ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือกไทย: พลิกวิกฤตสู่โอกาสแห่งความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์จากนมในประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งแรงกดดันจากการเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) เต็มรูปแบบ ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล คำถามสำคัญที่ท้าทายผู้ประกอบการในวันนี้ ไม่ใช่เพียง “เราจะอยู่รอดได้อย่างไร?” แต่คือ “เราจะเปลี่ยนความท้าทายเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสใหม่บนเวทีโลกได้อย่างไร?”

การจะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ได้ อุตสาหกรรมนมไทยจำเป็นต้องบูรณาการยุทธศาสตร์นวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้าง “ห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน” (Sustainable Value Chain) ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

พลิกโฉมฟาร์มโคนม…สู่ยุคแห่ง “คุณภาพและประสิทธิภาพ”

เมื่อมองกลับไปที่จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกำลังเผชิญกับคลื่นพายุลูกใหญ่ ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จำนวนโคนมและแม้แต่เกษตรกรเองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กิตติศักดิ์ อัจฉริยะขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฉายภาพให้เห็นว่า การทำฟาร์มเพื่อเน้นการผลิตเชิง “ปริมาณ” แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป กุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน คือ การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเชิง “ประสิทธิภาพและคุณภาพ” ทั้งนี้ การยกระดับต้องอาศัยการขับเคลื่อน 4 ระบบหลักไปพร้อมกัน ได้แก่ การสร้างฟาร์มประสิทธิภาพสูง (Farm Excellence) การผลิตที่ใส่ใจความยั่งยืน (Sustainable Dairy) การใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Data and Traceability) และการมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) โดยหัวใจสำคัญ คือ การทำให้ “น้ำนมทุกกิโลกรัมมีคุณค่ามากขึ้น”  บทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในตลาดมูลค่าสูง เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อทางหน่วยงานของ รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. กิตติศักดิ์ ได้ทดลองพัฒนา “นมพรีเมียม” ขึ้น เป็นที่น่าสนใจว่าแม้จะวางจำหน่ายในราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์นมในท้องตลาดทั่วไป แต่เมื่อนำไปบุกทำเลศักยภาพอย่างย่านสยามสแควร์ สินค้ากลับขายหมดเกลี้ยง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีความเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพและมีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง

 

สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม…แปลงองค์ความรู้สู่มูลค่า

แม้ประเทศไทยจะมีงานวิจัยดี ๆ เกี่ยวกับโคนมมากมาย แต่ปัญหาที่พบ คือ “ความรู้มหาศาล แต่กระจัดกระจาย” ดร. เอื้องพลอย ใจลังกา หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายหลัก คือ การนำงานวิจัยเหล่านี้ลงจากหิ้งมาสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ เพื่อทลายกำแพงนี้ กรมปศุสัตว์และภาคีเครือข่ายจึงได้ริเริ่ม “Thailand Dairy Products Innovation Platform” แพลตฟอร์มนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางการเชื่อมโยง (Connector & Facilitator) โดยขับเคลื่อนบนแนวคิด “เชื่อมโจทย์ เชื่อมความรู้ เชื่อมตลาด” เริ่มตั้งแต่การใช้โจทย์จริงจากพื้นที่ (Demand-Driven) การแชร์โครงสร้างพื้นฐาน การขยายสเกลสู่การผลิตจริง (Commercialization) ไปจนถึงการจับคู่ธุรกิจครบวงจร (Market Linkage)

ด้วยแพลตฟอร์มนี้จึงมีฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนสามารถมองเห็นภาพรวมร่วมกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน นอกจากนี้ ดร. เอื้องพลอย ยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อกระแสการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์นมทางเลือก (Dairy Alternatives) อย่างนมโอ๊ต หรือนมอัลมอนด์ ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผู้มา “ดิสรัปต์” หรือคู่แข่ง แต่คือ “เสียงสะท้อนจากผู้บริโภค” (Consumer Signals) ที่กำลังมองหาฟังก์ชันต่อสุขภาพ เช่น เรื่องการย่อยอาหารและโปรตีน ตลอดจนให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

อนาคตของอุตสาหกรรมจึงมุ่งหน้าสู่ “The Hybrid Future” การผสานจุดแข็งด้านโภชนาการและรสสัมผัสของนมวัว เข้ากับมิติด้านความยั่งยืนของ Plant-based เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

 

