unfair Commercial Practices Directive) และ Directive 2011/83/EU (Consumer Rights Directive) โดยมุ่งขจัดปัญหา “การฟอกเขียว” (Greenwashing) และการอ้างข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเท็จ คลุมเครือ หรือหลอกลวง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้สร้างแบรนด์ และผู้ส่งออกสินค้าอาหารและเครื่องดื่มไทยที่วางจำหน่ายในตลาด EU ที่ต้องเร่งทบทวนข้อความโฆษณา ตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน และฉลากบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด

 

5 ข้อห้ามหลักทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Blacklisted Practices Under Directive 2024/825)

Directive (EU) 2024/825 ได้เพิ่มข้อกำหนดใน Annex I ของ Directive 2005/29/EC โดยระบุพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมและสั่งห้ามเด็ดขาดในทุกกรณี (Blacklisted Practices) ดังนี้:

1. ห้ามการกล่าวอ้าง “Carbon Neutral” จากการซื้อเครดิตคาร์บอน (Offsetting Ban): ห้ามโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ ลดลง หรือเป็นบวก (เช่น ‘Climate Neutral’, ‘CO2 Neutral Certified’, ‘Carbon Positive’, ‘Climate Net Zero’, ‘Climate Compensated’, ‘Reduced Climate Impact’) หากการกล่าวอ้างนั้นพึ่งพาการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) นอกห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ การเคลมเรื่องคาร์บอนจะทำได้เฉพาะกรณีที่เกิดจากการลดผลกระทบจริงตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle) ภายในห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์เท่านั้น

2. ห้ามใช้คำกล่าวอ้างสิ่งแวดล้อมแบบทั่วไปที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Generic Environmental Claims Ban): ห้ามใช้คำอ้างกว้างๆ เช่น ‘Eco-friendly’, ‘Green’, ‘Climate Friendly’, ‘Biodegradable’, ‘Biobased’, หรือ ‘Carbon Friendly’ หากผู้ประกอบการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ (Recognised Excellent Environmental Performance) เช่น ได้รับ EU Ecolabel หรือมาตรฐาน ISO 14024 Type I หรือไม่ได้ระบุเงื่อนไขจำเพาะไว้บนสื่อหรือบรรจุภัณฑ์เดียวกันอย่างชัดเจน (เช่น ระบุชัดเจนว่า “100% of energy used to produce this packaging comes from renewable sources”)

3. ห้ามแสดงตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนที่จัดทำขึ้นเองโดยขาดการรับรอง (Unverified Sustainability Labels Ban): ห้ามการใช้ตราสัญลักษณ์ หรือฉลากความยั่งยืน (Sustainability Labels) ที่ไม่ได้อ้างอิงจากระบบการรับรองของหน่วยงานภายนอก (Third-party Certification Scheme) หรือไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยระบบการรับรองต้องเปิดกว้าง โปร่งใส และมีการตรวจสอบอิสระตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 17065 ทั้งนี้ ฉลากความยั่งยืนจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศนอก EU จะถูกห้ามใช้ เว้นแต่จะอยู่บนฐานของระบบการรับรองภายนอกที่ถูกต้อง

4. ห้ามกล่าวอ้างครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ ทั้งที่มีผลจริงเฉพาะบางส่วน: ห้ามทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมด หรือครอบคลุมธุรกิจทั้งหมดของบริษัท หากในความเป็นจริงเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น การอ้างว่าผลิตภัณฑ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล ทั้งที่มีเพียงบรรจุภัณฑ์เท่านั้นที่ใช้วัสดุรีไซเคิล

5. ห้ามนำข้อกำหนดตามกฎหมายมาอ้างเป็นจุดเด่นทางการค้า: ห้ามนำข้อบังคับตามกฎหมายที่สินค้าทุกรายการในหมวดนั้นๆ บนตลาด EU ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว มาแสดงว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษหรือจุดเด่นเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์

