ถอดรหัส Carbon-Based Protein เมื่อคาร์บอนกลายเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตสนค. เตรียมดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ “โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)” ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเสนอให้ดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี พ.ศ. 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย

 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พบว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” กำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก

 

 

          ผอ.สนค. ระบุว่า แนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้คือ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม “ของเสียทางสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล

          ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO2 สูงถึง 239.6 ล้านตัน1 สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.79 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก2 แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization; CCU)3 มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง

          จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว

          ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 18.54 แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น

 

          สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

          อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก “ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิม” สู่การเป็น “ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

          ผอ.สนค. เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน”  โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง

Continue reading “ถอดรหัส Carbon-Based Protein เมื่อคาร์บอนกลายเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตสนค. เตรียมดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก”

อาหารว่างสำหรับเด็กยุคใหม่: สมดุลระหว่างความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ

By:       Christian Philippsen

Managing Director

BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ช่วงปิดภาคเรียนเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ รับประทานอาหารว่างบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบิสกิต ขนมปัง ขนมอบ ซีเรียลบาร์ หรือเครื่องดื่มรสหวาน ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากทั้งเด็กและผู้ปกครองด้วยความสะดวกในการรับประทานและพกพา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มด้านสุขภาพในปัจจุบันทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อาหารว่างที่เด็กชื่นชอบจะสามารถมอบคุณค่าทางโภชนาการที่ดีขึ้นได้หรือไม่ โดยไม่สูญเสียรสชาติ เนื้อสัมผัส และความคุ้นเคยที่ผู้บริโภคคาดหวัง

 

เบื้องหลังอาหารว่างยอดนิยม กับโจทย์ด้านโภชนาการ

การรับประทานอาหารว่างเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผลิตภัณฑ์จำนวนมากนั้นพัฒนาภายใต้โจทย์ด้านรสชาติ อายุการเก็บรักษา ต้นทุน และความสะดวก มากกว่าการตอบโจทย์ด้านโภชนาการในระยะยาว

โดยเฉพาะ “น้ำตาล” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ได้ให้เพียงความหวาน แต่ยังมีบทบาทต่อสี กลิ่น รส เนื้อสัมผัส ปริมาตร และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มเบเกอรี ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ดังนั้น การลดปริมาณน้ำตาลจึงไม่ใช่เพียงการตัดออกหรือใช้สารให้ความหวานทดแทน แต่จำเป็นต้องอาศัยการปรับสูตรอย่างรอบด้าน

ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้จำกัดการบริโภคน้ำตาลอิสระไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และหากลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 จะยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น1 จากการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF ใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าร้อยละ 72 ของอาหารว่างและอาหารสำหรับเด็กเล็กมีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น2

ผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ปกครอง ล้วนให้ความสำคัญกับข้อมูลบนฉลากมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลต่ำ ใยอาหารสูง ดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) หรือมีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพลำไส้ อย่างไรก็ตาม หากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพไม่สามารถรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีไว้ได้ ก็ยากที่จะได้รับการยอมรับจากเด็ก

 

แนวทางการพัฒนาของว่างเพื่อสุขภาพ โดยไม่ลดทอนความอร่อย

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการ “ลด” ส่วนประกอบที่ไม่พึงประสงค์ แต่ยังรวมถึงการ “เพิ่ม” วัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการโดยไม่กระทบคุณภาพของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือ การใช้ใยอาหารพรีไบโอติกส์จากรากชิโครี เช่น อินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ โดยเฉพาะกลุ่ม Bifidobacteria 3 และช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารในผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เช่น บิสกิต ซีเรียลบาร์ ผลิตภัณฑ์นม ขนมหวาน และเครื่องดื่ม นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพ ใยอาหารชนิดละลายน้ำเหล่านี้ยังช่วยรักษาโครงสร้าง เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเดิมได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิตมากนัก

อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจคือการเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูงแทนน้ำตาลบางส่วน โดยไม่ได้มุ่งลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากเด็กยังต้องการพลังงานสำหรับการเรียนรู้ การเล่น และการเจริญเติบโต แต่ให้ความสำคัญกับชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า