รังสรรค์นวัตกรรม…สู่อนาคต

คุณเสรี ธรรมเสริมสุข ผู้อำนวยการฝ่าย R&D บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่เราจะสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมนมในระดับโลกได้นั้น ไม่ได้เน้นเรื่องการเปรียบเทียบองค์ประกอบพื้นฐาน (ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต) เพราะไม่มีความแตกต่างกันนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับการจัดการคุณภาพและองค์ประกอบในเนื้อนมดิบ (Milk Fraction Management) มากกว่าปริมาณน้ำนมดิบ โดยมองความแตกต่าง 3 ปัจจัยในการสร้างผลิตภัณฑ์  ได้แก่ Sensory, Application  และ Stability of Use แล้วจึงพิจารณาว่าจุดใดที่นมผงทดแทนได้หรือไม่ได้

สำหรับมุมมองต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมไฮบริด ผลิตภัณฑ์นมทางเลือกนั้น คุณเสรี ได้เล่าถึงแนวคิด “BoB (Best of Both)” ซึ่งเป็นการดึงจุดดีของวัตถุดิบทั้ง 2 ฝั่ง มาร่วมกัน เพื่อทดแทนจุดด้อย แล้วสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ขึ้นมา

งาน R&D จึงไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ความต้องการในวันนี้ แต่คือการมองข้ามช็อตไปถึงอนาคต (Future-forward) นวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นในห้องแล็บวันนี้ อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงตลาดในอีก 10 ปี ข้างหน้า

 

และแน่นอนว่าสมการสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของงาน R&D ก็คือ  “Passion + Knowledge = Innovation” ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ และการสะสมองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถรังสรรค์ให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้ในที่สุด

ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมนมไทย

ท้ายที่สุดแล้ว การจะนำพาอุตสาหกรรมนมไทยก้าวข้ามขีดจำกัด ต้องอาศัยพลังแห่งการบูรณาการ หรือ Synergy จากทุกภาคส่วน ดังที่ได้กล่าวสรุปไว้บนเวทีเสวนาว่า คำว่า “Dairy” มีตัวอักษรตรงกลางคือ “AI” ซึ่งนอกจากจะสื่อถึง Agro-Industry หรืออุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ยังสะท้อนถึง Artificial Intelligence หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในทุกกระบวนการ

 

…แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่สูงที่สุด คือการไม่ยอมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย… 

Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection

ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรหรือมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจและความร่วมมือของบุคลากรทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายผลิต ฝ่ายคุณภาพ ฝ่ายวิศวกรรม ไปจนถึงทุกทีมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต การสร้าง Food Safety Culture จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดความเสี่ยง สร้างความมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ และเตรียมพร้อมรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร รวมถึงการตรวจประเมินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

METTLER TOLEDO ขอเชิญผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมงานสัมมนา
Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection เวทีสำหรับการอัปเดตความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในองค์กร

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับฟังการอัปเดตแนวโน้ม ความท้าทาย และแนวทางการสร้าง Food Safety Culture จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก SGS (Thailand) Ltd. และ Equal Assurance (Thailand) Ltd. พร้อมเรียนรู้บทบาทของเทคโนโลยี Product Inspection ผ่านการนำเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตเครื่องจริง และกิจกรรม Workshop ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์และความท้าทายในสายการผลิตอาหาร

พบกับกิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน
• บรรยายพิเศษ: อัปเดตแนวโน้มและแนวทางสร้าง Food Safety Culture ในองค์กร
• Product Inspection Showcase: ชมเครื่องจริงและนวัตกรรมด้าน Metal Detection, X-ray Inspection และ Dynamic Checkweighing
• Product Inspection Discovery Journey: เรียนรู้การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์และความเสี่ยง
• MT Clinic: พูดคุยและปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจาก METTLER TOLEDO พร้อมค้นพบว่าเทคโนโลยี Product Inspection และ ProdX™ สามารถช่วยยกระดับ Food Safety, Quality, Compliance และ Production Performance ได้อย่างไร

เหมาะสำหรับ: ผู้บริหารและบุคลากรด้าน Food Safety, Quality, Production, Engineering, Compliance และการบริหารข้อมูลในอุตสาหกรรมอาหาร หากท่านกำลังมองหาแนวทางสร้าง Food Safety Culture ลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต หรือศึกษาการนำเทคโนโลยี Product Inspection ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ขององค์กร งานนี้คือโอกาสสำคัญที่ไม่ควรพลาด

