ProXES: Shaping the Future of Food Processing in ThailandThrough “Total Processing Solutions” and “Co-Creation”

ProXES ร่วมสร้างอนาคตอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทย ผ่าน “Total Processing Solutions” และพลังแห่ง “Co-Creation”

 

            ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ผู้ผลิตอาหารไม่ได้มองหาเพียงเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องการพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่สามารถร่วมพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่แนวคิดผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ ด้วยแนวคิด “Total Processing Solutions” และ “Co-Creation” บริษัท ProXES ผู้นำด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและอาเซียน ด้วยโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งเครื่องจักร ระบบการผลิต และความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการ

            Marc Setzen, Chief Executive Officer of ProXES กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ จะช่วยให้บริษัทสามารถทำงานใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และสนับสนุนผู้ผลิตอาหารในภูมิภาคให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

รวมความเชี่ยวชาญจาก 3 แบรนด์ สู่โซลูชันการผลิตครบวงจร

            ภายใต้แนวคิด Total Processing Solutions ProXES ผสานเทคโนโลยีจาก 3 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Stephan, FrymaKoruma และ Terlet

– Stephan เชี่ยวชาญด้านการผสม การปรุงสุก และการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน

– FrymaKoruma โดดเด่นด้านการบด การสร้างอิมัลชัน การโฮโมจิไนซ์ และระบบสุญญากาศ

– Terlet เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปของเหลวและระบบถ่ายเทความร้อนประสิทธิภาพสูง

            การรวมองค์ความรู้จากทั้งสามแบรนด์ช่วยให้ ProXES สามารถนำเสนอโซลูชันตั้งแต่เครื่องจักรเฉพาะทาง ไปจนถึงระบบการผลิตแบบครบวงจร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น ซอส ผลิตภัณฑ์นม อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์โปรตีนแห่งอนาคต

Co-Creation: มากกว่าเครื่องจักร คือพันธมิตรเพื่อความสำเร็จ

            ProXES ทำงานร่วมกับลูกค้าตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบกระบวนการผลิต การออกแบบไลน์ ไปจนถึงการขยายกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงทางเทคนิค เป้าหมายสำคัญคือการสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ ผ่านการลดเวลาการผลิต เพิ่มผลผลิต ควบคุมคุณภาพ และลดต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

            ด้วยการผสานเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือกับลูกค้า ProXES พร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ยุคการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมรับโอกาสใหม่ในอนาคต

Continue reading “ProXES: Shaping the Future of Food Processing in ThailandThrough “Total Processing Solutions” and “Co-Creation””

Innovating Future Proteins: Alternative Meat Development for Enhanced Prebiotic Potential

ยกระดับโปรตีนแห่งอนาคต: นวัตกรรมเนื้อทางเลือกสู่ศักยภาพพรีไบโอติกส์

 

            การพัฒนา Plant-based Meat ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ “เลียนแบบเนื้อสัตว์” แต่กำลังก้าวสู่แนวคิด “Functional Meat Analog” ที่ต้องมอบคุณประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ลดไขมันอิ่มตัว เพิ่มใยอาหาร และสนับสนุนสุขภาพลำไส้ วัตถุดิบหลักอย่างโปรตีนถั่วเหลืองและโปรตีนถั่วลันเตาได้รับความนิยม เนื่องจากมีคุณสมบัติในการสร้างโครงสร้างเจล การอุ้มน้ำ และการสร้างเส้นใยคล้ายเนื้อสัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดด้านคุณภาพกรดอะมิโน การดูดซึมสารอาหาร กลิ่นเฉพาะของโปรตีนพืช และความคงตัวระหว่างการปรุง

            เทคโนโลยีการแปรรูปจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ High-Moisture Extrusion ที่ใช้ความร้อน ความชื้น และแรงเฉือนในการจัดเรียงโครงสร้างโปรตีนให้มีลักษณะคล้ายกล้ามเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกัน การผสมโปรตีนหลายแหล่ง การหมักด้วยจุลินทรีย์ และการใช้สารตั้งต้นกลิ่นรส (Flavor Precursors) เป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยปรับปรุงรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากขึ้น

            หนึ่งในทิศทางสำคัญของตลาด คือการเสริมส่วนผสมเชิงหน้าที่ โดยเฉพาะ “พรีไบโอติกส์” เช่น อินูลิน และฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มใยอาหารและสนับสนุนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แล้ว ยังมีบทบาทต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่มการอุ้มน้ำ ลดการสูญเสียน้ำระหว่างปรุง และช่วยสร้างเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น เมื่อเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ พรีไบโอติกส์จะถูกหมักโดยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) เช่น Acetate, Propionate และ Butyrate ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังลำไส้ ลดกระบวนการอักเสบ และส่งเสริมการดูดซึมสารอาหาร