ตัวอย่างเช่น Palatinose™ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำตาลทั่วไป ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ลดความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือด และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในซีเรียลบาร์ เครื่องดื่ม เบเกอรี และขนมหวาน โดยยังคงรสชาติที่ผู้บริโภคยอมรับได้

 

โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร

แนวโน้มผู้บริโภคสะท้อนชัดเจนว่า ครอบครัวยังคงต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวก แต่ไม่ต้องแลกกับคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่เด็กยังคงเลือกอาหารจากรสชาติและความคุ้นเคย ดังนั้น การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มใยอาหาร ลดน้ำตาล และเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน

ท้ายที่สุด อนาคตของตลาดอาหารว่างสำหรับเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม แต่คือการยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคบริโภคอยู่ทุกวันให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นอย่างแนบเนียน เมื่ออาหารว่างสามารถผสานความอร่อยเข้ากับส่วนผสมที่ดีกว่า ทั้งการลดน้ำตาล เพิ่มใยอาหาร และใช้คาร์โบไฮเดรตคุณภาพ ก็จะเปลี่ยนจาก “ของว่าง” ให้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ส่งเสริมสุขภาพได้อย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / References

1World Health Organization. (2015). Guideline: Sugars intake for adults and children. https://www.who.int/publications/i/item/9789241549028

2UNICEF Viet Nam. (2023, December 19). New study reveals high sugar and salt content in commercial foods marketed for young children in Southeast Asia. https://www.unicef.org/vietnam/press-releases/new-study-reveals-high-sugar-and-salt-content-commercial-foods-marketed-young

3https://www.beneo.com/wp-content/uploads/2021/10/beneo-paper-chicory-root-fibers-us-201908v5-web-usletter.pdf

aT ปิดฉากความสำเร็จของคณะผู้ประกอบการเกาหลีในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ณ กรุงเทพมหานคร สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 97.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำศักยภาพอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MAFRA) ร่วมกับองค์การการค้าเกษตรและประมงเกาหลี (aT: Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ประกาศความสำเร็จของการนำผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายในพาวิลเลียนเกาหลี (Korea Pavilion) ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีบนเวทีนานาชาติ พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

THAIFEX-Anuga Asia ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยในปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 12 อาคารจัดแสดง และมีผู้ประกอบการจาก 56 ประเทศเข้าร่วมกว่า 3,590 บริษัท นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และนักธุรกิจจากทั่วโลก

 

ภายในพาวิลเลียนเกาหลี ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย aT (Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้จำนวน 59 บริษัท เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ K-Food หลากหลายประเภทที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และ aT ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงและได้รับความนิยมในตลาดท้องถิ่น อาทิ อาหารสตรีทฟู้ดและเครื่องดื่ม พร้อมมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและลิ้มลองผลิตภัณฑ์จริง นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม

 

ความนิยมของ K-Content ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยต่อวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในหมู่ผู้บริโภคต่างชาติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความสะดวกในการบริโภคได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าและคู่ค้าทางธุรกิจในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เจรจาธุรกิจกับคู่ค้าเกี่ยวกับราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต จนนำไปสู่มูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากการเจรจาธุรกิจ พาวิลเลียนเกาหลียังได้รับความสนใจอย่างคึกคักจากผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมชิมอาหารสตรีทฟู้ดเกาหลียอดนิยม อาทิ มันหวานเผา ต๊อกบกกี และออมุก ตลอดจนการประกอบอาหารภายใน 15 นาที และการสาธิตเมนูอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ ความหลากหลาย และเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี พร้อมสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคได้รู้จัก K-Food มากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การจัดงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” ในวันแรกของการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้นำเข้าและคู่ค้าจากประเทศไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อรายสำคัญมาเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนออาหารเกาหลีและเครื่องดื่มดั้งเดิมของเกาหลี ซึ่งช่วยสะท้อนเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเกาหลี พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

 

บรรยากาศงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” โดยมีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ผู้แทนภาครัฐ และผู้ซื้อรายสำคัญเข้าร่วมงาน

 