Continue reading “Inspection Day 2026: Building a Strong Food Safety Culture through Smart Product Inspection”

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 เชื่อมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย–ไต้หวัน

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไต้หวันสร้างสถิติสูงสุดในปี พ.ศ. 2567 ด้วยมูลค่าผลผลิตกว่า 1.0044 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน นับเป็นครั้งแรกที่มูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน สะท้อนศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งจะถูกนำเสนอใน งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 ระหว่างวันที่ 22–25 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าเกาสง (Kaohsiung Exhibition Center; KEC) งานนี้ไม่เพียงเป็นมหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคใต้ไต้หวัน แต่ยังอาศัยจุดแข็งของเมืองเกาสงในฐานะ “ประตูสู่นโยบายมุ่งใต้ใหม่” เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนแนวโน้มการขยายตลาดของอุตสาหกรรมอาหารไต้หวันสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง พ.ศ. 2568 ดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 19,000 คน

 

ศักยภาพด้านอาหารทะเลสดและอาหารแช่แข็ง: แรงขับเคลื่อนสำคัญของการค้าไทย–ไต้หวัน

จากข้อมูลรายงานอุตสาหกรรมอาหาร ปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยเป็นคู่ค้าด้านอาหารแปรรูปที่สำคัญที่สุดของไต้หวันในกลุ่ม 8 ประเทศอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 36 ของมูลค่าการค้าอาหารแปรรูประหว่างไต้หวันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ โซนอาหารทะเลสดและอาหารแช่แข็ง ซึ่งใช้จุดแข็งของเกาสงที่อยู่ใกล้ฐานประมงน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน รวบรวมสมาคมประมงและผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วประเทศ นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งปลาทะเลน้ำลึก ปู กุ้ง และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพสูง โดยเกาสงยังเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปสัตว์น้ำและโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็น จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างไต้หวันกับไทยและภูมิภาคอาเซียน

 

อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเป็นหนึ่งในไฮไลต์งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง

 

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง: ยกระดับศักยภาพการแข่งขันจากแหล่งผลิตสู่ตลาดโลก

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสงใช้จุดแข็งแนวคิด “จากแหล่งผลิตสู่พื้นที่จัดแสดง” ผ่านโซนสินค้าเกษตรเด่นจากไต้หวัน ซึ่งรวบรวมชมพู่ไต้หวัน สับปะรด และผลไม้สดชื่อดังจากภาคใต้ของไต้หวัน พร้อมผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพสูงที่ผสานเทคโนโลยีการอบแห้งและการถนอมความสดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมและตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกและความคุ้มค่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไต้หวันได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนากระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่น และมุ่งขยายโอกาสสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดการเติบโตในตลาดอาเซียน

 

เทรนด์ลดน้ำตาลและอาหารเพื่อสุขภาพ: ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคไทย

เพื่อตอบรับกระแสรักสุขภาพและนโยบายภาษีน้ำตาลของไทย ผู้ประกอบการไต้หวันได้นำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำตาลต่ำ ปราศจากน้ำตาล อาหารฟังก์ชัน ขนม และเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมแนวคิดฉลากสะอาด นอกจากนี้ ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสแบบดั้งเดิมยังพัฒนาซีอิ๊ว ซอสพริก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมปรับสูตรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและความยั่งยืน

 

เชื่อมภูมิภาค สร้างห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ

งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 ยังสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไต้หวันที่มุ่งสู่การผลิตอัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ โดยผู้ประกอบการหลายรายกำลังขยายฐานการผลิตสู่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบและลดต้นทุนด้านภาษี

ขอเชิญชวนผู้ซื้อและนักธุรกิจจากทั่วโลกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 เพื่อคว้าโอกาสทางการค้าและความร่วมมือระหว่างไต้หวัน ไทย และตลาดโลก ในวันที่ 22–25 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าเกาสง (KEC)

– เว็บไซต์: https://www.foodkh.com.tw/en/index.html

– ลงทะเบียนรับสิทธิ์ค่าที่พักฟรี: https://bangkok.taiwantrade.com/news/detail?id=36195

– สอบถามเพิ่มเติม: คุณมุก โทร. 02-651-4470 หรืออีเมล sasima@taitra.org.tw

Continue reading “งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติเกาสง 2026 เชื่อมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย–ไต้หวัน”

ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยด้วยเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง

อุตสาหกรรมมะพร้าวของไทยมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์มะพร้าวแบบเดิมสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างและมีมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยศูนย์ความรู้ด้านมะพร้าว (Coconut Knowledge Centre; CKC) ภายใต้ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค (Product Development Centre; PDC) จังหวัดระยอง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสามารถทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากมะพร้าว วิธีการแปรรูป และการนำวัตถุดิบไปใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ ก่อนขยายสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรม

 

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในตลาดมะพร้าวระดับโลก โดยข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ไทยส่งออกกะทิมูลค่าสูงถึง 341.11 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.85 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. 2566[1] นอกจากนี้ Grand View Research[2] ยังระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังครองส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั่วโลกมากที่สุดในปี พ.ศ. 2568 ด้วยสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 30 ของตลาดทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวใหม่ๆ จำเป็นต้องมีการควบคุมกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เนื่องจากนมมะพร้าวและกะทิมีความไวต่อระยะเวลาและอุณหภูมิ ดังนั้นคุณภาพอาจลดลงหากไม่ได้รับการแปรรูปอย่างรวดเร็วหลังการสกัด นอกจากนี้ ผู้ผลิตอาจต้องรับมือกับความท้าทายต่างๆ ตามประเภทและสูตรของแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น การแยกชั้นของไขมัน ควบคู่ไปกับการรักษารสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีความสม่ำเสมอ

 

คุณสุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แม้มะพร้าวอาจดูเหมือนเป็นวัตถุดิบที่ไม่ซับซ้อน แต่ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการตอบสนองต่อกระบวนการแปรรูปที่แตกต่างกันอย่างมาก น้ำมะพร้าวจำเป็นต้องควบคุมระยะเวลาและอุณหภูมิอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาคุณภาพ ในขณะที่กะทิต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมเนื้อสัมผัสและความคงตัว ด้วยเหตุนี้ เราจึงพิจารณาวัตถุดิบ สูตรผลิตภัณฑ์ และสภาวะในการแปรรูปร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้น การเข้าใจคุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเลือกวิธีการแปรรูปที่เหมาะสมและรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีความสม่ำเสมอเมื่อขยายกำลังการผลิต”

 

หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวคือ โซลูชัน Tetra Pak Direct UHT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้การฉีดไอน้ำและการลดอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน โดยเทคโนโลยี Direct UHT สามารถเพิ่มและลดอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดผลกระทบจากความร้อน ลดการเกิดสีน้ำตาล และคงรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เมื่อทำงานร่วมกับกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์แบบปลอดเชื้อ ยังช่วยให้สามารถจัดเก็บและกระจายสินค้าได้ในอุณหภูมิปกติ โดยไม่จำเป็นต้องควบคุมความเย็นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังสามารถปรับใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เครื่องแยกด้วยระบบปิดที่ป้องกันอากาศเข้า (Airtight Separation) ที่ช่วยลดการสัมผัสกับออกซิเจนระหว่างกระบวนการผลิต และระบบโฮโมจีไนเซชัน (Homogenisation) ที่ช่วยให้กะทิมีเนื้อสัมผัสและความคงตัวตามที่ต้องการ

 

นอกเหนือจากเทคโนโลยีการแปรรูปแล้ว ผู้ผลิตยังสามารถใช้บริการศูนย์ความรู้ด้านมะพร้าวและศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค ในจังหวัดระยอง ในการพัฒนาและทดสอบแนวคิดผลิตภัณฑ์ สูตร และทางเลือกในการแปรรูปก่อนเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ด้วยศักยภาพในการทดลองผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ผู้ผลิตไม่เพียงสามารถประเมินได้ว่าแนวคิดนั้นสามารถพัฒนาเป็นสูตรผลิตภัณฑ์ได้จริงหรือไม่ แต่ยังรวมถึงวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพที่สม่ำเสมอ และเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย

 

นับจากนี้ โอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยอย่าง น้ำมะพร้าว นมมะพร้าว และกะทิเท่านั้น แต่วัตถุดิบจากมะพร้าวสามารถนำมาต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมในเครื่องดื่มได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นชาและกาแฟพร้อมดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับบาริสต้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา

คุณสุทธินันท์ เตชะทยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า “มะพร้าวยังมีศักยภาพอีกมากที่รอการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และโอกาสในการบริโภคที่หลากหลาย ที่ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราในจังหวัดระยอง ผู้ผลิตสามารถทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการแปรรูปของเต็ดตรา แพ้คได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อทำความเข้าใจว่าสูตรผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะอย่างไรเมื่อนำไปแปรรูป ส่วนใดที่อาจต้องปรับปรุง และควรเตรียมความพร้อมอย่างไรก่อนขยายสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม ในอนาคตเรายังมองเห็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพของศูนย์ฯ เพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวด้วยโซลูชันบรรจุภัณฑ์ Tetra Recart®