By: 
Teerapong Buajai
Faculty of Agro-Industry
Chiang Mai University

Continue reading “Innovating Future Proteins: Alternative Meat Development for Enhanced Prebiotic Potential”

Chilling and Freezing Technologies for the Development of Low-FODMAP Ready-to-Eat Diets

บทบาทของเทคโนโลยีความเย็นในการพัฒนาอาหารพร้อมทาน FODMAP ต่ำ

 

            อาหาร FODMAP ต่ำเป็นแนวทางโภชนบำบัดที่ได้รับการยอมรับในการบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โดยช่วยลดอาการท้องอืด ปวดท้อง และความผิดปกติของการขับถ่ายได้ในผู้ป่วยประมาณ 70–75% ส่งผลให้เกิดความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat; RTE) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะมากขึ้น

            เทคโนโลยีการแช่เย็น (Chilling) ที่อุณหภูมิ 0–4°C มีบทบาทสำคัญในการรักษาคุณภาพอาหาร FODMAP ต่ำ โดยช่วยชะลอการเจริญของจุลินทรีย์ ลดปฏิกิริยาทางชีวเคมี และคงคุณลักษณะด้านสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการได้ใกล้เคียงอาหารสด ทั้งยังไม่ส่งผลต่อปริมาณ FODMAP อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นเพียงการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์และจุลินทรีย์ เมื่อใช้ร่วมกับบรรจุภัณฑ์สุญญากาศหรือ Modified Atmosphere Packaging (MAP) ยังช่วยลดการเกิดออกซิเดชันและยืดอายุการเก็บรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            สำหรับการแช่แข็ง (Freezing) การแช่แข็งแบบรวดเร็วช่วยให้เกิดผลึกน้ำแข็งขนาดเล็ก ลดความเสียหายของเซลล์ และรักษาเนื้อสัมผัสของอาหารได้ดี อีกทั้งยังเอื้อต่อการออกแบบอาหารแบบ Portion Control ซึ่งมีความสำคัญต่ออาหาร FODMAP ต่ำ เนื่องจากปริมาณการบริโภคส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ FODMAP ที่ได้รับ นอกจากนี้ การลวก (Blanching) ก่อนแช่แข็งสามารถลดปริมาณ Fructans และ Galacto-oligosaccharides (GOS) ที่ละลายน้ำได้ แม้อาจทำให้สูญเสียสารอาหารบางส่วนก็ตาม

            อย่างไรก็ตาม การแช่แข็งไม่ได้มีข้อดีเพียงด้านเดียว เนื่องจากกระบวนการแช่แข็งและการละลายสามารถกระตุ้นการเกิด Starch Retrogradation ส่งผลให้ปริมาณ Resistant Starch (RS) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอาหารประเภทแป้งและถั่ว งานวิจัยพบว่าการเพิ่มรอบการแช่แข็ง–ละลาย หรือการเก็บรักษาเป็นเวลานาน ทำให้ปริมาณ RS รวมถึง Raffinose และ Stachyose เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นการสร้างก๊าซในลำไส้และทำให้อาการของผู้ป่วย IBS รุนแรงขึ้น แม้ RS จะเป็นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ตาม

Continue reading “Chilling and Freezing Technologies for the Development of Low-FODMAP Ready-to-Eat Diets”

Navigating New Horizons in Processing & Packaging: Insights from the Frontline of Innovation at ProPak Asia 2026

 

            ProPak Asia 2026 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยยอดผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกกว่า 80,000 คน สร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจสะพัดสูงถึง 5,500 ล้านบาท ความสำเร็จนี้ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้านอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย โดยภายในงานรวบรวมเทคโนโลยีจากกว่า 2,500 แบรนด์ชั้นนำ พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติจาก 13 ประเทศและกลุ่มประเทศทั่วโลก

            จากการย้ายสถานที่จัดงานมายังอิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 60,000 ตารางเมตร นับเป็นก้าวสำคัญที่ส่งให้งานในปีนี้ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนการก้าวสู่ยุค Industry 5.0 หรือการผลิตแบบ “Hyper-Intention” ที่ผสานศักยภาพของมนุษย์และ AI ผ่านเทคโนโลยี Digitalization และหุ่นยนต์ Collaborative Robots (Cobots) เพื่อยกระดับสายการผลิตสู่ความแม่นยำ ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพสูงสุด

            ในฐานะสื่อสิ่งพิมพ์สนับสนุนหลัก ทีมงานนิตยสาร ฟู้ด โฟกัส ไทยแลนด์ ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองจากผู้แทนองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการผลิตและการบรรจุอาหาร ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษที่สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ตลอดจนนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดข้อจำกัดด้านแรงงาน และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของผู้ประกอบการอาหาร

            ความยิ่งใหญ่นี้จะกลับมาอีกครั้งในงาน ProPak Asia 2027 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 มิถุนายน พ.ศ. 2570 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยในปีหน้าจะมีความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการรวม 2 งานแสดงสินค้าอย่าง Asian Paper Bangkok และ LOUPE Southeast Asia 2027 เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ One-Stop Exhibition ที่ครบวงจรที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

Continue reading “Navigating New Horizons in Processing & Packaging: Insights from the Frontline of Innovation at ProPak Asia 2026”

Functional Starch:A Key Milestone Toward a Healthier and More Sustainable Food Industry

แป้งฟังก์ชัน: พลังนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโลกที่ยั่งยืน

 

 

แป้งประกอบด้วยอะมิโลสและอะมิโลเพกทิน ซึ่งมีโครงสร้างกึ่งผลึก ความแตกต่างขององค์ประกอบและโครงสร้างส่งผลต่อสมบัติสำคัญ เช่น การเกิดเจล ความหนืด ความคงตัว และความสามารถในการถูกย่อย แป้งที่มีอะมิโลสสูงมักย่อยช้ากว่า เนื่องจากเกิดการคืนตัวได้ดี แนวทางการพัฒนาแป้งฟังก์ชันจึงมุ่งปรับโครงสร้างโมเลกุลเพื่อควบคุมอัตราการย่อยและการปลดปล่อยกลูโคส โดยเพิ่มสัดส่วนของแป้งย่อยช้าและแป้งต้านการย่อย ซึ่งมีส่วนช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาลและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ทั้งนี้ สมบัติเชิงหน้าที่จำเป็นต้องได้รับการยืนยันผ่านการทดสอบเชิงระบบทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและทางคลินิก

แป้งฟังก์ชันสามารถแบ่งได้เป็นหลายกลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) แป้งควบคุมการย่อย ที่ออกแบบโครงสร้างเพื่อชะลอการย่อยและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผ่านเทคโนโลยี เช่น heat–moisture treatment และการดัดแปรด้วยเอนไซม์ (2) แป้งพรีไบโอติกส์ ที่ทนต่อการย่อยและถูกหมักในลำไส้ใหญ่เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และการสร้างกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทีเรต (3) แป้งปรับเนื้อสัมผัสและเลียนแบบไขมัน ที่ช่วยลดพลังงานแต่ยังคงความครีมมีและความนุ่มผ่านการควบคุมโครงสร้างระดับไมโคร และ (4) แป้งตัวพาและห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ ที่ช่วยเพิ่มความคงตัวและควบคุมการปลดปล่อยของสารสำคัญ เช่น วิตามินหรือโพรไบโอติกส์ นอกจากนี้ ยังมี (5) แป้งฉลากสะอาดและยั่งยืน ซึ่งเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์

Continue reading “Functional Starch:A Key Milestone Toward a Healthier and More Sustainable Food Industry”

Sensory and Instrumental Evaluation: Advancing Modern Food Quality

Sensory and Instrumental Evaluation: กุญแจสู่คุณภาพอาหารยุคใหม่

 

ในบริบทของอุตสาหกรรมอาหารที่มีการแข่งขันสูง ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงความปลอดภัยหรือคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส” ของผู้บริโภค การประเมินทางประสาทสัมผัสจึงเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยง R&D กับระบบ QC และ QA เพื่อสร้างความสม่ำเสมอและความพึงพอใจ

Sensory Evaluation คือการประเมินคุณลักษณะของอาหารผ่านการมองเห็น กลิ่น รสชาติ การสัมผัส และเสียง แม้มีความเป็นอัตวิสัย แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือได้ด้วย trained panel การควบคุมสภาพแวดล้อม และการใช้สถิติ โดย QC ใช้ตรวจสอบความสม่ำเสมอ เช่น ความหนืดหรือความกรอบ ส่วน QA ใช้กำหนดมาตรฐานและการปล่อยสินค้า

