การตรวจวัดระดับน้ำในแหล่งน้ำแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยีเรดาร์จาก VEGA

 

 

           หน่วยงาน Department of Holistic Water Policy ในจังหวัดแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ได้นำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการติดตามระดับน้ำในแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องและแบบเรียลไทม์ เพื่อลดความเสี่ยงจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม โดยหัวใจสำคัญของระบบคือ เครื่องวัดระดับน้ำแบบเรดาร์อัตโนมัติ VEGAPULS Air 41 ซึ่งช่วยให้สามารถเฝ้าระวังสถานการณ์ได้จากระยะไกลอย่างมีประสิทธิภาพ

           ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ได้มีการพัฒนาเครือข่ายการวัดระดับน้ำอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ IoT ทั้งหมด 65 จุด โดย 45 จุดใช้เรดาร์ VEGAPULS Air 41 โดยข้อมูลจากทุกจุดจะถูกส่งเข้าสู่แพลตฟอร์มกลางแบบเรียลไทม์ สามารถตั้งค่าแจ้งเตือนและกำหนดค่าระดับน้ำวิกฤตสำหรับแต่ละแหล่งน้ำได้ ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว เช่น การประกาศห้ามใช้น้ำในช่วงแล้ง หรือการแจ้งเตือนหน่วยงานป้องกันภัยเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น

           การวัดระดับน้ำในพื้นที่จริงนั้นมีความท้าทายสูง เนื่องจากเป็นลำธารขนาดเล็ก บางแห่งมีพืชปกคลุมหนาแน่นหรือเข้าถึงยาก ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของข้อมูล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเรดาร์ของ VEGA สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ด้วยมุมลำแสงแคบเพียงประมาณ 8 องศา ทำให้วัดค่าได้แม่นยำแม้ในพื้นที่แคบ อีกทั้งยังไม่ถูกรบกวนจากสัญญาณสะท้อนผิดพลาดหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง และไม่มีระยะอับสัญญาณ จึงสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่รวดเร็วได้อย่างแม่นยำ

           นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน Bluetooth ยังช่วยให้การบำรุงรักษาสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและปรับตั้งค่าอุปกรณ์ผ่านสมาร์ตโฟนได้โดยไม่ต้องเข้าถึงจุดติดตั้งโดยตรง ลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน

           ในด้านการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์รองรับเทคโนโลยี LoRaWAN ซึ่งช่วยให้ส่งข้อมูลได้ในระยะไกลโดยใช้พลังงานต่ำ ทำให้สามารถใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กและติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถปรับช่วงเวลาในการวัดค่าเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้สอดคล้องกับการใช้งาน

           โดยรวมแล้ว โซลูชัน IoT พร้อมเรดาร์ VEGAPULS Air 41 ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการลดต้นทุนเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม พร้อมทั้งช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที และมีแผนขยายเครือข่ายการวัดให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

           สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการใบเสนอราคา โทร. 02 700 9240 อีเมล: info.th@vega.com เว็บไซต์: www.vega.com

Thailand’s Dairy Industry and the Shift Toward Alternative Milk

อุตสาหกรรมนมโคไทยบนเส้นทางนมทางเลือก

 

 

          อุตสาหกรรมนมโคไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยมีเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและมีกำลังการผลิตน้ำนมดิบประมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างอุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัด เช่น การผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ยังมีสัดส่วนต่ำ และการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอย่างนมผงและเวย์จากต่างประเทศ

          ในปี พ.ศ. 2568 มูลค่าตลาดรวมของผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือกอยู่ที่ 153,300 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.3 ต่อปี โดยนมโคยังครองสัดส่วนหลัก (ร้อยละ 82.6) ขณะที่นมทางเลือกจากพืชมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17.4 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพ ความยั่งยืน และการบริโภคแบบ plant-based มากขึ้น

          อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตสูง จำนวนเกษตรกรและโคนมลดลง อัตราการบริโภคนมในประเทศต่ำ และผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง ขณะเดียวกัน การเติบโตของนมจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ และนมข้าวโอ๊ต โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ กำลังเข้ามาเปลี่ยนทิศทางตลาด