Tetra Recart® เป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายของเต็ดตรา แพ้ค และปัจจุบันมีการนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิปกติ เช่น นมมะพร้าวและกะทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกและมีเอกลักษณ์ อาทิ Tetra Prisma® Aseptic, Tetra Prisma® Aseptic Edge และ Tetra Classic® Aseptic ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตมีทางเลือกที่หลากหลายในการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในตลาดกลุ่มต่างๆ

 

Continue reading “ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยด้วยเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง”

สร้างโรงงานอัจฉริยะด้วย AI เปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สู่การยกระดับการผลิตแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 Gericke Thailand ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “The Blueprint for AI: Re-engineering Business for Maximum Profitability Through Digital & Physical Automation” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมสร้างความสามารถในการแข่งขันในยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล

 

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจาก Auk Industries, Gericke, Lenovo, Cyclect Nismix, Payper และ Fagus GreCon ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการจัดการวัตถุดิบ ระบบการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) การพัฒนาโรงงานที่พร้อมรองรับ AI (AI-ready Factory) ระบบอัตโนมัติ (Automation) ตลอดจนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และการวางรากฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะในอนาคต

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การนำ AI ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ การเชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องจักร กระบวนการผลิต และระบบต่าง ๆ ช่วยให้สามารถติดตามการผลิตแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดการณ์การบำรุงรักษา ลดการหยุดชะงักของการผลิต และเพิ่มผลิตภาพโดยรวม

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาที่ผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายในการประยุกต์ใช้ AI ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และทิศทางของอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการบูรณาการทั้งบุคลากร กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

 

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังคงเผชิญแรงกดดันในการเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยงานสัมมนาครั้งนี้ได้มอบแนวทางเชิงปฏิบัติและองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อสนับสนุนการสร้างโรงงานอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูล พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

Continue reading “สร้างโรงงานอัจฉริยะด้วย AI เปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สู่การยกระดับการผลิตแห่งอนาคต”

Food Expo PRO 2026 ชูศักยภาพตลาดอาหารฮาลาลที่เติบโต พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย Food Expo PRO 2026 Spotlights Expanding Halal Food Sector and Culinary Innovation in Asia

Organised by the Hong Kong Trade Development Council (HKTDC), the Food Expo PRO and Hong Kong International Tea Fair will be staged concurrently from 13 to 15 August 2026 at the Hong Kong Convention and Exhibition Centre. The fairs feature global foods, beverages, tea, and related products, providing a one-stop sourcing platform for F&B importers, wholesalers, retailers, restaurants, department stores and e-tailers.

The Food Expo PRO opens exclusively to trade buyers on the first two days, and welcome public ticket-holders on 15 August. The concurrent Hong Kong International Tea Fair will be open to both trade buyers and public ticket holders for all three days. Register a buyer badge to source quality products: https://tinyurl.com/4nhckk3h

 

Food Expo PRO

Positioned strategically at the heart of Asia, coupled with its exceptional logistics services and adept supply chain management, Hong Kong serves as a promising platform for global food manufacturers to extend their reach into markets across Chinese Mainland and the broader Asian region. As a renowned culinary capital of Asia, Hong Kong is also home to a thriving food services industry that captivates locals and visitors alike.

 

Food Expo PRO aims to strengthen Hong Kong’s position as a business hub for the food industry in Chinese Mainland, Asia, and the world. As a pioneer in the F&B industry, the Expo has always kept a close eye on several key trends and innovation in order to capture the evolving dynamics of the food industry.

Recognising the promising landscape of the Halal Market, the Expo introduced a dedicated Halal food and beverage label in 2024, bringing a diverse variety of Halal certified products ranging from snacks, condiments to seafood. In 2025, more than 120 food suppliers showcased halal products from around the world. A seminar will guide through the importance and the progress of promoting halal-friendly environment in Hong Kong. This session will explore the growing demand for halal products and the standard.