(ข้อสังเกตเพิ่มเติม: สำหรับการอ้างเป้าหมายสิ่งแวดล้อมในอนาคต เช่น การมุ่งสู่ Net Zero ผู้ประกอบการต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน สมจริง มีเป้าหมายวัดผลได้ตามกรอบเวลา มีการจัดสรรงบประมาณ และต้องได้รับการตรวจสอบและติดตามผลโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลการประเมินต้องเปิดเผยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้)

 

เจาะลึกผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มส่งออกไทย

– ฉลากบรรจุภัณฑ์และคำโฆษณา (Packaging & Claims): ข้อความยอดนิยมบนซองอาหารและบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น “100% Eco-Friendly Packaging”, “Biobased Snack” หรือ “Carbon Neutral Beverage” จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เว้นแต่จะมีเอกสารประเมินวงจรชีวิต (LCA) หรือใบรับรองมาตรฐานสากลสนับสนุน รวมถึงการใช้รูปภาพหรือองค์ประกอบกราฟิก เช่น ใบไม้สีเขียว หรือหยดน้ำ ที่สื่อถึงความยั่งยืนก็อาจถูกจัดเป็นการเคลมสิ่งแวดล้อมหรือฉลากความยั่งยืนที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่ด้วยเช่นกัน

– ข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารอินทรีย์ (Organic Claims): สำหรับคำว่า “Organic”, “Bio” หรือ “Eco” ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ภายใต้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2018/848 จะถือเป็นกฎหมายเฉพาะ (Lex Specialis) ที่มีความสำคัญเหนือกว่า UCPD จึงยังคงสามารถใช้ระบุบนผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ตามมาตรฐาน EU ได้ตามปกติ

– การบริหารสต็อกสินค้าและบรรจุภัณฑ์เก่า (Old Stock Management): สำหรับสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่ผลิต พิมพ์ฉลาก หรือวางจำหน่ายก่อนวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 ผู้กำกับดูแลของ EU (CPC Network) ได้จัดทำแนวปฏิบัติร่วมกัน (Common Understanding) โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติได้ เช่น การใช้สติ๊กเกอร์ปิดทับข้อความเดิม หรือการติดป้ายชี้แจงเพิ่มเติม ณ จุดขาย เพื่อป้องกันความสับสนและไม่สร้างภาระด้านต้นทุนหรือขยะบรรจุภัณฑ์มากเกินจำเป็น

 

แผนการปรับตัว 4 ขั้นตอน สำหรับผู้ประกอบการก่อน ก.ย. 2569

1. ตรวจสอบฉลากและข้อความการตลาด (Label & Claim Audit): ทบทวนฉลาก บรรจุภัณฑ์ และสื่อโฆษณาออนไลน์ของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งออกไปยัง EU เพื่อยกเลิกข้อความที่เป็นการอ้างสิทธิ์ทั่วไป (Generic Claims) หรือตราสัญลักษณ์ที่คิดขึ้นเองโดยไม่มีระบบรับรอง

2. ปรับกลยุทธ์ด้านคาร์บอนจากการ Offset เป็นการลดจริงในห่วงโซ่คุณค่า: ยุติการใช้คำว่า Carbon Neutral ที่พึ่งพาการซื้อคาร์บอนเครดิตภายนอกองค์กร และเปลี่ยนมามุ่งเน้นการคำนวณและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จริงในกระบวนการแปรรูปอาหารและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (LCA)

3. เลือกใช้ระบบการรับรองมาตรฐานสากล (Third-party Certification): กรณีที่ต้องการแสดงตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน ควรเลือกใช้ฉลากที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 17065 หรือฉลากสิ่งแวดล้อมระดับภาครัฐ

4. เตรียมระบบข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Verifiable Evidence): จัดทำระบบเอกสารสืบย้อน (Traceability) และหลักฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการตรวจสอบจากคู่ค้าใน EU และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างโปร่งใส

 

Directive (EU) 2024/825 ไม่เพียงแต่เป็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในยุโรปเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเร่งปรับตัวและสร้างความน่าเชื่อถือในการสื่อสารด้าน ESG อย่างแท้จริง การเตรียมความพร้อมทางเทคนิคและฉลากบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU อย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / References

– European Commission. (n.d.). Sustainable consumption. European Commission Topics: Consumers. Retrieved from https://commission.europa.eu/topics/consumers/consumer-rights-and-complaints/sustainable-consumption_en