เพื่อลดความผันแปรจากการประเมินโดยมนุษย์ จึงมีการนำเครื่องมือวิเคราะห์มาใช้ร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวัดความหนืด การวิเคราะห์เนื้อสัมผัส และการควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อจำลองการเก็บรักษา โดยแนวโน้มสำคัญในปัจจุบันคือการเชื่อมโยงค่าที่วัดได้เชิงเครื่องมือเข้ากับการรับรู้ของมนุษย์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แบบจำลองทางสถิติ เช่น PLSR เพื่อทำนายผลการรับรู้และลดการพึ่งพา panel ในการประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์

การบูรณาการดังกล่าวช่วยลดความแปรปรวน เพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้การประเมินทางประสาทสัมผัสเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ QC และ QA เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสม่ำเสมอและตอบโจทย์ผู้บริโภค

Continue reading “Sensory and Instrumental Evaluation: Advancing Modern Food Quality”

Transforming Industrial Warehouse and Logistics Systems with Digital Technologies

พลิกโฉมระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

 

ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุน แรงงาน และความต้องการด้านความโปร่งใสของข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความสูญเสีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

บทความนี้จึงเป็นการนำเสนอภาพรวมของเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบคลังสินค้าและการขนส่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการควบคุมสินค้าภายในคลังสินค้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินงานในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่ต้องรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเทคโนโลยีระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีพาเลทอัจฉริยะและระบบติดตามสินทรัพย์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data การประมวลผลบนคลาวด์และ Fog Computing รวมถึงการใช้โดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการเกษตรที่ยั่งยืน

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย ไปจนถึงการควบคุมข้อมูลอย่างแม่นยำและปลอดภัย การบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

Continue reading “Transforming Industrial Warehouse and Logistics Systems with Digital Technologies”

Nutritional Science & Precision Food Architecture for the Silver Economy

วิทยาศาสตร์ โภชนาการ และการออกแบบอาหารเฉพาะบุคคลสำหรับสังคมผู้สูงวัย

 

 

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2568 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมด ความท้าทายวิกฤตที่พบคือ การได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและภาวะเปราะบาง งานวิจัยระบุว่าผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนสูงกว่าวัยผู้ใหญ่ปกติ โดยควรได้รับอยู่ที่ 1.0–1.2 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน และอาจสูงถึง 1.5 กรัมในกลุ่มที่มีอาการเจ็บป่วยหรืออยู่ในระยะฟื้นฟูร่างกาย

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร จำเป็นต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากล เช่น IDDSI และ UDF เพื่อรับประกันความปลอดภัยในกลุ่มผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก โดยศูนย์นวัตกรรมอาหารเบทาโกรได้กำหนดมาตรฐานเนื้อสัมผัสอาหาร 5 ระดับ เพื่อใช้เป็น “ภาษากลาง” เชื่อมโยงความต้องการทางคลินิกเข้ากับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด BAHT เพื่อจำแนกพฤติกรรมผู้สูงวัยออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

– B – Balanced Seekers: เน้นความสมดุล

– A – Available Seekers: เน้นความสะดวก

– H – Health Disciplinarians: เน้นด้านสุขภาพ

– T – Tradition Innovators: เน้นรสชาติดั้งเดิมที่ผสานนวัตกรรม

การบูรณาการองค์ความรู้เหล่านี้นำไปสู่แนวคิด BEST Framework (Balance, Elderly, Standards, Taste) เครื่องมือเชิงปฏิบัติในการออกแบบอาหารเฉพาะบุคคล ที่ตอบโจทย์มิติทางชีวภาพ พฤติกรรม และความคาดหวังของผู้บริโภค อนาคตของโภชนาการผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้าเฉพาะทาง แต่คือการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนเพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย ลดภาระด้านสาธารณสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “Nutritional Science & Precision Food Architecture for the Silver Economy”

ยุคแห่งความสดชื่น: แนวคิดใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “การเติมความชุ่มชื้น” กำลังก้าวข้ามบทบาทของการดับกระหายสู่การเป็นเครื่องดื่มที่ผสานความสดชื่นเข้ากับคุณประโยชน์ด้านพลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและสภาพอากาศที่ร้อนจัดของภูมิภาค ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมในตลาดเครื่องดื่ม

