เรดาร์วัดระดับ: คำตอบของความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการยุคใหม่

 

 

           ในห้องปฏิบัติการสมัยใหม่ แม้กระบวนการส่วนใหญ่จะถูกออกแบบให้เป็นอัตโนมัติอย่างแม่นยำ แต่ “การวัดระดับของเหลว” หลายจุดยังคงพึ่งพาวิธีการแบบเดิม เช่น ลูกลอยหรือการชั่งน้ำหนัก ซึ่งเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง

           QuACX จึงพัฒนา QuACX:smartRMS ระบบมอนิเตอร์อัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีเรดาร์ VEGAPULS 42 ซึ่งเป็นเซนเซอร์ขนาดกะทัดรัดที่วัดระดับแบบไม่สัมผัส ให้ความแม่นยำสูงถึง ±2 มิลลิเมตร แม้ในสภาวะที่มีไอน้ำ โฟม หรือฟิลเตอร์

 

เทคโนโลยีที่เข้าใจความต้องการของห้องแล็บอย่างแท้จริง

           VEGAPULS 42 มาพร้อมลำคลื่นวัดแคบเพียง 12° ช่วยตรวจวัดของเหลวในภาชนะคอแคบได้อย่างแม่นยำ สามารถจับการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเพียงเล็กน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           ในระบบ QuACX สามารถเชื่อมต่อเซนเซอร์ได้สูงสุด 6 จุด เพื่อตรวจสอบทั้งขวดสารและภาชนะของเสียแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ IO-Link ที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลและการควบคุมเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังติดตั้งง่ายด้วยการตั้งค่าเพียงครั้งเดียวและถ่ายโอนไปยังอุปกรณ์อื่นได้ทันที

           จุดเด่นอีกประการคือ ไฟ LED แบบ 360° ที่แสดงสถานะได้อย่างชัดเจนจากระยะไกล ไม่ต้องบำรุงรักษา พร้อมรองรับมาตรฐาน GMP และ FDA อย่างครบถ้วน

 

เมื่อความแม่นยำทำให้ทุกกระบวนการเดินหน้าอย่างไร้สะดุด

           ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนไม่ต่างจากสายการผลิตยา ทุกขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ข้อมูลการวัดที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ QuACX:smartRMS ช่วยเติมเต็มมาตรฐานระดับเภสัชกรรม ครอบคลุมทั้งการควบคุมระดับ การชั่ง และการตรวจวัดแบบอัตโนมัติ โดยมี VEGAPULS 42 เป็น “ตาข่ายนิรภัย” ที่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้

 

หากการวัดผิดพลาด…ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่คิด

           ในระบบ HPLC ความผิดพลาดของการวัดระดับอาจก่อให้เกิดปัญหา เช่น การไหลไม่สม่ำเสมอ ความดันแปรปรวน การสึกหรอของอุปกรณ์ หรือแม้แต่ผลวิเคราะห์คลาดเคลื่อน ซึ่งทั้งหมดสามารถป้องกันได้ด้วยการวัดระดับอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ

 

ข้อได้เปรียบของเรดาร์—วัดได้ดีกว่าอย่างพิสูจน์ได้

           QuACX:smartRMS มอบคุณค่าเหนือระดับ ทั้งการตรวจจับล่วงหน้า การควบคุมอัตโนมัติ ความแม่นยำสูงที่ไม่ถูกรบกวนจากสี โฟม หรือไอระเหย รวมถึงความเข้ากันได้กับระบบ HPLC และการจัดการของเสียอย่างปลอดภัย

 

โซลูชันที่ออกแบบเพื่อห้องปฏิบัติการยุคใหม่

           เหมาะสำหรับห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ ห้องวิจัยในสายเคมีและชีววิทยา รวมถึงองค์กรที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเข้มงวด VEGAPULS 42 ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่ยังลดภาระงานและต้นทุน พร้อมยกระดับการควบคุมกระบวนการอย่างครบวงจร

Continue reading “เรดาร์วัดระดับ: คำตอบของความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการยุคใหม่”

Frozen Dough Solutions for Industrial-Quality Bakery Products

โดว์แช่แข็ง: โซลูชันสำหรับเบเกอรีคุณภาพสูงระดับอุตสาหกรรม

 

 

              ตลาดโดว์แช่แข็ง (Frozen Dough) ทั่วโลกมีมูลค่า 26.24 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2568 และคาดว่าจะเติบโตจาก 27.57 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2569 เป็น 44.33 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.12 ต่อปี

 

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดเบเกอรีแช่แข็ง

              การเติบโตของตลาดเบเกอรีแช่แข็งได้รับแรงขับเคลื่อนจากทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สดใหม่ และหลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโดว์แช่แข็งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มเบเกอรีทั่วไปและเบเกอรีระดับพรีเมียม ขณะเดียวกัน การลดลงของแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางและการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก ทำให้ผู้ผลิตเบเกอรีจำเป็นต้องพึ่งพาส่วนผสมที่มีความเสถียรต่อกระบวนการผลิตมากขึ้นในหลายมิติ ได้แก่

– รักษาปริมาตรและเนื้อสัมผัสของขนมให้สมบูรณ์แบบ แม้จะผ่านการแช่แข็งยาวนานตลอดอายุการเก็บรักษา

– ยกระดับคุณภาพให้เทียบเท่าขนมที่อบสดใหม่แบบวันต่อวัน

– ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาผลิตภัณฑ์คลีนเลเบล

– คงรูปลักษณ์และเสน่ห์ของขนมสไตล์ดั้งเดิม แม้จะใช้กระบวนการผลิตสมัยใหม่

– เสริมความทนทานให้โครงสร้างขนม ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมตั้งแต่โรงงานจนถึงจุดจำหน่าย

– คืนชีพความสดใหม่หลังการอบ หมดกังวลเรื่องขนมเหนียว กระด้าง หรือแตกกราย คงความกรอบและหอมกรุ่นได้ยาวนานขึ้น

– มอบประสบการณ์การลิ้มรสเบเกอรีที่เหมือนอบสดจากร้าน

– สร้างจุดเด่นที่แตกต่างเพิ่มเอกลักษณ์ให้สินค้าโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด

– สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตโดยไม่เสียคุณภาพหลัก

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีด้านส่วนผสมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตเบเกอรีในระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีโดว์แช่แข็งจึงกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขนมอบให้มีความสม่ำเสมอ คงเสถียรภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


Continue reading “Frozen Dough Solutions for Industrial-Quality Bakery Products”

Magnesium: Unlocking the Body’s Stress Response

แมกนีเซียม: กลไกสำคัญในการควบคุมวงจรความเครียดของร่างกาย

            ความเครียดไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกไม่สบายใจ ความอึดอัด หรือภาวะทางอารมณ์เท่านั้น แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่าเป็นภาวะขาดสมดุลทางชีวภาพที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการที่เผชิญอยู่นั้นเกินกว่าศักยภาพที่รับรู้ว่าจะสามารถรับมือได้ เมื่อสมองรับรู้ถึงภาวะคุกคาม ร่างกายจะตอบสนองผ่านระบบหลัก 2 ระบบที่ทำงานในเวลาใกล้เคียงกัน ได้แก่

1.  ระบบ SAM (Sympathetic-Adrenal-Medullary) เป็นกลไกการตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที โดยสมองจะส่งสัญญาณไปยังต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น และมีการลำเลียงเลือดไปยังกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า “การตอบสนองแบบสู้หรือหนี” (Fight or Flight)

2. ระบบ HPA (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal) เป็นกลไกการตอบสนองต่อความเครียดที่ทำงานช้ากว่าระบบ SAM แต่มีผลต่อร่างกายในระยะยาว โดยเริ่มจากสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมน CRH (Corticotropin Releasing Hormone) เพื่อกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมน ACTH (Adrenocorticotrophic Hormone) ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ผลิตคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกายในระยะยาว

            ในระยะสั้น การตอบสนองดังกล่าวถือเป็นกลไกการปรับตัวที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อระบบดังกล่าวยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะความเครียดเรื้อรัง ส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การหดตัวของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน และทำให้สมองสูญเสียความสามารถในการยับยั้งความวิตกกังวล

 

แมกนีเซียม: ตัวปิดสวิตช์ระบบความเครียด

            เมื่อสมองรับรู้ถึงภัยคุกคาม วงจรความเครียดจะเริ่มทำงานผ่านแกน HPA ส่งผลให้มีการผลิตคอร์ติซอล ขณะเดียวกัน ระบบประสาทซิมพาเทติกจะถูกกระตุ้นให้หลั่งอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการตอบสนองแบบ “สู้หรือหนี” ในกระบวนการนี้ แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวควบคุมเชิงยับยั้งในหลายระดับของวงจรความเครียด โดยทำหน้าที่เป็นโคแฟกเตอร์ (Cofactor) ของเอนไซม์ tryptophan hydroxylase ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์เซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ นอกจากนี้ แมกนีเซียมยังมีบทบาทในการยับยั้งตัวรับ NMDA เพื่อลดการกระตุ้นเซลล์ประสาทที่มากเกินไป
จากกลูตาเมต (Glutamate) รวมถึงช่วยกระตุ้นตัวรับ GABA-A ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งและช่วยลดความวิตกกังวล โดยมีกลไกบางส่วนคล้ายคลึงกับยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีน (Benzodiazepines) ยิ่งไปกว่านั้น แมกนีเซียมยังมีส่วนช่วยลดการหลั่ง ACTH ทางอ้อม ส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายลดลง และช่วยรักษาสมดุลของระบบตอบสนองต่อความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “Magnesium: Unlocking the Body’s Stress Response”

ProPak Asia 2026: Navigating New Horizons in Processing & Packaging

ProPak Asia 2026: เปิดโลกใหม่ด้านอุตสาหกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์

           ProPak Asia 2026 งานแสดงสินค้าชั้นนำระดับเอเชียด้านเทคโนโลยีการผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจัดโดยอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ยังคงเดินหน้าเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมเข้ากับเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ระดับโลก เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

           จากความสำเร็จของการจัดงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 2,000 แบรนด์จาก 42 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานกว่า 72,000 คนจากทั่วโลก สำหรับในปี พ.ศ. 2569 นี้ พร้อมขยายพื้นที่การจัดงานขึ้นถึงร้อยละ 30 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70,000 ตารางเมตร เพื่อนำเสนอโซลูชันครอบคลุมในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการแปรรูป เครื่องดื่ม การติดฉลาก เภสัชกรรม คลังสินค้า และอื่นๆ ผ่าน 9 โซนอุตสาหกรรม ได้แก่ ProcessingTechAsia, DrinkTechAsia, PharmaTechAsia, PackagingTechAsia, PackagingSolutionsAsia, Lab&TestAsia, Coding Marking & LabellingAsia, Coldchain Logistics Warehousing & FactoryAsia และโซนใหม่ล่าสุดอย่าง DigitalizationAsia

           ProPak Asia 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะรวบรวมแบรนด์ชั้นนำด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์จากทั่วโลก พร้อมกิจกรรม สัมมนา และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืนผ่านความร่วมมือและนวัตกรรม

Continue reading “ProPak Asia 2026: Navigating New Horizons in Processing & Packaging”

ยุคแห่งความสดชื่น: แนวคิดใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “การเติมความชุ่มชื้น” กำลังก้าวข้ามบทบาทของการดับกระหายสู่การเป็นเครื่องดื่มที่ผสานความสดชื่นเข้ากับคุณประโยชน์ด้านพลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและสภาพอากาศที่ร้อนจัดของภูมิภาค ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมในตลาดเครื่องดื่ม

จาก “เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา” สู่ “เครื่องดื่มสำหรับทุกคน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) ได้ขยายบทบาทจากเครื่องดื่มสปอร์ตดริงก์สู่เครื่องดื่มรูปแบบ “water-like” เพื่อตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยทั้งคลายความอ่อนเพลียจากสภาพอากาศร้อนและดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งผลให้อิเล็กโทรไลต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสูตรเดิม แต่ขยายสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น functional water เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมฟังก์ชัน และเครื่องดื่มเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาเครื่องดื่มที่ผสานความสะดวกในการดื่มเข้ากับคุณค่าด้านฟังก์ชัน อาทิ เครื่องดื่มรีไฮเดรชัน เครื่องดื่มไฮโปโทนิก และน้ำดื่มเสริมอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งยังคงมอบประสบการณ์การดื่มที่ใกล้เคียงกับน้ำดื่มทั่วไปได้อย่างลงตัว

Coconut Water Effect: เมื่อ “ธรรมชาติ” ผสานกับ “คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน”

น้ำมะพร้าวถือเป็นตัวอย่างเด่นของการยกระดับแนวคิด “อิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติ” ในตลาดเครื่องดื่ม จากวัตถุดิบดั้งเดิมสู่การปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ “better-for-you” โดยในช่วง 12–24 เดือนที่ผ่านมา น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้ทั้งในสูตรสปอร์ตดริงก์และเป็นเบสของเครื่องดื่มที่ผสานกับกลิ่นรสต่างๆ โดยจุดแข็งสำคัญของน้ำมะพร้าว คือ การเป็นแหล่งอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติ รสชาติอ่อน ดื่มง่าย ให้ภาพลักษณ์คลีนเลเบลและแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังมีความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยลดน้ำตาลในสูตรได้ โดยยังคงความสดชื่นและรักษาคุณประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

โอกาสของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่ามกลางผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอากาศร้อนจัด แนวโน้มของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นมีแนวโน้มจะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียง “เทรนด์” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ซึ่งการนำวัตถุดิบที่อุดมด้วยอิเล็กโทรไลต์อย่างน้ำมะพร้าวมาประยุกต์ใช้ในหมวดเครื่องดื่มต่างๆ สามารถพลิกภาพลักษณ์เครื่องดื่มในหมวดสปอร์ตดริงก์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน การจับคู่รสชาติก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยุคใหม่ โดยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถพิจารณาใช้ผลไม้เขตร้อนหรือวัตถุดิบที่คุ้นเคยในทวีปเอเชียเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตัวอย่างกลิ่นรสที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของความสดชื่น ได้แก่ แตงโม เสาวรส เลมอน ฝรั่ง ว่านหางจระเข้ และพิสตาชิโอ

KH Roberts พร้อมสนับสนุนแบรนด์ของคุณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โดดเด่น ด้วยโซลูชันด้านรสชาติและกลิ่นที่หลากหลาย ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างสรรค์แนวคิดกลิ่นรสใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

ร่วมค้นหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับแบรนด์ของคุณ ติดต่อทีมงานของ KH Roberts เพื่อเริ่มต้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มที่แตกต่างได้แล้ววันนี้ เว็บไซต์ https://www.kh-roberts.com/home-th/ โทร +66 2 862 3055-58

Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสกับการปลดล็อกขีดจำกัดการเติบโตของนมปราศจากแลคโตส

 

 

ภาวะการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งพบในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ ร้อยละ 65 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมปราศจากแลคโตสเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะขยายมูลค่าจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2569 เป็นเกือบ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2578

เทคโนโลยีหลักในการผลิตนมปราศจากแลคโตสมี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. การใช้เอนไซม์แลคเตส (Enzymatic Hydrolysis) ซึ่งย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส ทำให้ย่อยง่ายขึ้น กระบวนการไม่ซับซ้อน มีความยืดหยุ่นสูง และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน แม้จะทำให้รสชาติมีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  2. การกรองด้วยเมมเบรน (Membrane Filtration) ซึ่งแยกแลคโตสออกทางกายภาพ ให้รสชาติใกล้เคียงกับนมปกติ และสามารถปรับโครงสร้างสารอาหารได้ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการดำเนินงาน รวมถึงต้องจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการ

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่มักใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแลคโตสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ในประเทศไทย การติดฉลาก “ปราศจากแลคโตส” อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. และต้องมีข้อมูลยืนยันที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เนื่องจากใช้งานง่ายและยืดหยุ่น ส่วนการกรองด้วยเมมเบรนเหมาะกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน ทั้งสองแนวทางช่วยเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์สุขภาพ และสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

By: 
Walaiporn Timbuntam, Ph.D.
QA/RA Manager
Amano Enzyme Asia Pacific Co., Ltd.

Continue reading “Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy”

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): ความเสี่ยงเงียบในวัตถุดิบจากพืช

 

 

ความปลอดภัยอาหารเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขที่มิได้จำกัดเฉพาะการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสารพิษจากธรรมชาติที่อาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยหนึ่งในกลุ่มสารพิษจากพืชที่ได้รับความสนใจ คือ Pyrrolizidine Alkaloids (PAs) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิที่พืชสังเคราะห์ขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูพืช ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบสารพิษดังกล่าวในธรรมชาติกว่า 600 ชนิด โดยมักสะสมอยู่ในรูปของ N-oxide derivatives (PANOs)

PAs จัดเป็นสารพิษจากพืชที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ทั้งในระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง การได้รับสารในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับ ในขณะที่การได้รับอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมและการก่อมะเร็ง

PAs สามารถพบได้ในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะในวงศ์ Asteraceae, Boraginaceae และ Fabaceae การปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารมักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปะปนของวัชพืชในระหว่างกระบวนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว อาหารที่มีรายงานการปนเปื้อนบ่อย ได้แก่ ชา ชาสมุนไพร เครื่องเทศ น้ำผึ้ง ธัญพืช และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพร โดยความกังวลเกี่ยวกับความเป็นพิษของ PAs ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ โดยมีการกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงและค่าปริมาณสูงสุดในอาหารในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานเฉพาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์ PAs ด้วยเทคนิคที่มีความไวและความจำเพาะสูง เช่น LC–MS/MS มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมการปนเปื้อน

ดังนั้น PAs จึงเป็นสารพิษจากธรรมชาติที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการจัดการความปลอดภัยอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

 

By: 
Pitchaya Pothinuch, Ph.D.
Faculty of Food Technology
Rangsit University
pitchaya.p@rsu.ac.th

Continue reading “Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials”

“Empowering Smart Industries with RFID Solutions” A Successful Learning & Innovation Experience by SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd.

 

ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่คือทางรอดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เทคโนโลยี RFID จึงก้าวเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตและการจัดการซัพพลายเชนสู่ระบบอัตโนมัติด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำเพื่อการตัดสินใจที่เฉียบคมและทรงประสิทธิภาพ บริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ Empowering Smart Industries with RFID Solutions” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยี RFID ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการบรรยายในช่วงเช้า ได้รับเกียรติจากคุณสุวิชา มนัสมนตรี กรรมการบริหาร สมาคมไทยไอโอที ที่มาแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสู่โรงงานอัจฉริยะและการเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยี RFID โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงการผสานเทคโนโลยี RFID เข้ากับ IoT และ AI เพื่อยกระดับการดำเนินงานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสินค้า การบริหารคลังสินค้า การควบคุมคุณภาพ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและขับเคลื่อนไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ “Transforming Industry with RFID Solution” โดยคุณคณิน วงศ์อมรพิทักษ์ และคุณรชารินทร์ ชัชวาลวรพงษ์ จากบริษัท ซาโต้ ออโต้-ไอดี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้นำเสนอโซลูชันสำหรับ Smart Warehouse และระบบติดตามสินค้าแบบครบวงจร พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับความแม่นยำในการบริหารจัดการสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรม Exclusive SATO Factory Experience โดยได้เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของ SATO เพื่อสัมผัสโซลูชันภายในโชว์รูมแสดงสินค้า พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการผลิตฉลากแบบครบวงจรและระบบ Smart Warehouse ที่ใช้งานจริง อันเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

In today’s fast-evolving and highly competitive business landscape, digital transformation is no longer an option but a necessity for sustainable growth. RFID technology has emerged as a key enabler in transforming manufacturing processes and supply chain management into automated, data-driven systems, empowering organizations with accurate, real-time insights for smarter decision-making. Recognizing this, SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd. hosted a seminar titled “Empowering Smart Industries with RFID Solutions” to showcase how RFID can accelerate industrial transformation in the digital era.

            The morning session featured Mr. Suvicha Manusmontree, Executive Committee, Thai IoT Association, who shared insights on smart factory evolution and supply chain optimization through RFID. This session highlighted the shift toward real-time, connected systems that enhance transparency, reduce human error, and integrate seamlessly with IoT and AI to improve traceability, inventory management, quality control, and predictive maintenance. This was followed by “Transforming Industry with RFID Solution,” presented by Mr. Khanin Wongsamornpitak and Ms. Racharin Chatchawanworapong of SATO Auto-ID (Thailand) Co., Ltd., who introduced smart warehouse solutions and end-to-end tracking systems, along with practical approaches to enhancing operational accuracy and efficiency.

            In the afternoon, participants joined the Exclusive SATO Factory Experience, touring SATO’s new facility, exploring its solution showroom, observing the end-to-end label production process, and experiencing a live Smart Warehouse environment, which reinforcing confidence and providing clear direction for real-world business applications.