นายพาซอน (Pasorn) ผู้ซื้อจากภาคธุรกิจจัดจำหน่ายของประเทศไทยที่เข้าร่วมงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ K-Food Night กล่าวว่า “ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความท้าทาย ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินใจซื้อที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสและความต้องการด้านอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการอาหารเกาหลีสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในอนาคต”

 

ด้านนายจอน กีชาน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งออกอาหารของ aT กล่าวว่า “ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติดีและสะดวกต่อการบริโภคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาเซียนถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลี ดังนั้น aT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเกาหลีใต้ในการสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดัน K-Food ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกต่อไป”

 

บรรยากาศผู้เข้าชมงานและการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเกาหลีใต้และผู้ซื้อภายในพาวิลเลียนเกาหลีในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026

 

 

เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่คุณมองไม่เห็นหรือยัง?

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา METTLER TOLEDO เดินหน้าส่งต่อองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยอาหารและการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดสัมมนาออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก SGS ประเทศไทย และกรมประมง ร่วมถ่ายทอดแนวทางการตรวจสอบสิ่งปลอมปนและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานราว 200 ท่าน สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักและความสำคัญของการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง METTLER TOLEDO ยังคงจัดสัมมนาและกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และการจัดงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

– Inspect – ตรวจจับและป้องกันสิ่งแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– Protect – ปกป้องคุณภาพผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์

– Comply – สอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแนวทางและเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ เตรียมพบกับงานสัมมนาจาก METTLER TOLEDO ในหัวข้อ “ยกระดับการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมและมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร” ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ ลีลาวดี รีสอร์ท จังหวัดสระบุรี

โดยภายในงานจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ อาทิ เครื่องตรวจจับโลหะ เครื่องเอกซเรย์ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม และเครื่องชั่งน้ำหนักบนสายพาน พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านช่องทาง LINE Official Account: @mtth เว็บไซต์ www.mt.com/webinars โทรศัพท์ 0 2723 0300 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Food Focus Thailand

Krones: Flexible Packaging Solutions for Tomorrow’s Challenges

          As packaging requirements become more complex, companies are no longer simply investing in machines or materials – they are investing in flexibility, future readiness and long-term growth. That is the central message behind Krones’ latest approach to secondary packaging solutions, where partnerships and system thinking are reshaping how sustainable packaging concepts are developed and implemented.

          Rather than offering one-size-fits-all answers, Krones focuses on creating solutions tailored to each customer’s production environment, business model and market demands. This is particularly important in the growing field of sustainable packaging, where factors such as material properties, logistics, automation, brand impact and regulatory compliance all need to work together seamlessly.

          “The challenges we face today are simply too complex for a single company to solve on its own,” explains Maximilian Kühnl, Product Specialist for the dry end at Krones. To address this, Krones works closely with partners such as DS Smith and Mondi, combining expertise in packaging materials and design with Krones’ strengths in machine engineering and line integration.

          The result is a more holistic development process where packaging is no longer treated as a standalone material decision. Instead, packaging concepts are designed from the beginning to align with machine compatibility, transport stability, shelf performance and automated high-speed production requirements. For customers, this means faster evaluations of new packaging options, fewer risks during implementation and greater confidence in future investments.

          One example of this collaborative approach is the LitePac Top packaging concept. The solution bundles multipacks using carton clips and optional paper banderoles, reducing material use while maintaining product stability and creating additional branding space. While the packaging components are developed with partners such as DS Smith and Mondi, the solution is processed on the Krones Variopac Pro single-use packer. The focus, however, is not on individual suppliers but on delivering a fully integrated and functional overall system for the customer.

          At the heart of this strategy is the Variopac Pro itself. Rather than being limited to a single packaging format, the machine is designed as a modular platform capable of handling a wide range of solutions – from traditional shrink packs and cartons to hybrid and fibre-based alternatives. This flexibility allows manufacturers to adapt to changing market requirements without committing prematurely to only one packaging route.

          Krones describes the Variopac Pro as a kind of “Swiss army knife” for packaging technology, enabling customers to combine proven packaging formats with the option to integrate future sustainable solutions as regulations and consumer expectations evolve.