This year, Food Expo PRO will introduce a new Meat product zone to spotlight the dynamic meat sector and meet rising demand for premium, diverse, and innovative meat offerings. The zone will showcase a wide range of high-quality meat products, including chilled and frozen meats, processed meats, specialty items, and value-added solutions from global and regional suppliers. It aims to connect exhibitors with professional buyers seeking opportunities in premium proteins, sustainable sourcing, and market trends in the Greater Bay Area and beyond.

Highlighted “Food Science and Technology” zone brings alternative food and future food products to the professional buyers. The Coffee zone, introduced last year, welcomes new exhibitors from Colombia, the US, and Macao this year to continue showcasing coffee products, accessories, and machines from various origins. Events such as coffee demonstrations and seminars covering the coffee value chain will also be held concurrently.

Food Expo PRO also features a variety of seminars and forums covering the latest developments and market opportunities in the food industry.   The Food Tech Symposium, themed “Food Tech for Wellness: Trends for Hong Kong & Beyond”, will bring together industry leaders to examine how emerging technologies, from AI to advanced food processing and functional foods, are shaping the future of the food industry as well as to support healthier lifestyles.

 

Hong Kong International Tea Fair: Brewing opportunities in tea business

The concurrent Hong Kong International Tea Fair is Asia’s premier marketplace for the tea industry, showcasing a variety of high-quality specialty teas, delicate tea ware and tea related products. Building on the positive feedback from adopting the B2B2C format in 2025, which attracted over 500,000 visits together with the four concurrent fairs, the 2026 Tea Fair will once again open to the public during the three-day exhibition period, bringing the rich culture of tea to a wider audience.

 

Moving beyond the boundaries of traditional brewing, this year’s Tea Fair introduces a more diverse “Tea Culture” lifestyle. In addition to returning favorites like sparkling tea, and wine-tea mocktails, the fair is expanding its scale to feature a wide array of products that seamlessly integrate tea into daily life. Visitors can explore tea-pairing pastries, serene Zen bonsai, and exquisite teaware, as well as a fully immersive “Tea-and-Zen” experiential space. This curated journey offers tea enthusiasts a deeper exploration of tea culture, perfectly catering to the market’s growing demand for a refined, lifestyle-driven tea experience.

Each day at the fair is filled with different activities and events. The 2026 Hong Kong International Tea Culture Forum will be organised, with the purpose of creating an international platform for communication, promoting tea culture, and driving the international development of the tea industry. The China and Greater Bay Area KamCha Competition 2026 (Hong Kong Milk Tea) – Hong Kong Final will be held during the Hong Kong International Tea Fair, aiming to select the top Hong Kong-style milk tea masters, showcase the skills and unique flavours of Hong Kong-style milk tea production, and promote Hong Kong-style milk tea culture. Other events, such as the Dacheng Guoxue Cup’ The Greater China Youth International Tea Art Competition 2026, Youth Tea Ceremony, Tea Tasting Sessions and Tea Art Performances, offer an immersive exploration of tea’s rich history and latest trends.

 

The International Tea Event Space Design Competition 2026 continues to promote tea culture. Participants can present their creative tea-serving space designs through the competition, and the shortlisted designs will be displayed and judged during the fair. Another fair highlight is the Hong Kong International Tea Fair Tea Competition. Exhibitors’ teas will be judged in six categories:  Green Tea, Oolong Tea, Black Tea, Chinese Black Tea, Raw Pu’er, Others. The entries will also compete for “The Best Aroma Award” and “The Best Taste Award”. Visitors can enjoy free tea tasting of winning teas during the Fair.

 

The two fairs will continue to adopt the HKTDC’s EXHIBITION+ model that integrates online and offline elements, extending face-to-face interactions from physical events to smart business platform, Click2Match, which will be open to participants from 6 to 22 August.

 

In addition, the International Conference of the Modernization of Chinese Medicine and Health Products (ICMCM), organised by the Modernized Chinese Medicine International Association (MCMIA), together with the HKTDC and ten scientific research institutions and industry associations, will be held at the Hong Kong Exhibition and Convention Centre on 13 and 14 August to deliver professional traditional Chinese medicine insights into the industry.

 

Product at a Glimpse

Explore selected products from Food Expo PRO 2026 and Hong Kong International Tea Fair 2026, featuring emerging trends in Halal Food, wellness products, future beverages, premium teas, and specialty drinks. These highlights showcase innovative concepts and product solutions that reflect evolving consumer demands and new opportunities in the food and beverage industry.

