Siam Paragon Solutions จับมือพันธมิตรญี่ปุ่น ปักหมุดประเทศไทยสู่ Food Machinery Solutions Hub ระดับสากล

การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง Siam Paragon Solutions Co., Ltd. จากประเทศไทย และ Nishihara Manufacturing Co., Ltd. จากประเทศญี่ปุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ไทย สะท้อนการผสานจุดแข็งขององค์กรชั้นนำจากสองประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโซลูชันเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการจัดตั้งฐานการผลิตและประกอบเครื่องแพ็คสุญญากาศของ Nishihara ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน การผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ระยะเวลาการส่งมอบ และความเสี่ยงจากความผันผวนของซัพพลายเชน ทำให้ผู้ประกอบการอาหารไทยสามารถเข้าถึงเครื่องแพ็คสุญญากาศมาตรฐานญี่ปุ่นได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับระบบอาหารปลอดภัย

โครงการนี้ยังขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Food Inspection Solutions ที่มุ่งสนับสนุนให้โรงงานอาหารสามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบรรจุ ขณะที่การจำหน่ายและบริการหลังการขายยังคงดำเนินการผ่าน Senta Pack Machinery & Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง

ผสานจุดแข็งไทย–ญี่ปุ่น สร้างคุณค่าอุตสาหกรรมอาหารแบบครบวงจร

สำหรับ Siam Paragon Solutions การร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการ ไปสู่การเป็น Strategic Industrial Partner ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร ระบบสนับสนุนไลน์ผลิต และโซลูชันการตรวจสอบอาหาร เข้ากับมาตรฐานวิศวกรรมและองค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องแพ็คสุญญากาศจาก Nishihara

องค์ความรู้และมาตรฐานการผลิตแบบญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการประกอบ ความเที่ยงตรงของชิ้นส่วน ไปจนถึงขั้นตอนการทดสอบก่อนส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการนำแนวคิด Design for Manufacturing (DFM) และระบบควบคุมคุณภาพมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรม

ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน พร้อมก้าวสู่บทบาท Food Machinery Solutions Hub” ที่รวบรวมโซลูชันด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีตรวจสอบอาหาร และอุปกรณ์สำหรับไลน์การผลิตไว้ในที่เดียว เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคให้สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง

Plant-based Milk vs. Cow’s Milk: Competition for the Future Champion of Protein Drinks

“นมจากพืช” ปะทะ “นมวัว”: ศึกชิงแชมป์เครื่องดื่มโปรตีนแห่งอนาคต

 

 

ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “นมจากพืช” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องดื่มทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ผู้ที่แพ้นมวัว ผู้ที่ต้องการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ และผู้ที่มีภาวะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตส ซึ่งพบได้ในประชากรมากกว่าร้อยละ 60

ในมิติด้านโภชนาการ นมวัวและนมจากพืชยังคงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านคุณภาพของโปรตีนและองค์ประกอบทางโภชนาการ นมวัวเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ในขณะเดียวกัน นมจากพืชเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยมีจุดเด่นคือปราศจากแลคโตส ไม่มีคอเลสเตอรอล และนมจากพืชบางชนิดยังมีใยอาหารสูง อย่างไรก็ตาม ปริมาณและคุณภาพของโปรตีนในนมจากพืชจะแตกต่างกันตามชนิดของวัตถุดิบ เช่น นมถั่วเหลืองมีโปรตีนค่อนข้างสูงและมีกรดอะมิโนใกล้เคียงกับนมวัว ขณะที่นมอัลมอนด์และนมข้าวโอ๊ตมีโปรตีนต่ำกว่า โดยภาพรวมแล้วคุณภาพโปรตีนและปริมาณแคลเซียมในนมจากพืชยังต่ำกว่านมวัว

ในภาพรวม นมวัวและนมจากพืชจึงไม่สามารถ “ทดแทนกันโดยสมบูรณ์” แต่กำลังพัฒนาไปสู่บทบาทที่แตกต่างกันในระบบอาหารยุคใหม่ โดยนมวัวยังคงเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงตามธรรมชาติ ขณะที่นมจากพืชได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

 

By: 
Natapond Wiboonkitpisan
Food Innovation and Packaging Center (FIN)
Chiang Mai University

Continue reading “Plant-based Milk vs. Cow’s Milk: Competition for the Future Champion of Protein Drinks”

The Role of Food Processing Technologies in Extending Shelf Life: From Thermal Processing to Emerging Technologies

บทบาทของเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารต่อการยืดอายุการเก็บรักษา: จากความร้อนสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่

 

 

            การยืดอายุการเก็บรักษาในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้อาหารเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพด้านประสาทสัมผัส และความสะดวกในการกระจายสินค้าไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการแปรรูปจึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค

            โดยทั่วไปเทคโนโลยีการถนอมอาหารสามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ การแปรรูปด้วยความร้อน (Thermal processing) เช่น การพาสเจอไรซ์ และการสเตอริไรซ์ สำหรับกลุ่มการแปรรูปแบบไม่ใช้ความร้อน (Non-thermal processing) เช่น การฉายรังสี การแปรรูปด้วยความดันสูง และการแปรรูปโดยใช้สนามไฟฟ้าแบบพัลส์ โดยกลุ่มแรกยังคงเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถควบคุมจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มหลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารที่ไวต่อความร้อน

            ในทางปฏิบัติ ไม่มีเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท ดังนั้น การเลือกใช้กระบวนการแปรรูปจึงควรพิจารณาร่วมกันในหลายด้าน ได้แก่ เป้าหมายด้านความปลอดภัย อายุการเก็บรักษา คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนการผลิต และระบบการกระจายสินค้า หากต้องการให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลานาน การสเตอริไรซ์และกระบวนการผลิตแบบปลอดเชื้อยังคงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม หากต้องการสร้างความแตกต่างด้านความสด คุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ เทคโนโลยีอย่าง HPP หรือ PEF อาจเป็นกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดีกว่า ท้ายที่สุด เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย คุณภาพ และความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาว

 

By: 

Asst. Prof. Traiphop Phahom, Ph.D.

School of Food Technology

Institute of Agricultural Technology

Suranaree University of Technology

traiphop@sut.ac.th

            In today’s food industry, extending shelf life is no longer simply about making food last longer. It also involves maintaining food safety, nutritional value, sensory quality, and distribution efficiency. For this reason, food processing technologies have become essential tools for enabling manufacturers to design products that meet both market demands and evolving consumer preferences.

            In general, food preservation technologies can be categorized into two major groups: thermal processing (such as pasteurization and sterilization) and non-thermal processing (such as food irradiation, high pressure processing (HPP), and pulsed electric field (PEF)). Thermal technologies remain the primary standard in the food industry due to their reliability and effectiveness in controlling microorganisms. Meanwhile, non-thermal technologies have gained increasing attention because they can better preserve product quality, particularly in heat-sensitive foods.

            In practice, no single processing technology fits all food products. Selecting an appropriate processing method requires consideration of multiple factors, including food safety objectives, desired shelf life, product quality, packaging format, production costs, and distribution systems. If a product must remain stable at ambient temperature for extended periods, sterilization or aseptic processing remains the primary solution. However, if product differentiation is based on freshness, premium quality, or nutrient retention, technologies such as HPP or PEF may offer competitive advantages. Ultimately, the role of food processing technologies extends beyond merely “extending shelf life.” They also serve as critical tools for enhancing food safety, product quality, and the long-term competitiveness of the food industry.

Future of Food System 2030: Co-Creating the Regenerative Table

ระบบอาหารแห่งอนาคตปี 2573: ร่วมสร้างอาหารเชิงฟื้นฟูเพื่อโลกยั่งยืน

 

 

           ระบบอาหารโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำด้านโภชนาการ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ขณะเดียวกัน มนุษยชาติก็กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาชีววิทยาสังเคราะห์ ตลอดจนการมองอาหารในมิติใหม่ที่ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งพลังงาน แต่ยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสุขภาพแบบแม่นยำ (Precision Health)

           ระบบอาหารแห่งอนาคตในปี พ.ศ. 2573 จึงเป็นทั้งแนวคิดและคำเชิญชวนให้ร่วมสร้างอนาคตที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ โดยยึดหลักว่าไม่มีนวัตกรรม หน่วยงาน หรือประเทศใดที่จะสามารถฟื้นฟูระบบอาหารได้เพียงลำพัง แนวคิดนี้จึงเน้นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักออกแบบ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาระบบอาหารเชิงฟื้นฟูบนสามเสาหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกัน ปัญญาประดิษฐ์และอนาคตของอาหาร ตลอดจนแนวทางปฏิบัติเชิงฟื้นฟู

           โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการร่วมสร้างอนาคตของอาหารในระดับโลก ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มรดกทางอาหารของไทยครอบคลุมพืชที่สามารถบริโภคได้มากกว่า 3,000 ชนิด เช่น ขมิ้น ขนุน กะเพรา ผำ เห็ดแครง และอัญชัน อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เข้มแข็ง ภาคเทคโนโลยีชีวภาพที่กำลังเติบโต และวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลาย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการออกแบบระบบอาหารแห่งอนาคต ขอชวนมาร่วมออกแบบระบบอาหารร่วมกันในงาน Future Food System Conference

 

By:

Santi Abakaz
Co-founder of Bio Buddy

TASTEBUD LAB, Future Food Hub and Future Food Network

santi.tastebud@gmail.com

           The global food system is in flux. Climate volatility, nutritional inequality, biodiversity loss, and chronic disease are no longer distant threats, they are current realities. At the same time, we stand on the edge of powerful transformations: the rise of artificial intelligence, the maturing of synthetic biology, and a new understanding of food not just as fuel, but as a form of precision health infrastructure.

           The Future of Food System 2030 is a framework and an invitation to co-create the food future we need. It recognizes that no single innovation, actor, or nation can repair the system in isolation. It calls for radical collaboration among scientists, farmers, technologists, designers, policy-makers, and citizens to build a regenerative food system grounded in three interwoven pillars: symbiotic growth, AI & the future of food, and regenerative practices.

           Thailand is uniquely positioned to serve as a testbed for global co-creation. As one of the most agriculturally biodiverse countries in the Asia-Pacific region, it has a food heritage that includes turmeric, jackfruit, holy basil, butterfly pea, wolffia, split gill mushroom and over 3,000 edible plants. With its strong medical tourism infrastructure, an emerging biotech sector, and vibrant culinary culture, the country is fertile ground for designing future food systems.

“Empowering Smart Industries with RFID Solutions” A Successful Learning & Innovation Experience by SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd.

 

ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่คือทางรอดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เทคโนโลยี RFID จึงก้าวเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตและการจัดการซัพพลายเชนสู่ระบบอัตโนมัติด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมและทรงประสิทธิภาพ บริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ Empowering Smart Industries with RFID Solutions” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยี RFID ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการบรรยายในช่วงเช้า ได้รับเกียรติจากคุณสุวิชา มนัสมนตรี กรรมการบริหาร สมาคมไทยไอโอที ที่มาแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสู่โรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยี RFID โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการผสานเทคโนโลยี RFID เข้ากับ IoT และ AI เพื่อยกระดับการดำเนินงานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสินค้า การบริหารคลังสินค้า การควบคุมคุณภาพ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและขับเคลื่อนไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ “Transforming Industry with RFID Solution” โดยคุณคณิน วงศ์อมรพิทักษ์ และคุณรชารินทร์ ชัชวาลวรพงษ์ จากบริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้นำเสนอโซลูชันสำหรับ Smart Warehouse และระบบติดตามสินค้าแบบครบวงจร พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความแม่นยำในการบริหารจัดการสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรม Exclusive SATO Factory Experience โดยได้เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของ SATO เพื่อสัมผัสโซลูชันภายในโชว์รูมแสดงสินค้า พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการผลิตฉลากแบบครบวงจรและระบบ Smart Warehouse ที่ใช้งานจริง อันเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

In today’s fast-evolving and highly competitive business landscape, digital transformation is no longer an option but a necessity for sustainable growth. RFID technology has emerged as a key enabler in transforming manufacturing processes and supply chain management into automated, data-driven systems, empowering organizations with accurate, real-time insights for smarter decision-making. Recognizing this, SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd. hosted a seminar titled “Empowering Smart Industries with RFID Solutions” to showcase how RFID can accelerate industrial transformation in the digital era.

            The morning session featured Mr. Suvicha Manusmontree, Executive Committee, Thai IoT Association, who shared insights on smart factory evolution and supply chain optimization through RFID. This session highlighted the shift toward real-time, connected systems that enhance transparency, reduce human error, and integrate seamlessly with IoT and AI to improve traceability, inventory management, quality control, and predictive maintenance. This was followed by “Transforming Industry with RFID Solution,” presented by Mr. Khanin Wongsamornpitak and Ms. Racharin Chatchawanworapong of SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd., who introduced smart warehouse solutions and end-to-end tracking systems, along with practical approaches to enhancing operational accuracy and efficiency.

            In the afternoon, participants joined the Exclusive SATO Factory Experience, touring SATO’s new facility, exploring its solution showroom, observing the end-to-end label production process, and experiencing a live Smart Warehouse environment, which reinforcing confidence and providing clear direction for real-world business applications.