         The broader goal is clear: helping customers reduce complexity while increasing flexibility. By integrating packaging expertise, automation and machine technology into one coordinated system, Krones aims to shorten development cycles, minimize interfaces and create investment security in an increasingly fast-changing market.

          Ultimately, the company believes the future of packaging will not be defined by individual technologies alone, but by partnerships that bring together different strengths to create smarter, scalable solutions for what comes next.

Read the full article to discover how Krones, DS Smith and Mondi are redefining sustainable secondary packaging through collaboration and modular innovation. >> The right customer solution through partnerships – Krones

 

 

 

Soft Robotics: From Robotic Arms to Smart Robots in the Modern Food Industry

Soft Robotics: จากแขนกลสู่หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่

   

อุตสาหกรรมอาหารกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบอัตโนมัติแบบเดิมสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” ที่สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ โดยอาศัยการบูรณาการ AI หุ่นยนต์ และข้อมูลจากเซนเซอร์อุตสาหกรรม (IIoT) ทำให้หุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเคลื่อนย้ายวัสดุ แต่สามารถวิเคราะห์ เรียนรู้ และทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดสำคัญคือ Predictive Quality Control (PQC) ที่ย้ายการควบคุมคุณภาพจากการตรวจสอบปลายทางมาสู่การติดตามระหว่างการผลิต ผ่านข้อมูลจากเซนเซอร์ กล้อง และระบบวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เมื่อผสานกับ AI และ Machine Learning ระบบสามารถทำนายคุณภาพผลิตภัณฑ์ ปรับพารามิเตอร์การผลิตอัตโนมัติ และลดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน Soft Robotics กำลังเข้ามาแก้ปัญหาการหยิบจับอาหารที่เปราะบางและมีรูปร่างไม่แน่นอน เช่น ผลไม้สุก ขนมปัง และเนื้อสัตว์สด โดยใช้วัสดุยืดหยุ่นร่วมกับ Tactile Sensing, Machine Vision และ AI เพื่อรับรู้แรงสัมผัส ตรวจจับการลื่นไถล และปรับแรงบีบแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความแม่นยำในการหยิบจับ

นอกจากนี้ เทคโนโลยี Computer Vision, YOLO, CNN และ Explainable AI (XAI) ยังช่วยยกระดับการตรวจสอบคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับในสายการผลิต ขณะที่การวิเคราะห์ภาพถ่ายสเปกตรัมสามารถตรวจจับความเสียหายของวัตถุดิบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ AI-driven Robotics จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเสริม แต่กำลังก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยุคใหม่อย่างแท้จริง Continue reading “Soft Robotics: From Robotic Arms to Smart Robots in the Modern Food Industry”

Enzyme Technology for the Sustainable Valorization ofBy-products into Functional Ingredients

เทคโนโลยีเอนไซม์เพื่อยกระดับผลพลอยได้สู่วัตถุดิบเชิงฟังก์ชันอย่างยั่งยืน

   

ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ความยั่งยืนมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งกระบวนการแปรรูปอาหารก่อให้เกิดผลพลอยได้จำนวนมากและมักถูกจัดการเป็นของเสีย ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเอนไซม์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนวัสดุเหล่านี้ให้เป็นส่วนผสมมูลค่าสูง เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ประสาทสัมผัส และมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ

ในประเทศไทย การใช้เอนไซม์อยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 443) พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้เอนไซม์เป็นวัตถุเจือปนอาหารภายใต้บัญชี Positive List พร้อมเงื่อนไขการใช้ที่ชัดเจนด้านชนิด แหล่งที่มา และปริมาณสูงสุด โดยเอนไซม์มีข้อได้เปรียบด้านความจำเพาะสูง ใช้สภาวะอ่อนโยน ลดผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ และเพิ่มประสิทธิภาพการสกัด

การประยุกต์ใช้ครอบคลุมตั้งแต่กากยีสต์ เปปไทด์ชีวภาพจากโปรตีนพืชและสัตว์ ผลพลอยได้ทางการเกษตร ไปจนถึงเยื่อหุ้มเปลือกไข่ โดยใช้เอนไซม์ เช่น protease, cellulase และ hemicellulase เพื่อผลิต สารสกัด เปปไทด์ กรดอะมิโน ใยอาหารพรีไบโอติก และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติเชิงหน้าที่