Food Expo PRO

1. XO Sauce

Hong Kong iconic Sauce: Rich and savory condiment made by combining dried seafood with chili, garlic, and other aromatics. It’s known for its bold umami flavor and slightly spicy, fragrant finish—often used to elevate stir-fries, noodles, fried rice, seafood, and roasted dishes.

 

2. ILIFA South African Roasted Flavoured Coffee SeriesCoffee Beans & Drip Bag Collection

Rooted in South Africa’s vibrant coffee culture, ILIFA has partnered with South African roasting experts to create a distinctive line of aromatic coffees that bring the spirit of Africa to every cup. Each batch is handcrafted in small quantities using traditional African roasting techniques and a medium roast profile, producing beans that are smooth, rich, and full-bodied, never too acidic or bitter.

 

3. Beef Tendon Ball with Halal Certification

Tai Po Chun Hing Halal Beef Tendon Ball combines authentic Hong Kong street food heritage with modern food safety standards. Produced using a 100% whole-meat, no-filler recipe passed down since 1967, it is Halal-certified to ensure strict prevention of pork cross-contamination and contains no added preservatives. The result is a springy, juicy beef tendon ball that delivers authentic flavor with trusted quality.

 

4. NIS NEST 360° Wellness Premium Edible Bird’s Nest Gift Box

Premium ready-to-eat edible bird’s nest by NIS NEST, made with selected natural bird’s nest and gently stewed for a smooth texture. No preservatives added. Suitable for wellness gifts and daily nourishment.

 

5. Hydra-Burst Bilberry, Turmeric &Lutein

Formulated with organic turmeric, this advanced eye health supplement is designed for heavy digital device users and people experiencing dry eyes. Enriched with lutein, maqui berry, bilberry, and 80 mg hyaluronic acid, it delivers up to 8× more hydration to nourish eye comfort, helping relieve dryness and support long-lasting visual wellness.

 

Hong Kong International Tea Fair

1. Pop Bubble Bar – Bulang Spring Ripe Pu’er

Pop Bubble Bar – Bulang Spring Ripe Pu’er is crafted from 2019 spring tea leaves from the renowned Bulang region. Featuring a rich, full-bodied flavor with lingering sweetness, it comes in a patented bar-shaped infuser with 427 extraction holes for even brewing. Simply tear, stir, and enjoy authentic ripe Pu’er tea anytime, anywhere.

 

2. Longzhu Red Tea

Longzhu Red Tea is crafted from leaves harvested from 100–400-year-old ancient tea trees at 1,000–1,200 meters above sea level. Carefully processed and shaped into pearl-like balls, it produces a rich, smooth infusion with layered aroma and complex flavor.

 

3. Stassen brand -Earl Grey 25 Tea Bags

Bergamot Blended Black Tea combines premium black teas with aromatic bergamot oil extracted from citrus rind. Known as one of the most popular scented teas in the West, it delivers a distinctive floral and citrusy aroma with a balanced taste, perfect to enjoy on its own, with milk, or paired with desserts.

 

4. Bama Centennial Natural Mineral Water

Bama Centennial Natural Mineral Water is sourced from Bama, Guangxi, the renowned “Land of Longevity.” Naturally weak alkaline with low sodium, rich in strontium, and lightly mineralized, its small molecular structure enhances tea extraction, unlocking deeper aroma and smoother taste for a refined tea experience.

 

5. Pu’re Coffee Tea

Product use Yunnan planted coffee bean and Yunnan Pu’re tea combines.

 

6. Freeze-Dried Raw Pu’er Tea

Made from premium ancient tea leaves sourced from Yunnan, China, this tea product features a clean formula with no preservatives or artificial additives. Using advanced freeze-drying technology, it preserves the original aroma and flavor layers of tea leaves. Easily dissolved in hot or cold water, it delivers a pure, convenient tea experience anytime, anywhere.

Continue reading “Food Expo PRO 2026 ชูศักยภาพตลาดอาหารฮาลาลที่เติบโต พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย Food Expo PRO 2026 Spotlights Expanding Halal Food Sector and Culinary Innovation in Asia”

Food Focus Thailand x BOI STEM++ เปิด 5 หลักสูตรอบรมฟรี ยกระดับทักษะการแปรรูปอาหารมูลค่าสูง สู่ความพร้อมของอุตสาหกรรมยุคใหม่

“เพราะทักษะที่ใช่ คือกุญแจสู่โอกาสใหม่”

            ร่วมยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยไปกับ Food Focus Thailand ผ่าน 5 หลักสูตรอบรมเข้มข้น ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะด้านการแปรรูปอาหารที่มีมูลค่าสูง สำหรับบุคลากร ผู้ประกอบการ และนักวิชาการในอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องการต่อยอดเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

