อาหารว่างสำหรับเด็กยุคใหม่: สมดุลระหว่างความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ

By:       Christian Philippsen

Managing Director

BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ช่วงปิดภาคเรียนเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ รับประทานอาหารว่างบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบิสกิต ขนมปัง ขนมอบ ซีเรียลบาร์ หรือเครื่องดื่มรสหวาน ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากทั้งเด็กและผู้ปกครองด้วยความสะดวกในการรับประทานและพกพา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มด้านสุขภาพในปัจจุบันทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อาหารว่างที่เด็กชื่นชอบจะสามารถมอบคุณค่าทางโภชนาการที่ดีขึ้นได้หรือไม่ โดยไม่สูญเสียรสชาติ เนื้อสัมผัส และความคุ้นเคยที่ผู้บริโภคคาดหวัง

 

เบื้องหลังอาหารว่างยอดนิยม กับโจทย์ด้านโภชนาการ

การรับประทานอาหารว่างเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผลิตภัณฑ์จำนวนมากนั้นพัฒนาภายใต้โจทย์ด้านรสชาติ อายุการเก็บรักษา ต้นทุน และความสะดวก มากกว่าการตอบโจทย์ด้านโภชนาการในระยะยาว

โดยเฉพาะ “น้ำตาล” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ได้ให้เพียงความหวาน แต่ยังมีบทบาทต่อสี กลิ่น รส เนื้อสัมผัส ปริมาตร และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มเบเกอรี ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ดังนั้น การลดปริมาณน้ำตาลจึงไม่ใช่เพียงการตัดออกหรือใช้สารให้ความหวานทดแทน แต่จำเป็นต้องอาศัยการปรับสูตรอย่างรอบด้าน

ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้จำกัดการบริโภคน้ำตาลอิสระไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และหากลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 จะยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น1 จากการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF ใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าร้อยละ 72 ของอาหารว่างและอาหารสำหรับเด็กเล็กมีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น2

ผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ปกครอง ล้วนให้ความสำคัญกับข้อมูลบนฉลากมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลต่ำ ใยอาหารสูง ดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) หรือมีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพลำไส้ อย่างไรก็ตาม หากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพไม่สามารถรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีไว้ได้ ก็ยากที่จะได้รับการยอมรับจากเด็ก

 

แนวทางการพัฒนาของว่างเพื่อสุขภาพ โดยไม่ลดทอนความอร่อย

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการ “ลด” ส่วนประกอบที่ไม่พึงประสงค์ แต่ยังรวมถึงการ “เพิ่ม” วัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการโดยไม่กระทบคุณภาพของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือ การใช้ใยอาหารพรีไบโอติกส์จากรากชิโครี เช่น อินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ โดยเฉพาะกลุ่ม Bifidobacteria 3 และช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารในผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เช่น บิสกิต ซีเรียลบาร์ ผลิตภัณฑ์นม ขนมหวาน และเครื่องดื่ม นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพ ใยอาหารชนิดละลายน้ำเหล่านี้ยังช่วยรักษาโครงสร้าง เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเดิมได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิตมากนัก

อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจคือการเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูงแทนน้ำตาลบางส่วน โดยไม่ได้มุ่งลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากเด็กยังต้องการพลังงานสำหรับการเรียนรู้ การเล่น และการเจริญเติบโต แต่ให้ความสำคัญกับชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า

ตัวอย่างเช่น Palatinose™ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำตาลทั่วไป ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ลดความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือด และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในซีเรียลบาร์ เครื่องดื่ม เบเกอรี และขนมหวาน โดยยังคงรสชาติที่ผู้บริโภคยอมรับได้

 

โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร

แนวโน้มผู้บริโภคสะท้อนชัดเจนว่า ครอบครัวยังคงต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวก แต่ไม่ต้องแลกกับคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่เด็กยังคงเลือกอาหารจากรสชาติและความคุ้นเคย ดังนั้น การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มใยอาหาร ลดน้ำตาล และเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน

ท้ายที่สุด อนาคตของตลาดอาหารว่างสำหรับเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม แต่คือการยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคบริโภคอยู่ทุกวันให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นอย่างแนบเนียน เมื่ออาหารว่างสามารถผสานความอร่อยเข้ากับส่วนผสมที่ดีกว่า ทั้งการลดน้ำตาล เพิ่มใยอาหาร และใช้คาร์โบไฮเดรตคุณภาพ ก็จะเปลี่ยนจาก “ของว่าง” ให้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ส่งเสริมสุขภาพได้อย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / References

1World Health Organization. (2015). Guideline: Sugars intake for adults and children. https://www.who.int/publications/i/item/9789241549028

2UNICEF Viet Nam. (2023, December 19). New study reveals high sugar and salt content in commercial foods marketed for young children in Southeast Asia. https://www.unicef.org/vietnam/press-releases/new-study-reveals-high-sugar-and-salt-content-commercial-foods-marketed-young

3https://www.beneo.com/wp-content/uploads/2021/10/beneo-paper-chicory-root-fibers-us-201908v5-web-usletter.pdf

ProXES กำหนดทิศทาง “Physical AI” สำหรับอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร

วิสัยทัศน์แห่งอนาคต คือ การผสานความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ ข้อมูลกระบวนการผลิต และเครื่องจักรอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ProXES ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์อนาคตสำหรับโซลูชันการแปรรูปอาหารอัจฉริยะ โดยบริษัทมีเป้าหมายในการยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตเครื่องจักรแปรรูป ไปสู่การเป็นผู้เล่นใน “ระบบนิเวศการแปรรูป (Processing Ecosystem)” ที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ เข้ากับข้อมูลกระบวนการที่มีโครงสร้าง เครื่องจักรที่เชื่อมต่อกัน และปัญญาประดิษฐ์

กระบวนการอุตสาหกรรมจำนวนมากยังคงพึ่งพาประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน การปรับตั้งค่าด้วยตนเอง และการทดลองแบบลองผิดลองถูกเป็นหลัก อีกทั้งความรู้สำคัญต่างๆ มักกระจายอยู่ตามทีม สถานที่ และสภาพแวดล้อมการผลิตที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ProXES จึงมุ่งทำให้ความเชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถเข้าถึงและต่อยอดได้ในวงกว้าง โดยการแปลงองค์ความรู้เชิงประยุกต์ของมนุษย์ให้กลายเป็น “กระบวนการอัจฉริยะ” จากความเชี่ยวชาญเชิงประยุกต์สู่กระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

Marc Setzen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ProXES กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนาและบริหารจัดการกระบวนการแปรรูปอาหารในอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ Technology Centers ของเรายังช่วยให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เชิงประยุกต์และข้อมูลกระบวนการที่มีคุณค่าได้ เมื่อเรานำความรู้นี้มาจัดโครงสร้างและทำให้ AI สามารถนำมาใช้งานได้จริง จะทำให้เราก้าวจากการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ไปสู่ระบบอัจฉริยะที่เรียนรู้จากกระบวนการ สามารถระบุโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่การใช้ AI เพื่อ AI แต่คือการยกระดับการผลิตให้ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นสำหรับลูกค้า”

เป้าหมายระยะยาวคือ การก้าวข้ามข้อจำกัดของเครื่องจักรแต่ละเครื่องและสูตรการผลิตแบบคงที่ โดย ProXES กำลังสำรวจแนวทางที่ซอฟต์แวร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีการแปรรูปสามารถทำงานร่วมกันในระบบอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงแนวคิด “Physical AI” ที่เชื่อมโยงความฉลาดเชิงดิจิทัลเข้ากับสภาพแวดล้อมการผลิตจริง

Technology Centers: รากฐานสู่การขยายองค์ความรู้เชิงอุตสาหกรรม

Technology Centers ทั้ง 5 แห่งของ ProXES ทั่วโลกถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาในครั้งนี้ โดยเป็นพื้นที่ที่ผสานการใช้งานจริงของลูกค้าเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการและการทดสอบภายใต้สภาวะที่ใกล้เคียงการผลิตจริง โดยข้อมูลจากสูตร วัตถุดิบ พารามิเตอร์การผลิต และผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ จะถูกนำมาวิเคราะห์และแปลงเป็นองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของกระบวนการ รวมถึงแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต องค์ความรู้เหล่านี้จะสามารถต่อยอดไปสู่โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI และแพลตฟอร์มความรู้ด้านการแปรรูประดับโลก ขณะเดียวกัน Technology Center แห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดในกรุงเทพฯ ยังช่วยขยายเครือข่ายดังกล่าวและเพิ่มมิติความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาค ผ่านความใกล้ชิดกับตลาดเอเชียที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

แนวทางการพัฒนาแบบเป็นขั้นตอนสู่การผลิตอัจฉริยะ

วิสัยทัศน์ของ ProXES ดำเนินไปตามแนวทางแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมและจัดโครงสร้างข้อมูลจากกระบวนการและการทดลอง ไปจนถึงการทำให้ความรู้นี้สามารถนำไปใช้ได้ข้ามเครื่องจักรและการประยุกต์ใช้งานต่างๆ รวมถึงการต่อยอดสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบคลาวด์สำหรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ ดิจิทัลทวิน อัลกอริทึมแบบปรับตัว และระบบการผลิตที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้หรือผู้ควบคุมเครื่องจักร แต่เป็นการเสริมศักยภาพ (Augment) ให้ความเชี่ยวชาญเหล่านั้น เพื่อให้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีความสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก้าวสู่การผลิตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