– European Commission. (2026, September). Questions & Answers: Directive (EU) 2024/825 on empowering consumers for the green transition. Directorate-General for Justice and Consumers. Retrieved from https://commission.europa.eu/document/download/3c257883-bb2a-4dd9-a6dc-501d587bb34f_en

– European Parliament, & Council of the European Union. (2024). Directive (EU) 2024/825 of the European Parliament and of the Council of 28 February 2024 amending Directives 2005/29/EC and 2011/83/EU as regards empowering consumers for the green transition through better protection against unfair practices and through better information. Official Journal of the European Union, L 2024/825. Retrieved from http://data.europa.eu/eli/dir/2024/825/oj

ครั้งแรกของไทยกับความร่วมมือขับเคลื่อนมาตรฐานสากล IDDSI เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

 

สถาบันอาหาร ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ผนึกกำลังครั้งสำคัญขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสู่สังคมสูงวัย เปิดตัวการรับรองมาตรฐานสากล IDDSI สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก พร้อมลงนามความร่วมมือทางวิชาการและส่งมอบนวัตกรรมเครื่องมือทดสอบฝีมือคนไทย เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม

 

(วันที่ 1 ตุลาคม 2569) ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร จัดงาน “FOOD INNOVATION FOR AGING SOCIETY: ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสำหรับสังคมสูงวัย” ขึ้น โดย นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต้อนรับและเปิดงาน ระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ โภชนาการ และความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเคี้ยวหรือกลืนลำบาก อาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการดำรงชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สถาบันอาหารในฐานะหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมทางห้องปฏิบัติการและองค์ความรู้ในการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ เนื้อสัมผัส ความหนืด รวมถึงระดับและลักษณะของอาหารปรับเนื้อสัมผัสตามมาตรฐาน IDDSI อีกทั้งยังมีศักยภาพในการให้บริการ พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารเพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ การร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. ในครั้งนี้ จึงเป็นการนำองค์ความรู้และเครื่องมือทดสอบอย่าง Flow Tester และ Fork Tester มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบากตามกรอบมาตรฐานสากล IDDSI อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และการจัดทำ Roadmap” โดยระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อาหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ รศ. ดร.เติมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูลที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุไทยเชิงลึก 2. การพัฒนามาตรฐาน ระบบทดสอบ และการรับรองที่น่าเชื่อถือ ผ่านการขับเคลื่อนมาตรฐาน IDDSI และการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน 3. การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือทดสอบ และ 4. การจัดทำ Roadmap อาหารสำหรับผู้สูงอายุของประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางระยะสั้น กลาง และยาว ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำจนถึงการใช้ประโยชน์จริงในระบบบริการสุขภาพ

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส เอ็มเทค สวทช. บรรยายในหัวข้อ “มาตรฐาน IDDSI และการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester: ยกระดับอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก สู่มาตรฐานเพื่อสังคมสูงวัย” โดยกล่าวว่า ความสำคัญของมาตรฐานสากล IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) ซึ่งแบ่งอาหารและเครื่องดื่มเป็น 8 ระดับ (0-7) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากจากการเสื่อมถอยของอวัยวะภายในช่องปาก ไม่ให้เกิดภาวะสำลักจนนำไปสู่ปอดติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ เอ็มเทค สวทช. ได้ออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ตามแนวคิด User-oriented Design เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำจากการทดสอบด้วยมือแบบดั้งเดิม อุปกรณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเบา ผลิตได้ภายในประเทศ และปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้การแสดงฉลากอาหารปรับเนื้อสัมผัสต้องมีผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการหรือหน่วยงานที่ใช้เครื่องมือมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งเอ็มเทค สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชนเพื่อจำหน่ายแก่โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุแล้ว รวมถึงเปิดให้บริการทดสอบความหนืดแก่ผู้ประกอบการที่สนใจ

 

ภายในงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยเอ็มเทค และ สถาบันอาหาร เพื่อร่วมกันผลักดันการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบเฉพาะทางสู่การเป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) สำหรับฉลาก IDDSI การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโครงสร้างอาหารและบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต ตลอดจนพัฒนาเทคนิคการตรวจวัดแบบรวดเร็ว (Rapid Test) พร้อมกันนี้ได้มีพิธีมอบเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จากเอ็มเทค สวทช. ให้แก่สถาบันอาหาร เพื่อใช้เป็นฐานรากสำคัญในการเสริมศักยภาพด้านการบริการวิชาการ การตรวจวิเคราะห์ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของสังคมผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนต่อไป

 

เอ็มเทค สวทช. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่าย และเปิดรับบริการทดสอบความหนืดของอาหารและเครื่องดื่มตามมาตรฐาน IDDSI ติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการทดสอบความหนืด ได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (คุณชนิต วานิกานุกูล) โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 อีเมล chanitw@mtec.or.th

 

ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือกไทย: พลิกวิกฤตสู่โอกาสแห่งความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์จากนมในประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งแรงกดดันจากการเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) เต็มรูปแบบ ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล คำถามสำคัญที่ท้าทายผู้ประกอบการในวันนี้ ไม่ใช่เพียง “เราจะอยู่รอดได้อย่างไร?” แต่คือ “เราจะเปลี่ยนความท้าทายเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสใหม่บนเวทีโลกได้อย่างไร?”

การจะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ได้ อุตสาหกรรมนมไทยจำเป็นต้องบูรณาการยุทธศาสตร์นวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้าง “ห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน” (Sustainable Value Chain) ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

พลิกโฉมฟาร์มโคนม…สู่ยุคแห่ง “คุณภาพและประสิทธิภาพ”

เมื่อมองกลับไปที่จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกำลังเผชิญกับคลื่นพายุลูกใหญ่ ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จำนวนโคนมและแม้แต่เกษตรกรเองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉายภาพให้เห็นว่า การทำฟาร์มเพื่อเน้นการผลิตเชิง “ปริมาณ” แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป กุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน คือ การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเชิง “ประสิทธิภาพและคุณภาพ” ทั้งนี้ การยกระดับต้องอาศัยการขับเคลื่อน 4 ระบบหลักไปพร้อมกัน ได้แก่ การสร้างฟาร์มประสิทธิภาพสูง (Farm Excellence) การผลิตที่ใส่ใจความยั่งยืน (Sustainable Dairy) การใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Data and Traceability) และการมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) โดยหัวใจสำคัญ คือ การทำให้ “น้ำนมทุกกิโลกรัมมีคุณค่ามากขึ้น”  บทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในตลาดมูลค่าสูง เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อทางหน่วยงานของ รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กิตติศักดิ์ ได้ทดลองพัฒนา “นมพรีเมียม” ขึ้น เป็นที่น่าสนใจว่าแม้จะวางจำหน่ายในราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์นมในท้องตลาดทั่วไป แต่เมื่อนำไปบุกทำเลศักยภาพอย่างย่านสยามสแควร์ สินค้ากลับขายหมดเกลี้ยง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีความเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพและมีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง

 

สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม…แปลงองค์ความรู้สู่มูลค่า

แม้ประเทศไทยจะมีงานวิจัยดี ๆ เกี่ยวกับโคนมมากมาย แต่ปัญหาที่พบ คือ “ความรู้มหาศาล แต่กระจัดกระจาย” ดร. เอื้องพลอย ใจลังกา หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายหลัก คือ การนำงานวิจัยเหล่านี้ลงจากหิ้งมาสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ เพื่อทลายกำแพงนี้ กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายจึงได้ริเริ่ม “Thailand Dairy Products Innovation Platform” แพลตฟอร์มนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางการเชื่อมโยง (Connector & Facilitator) โดยขับเคลื่อนบนแนวคิด “เชื่อมโจทย์ เชื่อมความรู้ เชื่อมตลาด” เริ่มตั้งแต่การใช้โจทย์จริงจากพื้นที่ (Demand-Driven) การแชร์โครงสร้างพื้นฐาน การขยายสเกลสู่การผลิตจริง (Commercialization) ไปจนถึงการจับคู่ธุรกิจครบวงจร (Market Linkage)