          แนวโน้มในอนาคตคาดว่าตลาดรวมจะเติบโตต่อเนื่องถึง 175,414 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2573 โดยนมทางเลือกมีอัตราการเติบโตสูงกว่านมโค ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของนมโคลดลงเล็กน้อย อุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องปรับตัว โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น นมโปรตีนสูง นมปราศจากแลคโตส และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนา Hybrid Dairy และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุน นอกจากนี้ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และการขยายตลาดส่งออกในอาเซียน จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมความสามารถการแข่งขันและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

By:

Chirasak Khamsuri

Food Intelligent Center and Information Technology

National Food Institute

Chirasak@nfi.or.th

          Thailand’s dairy industry remains a key contributor to the country’s economy and food security, with smallholder farmers forming the majority and an annual raw milk production of around 1.4 million tons. However, the industry faces structural limitations, including a relatively low share of high-value products and reliance on imported raw materials such as milk powder and whey.

          In 2025, the total dairy and dairy alternatives market reached 153.3 billion baht, growing at an average rate of 3.3% annually. Conventional dairy products still dominate the market with an 82.6% share, while plant-based alternatives have increased to 17.4%, reflecting shifting consumer preferences toward health, sustainability, and plant-based diets.

          Key challenges include high production costs, a decline in dairy farmers and cattle numbers, low domestic milk consumption, and demographic changes such as declining birth rates. Meanwhile, plant-based milk—such as soy, almond, and oat milk—has grown rapidly, particularly among urban and younger consumers, reshaping market dynamics.

          Looking ahead, the total market is projected to reach 175.4 billion baht by 2030. Plant-based products are expected to grow faster than conventional dairy, gradually reducing dairy’s market share. To remain competitive, the Thai dairy industry must adapt by developing value-added products (e.g., high-protein, lactose-free, and senior-focused products), exploring hybrid dairy innovations, and adopting advanced technologies to improve farm efficiency and reduce costs.

          In addition, modern packaging solutions and expansion into ASEAN markets will be crucial strategies to enhance competitiveness and ensure long-term sustainability.

Open Food Science for Thailand: A Strategic Blueprint to Transform the Food WorkforceToward a “Sustainable Future Global Kitchen” by 2035

Open Food Science for Thailand: พิมพ์เขียวกลยุทธ์พลิกโฉมกำลังคนสู่ “ครัวโลกแห่งอนาคตที่ยั่งยืน” ในปี พ.ศ. 2578

 

 

           ประเทศไทยกำลังเผชิญ “กับดักรายได้ปานกลาง” ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยยังพึ่งพาการแข่งขันด้านต้นทุน การผลิตสินค้ามูลค่าต่ำ และการรับจ้างผลิต (OEM) ส่งผลให้ขาดการสร้างนวัตกรรม ขณะเดียวกันกว่า 80% ของอาหารมูลค่าสูงในประเทศยังต้องนำเข้า สะท้อนช่องว่างด้านเทคโนโลยีและบุคลากรอย่างชัดเจน

           ความท้าทายนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นจาก “พายุควบสาม” ได้แก่ วิกฤตความมั่นคงอาหารจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตสุขภาพจากโรค NCDs ที่เพิ่มความต้องการโภชนาการเฉพาะบุคคล และวิกฤตทักษะจากการเข้าสู่เศรษฐกิจอาหารมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้เกิดช่องว่างกำลังคนทักษะสูง

           แนวคิด Open Food Science (OFS) จึงถูกพัฒนาเป็น “พิมพ์เขียวเชิงกลยุทธ์” เพื่อปฏิรูปกำลังคนด้านอาหารอย่างเป็นระบบ ผ่านการสร้าง Open Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา อุตสาหกรรม และมาตรฐานวิชาชีพ โดยมี 4 หลักการสำคัญ ได้แก่

1. Systemic Thinking ปฏิรูปเชิงโครงสร้างและธรรมาภิบาล

2. Market-Back พัฒนาทักษะตามความต้องการตลาด

3. Brand-Driven สร้างมาตรฐานคุณภาพระดับสากล

4. Human-Centered ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเติบโตอย่างทั่วถึง

           OFS ยังพัฒนากรอบสมรรถนะบุคลากรแห่งอนาคต ครอบคลุม Food Tech, AI, นวัตกรรมธุรกิจอาหาร มาตรฐานสากล และทักษะข้ามสาขา พร้อมเส้นทางการเรียนรู้ 3 รูปแบบ (Academic, Professional, Career Change) และกลไกขับเคลื่อน 3 ระดับ เพื่อให้ระบบสามารถปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง

           โดยสรุป OFS ไม่ใช่เพียงโครงการ แต่คือการยกระดับ “ทุนมนุษย์ด้านอาหาร” เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ “ครัวโลกแห่งอนาคตที่ยั่งยืน 2035” ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจอาหารมูลค่าสูงในอนาคต

 

By:      

Asst. Prof. Puangpetch Nitayanont

 President

Food Science and Technology Association of Thailand (FoSTAT)

puangpetchh@gmail.com

  Continue reading “Open Food Science for Thailand: A Strategic Blueprint to Transform the Food WorkforceToward a “Sustainable Future Global Kitchen” by 2035”

“Empowering Smart Industries with RFID Solutions” A Successful Learning & Innovation Experience by SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd.

 

ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่คือทางรอดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เทคโนโลยี RFID จึงก้าวเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตและการจัดการซัพพลายเชนสู่ระบบอัตโนมัติด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมและทรงประสิทธิภาพ บริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ Empowering Smart Industries with RFID Solutions” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยี RFID ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการบรรยายในช่วงเช้า ได้รับเกียรติจากคุณสุวิชา มนัสมนตรี กรรมการบริหาร สมาคมไทยไอโอที ที่มาแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสู่โรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยี RFID โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการผสานเทคโนโลยี RFID เข้ากับ IoT และ AI เพื่อยกระดับการดำเนินงานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสินค้า การบริหารคลังสินค้า การควบคุมคุณภาพ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและขับเคลื่อนไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ “Transforming Industry with RFID Solution” โดยคุณคณิน วงศ์อมรพิทักษ์ และคุณรชารินทร์ ชัชวาลวรพงษ์ จากบริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้นำเสนอโซลูชันสำหรับ Smart Warehouse และระบบติดตามสินค้าแบบครบวงจร พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความแม่นยำในการบริหารจัดการสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรม Exclusive SATO Factory Experience โดยได้เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของ SATO เพื่อสัมผัสโซลูชันภายในโชว์รูมแสดงสินค้า พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการผลิตฉลากแบบครบวงจรและระบบ Smart Warehouse ที่ใช้งานจริง อันเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

In today’s fast-evolving and highly competitive business landscape, digital transformation is no longer an option but a necessity for sustainable growth. RFID technology has emerged as a key enabler in transforming manufacturing processes and supply chain management into automated, data-driven systems, empowering organizations with accurate, real-time insights for smarter decision-making. Recognizing this, SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd. hosted a seminar titled “Empowering Smart Industries with RFID Solutions” to showcase how RFID can accelerate industrial transformation in the digital era.

            The morning session featured Mr. Suvicha Manusmontree, Executive Committee, Thai IoT Association, who shared insights on smart factory evolution and supply chain optimization through RFID. This session highlighted the shift toward real-time, connected systems that enhance transparency, reduce human error, and integrate seamlessly with IoT and AI to improve traceability, inventory management, quality control, and predictive maintenance. This was followed by “Transforming Industry with RFID Solution,” presented by Mr. Khanin Wongsamornpitak and Ms. Racharin Chatchawanworapong of SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd., who introduced smart warehouse solutions and end-to-end tracking systems, along with practical approaches to enhancing operational accuracy and efficiency.

            In the afternoon, participants joined the Exclusive SATO Factory Experience, touring SATO’s new facility, exploring its solution showroom, observing the end-to-end label production process, and experiencing a live Smart Warehouse environment, which reinforcing confidence and providing clear direction for real-world business applications.

From Reduction to Design: A New Paradigm in Modern Food Reformulation

พลิกมุมมองการปรับสูตร: จากการ ‘ลด’ ส่วนผสมสู่การ ‘ออกแบบ’ ผลิตภัณฑ์ใหม่

Continue reading “From Reduction to Design: A New Paradigm in Modern Food Reformulation”