ระบบอัจฉริยะที่ก้าวหน้าขึ้นจะสามารถสนับสนุนรูปแบบการผลิตที่ยืดหยุ่นและลดการใช้ทรัพยากร ProXES มุ่งผสานเทคโนโลยีการแปรรูป ความเชี่ยวชาญเชิงประยุกต์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้เกิดการผลิตที่สามารถขยายได้ มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน

 

Continue reading “ProXES กำหนดทิศทาง “Physical AI” สำหรับอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร”

aT ปิดฉากความสำเร็จของคณะผู้ประกอบการเกาหลีในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ณ กรุงเทพมหานคร สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 97.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำศักยภาพอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MAFRA) ร่วมกับองค์การการค้าเกษตรและประมงเกาหลี (aT: Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ประกาศความสำเร็จของการนำผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายในพาวิลเลียนเกาหลี (Korea Pavilion) ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีบนเวทีนานาชาติ พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

THAIFEX-Anuga Asia ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยในปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 12 อาคารจัดแสดง และมีผู้ประกอบการจาก 56 ประเทศเข้าร่วมกว่า 3,590 บริษัท นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และนักธุรกิจจากทั่วโลก

 

ภายในพาวิลเลียนเกาหลี ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย aT (Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้จำนวน 59 บริษัท เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ K-Food หลากหลายประเภทที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และ aT ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงและได้รับความนิยมในตลาดท้องถิ่น อาทิ อาหารสตรีทฟู้ดและเครื่องดื่ม พร้อมมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและลิ้มลองผลิตภัณฑ์จริง นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม

 

ความนิยมของ K-Content ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยต่อวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในหมู่ผู้บริโภคต่างชาติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความสะดวกในการบริโภคได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าและคู่ค้าทางธุรกิจในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เจรจาธุรกิจกับคู่ค้าเกี่ยวกับราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต จนนำไปสู่มูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากการเจรจาธุรกิจ พาวิลเลียนเกาหลียังได้รับความสนใจอย่างคึกคักจากผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมชิมอาหารสตรีทฟู้ดเกาหลียอดนิยม อาทิ มันหวานเผา ต๊อกบกกี และออมุก ตลอดจนการประกอบอาหารภายใน 15 นาที และการสาธิตเมนูอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ ความหลากหลาย และเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี พร้อมสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคได้รู้จัก K-Food มากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การจัดงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” ในวันแรกของการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้นำเข้าและคู่ค้าจากประเทศไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อรายสำคัญมาเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนออาหารเกาหลีและเครื่องดื่มดั้งเดิมของเกาหลี ซึ่งช่วยสะท้อนเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเกาหลี พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

 

บรรยากาศงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” โดยมีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ผู้แทนภาครัฐ และผู้ซื้อรายสำคัญเข้าร่วมงาน

 

นายพาซอน (Pasorn) ผู้ซื้อจากภาคธุรกิจจัดจำหน่ายของประเทศไทยที่เข้าร่วมงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ K-Food Night กล่าวว่า “ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความท้าทาย ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินใจซื้อที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสและความต้องการด้านอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการอาหารเกาหลีสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในอนาคต”

 

ด้านนายจอน กีชาน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งออกอาหารของ aT กล่าวว่า “ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติดีและสะดวกต่อการบริโภคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาเซียนถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลี ดังนั้น aT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเกาหลีใต้ในการสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดัน K-Food ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกต่อไป”

 

บรรยากาศผู้เข้าชมงานและการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเกาหลีใต้และผู้ซื้อภายในพาวิลเลียนเกาหลีในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026

 

 

เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่คุณมองไม่เห็นหรือยัง?

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา METTLER TOLEDO เดินหน้าส่งต่อองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยอาหารและการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดสัมมนาออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก SGS ประเทศไทย และกรมประมง ร่วมถ่ายทอดแนวทางการตรวจสอบสิ่งปลอมปนและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานราว 200 ท่าน สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักและความสำคัญของการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง METTLER TOLEDO ยังคงจัดสัมมนาและกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และการจัดงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

– Inspect – ตรวจจับและป้องกันสิ่งแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– Protect – ปกป้องคุณภาพผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์

– Comply – สอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแนวทางและเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ เตรียมพบกับงานสัมมนาจาก METTLER TOLEDO ในหัวข้อ “ยกระดับการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมและมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร” ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ ลีลาวดี รีสอร์ท จังหวัดสระบุรี

โดยภายในงานจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ อาทิ เครื่องตรวจจับโลหะ เครื่องเอกซเรย์ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม และเครื่องชั่งน้ำหนักบนสายพาน พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านช่องทาง LINE Official Account: @mtth เว็บไซต์ www.mt.com/webinars โทรศัพท์ 0 2723 0300 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Food Focus Thailand

Krones: Flexible Packaging Solutions for Tomorrow’s Challenges

          As packaging requirements become more complex, companies are no longer simply investing in machines or materials – they are investing in flexibility, future readiness and long-term growth. That is the central message behind Krones’ latest approach to secondary packaging solutions, where partnerships and system thinking are reshaping how sustainable packaging concepts are developed and implemented.

          Rather than offering one-size-fits-all answers, Krones focuses on creating solutions tailored to each customer’s production environment, business model and market demands. This is particularly important in the growing field of sustainable packaging, where factors such as material properties, logistics, automation, brand impact and regulatory compliance all need to work together seamlessly.

          “The challenges we face today are simply too complex for a single company to solve on its own,” explains Maximilian Kühnl, Product Specialist for the dry end at Krones. To address this, Krones works closely with partners such as DS Smith and Mondi, combining expertise in packaging materials and design with Krones’ strengths in machine engineering and line integration.

          The result is a more holistic development process where packaging is no longer treated as a standalone material decision. Instead, packaging concepts are designed from the beginning to align with machine compatibility, transport stability, shelf performance and automated high-speed production requirements. For customers, this means faster evaluations of new packaging options, fewer risks during implementation and greater confidence in future investments.

          One example of this collaborative approach is the LitePac Top packaging concept. The solution bundles multipacks using carton clips and optional paper banderoles, reducing material use while maintaining product stability and creating additional branding space. While the packaging components are developed with partners such as DS Smith and Mondi, the solution is processed on the Krones Variopac Pro single-use packer. The focus, however, is not on individual suppliers but on delivering a fully integrated and functional overall system for the customer.

          At the heart of this strategy is the Variopac Pro itself. Rather than being limited to a single packaging format, the machine is designed as a modular platform capable of handling a wide range of solutions – from traditional shrink packs and cartons to hybrid and fibre-based alternatives. This flexibility allows manufacturers to adapt to changing market requirements without committing prematurely to only one packaging route.

          Krones describes the Variopac Pro as a kind of “Swiss army knife” for packaging technology, enabling customers to combine proven packaging formats with the option to integrate future sustainable solutions as regulations and consumer expectations evolve.

         The broader goal is clear: helping customers reduce complexity while increasing flexibility. By integrating packaging expertise, automation and machine technology into one coordinated system, Krones aims to shorten development cycles, minimize interfaces and create investment security in an increasingly fast-changing market.

          Ultimately, the company believes the future of packaging will not be defined by individual technologies alone, but by partnerships that bring together different strengths to create smarter, scalable solutions for what comes next.

Read the full article to discover how Krones, DS Smith and Mondi are redefining sustainable secondary packaging through collaboration and modular innovation. >> The right customer solution through partnerships – Krones

 

 

 

NSF Asia-Pacific Technical Conference: Exploring the Future of Food Safety

              เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ทีมงานนิตยสาร Food Focus Thailand ได้เข้าร่วมงานสัมมนา NSF Asia-Pacific Technical Conference ณ Four Points by Sheraton (Ploenjit) Bangkok จัดโดย NSF ซึ่งองค์กรอิสระระดับโลกผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดมาตรฐานและตรวจรับรองความปลอดภัยในอาหารและน้ำมานานกว่า 80 ปี โดยงานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตแนวโน้มตลาดสากลและนวัตกรรมทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

              ไฮไลต์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งของงานคือการเสวนาพิเศษในหัวข้อ Signature Executive Roundtable: Future Food Trend ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารที่กำลังเผชิญความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยแวดล้อม เทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้บริโภค

 

              โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ปัจจุบันปัญหาภูมิอากาศแปรปรวน เช่น ภัยแล้งหรือน้ำท่วม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารโดยตรง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อรับประกันคุณภาพวัตถุดิบอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารที่เริ่มจาก “ผู้นำ” ความแข็งแกร่งของระบบไม่ได้อยู่ที่มาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างค่านิยมร่วมกันทั้งองค์กร โดยเปลี่ยนจากการทำงานบนฐานความกลัวไปสู่การให้รางวัลแก่พฤติกรรมเชิงบวก เพื่อให้พนักงานกล้าสื่อสารและหยุดสายการผลิตทันทีเมื่อพบความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้มาตรฐานสากลให้สอดคล้องกับพื้นที่  โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมการบริโภค รูปแบบการผลิต และนวัตกรรมอาหาร โดยมาตรฐานระดับโลก เช่น GFSI ควรมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละประเทศ รวมถึงควรมีแนวทางหรือ “ขั้นบันได” ที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้เพื่อพลิกโฉมการตรวจประเมินจากการตั้งรับตามรอบเวลา ไปสู่การประเมินตามความเสี่ยงที่สามารถคาดการณ์และตรวจจับปัญหาได้ล่วงหน้า

ท้ายที่สุด เป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไม่ใช่เพียงการรักษามาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น แต่คือการร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความเชื่อมั่น” (Ecosystem of Trust) ที่ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง และส่งมอบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืนแก่ผู้บริโภคทั่วโลก

 

              งานสัมมนาในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต องค์กรตรวจรับรอง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือกุญแจสำคัญในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” และความยั่งยืนให้กับระบบอาหารในอนาคตอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน การตรวจรับรอง และบริการด้านความปลอดภัยอาหารระดับสากล สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของ NSF (www.nsf.org)

Continue reading “NSF Asia-Pacific Technical Conference: Exploring the Future of Food Safety”

สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ถ้ารู้สึกร้อนในให้หลีกเลี่ยงอาหารร้อน” “ถ้าท้องอืดให้กินอาหารฤทธิ์เย็น” หรือ “ถ้าระบบขับถ่ายไม่ดีให้ดื่มชาสมุนไพร น้ำดีท็อกซ์ หรือบริโภคผลไม้เพิ่ม” แม้คำแนะนำเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี แต่เมื่ออาการทางระบบทางเดินอาหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การคาดเดาสาเหตุด้วยตนเองอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เนื่องในวันสุขภาพระบบทางเดินอาหารโลก (World Digestive Health Day) ปี พ.ศ. 2569 องค์กรโรคระบบทางเดินอาหารโลก (World Gastroenterology Organisation; WGO) ได้รณรงค์ภายใต้หัวข้อ “Don’t Flush the Signs Away” เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภาวะท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนมองข้ามทั้งที่อาจเป็นสัญญาณของโรคหรือความผิดปกติที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียที่มีความหลากหลายด้านอาหารและวัฒนธรรมการบริโภค ขณะเดียวกันวิถีชีวิตของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารพร้อมรับประทาน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น เพราะระบบทางเดินอาหารมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ระดับพลังงาน ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพในระยะยาว

 

ความเชื่อที่ 1: อาการไม่สบายท้องเป็นเรื่องปกติ

หลายคนมองว่าอาการท้องอืด แน่นท้อง ขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระเป็นเพียงผลจากความเครียด อายุที่เพิ่มขึ้น การเดินทาง หรือการรับประทานอาหารมากเกินไป แม้อาการเล็กน้อยบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ระบบทางเดินอาหารถือเป็นหนึ่งในระบบที่ส่งสัญญาณเตือนสุขภาพได้อย่างชัดเจน หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยหรือส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องอยู่ร่วมกับอาการเหล่านั้น

 

ความเชื่อที่ 2: สุขภาพลำไส้ขึ้นอยู่กับโพรไบโอติกส์เท่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “โพรไบโอติกส์” กลายเป็นคำที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในโยเกิร์ต เครื่องดื่มหมัก หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจุลินทรีย์มีชีวิตเหล่านี้สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่ได้หมายถึง การเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในลำไส้ด้วย นี่คือบทบาทของ “พรีไบโอติกส์” ซึ่งเป็นสารอาหารที่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงาน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์เหล่านั้น โดยส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น คำถามสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้อาจไม่ใช่เพียง “ฉันได้รับโพรไบโอติกส์หรือไม่” แต่ควรถามด้วยว่า “ฉันกำลังให้อาหารแก่จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้เพียงพอหรือไม่” ต่างหาก

 

ความเชื่อที่ 3: ใยอาหารทุกชนิดเหมือนกัน

แม้ใยอาหารจะถูกพูดถึงในภาพรวมอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ใยอาหารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ บางชนิดช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น ขณะที่บางชนิดสามารถถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ หนึ่งในกลุ่มพรีไบโอติกส์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างกว้างขวาง คือใยอาหารจากรากชิโครี (Chicory Root Fiber) เช่น อินูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งมีงานวิจัยในมนุษย์มากกว่า 20 การศึกษาพบว่า สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร เพิ่มความสม่ำเสมอในการขับถ่าย และช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น โดยยังคงมีความปลอดภัยและยอมรับได้ดีในผู้บริโภค สำหรับผู้ผลิตอาหาร นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ “ดีต่อลำไส้” ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงข้อความทางการตลาดเท่านั้น

 

ความเชื่อที่ 4: ยิ่งได้รับใยอาหารมาก ยิ่งดี

แม้ใยอาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับในปริมาณมากเกินไปอย่างรวดเร็วอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป สำหรับผู้ที่เคยได้รับใยอาหารน้อย การเพิ่มปริมาณใยอาหารในทันทีอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องชั่วคราวได้ จึงควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณใยอาหารอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเลือกแหล่งใยอาหารที่สามารถรับประทานได้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวัน

ในมุมของอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ผ่านรูปแบบอาหารที่คุ้นเคยและรับประทานได้ง่าย จะช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาการปรับพฤติกรรมแบบสุดโต่ง

 

จากความตระหนักสู่การดูแลสุขภาพลำไส้

ผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer พ.ศ. 2568 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และเลือกซื้ออาหารโดยคำนึงถึงผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ซีเรียล เบเกอรี ผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช หรือแม้แต่อาหารเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่องสุขภาพลำไส้ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การลดทอนความซับซ้อนของระบบทางเดินอาหารให้เหลือเพียงกระแสสุขภาพหรือส่วนผสมเพียงชนิดเดียว เพราะไม่ใช่ทุกปัญหาทางเดินอาหารจะสามารถแก้ไขได้ด้วยส่วนผสมชนิดใดชนิดหนึ่ง และไม่ใช่อาการทุกอย่างที่ควรถูกมองข้าม

 

          ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการใส่ใจสัญญาณที่ร่างกายกำลังสื่อสาร เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่ละเลยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีสุขภาพลำไส้ที่ดีไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือกระแสสุขภาพชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและสม่ำเสมอในระยะยาว

Continue reading “สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร”

จากมาตรฐานสู่โอกาสธุรกิจโลก: เมื่อ ฮาลาล กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

          ในอดีต หากพูดถึงคำว่า “ฮาลาล” ภาพที่นึกถึงคงเป็นเรื่องของศาสนาและข้อกำหนดทางศาสนบัญญัติสำหรับผู้บริโภคมุสลิม แต่ในปี พ.ศ. 2569 ความหมายของฮาลาลได้ขยายออกไปไกลกว่านั้นมาก และอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังจับตามองมาตรฐานนี้ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นที่ทรงพลังมากที่สุดในตลาดโลก

 

HALAL IS CHANGING: จากมาตรฐานศาสนา สู่มาตรฐานแห่งความไว้วางใจ

          ในอดีต ฮาลาลทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูสู่ตลาดมุสลิม การขอรับรองฮาลาลจึงมักมีเป้าหมายหลักเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะ และนั่นคือจุดสิ้นสุดของบทบาท แต่ปัจจุบัน ฮาลาลได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงมือผู้บริโภค

          การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงผลักดันทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับ Food Safety, Traceability, Ethical Production และ Transparency มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถบ่งบอกถึงแหล่งที่มาได้ ดังนั้น ฮาลาลซึ่งมีระบบตรวจสอบและการขอรับรองที่เข้มงวดจึงตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน

 

GLOBAL HALAL MARKET: ตัวเลขที่บอกว่านี่ไม่ใช่แค่ “ตลาดเฉพาะกลุ่ม”

          ประชากรมุสลิมทั่วโลกมีมากกว่า 2 พันล้านคน และกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรมองข้าม จากรายงานของ State of the Global Islamic Economy (SGIE) Report 2025/26 โดย DinarStandard พบว่ามูลค่าของเศรษฐกิจอิสลาม (Islamic Economy) ทั่วโลกอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็น 3.56 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2572

          ในบรรดาทุกเซกเตอร์ภายใต้เศรษฐกิจอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การท่องเที่ยว เครื่องสำอาง หรือยา อาหารฮาลาลยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าตลาดราว 1.53 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2567 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่คือโอกาสที่รอผู้ประกอบการไทยอยู่

          สำหรับประเทศไทย จุดแข็งในตลาดฮาลาลโลกนั้นมีอยู่จริงและจับต้องได้ โดยประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าฮาลาลมากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5-6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด* สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ไก่แช่แข็งและแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส โดยมีตลาดเป้าหมายสำคัญอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาเซียน และแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีระบบการรับรองฮาลาลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าในหลายภูมิภาค

 

HALAL INNOVATION: เมื่อมาตรฐานพบกับเทคโนโลยี

          อนาคตของอุตสาหกรรมฮาลาลไม่ใช่แค่การขยายฐานตลาด แต่อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกมิติ แนวโน้มที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ในปัจจุบันจึงประกอบด้วยกระแสต่างๆ ที่ดำเนินไปพร้อมกัน อาทิ

          Functional Food หรืออาหารเชิงสุขภาพที่มีคุณประโยชน์เฉพาะเจาะจงนอกเหนือจากโภชนาการพื้นฐาน กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ควบคู่กับ Plant-based Food ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดโลก และในตลาดฮาลาลก็เช่นกัน เพราะผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชหลายประเภทสามารถขอรับรองฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดตลาดใหม่ได้กว้างกว่าเดิม

          Clean Label คือทิศทางที่ผู้บริโภคร้องขอ ด้วยส่วนประกอบที่เรียบง่าย กระบวนการผลิตที่โปร่งใส และสารเติมแต่งน้อยที่สุด แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการฮาลาลที่เน้นความบริสุทธิ์และความชัดเจนในทุกขั้นตอน Sustainable Food และ Personalized Nutrition ก็กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงค่านิยมทางศาสนาเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพส่วนบุคคล

          หนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตามองที่สุดคือ Digital Traceability การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามและตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานฮาลาลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์คุณภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

          ในบริบทดังกล่าว โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐานฮาลาล การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดส่งออกที่มีความต้องการเฉพาะมากขึ้น

          เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพของนวัตกรรมอาหารฮาลาลไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก ITAP และจะนำมาจัดแสดงภายใน ITAP Pavilion ในงาน Grand Halal Bangkok 2026

Continue reading “จากมาตรฐานสู่โอกาสธุรกิจโลก: เมื่อ ฮาลาล กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต”

อย. ยกระดับมาตรฐานการแสดงฉลากโปรตีน: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเป็นธรรมทางการค้า

          เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดการประชุมชี้แจงครั้งสำคัญเพื่อวางรากฐานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการแสดงปริมาณโปรตีนบนฉลากอาหารและการโฆษณา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลโภชนาการที่แม่นยำ พร้อมทั้งส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่รักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งในประเทศและตลาดโลก

 

          เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ระบุถึงกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2568 ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 5,302 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การกล่าวอ้างด้านโปรตีนยังเป็นหนึ่งในข้อมูลทางโภชนาการที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มากที่สุด จึงมีความจำเป็นที่ข้อมูลดังกล่าวจะต้องมีความถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ การแสดงข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องจึงไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว

 

รากฐานแห่งคุณภาพ: การคัดสรรส่วนประกอบและมาตรฐานการแสดงฉลาก

          ก้าวแรกของการผลิตอาหารที่มีมาตรฐานเริ่มต้นที่การเลือกสรรวัตถุดิบ อย. จึงได้จำแนกแหล่งโปรตีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งโปรตีนจากสัตว์แบบดั้งเดิม เช่น นม ไข่ เนื้อไก่ และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว ข้าว รวมถึง “ผำ” ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีศักยภาพสูง และนวัตกรรมโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) อื่นๆ อาทิ แมลง (จิ้งหรีด) และเห็ดชนิดต่างๆ โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการส่วนประกอบที่อนุญาต (Positive lists) หรือรายการที่ห้ามใช้ (Negative lists) ได้ผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อความถูกต้องก่อนการผลิต โดยในการแสดงบนฉลากนั้น ผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องระบุข้อมูลสำคัญให้ครบถ้วนตามกฎหมาย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มอกไก่ปั่น” ที่ต้องแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร รายการส่วนประกอบสำคัญตามร้อยละของน้ำหนัก ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และวันหมดอายุที่ชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นไปเพื่อการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อประสิทธิภาพในการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาหาร

 

ความแม่นยำเชิงโภชนาการ: หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างและการคำนวณ

          หัวใจสำคัญของการสื่อสารคุณค่าอาหารคือ ฉลากโภชนาการ ซึ่งถูกบังคับใช้ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 โดยกระบวนการจัดทำฉลากนั้นมีขั้นตอนที่เคร่งครัด เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารในห้องปฏิบัติการที่ อย. ให้การยอมรับ ก่อนนำผลวิเคราะห์มาคำนวณปริมาณสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดย อย. ได้พัฒนาโปรแกรมช่วยคำนวณและจัดทำฉลากอัตโนมัติผ่านเว็บไซต์กองอาหาร เพื่อเพิ่มความถูกต้องและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

          สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน จะใช้เกณฑ์จากค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (Thai RDIs) ซึ่งกำหนดปริมาณโปรตีนแนะนำต่อวันอยู่ที่ 50 กรัมต่อวัน โดยการจัดทำฉลากต้องผ่านกระบวนการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และมีหลักเกณฑ์การปัดตัวเลขที่เคร่งครัด เช่น หากมีโปรตีนตั้งแต่ 1 กรัมขึ้นไปให้ปัดเป็นจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุด สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน (Protein Claims) อย. ได้กำหนดเกณฑ์ตัดสินจากค่า Thai RDIs ดังนี้

– “มีโปรตีน” หรือ “เป็นแหล่งของโปรตีน”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 10% ของ Thai RDIs (≥ 5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

– “โปรตีนสูง”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 20% ของ Thai RDIs (≥ 10 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

          นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอื่นที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพเกินสมควร หากผลิตภัณฑ์มีการกล่าวอ้างโภชนาการแต่มีปริมาณสารอาหารบางชนิดเกินเกณฑ์ (เช่น น้ำตาล > 13 กรัม หรือโซเดียม > 300 มิลลิกรัม) ต้องแสดงข้อความเตือน (Disclaimer) ควบคู่กับการกล่าวอ้างนั้นด้วยขนาดตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค

 

จริยธรรมในการสื่อสาร: การควบคุมการโฆษณาและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

          มิติสุดท้ายของการกำกับดูแลคือการควบคุมการโฆษณา ซึ่งยึดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และ 41 โดยกำหนดให้การสื่อสารคุณประโยชน์หรือสรรพคุณอาหารต้องได้รับอนุญาตก่อนการเผยแพร่ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) เช่น “โปรตีนมีส่วนช่วยเสริมสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ” อย่างไรก็ตาม อย. ได้กำหนด ลักษณะโฆษณาต้องห้าม ไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการหลอกลวง เช่น การใช้บุคลากรทางการแพทย์มารับรองคุณประโยชน์ การเปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น การอ้างสรรพคุณในเชิงบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค รวมถึงการสื่อสารที่สื่อถึงการลดน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย หรือผลในลักษณะเครื่องสำอาง

 

          นอกจากนี้ อย. ได้เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำฉลากและการโฆษณาผ่านระบบ e-consultation เพื่อให้สามารถปรับปรุงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องก่อนออกสู่ตลาด ลดต้นทุนจากการแก้ไขภายหลัง และเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ อย. จะเพิ่มการเฝ้าระวังด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ควบคู่กับการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยจะมีการสุ่มตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่มีการกล่าวอ้างบนฉลาก เช่น ปริมาณโปรตีน เพื่อให้ข้อมูลที่แสดงต่อผู้บริโภคมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

          ทั้งนี้ อย. ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้อย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ยังมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดภายในประเทศและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

DITP ดัน Thai SELECT บุกเวทีโลก! ยกระดับอาหารไทยคุณภาพสู่สากลในงานTHAIFEX – ANUGA ASIA 2026

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผลักดันผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ภายใต้ “Thai SELECT Pavilion” ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ DITP มุ่งมั่นให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสากล ผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ รสชาติไทยแท้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล โดยภายในคูหา Thai SELECT Pavilion ได้มีการรวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารไทยคุณภาพส่งออกกว่า 430 รายการ จาก 131 บริษัทชั้นนำของไทย ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง เครื่องแกง เครื่องปรุงรส ซอส น้ำจิ้ม ขนมขบเคี้ยว ไอศกรีม และเครื่องดื่ม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ ความสะดวก และอัตลักษณ์ด้านรสชาติที่โดดเด่น

นอกจากนี้ DITP ยังนำ 10 บริษัทศักยภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เข้าร่วมเจรจาการค้าและนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อจากนานาประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและน้ำช่อดอกมะพร้าว อาหารไทยและน้ำจิ้มฟรีซดราย ซอสและเครื่องปรุงรส อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมทาน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ขนมไทยร่วมสมัย เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหาร Plant-Based ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและศักยภาพด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมสาธิตการสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Thai Flavour Explosion! ระเบิดความอร่อยสไตล์ไทย” ที่ DITP จัดขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของอาหารไทย ผ่านการรังสรรค์เมนูพิเศษจากผลิตภัณฑ์ Thai SELECT โดยเชฟและอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดังของประเทศไทย อาทิ เชฟจอม เชฟไปร์ท เชฟภู เชฟแม็กซ์ และเชฟพลอย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ เผยเสน่ห์ และศักยภาพของอาหารไทยให้เข้าถึงผู้ชมจากทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ชม ชิม แชร์” ผ่านกิจกรรมชิมสินค้า การสาธิตเมนู และการพบปะผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ DITP ใช้ในการสร้างการรับรู้ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และส่งเสริม Soft Power อาหารไทยอย่างเป็นรูปธรรม

“Thai SELECT” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารไทยและร้านอาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ตามต้นตำรับ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดนานาชาติ

ขอเชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจ มาร่วมค้นพบศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยคุณภาพระดับโลก พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่กับนวัตกรรมอาหารไทยภายในโซน Thai SELECT Pavilion ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอาหารไทยสู่ความสำเร็จบนเวทีการค้าระดับสากลไปพร้อมกับ DITP