ด้วยแพลตฟอร์มนี้จึงมีฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนสามารถมองเห็นภาพรวมร่วมกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน นอกจากนี้ ดร. เอื้องพลอย ยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อกระแสการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์นมทางเลือก (Dairy Alternatives) อย่างนมโอ๊ต หรือนมอัลมอนด์ ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผู้มา “ดิสรัปต์” หรือคู่แข่ง แต่คือ “เสียงสะท้อนจากผู้บริโภค” (Consumer Signals) ที่กำลังมองหาฟังก์ชันต่อสุขภาพ เช่น เรื่องการย่อยอาหารและโปรตีน ตลอดจนให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

อนาคตของอุตสาหกรรมจึงมุ่งหน้าสู่ “The Hybrid Future” การผสานจุดแข็งด้านโภชนาการและรสสัมผัสของนมวัว เข้ากับมิติด้านความยั่งยืนของ Plant-based เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

 

รังสรรค์นวัตกรรม…สู่อนาคต

คุณเสรี ธรรมเสริมสุข ผู้อำนวยการฝ่าย R&D บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่เราจะสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมนมในระดับโลกได้นั้น ไม่ได้เน้นเรื่องการเปรียบเทียบองค์ประกอบพื้นฐาน (ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต) เพราะไม่มีความแตกต่างกันนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับการจัดการคุณภาพและองค์ประกอบในเนื้อนมดิบ (Milk Fraction Management) มากกว่าปริมาณน้ำนมดิบ โดยมองความแตกต่าง 3 ปัจจัยในการสร้างผลิตภัณฑ์  ได้แก่ Sensory, Application  และ Stability of Use แล้วจึงพิจารณาว่าจุดใดที่นมผงทดแทนได้หรือไม่ได้

สำหรับมุมมองต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไฮบริด ผลิตภัณฑ์นมทางเลือกนั้น คุณเสรี ได้เล่าถึงแนวคิด “BoB (Best of Both)” ซึ่งเป็นการดึงจุดดีของวัตถุดิบทั้ง 2 ฝั่ง มาร่วมกัน เพื่อทดแทนจุดด้อย แล้วสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ขึ้นมา

งาน R&D จึงไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ความต้องการในวันนี้ แต่คือการมองข้ามช็อตไปถึงอนาคต (Future-forward) นวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นในห้องแล็บวันนี้ อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงตลาดในอีก 10 ปี ข้างหน้า

 

และแน่นอนว่าสมการสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของงาน R&D ก็คือ  “Passion + Knowledge = Innovation” ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ และการสะสมองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถรังสรรค์ให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้ในที่สุด

ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมนมไทย

ท้ายที่สุดแล้ว การจะนำพาอุตสาหกรรมนมไทยก้าวข้ามขีดจำกัด ต้องอาศัยพลังแห่งการบูรณาการ หรือ Synergy จากทุกภาคส่วน ดังที่ได้กล่าวสรุปไว้บนเวทีเสวนาว่า คำว่า “Dairy” มีตัวอักษรตรงกลางคือ “AI” ซึ่งนอกจากจะสื่อถึง Agro-Industry หรืออุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ยังสะท้อนถึง Artificial Intelligence หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในทุกกระบวนการ

 

…แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่สูงที่สุด คือการไม่ยอมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย… 

Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection

ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรหรือมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจและความร่วมมือของบุคลากรทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายผลิต ฝ่ายคุณภาพ ฝ่ายวิศวกรรม ไปจนถึงทุกทีมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต การสร้าง Food Safety Culture จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยง สร้างความมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ และเตรียมพร้อมรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร รวมถึงการตรวจประเมินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

METTLER TOLEDO ขอเชิญผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมงานสัมมนา
Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection เวทีสำหรับการอัปเดตความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กร

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับฟังการอัปเดตแนวโน้ม ความท้าทาย และแนวทางการสร้าง Food Safety Culture จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก SGS (Thailand) Ltd. และ Equal Assurance (Thailand) Ltd. พร้อมเรียนรู้บทบาทของเทคโนโลยี Product Inspection ผ่านการนำเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตเครื่องจริง และกิจกรรม Workshop ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์และความท้าทายในสายการผลิตอาหาร

พบกับกิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน
• บรรยายพิเศษ: อัปเดตแนวโน้มและแนวทางสร้าง Food Safety Culture ในองค์กร
• Product Inspection Showcase: ชมเครื่องจริงและนวัตกรรมด้าน Metal Detection, X-ray Inspection และ Dynamic Checkweighing
• Product Inspection Discovery Journey: เรียนรู้การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และความเสี่ยง
• MT Clinic: พูดคุยและปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจาก METTLER TOLEDO พร้อมค้นพบว่าเทคโนโลยี Product Inspection และ ProdX™ สามารถช่วยยกระดับ Food Safety, Quality, Compliance และ Production Performance ได้อย่างไร

เหมาะสำหรับ: ผู้บริหารและบุคลากรด้าน Food Safety, Quality, Production, Engineering, Compliance และการบริหารข้อมูลในอุตสาหกรรมอาหาร หากท่านกำลังมองหาแนวทางสร้าง Food Safety Culture ลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต หรือศึกษาการนำเทคโนโลยี Product Inspection ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ขององค์กร งานนี้คือโอกาสสำคัญที่ไม่ควรพลาด

Continue reading “Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection”

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 เชื่อมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย–ไต้หวัน

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไต้หวันสร้างสถิติสูงสุดในปี พ.ศ. 2567 ด้วยมูลค่าผลผลิตกว่า 1.0044 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน นับเป็นครั้งแรกที่มูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน สะท้อนศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งจะถูกนำเสนอใน งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 ระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าเกาสง (Kaohsiung Exhibition Center; KEC) งานนี้ไม่เพียงเป็นมหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคใต้ไต้หวัน แต่ยังอาศัยจุดแข็งของเมืองเกาสงในฐานะ “ประตูสู่นโยบายมุ่งใต้ใหม่” เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนแนวโน้มการขยายตลาดของอุตสาหกรรมอาหารไต้หวันสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง พ.ศ. 2568 ดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 19,000 คน

 

ศักยภาพด้านอาหารทะเลสดและอาหารแช่แข็ง: แรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าไทย–ไต้หวัน

จากข้อมูลรายงานอุตสาหกรรมอาหาร ปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยเป็นคู่ค้าด้านอาหารแปรรูปที่สำคัญที่สุดของไต้หวันในกลุ่ม 8 ประเทศอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 36 ของมูลค่าการค้าอาหารแปรรูประหว่างไต้หวันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ โซนอาหารทะเลสดและอาหารแช่แข็ง ซึ่งใช้จุดแข็งของเกาสงที่อยู่ใกล้ฐานประมงน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน รวบรวมสมาคมประมงและผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วประเทศ นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งปลาทะเลน้ำลึก ปู กุ้ง และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพสูง โดยเกาสงยังเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปสัตว์น้ำและโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างไต้หวันกับไทยและภูมิภาคอาเซียน

 

อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นหนึ่งในไฮไลต์งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง

 

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง: ยกระดับศักยภาพการแข่งขันจากแหล่งผลิตสู่ตลาดโลก

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสงใช้จุดแข็งแนวคิด “จากแหล่งผลิตสู่พื้นที่จัดแสดง” ผ่านโซนสินค้าเกษตรเด่นจากไต้หวัน ซึ่งรวบรวมชมพู่ไต้หวัน สับปะรด และผลไม้สดชื่อดังจากภาคใต้ของไต้หวัน พร้อมผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพสูงที่ผสานเทคโนโลยีการอบแห้งและการถนอมความสดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมและตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความคุ้มค่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไต้หวันได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนากระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่น และมุ่งขยายโอกาสสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดการเติบโตในตลาดอาเซียน

 

เทรนด์ลดน้ำตาลและอาหารเพื่อสุขภาพ: ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคไทย

เพื่อตอบรับกระแสรักสุขภาพและนโยบายภาษีน้ำตาลของไทย ผู้ประกอบการไต้หวันได้นำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำตาลต่ำ ปราศจากน้ำตาล อาหารฟังก์ชัน ขนม และเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมแนวคิดฉลากสะอาด นอกจากนี้ ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสแบบดั้งเดิมยังพัฒนาซีอิ๊ว ซอสพริก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมปรับสูตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืน

 

เชื่อมภูมิภาค สร้างห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 ยังสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไต้หวันที่มุ่งสู่การผลิตอัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ โดยผู้ประกอบการหลายรายกำลังขยายฐานการผลิตสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบและลดต้นทุนด้านภาษี

ขอเชิญชวนผู้ซื้อและนักธุรกิจจากทั่วโลกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 เพื่อคว้าโอกาสทางการค้าและความร่วมมือระหว่างไต้หวัน ไทย และตลาดโลก ในวันที่ 22–25 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าเกาสง (KEC)

– เว็บไซต์: https://www.foodkh.com.tw/en/index.html

– ลงทะเบียนรับสิทธิ์ค่าที่พักฟรี: https://bangkok.taiwantrade.com/news/detail?id=36195

– สอบถามเพิ่มเติม: คุณมุก โทร. 02-651-4470 หรืออีเมล sasima@taitra.org.tw

Continue reading “งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 เชื่อมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย–ไต้หวัน”

ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยด้วยเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง

อุตสาหกรรมมะพร้าวของไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์มะพร้าวแบบเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยศูนย์ความรู้ด้านมะพร้าว (Coconut Knowledge Centre; CKC) ภายใต้ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค (Product Development Centre; PDC) จังหวัดระยอง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสามารถทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากมะพร้าว วิธีการแปรรูป และการนำวัตถุดิบไปใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ ก่อนขยายสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรม

 

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในตลาดมะพร้าวระดับโลก โดยข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ไทยส่งออกกะทิมูลค่าสูงถึง 341.11 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.85 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. 2566[1] นอกจากนี้ Grand View Research[2] ยังระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังครองส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั่วโลกมากที่สุดในปี พ.ศ. 2568 ด้วยสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 30 ของตลาดทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวใหม่ๆ จำเป็นต้องมีการควบคุมกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เนื่องจากนมมะพร้าวและกะทิมีความไวต่อระยะเวลาและอุณหภูมิ ดังนั้นคุณภาพอาจลดลงหากไม่ได้รับการแปรรูปอย่างรวดเร็วหลังการสกัด นอกจากนี้ ผู้ผลิตอาจต้องรับมือกับความท้าทายต่างๆ ตามประเภทและสูตรของแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น การแยกชั้นของไขมัน ควบคู่ไปกับการรักษารสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีความสม่ำเสมอ

 

คุณสุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แม้มะพร้าวอาจดูเหมือนเป็นวัตถุดิบที่ไม่ซับซ้อน แต่ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการตอบสนองต่อกระบวนการแปรรูปที่แตกต่างกันอย่างมาก น้ำมะพร้าวจำเป็นต้องควบคุมระยะเวลาและอุณหภูมิอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาคุณภาพ ในขณะที่กะทิต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมเนื้อสัมผัสและความคงตัว ด้วยเหตุนี้ เราจึงพิจารณาวัตถุดิบ สูตรผลิตภัณฑ์ และสภาวะในการแปรรูปร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น การเข้าใจคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเลือกวิธีการแปรรูปที่เหมาะสมและรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีความสม่ำเสมอเมื่อขยายกำลังการผลิต”

 

หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวคือ โซลูชัน Tetra Pak Direct UHT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้การฉีดไอน้ำและการลดอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน โดยเทคโนโลยี Direct UHT สามารถเพิ่มและลดอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดผลกระทบจากความร้อน ลดการเกิดสีน้ำตาล และคงรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เมื่อทำงานร่วมกับกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์แบบปลอดเชื้อ ยังช่วยให้สามารถจัดเก็บและกระจายสินค้าได้ในอุณหภูมิปกติ โดยไม่จำเป็นต้องควบคุมความเย็นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถปรับใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เครื่องแยกด้วยระบบปิดที่ป้องกันอากาศเข้า (Airtight Separation) ที่ช่วยลดการสัมผัสกับออกซิเจนระหว่างกระบวนการผลิต และระบบโฮโมจีไนเซชัน (Homogenisation) ที่ช่วยให้กะทิมีเนื้อสัมผัสและความคงตัวตามที่ต้องการ

 

นอกเหนือจากเทคโนโลยีการแปรรูปแล้ว ผู้ผลิตยังสามารถใช้บริการศูนย์ความรู้ด้านมะพร้าวและศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค ในจังหวัดระยอง ในการพัฒนาและทดสอบแนวคิดผลิตภัณฑ์ สูตร และทางเลือกในการแปรรูปก่อนเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ด้วยศักยภาพในการทดลองผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ผู้ผลิตไม่เพียงสามารถประเมินได้ว่าแนวคิดนั้นสามารถพัฒนาเป็นสูตรผลิตภัณฑ์ได้จริงหรือไม่ แต่ยังรวมถึงวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพที่สม่ำเสมอ และเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย

 

นับจากนี้ โอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยอย่าง น้ำมะพร้าว นมมะพร้าว และกะทิเท่านั้น แต่วัตถุดิบจากมะพร้าวสามารถนำมาต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมในเครื่องดื่มได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นชาและกาแฟพร้อมดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับบาริสต้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา

คุณสุทธินันท์ เตชะทยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า “มะพร้าวยังมีศักยภาพอีกมากที่รอการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และโอกาสในการบริโภคที่หลากหลาย ที่ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราในจังหวัดระยอง ผู้ผลิตสามารถทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการแปรรูปของเต็ดตรา แพ้คได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อทำความเข้าใจว่าสูตรผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะอย่างไรเมื่อนำไปแปรรูป ส่วนใดที่อาจต้องปรับปรุง และควรเตรียมความพร้อมอย่างไรก่อนขยายสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ในอนาคตเรายังมองเห็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพของศูนย์ฯ เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวด้วยโซลูชันบรรจุภัณฑ์ Tetra Recart®”

Tetra Recart® เป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายของเต็ดตรา แพ้ค และปัจจุบันมีการนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิปกติ เช่น นมมะพร้าวและกะทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกและมีเอกลักษณ์ อาทิ Tetra Prisma® Aseptic, Tetra Prisma® Aseptic Edge และ Tetra Classic® Aseptic ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตมีทางเลือกที่หลากหลายในการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในตลาดกลุ่มต่างๆ

 

Continue reading “ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยด้วยเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง”

สร้างโรงงานอัจฉริยะด้วย AI เปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สู่การยกระดับการผลิตแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 Gericke Thailand ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “The Blueprint for AI: Re-engineering Business for Maximum Profitability Through Digital & Physical Automation” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมสร้างความสามารถในการแข่งขันในยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

 

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจาก Auk Industries, Gericke, Lenovo, Cyclect Nismix, Payper และ Fagus GreCon ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการจัดการวัตถุดิบ ระบบการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) การพัฒนาโรงงานที่พร้อมรองรับ AI (AI-ready Factory) ระบบอัตโนมัติ (Automation) ตลอดจนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และการวางรากฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะในอนาคต

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การนำ AI ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ การเชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องจักร กระบวนการผลิต และระบบต่าง ๆ ช่วยให้สามารถติดตามการผลิตแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดการณ์การบำรุงรักษา ลดการหยุดชะงักของการผลิต และเพิ่มผลิตภาพโดยรวม

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาที่ผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายในการประยุกต์ใช้ AI ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และทิศทางของอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการบูรณาการทั้งบุคลากร กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

 

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังคงเผชิญแรงกดดันในการเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยงานสัมมนาครั้งนี้ได้มอบแนวทางเชิงปฏิบัติและองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อสนับสนุนการสร้างโรงงานอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูล พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

Continue reading “สร้างโรงงานอัจฉริยะด้วย AI เปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สู่การยกระดับการผลิตแห่งอนาคต”