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต้องสอดคล้องกับกฎหมายอาหารไทย Codex, GMP และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้วัสดุพลอยได้ในอาหารมนุษย์ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในอนาคต Continue reading “Enzyme Technology for the Sustainable Valorization ofBy-products into Functional Ingredients”

EU PPWR: A Global Milestone for Sustainable Packaging

กฎหมาย PPWR สหภาพยุโรป: ก้าวสำคัญสู่จุดเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนระดับโลก

 

            กฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป (Regulation (EU) 2025/40) กำลังก้าวขึ้นเป็นกรอบสำคัญที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในสัดส่วนที่สูง กฎหมายครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling) การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ การควบคุมสารอันตราย เช่น PFAS การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ไปจนถึงการใช้ Digital Product Passport และ QR Code เพื่อเพิ่มความโปร่งใสตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ ผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์หลายชั้น (Multilayer Packaging) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร แม้ EU จะยังไม่มีแนวทางยกเลิกการใช้งานโดยตรง แต่ความไม่ชัดเจนของเกณฑ์ทางเทคนิคและกฎหมายลำดับรอง ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น แสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านการลงทุนและการส่งออก

EU ระบุว่า PPWR จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปผ่าน Implementing Acts และ Delegated Acts โดยมีไทม์ไลน์สำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 – 2583 ครอบคลุมการควบคุมสารอันตราย ระบบฉลากและ Digital Product Passport ข้อกำหนดด้าน Recyclability และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ตลอดจนการลดขยะบรรจุภัณฑ์ในระดับระบบ

สำหรับผู้ประกอบการไทย PPWR ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป แต่ยังเป็น “แรงขับสำคัญ” ที่เร่งให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มประเมินความเสี่ยงของบรรจุภัณฑ์เดิม พัฒนา Mono-material Packaging เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน EU ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดยุโรประยะยาว Continue reading “EU PPWR: A Global Milestone for Sustainable Packaging”

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

   

            ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการทั้งความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบการวัดระดับและแรงดันจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ VEGA Instruments ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดระดับและแรงดัน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุม และเชื่อถือได้

            VEGA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเซนเซอร์วัดระดับและแรงดัน แต่คือ “พาร์ทเนอร์ด้านโซลูชัน” ที่พร้อมออกแบบระบบให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เคมี เวชภัณฑ์ หรือพลังงาน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งการวัดระดับ การวัดแรงดัน และการตรวจวัดค่าต่างๆ ภายในกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นภาพรวมของระบบได้อย่างครบถ้วน พร้อมลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

            จุดแข็งสำคัญของ VEGA คือ ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมกับหน้างาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกอุปกรณ์ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขายและการสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลด Downtime และสร้างความมั่นใจให้กับทุกกระบวนการผลิต

            อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยให้การจัดการอุปกรณ์ง่ายยิ่งขึ้น คือ แอปพลิเคชัน “VEGA Tools” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในยุคดิจิทัล ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่า ควบคุม และวิเคราะห์ข้อมูลของอุปกรณ์ VEGA ที่รองรับ Bluetooth ได้แบบไร้สาย ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลอุปกรณ์ได้ทันทีผ่านการสแกน Data Matrix Code หรือกรอกหมายเลขซีเรียล

            VEGA Tools ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าที่ใช้งานง่าย ระบบวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ การเชื่อมต่อ Digital Twin ผ่านมาตรฐาน IEC 61406 รวมถึงระบบ Backup & Restore บน myVEGA ที่ช่วยสำรองและกู้คืนข้อมูลเซนเซอร์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

            ด้วยแนวคิด “เพราะ VEGA… คือทุกความต้องการที่เป็นไปได้” ทำให้ VEGA Instruments ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ แต่คือผู้ช่วยสำคัญในการยกระดับกระบวนการผลิตสู่ Smart Manufacturing อย่างแท้จริง

            พบกับ VEGA Instruments และสัมผัสเทคโนโลยีการวัดอัจฉริยะได้ที่งาน ProPak Asia 2026 วันที่ 10–13 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Booth No. C2-AJ84 Hall 2