จาก “เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา” สู่ “เครื่องดื่มสำหรับทุกคน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) ได้ขยายบทบาทจากเครื่องดื่มสปอร์ตดริงก์สู่เครื่องดื่มรูปแบบ “water-like” เพื่อตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยทั้งคลายความอ่อนเพลียจากสภาพอากาศร้อนและดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งผลให้อิเล็กโทรไลต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสูตรเดิม แต่ขยายสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น functional water เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมฟังก์ชัน และเครื่องดื่มเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาเครื่องดื่มที่ผสานความสะดวกในการดื่มเข้ากับคุณค่าด้านฟังก์ชัน อาทิ เครื่องดื่มรีไฮเดรชัน เครื่องดื่มไฮโปโทนิก และน้ำดื่มเสริมอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งยังคงมอบประสบการณ์การดื่มที่ใกล้เคียงกับน้ำดื่มทั่วไปได้อย่างลงตัว

Coconut Water Effect: เมื่อ “ธรรมชาติ” ผสานกับ “คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน”

น้ำมะพร้าวถือเป็นตัวอย่างเด่นของการยกระดับแนวคิด “อิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติ” ในตลาดเครื่องดื่ม จากวัตถุดิบดั้งเดิมสู่การปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ “better-for-you” โดยในช่วง 12–24 เดือนที่ผ่านมา น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้ทั้งในสูตรสปอร์ตดริงก์และเป็นเบสของเครื่องดื่มที่ผสานกับกลิ่นรสต่างๆ โดยจุดแข็งสำคัญของน้ำมะพร้าว คือ การเป็นแหล่งอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติ รสชาติอ่อน ดื่มง่าย ให้ภาพลักษณ์คลีนเลเบลและแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังมีความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยลดน้ำตาลในสูตรได้ โดยยังคงความสดชื่นและรักษาคุณประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

โอกาสของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่ามกลางผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอากาศร้อนจัด แนวโน้มของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นมีแนวโน้มจะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียง “เทรนด์” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ซึ่งการนำวัตถุดิบที่อุดมด้วยอิเล็กโทรไลต์อย่างน้ำมะพร้าวมาประยุกต์ใช้ในหมวดเครื่องดื่มต่างๆ สามารถพลิกภาพลักษณ์เครื่องดื่มในหมวดสปอร์ตดริงก์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน การจับคู่รสชาติก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยุคใหม่ โดยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถพิจารณาใช้ผลไม้เขตร้อนหรือวัตถุดิบที่คุ้นเคยในทวีปเอเชียเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตัวอย่างกลิ่นรสที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของความสดชื่น ได้แก่ แตงโม เสาวรส เลมอน ฝรั่ง ว่านหางจระเข้ และพิสตาชิโอ

KH Roberts พร้อมสนับสนุนแบรนด์ของคุณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โดดเด่น ด้วยโซลูชันด้านรสชาติและกลิ่นที่หลากหลาย ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างสรรค์แนวคิดกลิ่นรสใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

ร่วมค้นหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับแบรนด์ของคุณ ติดต่อทีมงานของ KH Roberts เพื่อเริ่มต้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มที่แตกต่างได้แล้ววันนี้ เว็บไซต์ https://www.kh-roberts.com/home-th/ โทร +66 2 862 3055-58

Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสกับการปลดล็อกขีดจำกัดการเติบโตของนมปราศจากแลคโตส

 

 

ภาวะการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งพบในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ ร้อยละ 65 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมปราศจากแลคโตสเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะขยายมูลค่าจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2569 เป็นเกือบ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2578

เทคโนโลยีหลักในการผลิตนมปราศจากแลคโตสมี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. การใช้เอนไซม์แลคเตส (Enzymatic Hydrolysis) ซึ่งย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส ทำให้ย่อยง่ายขึ้น กระบวนการไม่ซับซ้อน มีความยืดหยุ่นสูง และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน แม้จะทำให้รสชาติมีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  2. การกรองด้วยเมมเบรน (Membrane Filtration) ซึ่งแยกแลคโตสออกทางกายภาพ ให้รสชาติใกล้เคียงกับนมปกติ และสามารถปรับโครงสร้างสารอาหารได้ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการดำเนินงาน รวมถึงต้องจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการ

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่มักใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแลคโตสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ในประเทศไทย การติดฉลาก “ปราศจากแลคโตส” อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. และต้องมีข้อมูลยืนยันที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เนื่องจากใช้งานง่ายและยืดหยุ่น ส่วนการกรองด้วยเมมเบรนเหมาะกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน ทั้งสองแนวทางช่วยเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์สุขภาพ และสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

By: 
Walaiporn Timbuntam, Ph.D.
QA/RA Manager
Amano Enzyme Asia Pacific Co., Ltd.

Continue reading “Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy”