aT ปิดฉากความสำเร็จของคณะผู้ประกอบการเกาหลีในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ณ กรุงเทพมหานคร สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 97.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำศักยภาพอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MAFRA) ร่วมกับองค์การการค้าเกษตรและประมงเกาหลี (aT: Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ประกาศความสำเร็จของการนำผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายในพาวิลเลียนเกาหลี (Korea Pavilion) ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีบนเวทีนานาชาติ พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

THAIFEX-Anuga Asia ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยในปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 12 อาคารจัดแสดง และมีผู้ประกอบการจาก 56 ประเทศเข้าร่วมกว่า 3,590 บริษัท นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และนักธุรกิจจากทั่วโลก

 

ภายในพาวิลเลียนเกาหลี ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย aT (Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้จำนวน 59 บริษัท เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ K-Food หลากหลายประเภทที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และ aT ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงและได้รับความนิยมในตลาดท้องถิ่น อาทิ อาหารสตรีทฟู้ดและเครื่องดื่ม พร้อมมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและลิ้มลองผลิตภัณฑ์จริง นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม

 

ความนิยมของ K-Content ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยต่อวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในหมู่ผู้บริโภคต่างชาติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความสะดวกในการบริโภคได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าและคู่ค้าทางธุรกิจในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เจรจาธุรกิจกับคู่ค้าเกี่ยวกับราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต จนนำไปสู่มูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากการเจรจาธุรกิจ พาวิลเลียนเกาหลียังได้รับความสนใจอย่างคึกคักจากผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมชิมอาหารสตรีทฟู้ดเกาหลียอดนิยม อาทิ มันหวานเผา ต๊อกบกกี และออมุก ตลอดจนการประกอบอาหารภายใน 15 นาที และการสาธิตเมนูอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ ความหลากหลาย และเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี พร้อมสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคได้รู้จัก K-Food มากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การจัดงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” ในวันแรกของการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้นำเข้าและคู่ค้าจากประเทศไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อรายสำคัญมาเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนออาหารเกาหลีและเครื่องดื่มดั้งเดิมของเกาหลี ซึ่งช่วยสะท้อนเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเกาหลี พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

 

บรรยากาศงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” โดยมีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ผู้แทนภาครัฐ และผู้ซื้อรายสำคัญเข้าร่วมงาน

 

นายพาซอน (Pasorn) ผู้ซื้อจากภาคธุรกิจจัดจำหน่ายของประเทศไทยที่เข้าร่วมงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ K-Food Night กล่าวว่า “ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความท้าทาย ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินใจซื้อที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสและความต้องการด้านอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการอาหารเกาหลีสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในอนาคต”

 

ด้านนายจอน กีชาน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งออกอาหารของ aT กล่าวว่า “ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติดีและสะดวกต่อการบริโภคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาเซียนถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลี ดังนั้น aT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเกาหลีใต้ในการสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดัน K-Food ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกต่อไป”

 

บรรยากาศผู้เข้าชมงานและการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเกาหลีใต้และผู้ซื้อภายในพาวิลเลียนเกาหลีในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026

 

 

Krones: Flexible Packaging Solutions for Tomorrow’s Challenges

          As packaging requirements become more complex, companies are no longer simply investing in machines or materials – they are investing in flexibility, future readiness and long-term growth. That is the central message behind Krones’ latest approach to secondary packaging solutions, where partnerships and system thinking are reshaping how sustainable packaging concepts are developed and implemented.

          Rather than offering one-size-fits-all answers, Krones focuses on creating solutions tailored to each customer’s production environment, business model and market demands. This is particularly important in the growing field of sustainable packaging, where factors such as material properties, logistics, automation, brand impact and regulatory compliance all need to work together seamlessly.

          “The challenges we face today are simply too complex for a single company to solve on its own,” explains Maximilian Kühnl, Product Specialist for the dry end at Krones. To address this, Krones works closely with partners such as DS Smith and Mondi, combining expertise in packaging materials and design with Krones’ strengths in machine engineering and line integration.

          The result is a more holistic development process where packaging is no longer treated as a standalone material decision. Instead, packaging concepts are designed from the beginning to align with machine compatibility, transport stability, shelf performance and automated high-speed production requirements. For customers, this means faster evaluations of new packaging options, fewer risks during implementation and greater confidence in future investments.

          One example of this collaborative approach is the LitePac Top packaging concept. The solution bundles multipacks using carton clips and optional paper banderoles, reducing material use while maintaining product stability and creating additional branding space. While the packaging components are developed with partners such as DS Smith and Mondi, the solution is processed on the Krones Variopac Pro single-use packer. The focus, however, is not on individual suppliers but on delivering a fully integrated and functional overall system for the customer.

          At the heart of this strategy is the Variopac Pro itself. Rather than being limited to a single packaging format, the machine is designed as a modular platform capable of handling a wide range of solutions – from traditional shrink packs and cartons to hybrid and fibre-based alternatives. This flexibility allows manufacturers to adapt to changing market requirements without committing prematurely to only one packaging route.

          Krones describes the Variopac Pro as a kind of “Swiss army knife” for packaging technology, enabling customers to combine proven packaging formats with the option to integrate future sustainable solutions as regulations and consumer expectations evolve.

         The broader goal is clear: helping customers reduce complexity while increasing flexibility. By integrating packaging expertise, automation and machine technology into one coordinated system, Krones aims to shorten development cycles, minimize interfaces and create investment security in an increasingly fast-changing market.

          Ultimately, the company believes the future of packaging will not be defined by individual technologies alone, but by partnerships that bring together different strengths to create smarter, scalable solutions for what comes next.

Read the full article to discover how Krones, DS Smith and Mondi are redefining sustainable secondary packaging through collaboration and modular innovation. >> The right customer solution through partnerships – Krones

 

 

 

สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ถ้ารู้สึกร้อนในให้หลีกเลี่ยงอาหารร้อน” “ถ้าท้องอืดให้กินอาหารฤทธิ์เย็น” หรือ “ถ้าระบบขับถ่ายไม่ดีให้ดื่มชาสมุนไพร น้ำดีท็อกซ์ หรือบริโภคผลไม้เพิ่ม” แม้คำแนะนำเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี แต่เมื่ออาการทางระบบทางเดินอาหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การคาดเดาสาเหตุด้วยตนเองอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เนื่องในวันสุขภาพระบบทางเดินอาหารโลก (World Digestive Health Day) ปี พ.ศ. 2569 องค์กรโรคระบบทางเดินอาหารโลก (World Gastroenterology Organisation; WGO) ได้รณรงค์ภายใต้หัวข้อ “Don’t Flush the Signs Away” เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภาวะท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนมองข้ามทั้งที่อาจเป็นสัญญาณของโรคหรือความผิดปกติที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียที่มีความหลากหลายด้านอาหารและวัฒนธรรมการบริโภค ขณะเดียวกันวิถีชีวิตของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารพร้อมรับประทาน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น เพราะระบบทางเดินอาหารมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ระดับพลังงาน ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพในระยะยาว

 

ความเชื่อที่ 1: อาการไม่สบายท้องเป็นเรื่องปกติ

หลายคนมองว่าอาการท้องอืด แน่นท้อง ขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระเป็นเพียงผลจากความเครียด อายุที่เพิ่มขึ้น การเดินทาง หรือการรับประทานอาหารมากเกินไป แม้อาการเล็กน้อยบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ระบบทางเดินอาหารถือเป็นหนึ่งในระบบที่ส่งสัญญาณเตือนสุขภาพได้อย่างชัดเจน หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยหรือส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องอยู่ร่วมกับอาการเหล่านั้น

 

ความเชื่อที่ 2: สุขภาพลำไส้ขึ้นอยู่กับโพรไบโอติกส์เท่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “โพรไบโอติกส์” กลายเป็นคำที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในโยเกิร์ต เครื่องดื่มหมัก หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจุลินทรีย์มีชีวิตเหล่านี้สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่ได้หมายถึง การเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในลำไส้ด้วย นี่คือบทบาทของ “พรีไบโอติกส์” ซึ่งเป็นสารอาหารที่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงาน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์เหล่านั้น โดยส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น คำถามสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้อาจไม่ใช่เพียง “ฉันได้รับโพรไบโอติกส์หรือไม่” แต่ควรถามด้วยว่า “ฉันกำลังให้อาหารแก่จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้เพียงพอหรือไม่” ต่างหาก

 

ความเชื่อที่ 3: ใยอาหารทุกชนิดเหมือนกัน

แม้ใยอาหารจะถูกพูดถึงในภาพรวมอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ใยอาหารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ บางชนิดช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น ขณะที่บางชนิดสามารถถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ หนึ่งในกลุ่มพรีไบโอติกส์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างกว้างขวาง คือใยอาหารจากรากชิโครี (Chicory Root Fiber) เช่น อินูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งมีงานวิจัยในมนุษย์มากกว่า 20 การศึกษาพบว่า สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร เพิ่มความสม่ำเสมอในการขับถ่าย และช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น โดยยังคงมีความปลอดภัยและยอมรับได้ดีในผู้บริโภค สำหรับผู้ผลิตอาหาร นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ “ดีต่อลำไส้” ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงข้อความทางการตลาดเท่านั้น

 

ความเชื่อที่ 4: ยิ่งได้รับใยอาหารมาก ยิ่งดี

แม้ใยอาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับในปริมาณมากเกินไปอย่างรวดเร็วอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป สำหรับผู้ที่เคยได้รับใยอาหารน้อย การเพิ่มปริมาณใยอาหารในทันทีอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องชั่วคราวได้ จึงควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณใยอาหารอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเลือกแหล่งใยอาหารที่สามารถรับประทานได้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวัน

ในมุมของอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ผ่านรูปแบบอาหารที่คุ้นเคยและรับประทานได้ง่าย จะช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาการปรับพฤติกรรมแบบสุดโต่ง

 

จากความตระหนักสู่การดูแลสุขภาพลำไส้

ผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer พ.ศ. 2568 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และเลือกซื้ออาหารโดยคำนึงถึงผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ซีเรียล เบเกอรี ผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช หรือแม้แต่อาหารเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่องสุขภาพลำไส้ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การลดทอนความซับซ้อนของระบบทางเดินอาหารให้เหลือเพียงกระแสสุขภาพหรือส่วนผสมเพียงชนิดเดียว เพราะไม่ใช่ทุกปัญหาทางเดินอาหารจะสามารถแก้ไขได้ด้วยส่วนผสมชนิดใดชนิดหนึ่ง และไม่ใช่อาการทุกอย่างที่ควรถูกมองข้าม

 

          ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการใส่ใจสัญญาณที่ร่างกายกำลังสื่อสาร เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่ละเลยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีสุขภาพลำไส้ที่ดีไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือกระแสสุขภาพชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและสม่ำเสมอในระยะยาว

Continue reading “สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร”

DITP ดัน Thai SELECT บุกเวทีโลก! ยกระดับอาหารไทยคุณภาพสู่สากลในงานTHAIFEX – ANUGA ASIA 2026

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผลักดันผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ภายใต้ “Thai SELECT Pavilion” ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ DITP มุ่งมั่นให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสากล ผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ รสชาติไทยแท้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล โดยภายในคูหา Thai SELECT Pavilion ได้มีการรวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารไทยคุณภาพส่งออกกว่า 430 รายการ จาก 131 บริษัทชั้นนำของไทย ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง เครื่องแกง เครื่องปรุงรส ซอส น้ำจิ้ม ขนมขบเคี้ยว ไอศกรีม และเครื่องดื่ม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ ความสะดวก และอัตลักษณ์ด้านรสชาติที่โดดเด่น

นอกจากนี้ DITP ยังนำ 10 บริษัทศักยภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เข้าร่วมเจรจาการค้าและนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อจากนานาประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและน้ำช่อดอกมะพร้าว อาหารไทยและน้ำจิ้มฟรีซดราย ซอสและเครื่องปรุงรส อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมทาน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ขนมไทยร่วมสมัย เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหาร Plant-Based ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและศักยภาพด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมสาธิตการสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Thai Flavour Explosion! ระเบิดความอร่อยสไตล์ไทย” ที่ DITP จัดขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของอาหารไทย ผ่านการรังสรรค์เมนูพิเศษจากผลิตภัณฑ์ Thai SELECT โดยเชฟและอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดังของประเทศไทย อาทิ เชฟจอม เชฟไปร์ท เชฟภู เชฟแม็กซ์ และเชฟพลอย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ เผยเสน่ห์ และศักยภาพของอาหารไทยให้เข้าถึงผู้ชมจากทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ชม ชิม แชร์” ผ่านกิจกรรมชิมสินค้า การสาธิตเมนู และการพบปะผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ DITP ใช้ในการสร้างการรับรู้ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และส่งเสริม Soft Power อาหารไทยอย่างเป็นรูปธรรม

“Thai SELECT” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารไทยและร้านอาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ตามต้นตำรับ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดนานาชาติ

ขอเชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจ มาร่วมค้นพบศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยคุณภาพระดับโลก พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่กับนวัตกรรมอาหารไทยภายในโซน Thai SELECT Pavilion ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอาหารไทยสู่ความสำเร็จบนเวทีการค้าระดับสากลไปพร้อมกับ DITP

สัมผัสรสชาติแห่งความเป็นเลิศ: สหภาพยุโรปพร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

สหภาพยุโรป (EU) ประกาศความพร้อมเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูงจากยุโรปคัดสรรพิเศษกว่า 350 รายการ เพื่อเปิดประสบการณ์ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยพาวิลเลียนสหภาพยุโรปในปีนี้จะมุ่งเน้นการนำเสนอ “ความหลากหลาย” (Diversity) และ “ความเป็นต้นตำรับ” (Authenticity) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารจากยุโรป

 

การเข้าร่วมงานในปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีคณะผู้แทนทางธุรกิจจากยุโรปประมาณ 100 ราย เดินทางร่วมกับคริสตอฟ ฮันเซน (Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและอาหาร ภารกิจนี้มุ่งสร้างความเข้าใจในตลาดไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบริการของไทย

สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสทางธุรกิจ พาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะจัดกิจกรรม B2B Matchmaking ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ซื้อและตัวแทนจำหน่ายในการสร้างเครือข่ายโดยตรงกับบริษัทชั้นนำจากยุโรป ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

 

แพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนและค้นพบนวัตกรรมอาหาร

พาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบสำคัญระหว่างผู้ผลิตจากยุโรปและภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังเติบโตในประเทศไทย โดยผู้เข้าชมงานจะได้พบกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองภายใต้ระบบคุณภาพของ EU อาทิ PDO (Protected Designation of Origin), PGI (Protected Geographical Indication) และตราสัญลักษณ์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU Organic Label) ซึ่งเป็นการรับประกันทั้งในด้านแหล่งกำเนิด ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด

กิจกรรมไฮไลต์พิธีมอบตราสัญลักษณ์ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” 

หนึ่งในวาระสำคัญของปีนี้คือ พิธีมอบใบตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI Ceremony) เพื่อเฉลิมฉลองในวาระที่ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองในสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 12:45 น. ณ พาวิลเลียนสหภาพยุโรป (ฮอลล์ 5 บูธหมายเลข 5-E01) ภายใต้การอุปถัมภ์ของ คริสตอฟ ฮันเซน

วาระนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคสินค้าเกษตรและอาหาร ที่สะท้อนถึงคุณค่าของระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในการคุ้มครองผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และสนับสนุนการค้าที่ยั่งยืนระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย

ภายในงานจะมีการกล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ พิธีมอบตราสัญลักษณ์ GI ให้แก่ตัวแทนจากจังหวัดราชบุรี และกิจกรรมเฉลิมฉลองด้วยเครื่องดื่มค็อกเทลสูตรพิเศษจากคุณธาดา แสงกำพลี มิกโซโลจิสต์ประจำพาวิลเลียน ซึ่งนำมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มาจับคู่รสชาติกับ Irish Whiskey ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากสหภาพยุโรปที่ได้รับการรับรองสถานะ GI ในประเทศไทย

 

ภาพรวมกิจกรรมตลอดทั้ง 5 วันของงาน

ตลอดระยะเวลา 5 วัน จะมีทั้งกิจกรรมชิมอาหาร การสาธิตการทำอาหาร และเซสชันเจาะลึกหัวข้อต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

 

พิธีเปิดพาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 14:15 น. หลังพิธีเปิดงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้แทนจากยุโรปและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไทย

ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตการทำอาหารโดย เชฟเคลมองต์ เฮอร์นันเดซ (Clément Hernandez) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป และเชฟจากประเทศไทยอย่าง เชฟใบตอง กมเลศ ฤทธิ์เดชา ที่จะนำเสนอการประยุกต์ใช้วัตถุดิบต้นตำรับจากยุโรปในเมนูสไตล์ยุโรปและเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติท้องถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากยุโรปสามารถยกระดับรสชาติอาหารไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของทั้งสองภูมิภาคอย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปที่เน้นเจาะลึกข้อมูลผลิตภัณฑ์ เช่น การชิมทดสอบรสชาติน้ำมันมะกอกยุโรป เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างของคุณภาพและเทคนิคการผลิต หรือการเจาะลึกเกี่ยวกับชีสยุโรปและมรดกทางวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม Pairing Experiences ที่นำเสนอการจับคู่รสชาติระหว่างไวน์กับเนื้อสัตว์แปรรูป (Charcuterie) หรือช็อกโกแลตกับเครื่องดื่มสปิริต เพื่อสะท้อนศิลปะการผสมผสานรสชาติอย่างอย่างลงตัว

ภายในงานยังมีกิจกรรม Interactive Quiz สร้างเครือข่ายธุรกิจ Happy Hour ในช่วงท้ายของวัน และกิจกรรมชิมผลิตภัณฑ์ซึ่งจะให้บริการตลอดระยะเวลาการจัดงาน  เพื่อสร้างความผ่อนคลายพร้อมดนตรี และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านคุณภาพ รวมถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากยุโรปในบรรยากาศที่เป็นกันเองแต่ยังคงความเป็นมืออาชีพ

 

เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างสหภาพยุโรปและไทย

คณะผู้แทนทางธุรกิจที่เดินทางร่วมกับ กรรมาธิการ คริสตอฟ ฮันเซน จะเข้าร่วมการประชุมเชิงกลยุทธ์และการสำรวจตลาดในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และแสวงหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจจากบริษัทยุโรปและไทย

การเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับประเทศไทย พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งประเพณีดั้งเดิม นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตในระดับสูงเข้าด้วยกัน

สหภาพยุโรปขอเชิญชวนผู้เข้าชมงานในกลุ่มธุรกิจ ร่วมเยี่ยมชมพาวิลเลียนสหภาพยุโรป เพื่อเปิดประสบกาณ์รสชาติรูปแบบใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตจากยุโรป และร่วมสำรวจศักยภาพที่ยุโรปพร้อมนำเสนอเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

สถานที่: อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5 บูธ 5-E01

วันที่: 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เว็บไซต์https://enjoy-its-from-europe.campaign.europa.eu/thaifex-2026/th

พิธีเปิด: 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 15:00 น.

Continue reading “สัมผัสรสชาติแห่งความเป็นเลิศ: สหภาพยุโรปพร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026”

อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ในอดีต ความพรีเมียมของอาหารมักถูกสะท้อนผ่านวัตถุดิบที่หายาก และราคาอาหารที่สูงเกินเอื้อม แต่ในปัจจุบัน นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไปสู่การเลือกบริโภคอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น โยเกิร์ตเสริมใยอาหาร อาหารว่างดัชนีน้ำตาลต่ำในช่วงพักประชุม หรือเครื่องดื่มที่ช่วยรักษาความสมดุลพลังงานตลอดทั้งวัน

 

อาหารพรีเมียมยุคใหม่: มากกว่าราคา คือคุณค่า
ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย เมนูอาหาร และสินค้าบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต ล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค นั่นคือ อาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้พลังงานหรือความสุขอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนของตัวตน ความรู้ และการใส่ใจสุขภาพในระยะยาว อาจกล่าวได้ว่า อาหารกลายเป็นความหรูหราในมิติใหม่ที่ไม่ได้วัดกันที่ความฟุ่มเฟือย หากแต่อยู่ที่ เจตนารมณ์ในการเลือกบริโภคอย่างมีความหมาย

 

จากการสร้าง “ภาพลักษณ์” สู่การสร้าง “คุณค่า”
ในอดีต อาหารระดับพรีเมียมจะเน้นที่รูปลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองลึกไปถึง “ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากบริโภค”1 โดยมักตั้งคำถามว่า

– อาหารนี้ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

– ให้พลังงานเพียงพอตลอดทั้งวันหรือไม่?

– ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารหรือไม่?

 

พฤติกรรมนี้ทำให้ “ส่วนประกอบของอาหาร” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อมากกว่าจะเป็นเพียงข้อมูลบนฉลาก โดยข้อมูลจากสภาข้อมูลอาหารระหว่างประเทศยังสะท้อนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกอาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยส่งเสริมระบบขับถ่ายและให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง2 โดยพิจารณาทั้งปริมาณใยอาหาร การลดน้ำตาล และคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน ควบคู่ไปกับรสชาติและความสะดวกในการบริโภค ในบริบทนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเชิงฟังก์ชันอาจสร้างมูลค่าในสายตาผู้บริโภคได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เน้นแค่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกนัยคือ “ความพรีเมียม” กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของความฟุ่มเฟือยไปสู่เรื่องของ “ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ”

 

สุขภาพลำไส้: เทรนด์สำคัญของอาหารยุคใหม่

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์3 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ระบบย่อยอาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวม ทั้งในด้านการย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคจึงหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้มากขึ้น

ใยอาหารพรีไบโอติกส์ เช่น ใยอาหารจากรากชิโครี (อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส) เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยทำหน้าที่เป็นอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่าง Bifidobacteria ซึ่งช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ จากงานวิจัยระบุว่า การเติมส่วนผสมเหล่านี้ในอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน4 อีกทั้ง ยังมีหลักฐานรองรับจากการศึกษามากกว่า 30 ปี และการทดลองในมนุษย์มากกว่า 200 งาน ที่ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของใยอาหารจากรากชิโครี
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพลังงานที่คงที่ มากกว่าความอิ่มชั่วคราว

“ความพรีเมียม” กำลังกลายอีกตัวชี้สำคัญของวิธีที่ผลิตภัณฑ์จะส่งมอบพลังงานให้แก่ร่างกาย เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามมาด้วยอาการเหนื่อยล้า หงุดหงิด หรือสมาธิสั้นลง ในทางกลับกัน ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นกับคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมช้า เนื่องจากให้ความอิ่มที่ยาวนานกว่า

ไอโซมอลทูโลสa เป็นคาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลต่ำที่ร่างกายสามารถย่อยได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ โดยพบได้ตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง จากงานวิจัยระบุว่า ส่วนผสมนี้ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น รวมถึงอาจส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางสติปัญญาและอารมณ์ในระยะยาว5 สำหรับผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับความเครียดและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ พลังงานที่สม่ำเสมอจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่ระงับความหิวชั่วคราว แต่เพื่อรักษาความรู้สึกกระฉับกระเฉงตลอดทั้งวัน

 

เมื่อผู้ผลิตต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนและคุณค่า
สำหรับผู้ผลิตอาหาร นิยามความพรีเมียมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่ง ผู้ผลิตต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ มีฉลากที่โปร่งใส และมอบประสบการณ์การบริโภคที่น่าพึงพอใจนั้นกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ส่วนผสมเชิงฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นใยอาหารพรีไบโอติกส์ สารทดแทนน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ มักมีต้นทุนที่สูงกว่าวัตถุดิบทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ส่วนผสมเหล่านี้ก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน ทั้งการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ การสนับสนุนการกล่าวอ้างสรรพคุณบนบรรจุภัณฑ์ และการตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่รอบรู้มากขึ้น

ความท้าทายจึงอยู่ที่การเชื่อมช่องว่างดังกล่าว เพราะการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ผลิตจะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนสามารถ “ส่งมอบคุณค่าที่มากกว่า” ทั้งในด้านโภชนาการ คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

 

นิยามใหม่ของ “ความเพลิดเพลิน” ในการบริโภค

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะละทิ้งเพลิดเพลินในการรับประทานแต่กำลังนิยามคำว่า “ความเพลิดเพลิน” ขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขนมอบเนื้อนุ่มที่เสริมใยอาหาร เครื่องดื่มรสหวานที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง หรือไอศกรีมที่มีน้ำตาลต่ำแต่ยังคงรสชาติหวานละมุนและเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นข้นเช่นเดิม

การสร้างสมดุลเช่นนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร ทั้งด้านเนื้อสัมผัส รสชาติ และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ จึงทำให้การเลือกใช้วัตถุดิบและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อทำได้สำเร็จ ผลิตภัณฑ์จะสามารถตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายสุขภาพระยะยาวของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนนิยามใหม่ของ “ความพรีเมียม” ในโลกของอาหารยุคใหม่

 

เมื่อเรื่อง “สุขภาพ” กลายเป็น “สถานะทางสังคม” ของผู้บริโภค

หากอาหารกำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนสถานะทางสังคม นิยามดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับความหรูหราหรือราคาสูงอีกต่อไป แต่สะท้อนการตระหนักรู้ การเลือกอย่างมีวิจารณญาณ และการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ไปจนถึงอาหารที่มอบคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน สิ่งเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความปรารถนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้คุณค่ากับ “สุขภาวะที่ดี” มากกว่าการแสดงออกถึงสถานะทางสังคม

สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของความสำเร็จในอนาคต ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ราคาหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปได้ดีเพียงใด

Continue reading “อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ”

NSF Certifies First Malaysian Bottled Water Client for Beverage Quality

Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage brand, has earned certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216

 Kuala Lumpur, Malaysia  (April 7, 2026)—NSF, a leading global organization dedicated to protecting human health, has awarded its first accredited product certification for bottled water and beverages in Malaysia.  Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage company, received certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216 for three of its product lines: Natural Mineral Water, Distilled Drinking Water and Sparkling Natural Mineral Water.

“With this first certification for bottled water and beverages in Malaysia, NSF is expanding its footprint in the APAC region, supporting even more businesses in their efforts to prioritize quality and safety,” said Sutida Ketudut, Managing Director, NSF APAC. “NSF’s Bottled Water and Packaged Ice certifications help clients to stand out in a highly competitive market, while ensuring that consumers have a verified, reliable option for drinking water and beverages.”

NSF developed the Bottled Water Certification program, which includes comprehensive guidelines and requirements specifically for bottled water. It is the only accredited product certification program that offers analysis for bottled water, including microbiological, chemical and radiological analyses in accordance with national and international regulations.

Dr. Chuah Chaw Teo, a key executive and the Research and Development (R&D) Director at Spritzer Bhd, received an official certificate from Sutida Ketudut, Managing Director of APAC, NSF.

Spritzer’s certified products can now carry the official NSF certification mark and be listed on NSF website, helping consumers and retailers to easily identified verified products. The popular beverage brand was founded in 1989 and offers innovative, sustainable and delicious hydration solutions.

NSF’s certification process involves a thorough product and manufacturing facility analysis. The products must be produced in a manufacturing facility that is inspected annually for compliance with international regulations, such as the United States Food and Drug Administration (FDA), Environmental Protection Agency (EPA), China Natural Mineral Water and European Union (EU). Additionally, the facility must undergo a rigorous annual or biannual audit to verify it meets all certification requirements.

Learn more about NSF’s beverage quality certification.

About NSF

NFI is an independent, global services organization dedicated to improving human and planet health for more than 80 years by developing public health standards and providing world-class testing, inspection, certification, advisory services and digital solutions to the food, nutrition, water, life sciences and consumer goods industries. NSF has 40,000 clients in 110 countries and is a World Health Organization (WHO) Collaborating Center on Food Safety and Water Quality.

About Spritzer
For over three decades, Spritzer has been synonymous with excellence in the bottled water industry. From its humble beginnings in 1989 to its current status as a pioneer and innovator, the group’s journey reflects a steadfast commitment to quality, sustainability, and customer satisfaction. As Spritzer continues to lead the way forward, it not only quenches the thirst of millions but also sets a refreshing standard for responsible and innovative business practices in Malaysia.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไทยลุยตลาดสิงคโปร์! ส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” ประเทศแรกในรอบ 28 ปี คาดสร้างรายได้ปศุสัตว์ไทยกว่า 150 ล้านบาท ในปี 2569

           กรมปศุสัตว์ เผยความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ หลังสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency; SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก พร้อมทำสถิติเป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี พ.ศ. 2541

 

 

           นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

           “ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ที่มา / Source: Pasakorn, 2026

 

           ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เลือดสุกรสุกในประเทศสิงคโปร์ได้สำเร็จ หลังจากที่มีการระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จากสถานการณ์การระบาดของโรคนิปาห์ไวรัส การเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี พ.ศ. 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท

           นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเข้มงวดระดับโลก ให้การรับรองประเทศไทย นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อสินค้าปศุสัตว์ไทยในตลาดนานาชาติ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ควบคู่กับการขยายตลาด ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / Reference

Pasakorn. (2026, April 4). สิงคโปร์ ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก.” กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ กรมปศุสัตว์. https://foreign.dld.go.th/index.php/th/public-relation-menu/dilc-contents-menu/stategy/sgpbloodexport

Grand Halal Bangkok 2026: โอกาสใหม่ของอาหารไทยในตลาดฮาลาลพรีเมียม

          อุตสาหกรรมฮาลาลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก จากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ปัจจุบันมูลค่าตลาดฮาลาลโลกอยู่ที่ประมาณ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนสูงเกือบร้อยละ 60 ของตลาดทั้งหมด แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการอาหารทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

          ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงในตลาดฮาลาล ด้วยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของวัตถุดิบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหารฮาลาลมากกว่า 15,000 ราย และสถานประกอบการกว่า 3,500 แห่ง ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาลอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่ก็สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตอีกมากในอนาคต

          จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือ ระบบการรับรองฮาลาลที่มีความน่าเชื่อถือ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งมีบทบาทในการกำกับดูแลมาตรฐาน ตรวจสอบกระบวนการผลิต และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ ส่งผลให้สินค้าอาหารฮาลาลของไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก

          ในยุคปัจจุบัน แนวคิด “Halal-Toyyiban” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมฮาลาล โดยไม่ได้เน้นเพียงความถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความสะอาด ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการผลิต เช่น ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เทคโนโลยียืดอายุอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

          นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ การเล่าเรื่องแบรนด์ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สะท้อนถึงคุณภาพและเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารออร์แกนิก และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายตลาดคือ ความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านข้อตกลงการยอมรับมาตรฐานร่วมกัน (MRA) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค

          ท่ามกลางโอกาสและการแข่งขันในตลาดโลก งาน Grand Halal Bangkok 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับนักลงทุนและคู่ค้าจากทั่วโลก ภายในงานรวบรวมธุรกิจฮาลาลครบวงจร ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม การเงิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การขยายตลาดในระยะยาว

 

สร้างความมั่นใจในทุกการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปกป้องแบรนด์จากความเสี่ยง ด้วยโซลูชันจาก METTLER TOLEDO

เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569 บริษัท เมทเล่อร์-โทเลโด(ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “สร้างความมั่นใจในทุกการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ปกป้องแบรนด์จากความเสี่ยง” ณ โรงแรมราชบุระ จังหวัดราชบุรี โดยบรรยากาศภายในงานนั้นเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิคเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ภายในงานผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของเครื่องมือต่างๆ    จากบริษัทฯ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detection) เครื่องเอกซเรย์ (X-ray Inspection) และเครื่องชั่งบนสายพาน (Checkweigher)

มากกว่าความรู้ คือการได้ “สัมผัสจริง” และ “คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ”

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา คือ การสาธิตการทำงานของเครื่องตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นทั้งลักษณะการใช้งานจริงและความสามารถในการตรวจจับที่ตอบโจทย์สำหรับโรงงานอาหารโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังมีช่วง Q&A ที่เปิดโอกาสให้ถาม-ตอบ แชร์ประสบการณ์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับทีมวิศวกรฝ่ายขายและฝ่ายบริการผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ ซึ่งช่วยคลายข้อสงสัยและสามารถนำแนวทางไปปรับใช้ในโรงงานได้ทันที เรียกว่าได้ความรู้แบบครบองค์เพื่อนำไปต่อยอดแบรนด์ให้แข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

 

METTLER TOLEDO ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านที่ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 บริษัทฯ มีกำหนดจัดสัมมนา ณ จังหวัดสมุทรสาคร ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในสายการผลิต การประกันคุณภาพ (QA/QC) การควบคุมคุณภาพ (QC) หรือผู้ที่มีความสนใจในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด และอยู่ในจังหวัดสมุทรสาครหรือพื้นที่ใกล้เคียง สามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านช่องทาง LINE Official Account: @mtth เว็บไซต์ www.mt.com/webinars โทรศัพท์ 0 2723 0300 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Food Focus Thailand