            หลักสูตรทั้งหมดจัดการอบรมในรูปแบบ Onsite โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ผู้ที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจมีโอกาสเข้าร่วมอบรม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

            พบกับ 5 หลักสูตรไฮไลต์จาก Food Focus Thailand ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ครอบคลุมเทคโนโลยี นวัตกรรม และโภชนาการ พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ — ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้

 

Continue reading “Food Focus Thailand x BOI STEM++ เปิด 5 หลักสูตรอบรมฟรี ยกระดับทักษะการแปรรูปอาหารมูลค่าสูง สู่ความพร้อมของอุตสาหกรรมยุคใหม่”

ASIA FRUIT LOGISTICA 2026:THE FRESH PRODUCE INDUSTRY’S BIGGEST MEETING IS BACK

            The premier international trade show for Asia’s fresh produce business returns to AsiaWorld-Expo, Hong Kong on 2–4 September 2026. Building on a record-breaking 2025 edition that welcomed over 14,000 trade visitors and more than 760 exhibitors from 42 countries, AFL 2026 is set to raise the bar once again. The online ticket shop is now open — purchase your tickets today and save up to 40 per cent off the onsite rate. Go to asiafruitlogistica.com>Visitors>Buy your tickets

 

A Stronger Global Buyer Line-up Than Ever

            AFL 2026 introduces a significantly enhanced Global Buyer Program, bringing the world’s most influential fresh produce buyers directly to the show floor. Qualifying trade professionals can apply for complimentary access across multiple tiers, with benefits ranging from complimentary tickets and lounge access to tailored matchmaking and VIP hospitality. New for 2026, FreshMatch — AFL’s brand-new matchmaking platform — launches in June, allowing registered buyers to pre-schedule meetings with exhibitors before arriving in Hong Kong.

 

FRESHTech — Asia’s First Dedicated Technology Platform for Fresh Produce

            AFL 2026 makes history with the launch of FRESHTech, Asia’s only dedicated technology platform for the fresh produce value chain. Spanning over 1,000 sqm within the exhibition hall, FRESHTech brings together 30+ technology exhibitors and a two-day expert program across six verticals — from smart agriculture and packhouse automation to AI, cold chain intelligence, traceability and sustainability tech — culminating in the inaugural FRESHTech Innovation Awards. Please contact at: tingrui.zhou@messe-berlin-gz.com for more information.

 

Gain Expert Insights at ASIAFRUIT KNOWLEDGE CENTRE

            Every ticket includes full access to ASIAFRUIT KNOWLEDGE CENTRE — the content hub at the heart of AFL. Returning for 2026, it features ASIAFRUIT CONGRESS, ASIAFRUIT BUSINESS FORUM and ASIAFRUIT SHOWCASE, alongside the prestigious Asia Fruit Awards ceremony celebrating outstanding achievement across the industry.

 

Nuts and Dried Fruit Forum

            The Nuts & Dried Fruit Forum and the Frozen Fruit & Vegetables Forum return to the show floor, bringing together professionals from across the global fresh produce supply chain. The forums will explore key topics including consumer trends, supply chain and logistics, sustainability, retail growth, food safety, and innovation. Open to all companies, they provide a high-level platform for industry experts, brands, and solution providers to exchange insights and strengthen connections within Asia’s fast-growing fresh produce and frozen food markets. For speaking opportunities, please contact :Leguizamon@messe-berlin-sh.com

Secure your place at Asia’s most important fresh produce event. For more information and to purchase tickets, visit asiafruitlogistica.com

 

 

 

ถอดรหัส Carbon-Based Protein เมื่อคาร์บอนกลายเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตสนค. เตรียมดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ “โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)” ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเสนอให้ดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี พ.ศ. 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย

 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พบว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” กำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก

 

 

          ผอ.สนค. ระบุว่า แนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้คือ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม “ของเสียทางสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล

          ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO2 สูงถึง 239.6 ล้านตัน1 สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.79 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก2 แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization; CCU)3 มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง

          จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว

          ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 18.54 แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น

 

          สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

          อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก “ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิม” สู่การเป็น “ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

          ผอ.สนค. เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน”  โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง

Continue reading “ถอดรหัส Carbon-Based Protein เมื่อคาร์บอนกลายเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตสนค. เตรียมดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก”