The Taste of Innovation – Handtmann Co-extrusion System

ยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารด้วยระบบ Co-extrusion System โซลูชันอัจฉริยะที่ช่วยให้การผลิตไส้กรอกเป็นเรื่องง่าย ตอบโจทย์การผลิตในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ

– Coex Kit 87-36: เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ไส้กรอกสอดไส้ เช่น ไส้กรอกทั่วไปหรือไส้กรอกค็อกเทล โดยการอัดและทวิสไส้จะทำงานด้วย Holding Device และยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบราวแขวนอัตโนมัติได้อีกด้วย

– Coex Kit 87-40: เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผลิตภัณฑ์สอดไส้ขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้งานควบคู่กับเครื่องคลิป เช่น โบโลน่า แฮม ยอ และอื่นๆ

 

พบกับโซลูชันใหม่!!

           Coex Forming System: ผลิตภัณฑ์แบบเลเยอร์ที่ประกอบด้วยสองส่วนหลัก เสมือนลักษณะของเบคอนตามธรรมชาติ อัตราส่วนปริมาณเนื้อแดงและเนื้อขาวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 70/30 ถึง 80/20 นอกจากนี้ส่วนเนื้อขาวและเนื้อแดงยังสามารถสลับตำแหน่งกันได้ (Reverse layering) เช่น Chicken Strips, Vegan Bacon และ Pork Bacon เป็นต้น

ท่านที่สนใจนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก Handtmann แวะมาเยี่ยมชมได้ที่งาน ProPak Asia 2026 Hall C3 / Booth C3-AS42 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ในวันที่ 10-13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Continue reading “The Taste of Innovation – Handtmann Co-extrusion System”

Pregelatinized Starch: Enhancing Quality and Texture in Modern Foods

แป้งพรีเจลาตินไนซ์: นวัตกรรมเสริมคุณภาพและปรับเนื้อสัมผัสในอาหารยุคใหม่

 

ในกระบวนการผลิตอาหาร ผู้ผลิตมักเผชิญข้อจำกัดด้านเวลาและอุณหภูมิ ทำให้แป้งไม่สุกเต็มที่และแสดงคุณสมบัติได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยแป้งพรีเจลาตินไนซ์ ซึ่งผ่านการทำให้สุกล่วงหน้าด้วยวิธีสเปรย์ดรายหรือดรัมดราย จนพร้อมใช้งานทันทีและให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม

ประโยชน์ของแป้งพรีเจลาตินไนซ์ มีดังนี้

(1) ละลายได้ในน้ำเย็น

(2) สร้างความข้นหนืดโดยไม่ต้องใช้ความร้อน

(3) ให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม

(4) ให้ความคงทนต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ระยะยาว

(5) ผลิตได้จากแป้งดัดแปรทุกประเภท

(6) ทนต่อกระบวนการผลิตในสภาวะต่างๆ เช่น ให้ความร้อนซ้ำหรือการแปรรูปขั้นตอนต่างๆ

(7) ใช้งานได้กับอาหารหลายประเภท ตั้งแต่ซอส ซุป น้ำสลัด ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มผง ไส้ขนมและเค้ก

ในอาหารคาว เช่น ซอส ซุป และน้ำสลัด แป้งชนิดนี้ช่วยเพิ่มความหนืดได้ทันทีทั้งในน้ำร้อนและน้ำเย็น เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านความร้อน ช่วยให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ลดการแยกชั้น และคงคุณภาพได้ดีทั้งอุณหภูมิห้องและแช่เย็น สำหรับเบเกอรี เช่น ไส้ขนมและเค้ก แป้งพรีเจลาตินไนซ์ช่วยให้ได้ความหนืดและความคงตัวสม่ำเสมอ ด้วยคุณสมบัติละลายน้ำเย็น เพิ่มความหนืดรวดเร็ว และรักษาคุณภาพระยะยาว จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารยุคใหม่

Continue reading “Pregelatinized Starch: Enhancing Quality and Texture in Modern Foods”

Special Beer: A New Balance Between Health and Pleasure

เบียร์ชนิดพิเศษ: ทางเลือกใหม่ของสมดุลระหว่างสุขภาพและความรื่นรมย์

 

 

ในยุคที่การดูแลสุขภาพมีความสำคัญ “เบียร์” กำลังถูกพัฒนาให้มีส่วนประกอบเชิงหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยอาศัยหลักการทางเทคโนโลยีชีวภาพในการเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูป ผ่านการทำงานของเอนไซม์และจุลินทรีย์ซึ่งกำหนดกลิ่น รสชาติ และคุณสมบัติเชิงหน้าที่ของเบียร์ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะ “พอลิฟีนอล” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่พบในเบียร์ ทำให้เบียร์ชนิดพิเศษดังต่อไปนี้ ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น

– เบียร์แอลกอฮอล์ต่ำและไลท์เบียร์ ผลิตโดยการลดคาร์โบไฮเดรตและแอลกอฮอล์ ช่วยลดอาการมึนเมาและควบคุมน้ำหนัก

– เบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ มีปริมาณเอทานอลอยู่ที่ร้อยละ 0–0.5 ผลิตโดยการกำจัดแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องใช้สารเสริม เช่น แซ็กคาริน กรดแอสคอร์บิก และกรดแลคติค เพื่อปรับปรุงคุณภาพทางประสาทสัมผัส

– เบียร์เสริมโพรไบโอติกส์ การใช้เทคนิค Encapsulation หรือเลือกสายพันธุ์ทนทานอย่าง paracasei L26 และ S. cerevisiae var. boulardii ช่วยให้โพรไบโอติกส์รอดชีวิต และมีศักยภาพต่อสุขภาพลำไส้

– เบียร์ปราศจากกลูเตน ผลิตจากธัญพืชและธัญพืชเทียมที่ไม่มีกลูเตน โดยปริมาณกลูเตนต่ำกว่า 20 ppm

– เบียร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง การเติมวัตถุดิบเสริม เช่น สมุนไพร ผัก เห็ดและผลไม้ ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ใช้ในการผลิตเบียร์เพื่อเพิ่มคุณค่าเชิงสุขภาพและปรับปรุงคุณลักษณะทางประสาทสัมผัส

เบียร์ชนิดพิเศษมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการใช้วัตถุดิบและกลิ่นรสใหม่ ดึงดูดผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม แม้ต้นทุนและความซับซ้อนสูง แต่ผู้บริโภคยังยินดีจ่ายเพื่อคุณค่าและประสบการณ์เฉพาะตัว

Continue reading “Special Beer: A New Balance Between Health and Pleasure”

THAIFEX – Anuga Asia 2026 Expands into Hall 4 as Show Reaches New Heights

THAIFEX – Anuga Asia 2026 ขยายพื้นที่สู่ฮอลล์ 4 เปิดมิติใหม่แห่งนวัตกรรม

 

 

            กลับมาอีกครั้งกับงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในปีนี้มีการขยายพื้นที่จัดแสดงเพิ่มเติมไปยังฮอลล์ 4 จึงทำให้การจัดงานครั้งนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดงานมา พร้อมทั้งเปิดตัวประเทศผู้เข้าร่วมงานใหม่ พาวิลเลียนระดับนานาชาติ ตลอดจนกิจกรรมและไฮไลท์พิเศษต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในระดับโลก

ขยายพื้นที่สู่ฮอลล์ 4 พร้อมจุดประกายไอเดียที่ไร้ขีดจำกัด

            การขยายพื้นที่สู่ฮอลล์ 4 ในครั้งนี้ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก รวมถึงความต้องการที่สูงขึ้นจากกลุ่มบริษัทอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายในภูมิภาคเอเชีย โดยฮอลล์ดังกล่าวได้จัดภายใต้แนวคิด F&B Idea Engine ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมเทรนด์และองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมไว้ในที่เดียว พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานผ่านโซนสำคัญต่างๆ ได้แก่ Future Food Experience+, tasteInnovation Show, Trend Zone, Startup, New-to-Market Street, Taste the Future, Alternative Protein Taste & Flavour Challenge และ Thailand Ultimate Chef Challenge พื้นที่ดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนเวทีที่รวบรวมนวัตกรรมด้านวัตถุดิบแห่งอนาคต ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกระแสหลักของตลาดในภายภาคหน้า

            พลาดไม่ได้กับงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 เวทีสำคัญสำหรับการเจรจาการค้า สร้างเครือข่าย และก้าวนำเทรนด์ตลาด โดยในเดือนพฤษภาคมนี้ ภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลกจะมารวมตัวกัน ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีแห่งโอกาสระดับนานาชาติ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaifex-anuga.com

 

            THAIFEX – Anuga Asia returns to IMPACT Muang Thong Thani, Bangkok from 26 to 30 May 2026, expanding into Hall 4 as the show reaches its largest edition yet. The upcoming event will introduce new participating countries, new national pavilions, and new features reflecting the continued growth of the global F&B trade.

 

Expanding into Hall 4: Sparking Continuous Innovation

            Introduced to accommodate growing global participation and rising demand from international F&B companies targeting Asian markets, Hall 4 is the show’s F&B Idea Engine — where innovation and market trend insights are concentrated and amplified for buyers and brands. Home to Future Food Experience+, the tasteInnovation Show, Trend Zone, Startup, New-to-Market Street, Taste the Future, the Alternative Protein Taste & Flavour Challenge, and the Thailand Ultimate Chef Challenge, it is where next-generation ingredients and disruptive concepts converge before entering mainstream markets.

            An event you can’t miss! THAIFEX – Anuga Asia 2026 remains a key platform for trade negotiations, networking, and staying ahead of market trends. This May, the global food and beverage industry will converge in Bangkok to participate in this international platform of opportunity. For more information, please visit www.thaifex-anuga.com

 

 

 

ยุคแห่งความสดชื่น: แนวคิดใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “การเติมความชุ่มชื้น” กำลังก้าวข้ามบทบาทของการดับกระหายสู่การเป็นเครื่องดื่มที่ผสานความสดชื่นเข้ากับคุณประโยชน์ด้านพลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและสภาพอากาศที่ร้อนจัดของภูมิภาค ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมในตลาดเครื่องดื่ม

จาก “เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา” สู่ “เครื่องดื่มสำหรับทุกคน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) ได้ขยายบทบาทจากเครื่องดื่มสปอร์ตดริงก์สู่เครื่องดื่มรูปแบบ “water-like” เพื่อตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยทั้งคลายความอ่อนเพลียจากสภาพอากาศร้อนและดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งผลให้อิเล็กโทรไลต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสูตรเดิม แต่ขยายสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น functional water เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมฟังก์ชัน และเครื่องดื่มเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาเครื่องดื่มที่ผสานความสะดวกในการดื่มเข้ากับคุณค่าด้านฟังก์ชัน อาทิ เครื่องดื่มรีไฮเดรชัน เครื่องดื่มไฮโปโทนิก และน้ำดื่มเสริมอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งยังคงมอบประสบการณ์การดื่มที่ใกล้เคียงกับน้ำดื่มทั่วไปได้อย่างลงตัว

Coconut Water Effect: เมื่อ “ธรรมชาติ” ผสานกับ “คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน”

น้ำมะพร้าวถือเป็นตัวอย่างเด่นของการยกระดับแนวคิด “อิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติ” ในตลาดเครื่องดื่ม จากวัตถุดิบดั้งเดิมสู่การปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ “better-for-you” โดยในช่วง 12–24 เดือนที่ผ่านมา น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้ทั้งในสูตรสปอร์ตดริงก์และเป็นเบสของเครื่องดื่มที่ผสานกับกลิ่นรสต่างๆ โดยจุดแข็งสำคัญของน้ำมะพร้าว คือ การเป็นแหล่งอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติ รสชาติอ่อน ดื่มง่าย ให้ภาพลักษณ์คลีนเลเบลและแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังมีความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยลดน้ำตาลในสูตรได้ โดยยังคงความสดชื่นและรักษาคุณประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

โอกาสของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่ามกลางผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอากาศร้อนจัด แนวโน้มของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นมีแนวโน้มจะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียง “เทรนด์” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ซึ่งการนำวัตถุดิบที่อุดมด้วยอิเล็กโทรไลต์อย่างน้ำมะพร้าวมาประยุกต์ใช้ในหมวดเครื่องดื่มต่างๆ สามารถพลิกภาพลักษณ์เครื่องดื่มในหมวดสปอร์ตดริงก์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน การจับคู่รสชาติก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยุคใหม่ โดยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถพิจารณาใช้ผลไม้เขตร้อนหรือวัตถุดิบที่คุ้นเคยในทวีปเอเชียเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตัวอย่างกลิ่นรสที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของความสดชื่น ได้แก่ แตงโม เสาวรส เลมอน ฝรั่ง ว่านหางจระเข้ และพิสตาชิโอ

KH Roberts พร้อมสนับสนุนแบรนด์ของคุณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โดดเด่น ด้วยโซลูชันด้านรสชาติและกลิ่นที่หลากหลาย ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างสรรค์แนวคิดกลิ่นรสใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

ร่วมค้นหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับแบรนด์ของคุณ ติดต่อทีมงานของ KH Roberts เพื่อเริ่มต้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มที่แตกต่างได้แล้ววันนี้ เว็บไซต์ https://www.kh-roberts.com/home-th/ โทร +66 2 862 3055-58

Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสกับการปลดล็อกขีดจำกัดการเติบโตของนมปราศจากแลคโตส

 

 

ภาวะการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งพบในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ ร้อยละ 65 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมปราศจากแลคโตสเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะขยายมูลค่าจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2569 เป็นเกือบ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2578

เทคโนโลยีหลักในการผลิตนมปราศจากแลคโตสมี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. การใช้เอนไซม์แลคเตส (Enzymatic Hydrolysis) ซึ่งย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส ทำให้ย่อยง่ายขึ้น กระบวนการไม่ซับซ้อน มีความยืดหยุ่นสูง และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน แม้จะทำให้รสชาติมีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  2. การกรองด้วยเมมเบรน (Membrane Filtration) ซึ่งแยกแลคโตสออกทางกายภาพ ให้รสชาติใกล้เคียงกับนมปกติ และสามารถปรับโครงสร้างสารอาหารได้ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการดำเนินงาน รวมถึงต้องจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการ

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่มักใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแลคโตสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ในประเทศไทย การติดฉลาก “ปราศจากแลคโตส” อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. และต้องมีข้อมูลยืนยันที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เนื่องจากใช้งานง่ายและยืดหยุ่น ส่วนการกรองด้วยเมมเบรนเหมาะกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน ทั้งสองแนวทางช่วยเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์สุขภาพ และสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

By: 
Walaiporn Timbuntam, Ph.D.
QA/RA Manager
Amano Enzyme Asia Pacific Co., Ltd.

Continue reading “Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy”

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): ความเสี่ยงเงียบในวัตถุดิบจากพืช

 

 

ความปลอดภัยอาหารเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขที่มิได้จำกัดเฉพาะการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสารพิษจากธรรมชาติที่อาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยหนึ่งในกลุ่มสารพิษจากพืชที่ได้รับความสนใจ คือ Pyrrolizidine Alkaloids (PAs) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิที่พืชสังเคราะห์ขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูพืช ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบสารพิษดังกล่าวในธรรมชาติกว่า 600 ชนิด โดยมักสะสมอยู่ในรูปของ N-oxide derivatives (PANOs)

PAs จัดเป็นสารพิษจากพืชที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ทั้งในระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง การได้รับสารในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับ ในขณะที่การได้รับอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมและการก่อมะเร็ง

PAs สามารถพบได้ในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะในวงศ์ Asteraceae, Boraginaceae และ Fabaceae การปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารมักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปะปนของวัชพืชในระหว่างกระบวนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว อาหารที่มีรายงานการปนเปื้อนบ่อย ได้แก่ ชา ชาสมุนไพร เครื่องเทศ น้ำผึ้ง ธัญพืช และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพร โดยความกังวลเกี่ยวกับความเป็นพิษของ PAs ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ โดยมีการกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงและค่าปริมาณสูงสุดในอาหารในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานเฉพาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์ PAs ด้วยเทคนิคที่มีความไวและความจำเพาะสูง เช่น LC–MS/MS มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมการปนเปื้อน

ดังนั้น PAs จึงเป็นสารพิษจากธรรมชาติที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการจัดการความปลอดภัยอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

 

By: 
Pitchaya Pothinuch, Ph.D.
Faculty of Food Technology
Rangsit University
pitchaya.p@rsu.ac.th

Continue reading “Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials”

“Empowering Smart Industries with RFID Solutions” A Successful Learning & Innovation Experience by SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd.

 

ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่คือทางรอดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เทคโนโลยี RFID จึงก้าวเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตและการจัดการซัพพลายเชนสู่ระบบอัตโนมัติด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมและทรงประสิทธิภาพ บริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ Empowering Smart Industries with RFID Solutions” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยี RFID ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการบรรยายในช่วงเช้า ได้รับเกียรติจากคุณสุวิชา มนัสมนตรี กรรมการบริหาร สมาคมไทยไอโอที ที่มาแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสู่โรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยี RFID โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการผสานเทคโนโลยี RFID เข้ากับ IoT และ AI เพื่อยกระดับการดำเนินงานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสินค้า การบริหารคลังสินค้า การควบคุมคุณภาพ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและขับเคลื่อนไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ “Transforming Industry with RFID Solution” โดยคุณคณิน วงศ์อมรพิทักษ์ และคุณรชารินทร์ ชัชวาลวรพงษ์ จากบริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้นำเสนอโซลูชันสำหรับ Smart Warehouse และระบบติดตามสินค้าแบบครบวงจร พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความแม่นยำในการบริหารจัดการสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรม Exclusive SATO Factory Experience โดยได้เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของ SATO เพื่อสัมผัสโซลูชันภายในโชว์รูมแสดงสินค้า พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการผลิตฉลากแบบครบวงจรและระบบ Smart Warehouse ที่ใช้งานจริง อันเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

In today’s fast-evolving and highly competitive business landscape, digital transformation is no longer an option but a necessity for sustainable growth. RFID technology has emerged as a key enabler in transforming manufacturing processes and supply chain management into automated, data-driven systems, empowering organizations with accurate, real-time insights for smarter decision-making. Recognizing this, SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd. hosted a seminar titled “Empowering Smart Industries with RFID Solutions” to showcase how RFID can accelerate industrial transformation in the digital era.

            The morning session featured Mr. Suvicha Manusmontree, Executive Committee, Thai IoT Association, who shared insights on smart factory evolution and supply chain optimization through RFID. This session highlighted the shift toward real-time, connected systems that enhance transparency, reduce human error, and integrate seamlessly with IoT and AI to improve traceability, inventory management, quality control, and predictive maintenance. This was followed by “Transforming Industry with RFID Solution,” presented by Mr. Khanin Wongsamornpitak and Ms. Racharin Chatchawanworapong of SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd., who introduced smart warehouse solutions and end-to-end tracking systems, along with practical approaches to enhancing operational accuracy and efficiency.

            In the afternoon, participants joined the Exclusive SATO Factory Experience, touring SATO’s new facility, exploring its solution showroom, observing the end-to-end label production process, and experiencing a live Smart Warehouse environment, which reinforcing confidence and providing clear direction for real-world business applications.