NSF Asia-Pacific Technical Conference: Exploring the Future of Food Safety

              เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ทีมงานนิตยสาร Food Focus Thailand ได้เข้าร่วมงานสัมมนา NSF Asia-Pacific Technical Conference ณ Four Points by Sheraton (Ploenjit) Bangkok จัดโดย NSF ซึ่งองค์กรอิสระระดับโลกผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดมาตรฐานและตรวจรับรองความปลอดภัยในอาหารและน้ำมานานกว่า 80 ปี โดยงานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตแนวโน้มตลาดสากลและนวัตกรรมทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

              ไฮไลต์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งของงานคือการเสวนาพิเศษในหัวข้อ Signature Executive Roundtable: Future Food Trend ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารที่กำลังเผชิญความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยแวดล้อม เทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้บริโภค

 

              โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ปัจจุบันปัญหาภูมิอากาศแปรปรวน เช่น ภัยแล้งหรือน้ำท่วม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารโดยตรง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อรับประกันคุณภาพวัตถุดิบอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารที่เริ่มจาก “ผู้นำ” ความแข็งแกร่งของระบบไม่ได้อยู่ที่มาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างค่านิยมร่วมกันทั้งองค์กร โดยเปลี่ยนจากการทำงานบนฐานความกลัวไปสู่การให้รางวัลแก่พฤติกรรมเชิงบวก เพื่อให้พนักงานกล้าสื่อสารและหยุดสายการผลิตทันทีเมื่อพบความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้มาตรฐานสากลให้สอดคล้องกับพื้นที่  โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมการบริโภค รูปแบบการผลิต และนวัตกรรมอาหาร โดยมาตรฐานระดับโลก เช่น GFSI ควรมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละประเทศ รวมถึงควรมีแนวทางหรือ “ขั้นบันได” ที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้เพื่อพลิกโฉมการตรวจประเมินจากการตั้งรับตามรอบเวลา ไปสู่การประเมินตามความเสี่ยงที่สามารถคาดการณ์และตรวจจับปัญหาได้ล่วงหน้า

ท้ายที่สุด เป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไม่ใช่เพียงการรักษามาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น แต่คือการร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความเชื่อมั่น” (Ecosystem of Trust) ที่ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง และส่งมอบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืนแก่ผู้บริโภคทั่วโลก

 

              งานสัมมนาในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต องค์กรตรวจรับรอง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือกุญแจสำคัญในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” และความยั่งยืนให้กับระบบอาหารในอนาคตอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน การตรวจรับรอง และบริการด้านความปลอดภัยอาหารระดับสากล สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของ NSF (www.nsf.org)

Continue reading “NSF Asia-Pacific Technical Conference: Exploring the Future of Food Safety”

สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ถ้ารู้สึกร้อนในให้หลีกเลี่ยงอาหารร้อน” “ถ้าท้องอืดให้กินอาหารฤทธิ์เย็น” หรือ “ถ้าระบบขับถ่ายไม่ดีให้ดื่มชาสมุนไพร น้ำดีท็อกซ์ หรือบริโภคผลไม้เพิ่ม” แม้คำแนะนำเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี แต่เมื่ออาการทางระบบทางเดินอาหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การคาดเดาสาเหตุด้วยตนเองอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เนื่องในวันสุขภาพระบบทางเดินอาหารโลก (World Digestive Health Day) ปี พ.ศ. 2569 องค์กรโรคระบบทางเดินอาหารโลก (World Gastroenterology Organisation; WGO) ได้รณรงค์ภายใต้หัวข้อ “Don’t Flush the Signs Away” เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภาวะท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนมองข้ามทั้งที่อาจเป็นสัญญาณของโรคหรือความผิดปกติที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียที่มีความหลากหลายด้านอาหารและวัฒนธรรมการบริโภค ขณะเดียวกันวิถีชีวิตของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารพร้อมรับประทาน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น เพราะระบบทางเดินอาหารมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ระดับพลังงาน ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพในระยะยาว

 

ความเชื่อที่ 1: อาการไม่สบายท้องเป็นเรื่องปกติ

หลายคนมองว่าอาการท้องอืด แน่นท้อง ขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระเป็นเพียงผลจากความเครียด อายุที่เพิ่มขึ้น การเดินทาง หรือการรับประทานอาหารมากเกินไป แม้อาการเล็กน้อยบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ระบบทางเดินอาหารถือเป็นหนึ่งในระบบที่ส่งสัญญาณเตือนสุขภาพได้อย่างชัดเจน หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยหรือส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องอยู่ร่วมกับอาการเหล่านั้น

 

ความเชื่อที่ 2: สุขภาพลำไส้ขึ้นอยู่กับโพรไบโอติกส์เท่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “โพรไบโอติกส์” กลายเป็นคำที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในโยเกิร์ต เครื่องดื่มหมัก หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจุลินทรีย์มีชีวิตเหล่านี้สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่ได้หมายถึง การเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในลำไส้ด้วย นี่คือบทบาทของ “พรีไบโอติกส์” ซึ่งเป็นสารอาหารที่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงาน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์เหล่านั้น โดยส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น คำถามสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้อาจไม่ใช่เพียง “ฉันได้รับโพรไบโอติกส์หรือไม่” แต่ควรถามด้วยว่า “ฉันกำลังให้อาหารแก่จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้เพียงพอหรือไม่” ต่างหาก

 

ความเชื่อที่ 3: ใยอาหารทุกชนิดเหมือนกัน

แม้ใยอาหารจะถูกพูดถึงในภาพรวมอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ใยอาหารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ บางชนิดช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น ขณะที่บางชนิดสามารถถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ หนึ่งในกลุ่มพรีไบโอติกส์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างกว้างขวาง คือใยอาหารจากรากชิโครี (Chicory Root Fiber) เช่น อินูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งมีงานวิจัยในมนุษย์มากกว่า 20 การศึกษาพบว่า สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร เพิ่มความสม่ำเสมอในการขับถ่าย และช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น โดยยังคงมีความปลอดภัยและยอมรับได้ดีในผู้บริโภค สำหรับผู้ผลิตอาหาร นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ “ดีต่อลำไส้” ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงข้อความทางการตลาดเท่านั้น

 

ความเชื่อที่ 4: ยิ่งได้รับใยอาหารมาก ยิ่งดี

แม้ใยอาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับในปริมาณมากเกินไปอย่างรวดเร็วอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป สำหรับผู้ที่เคยได้รับใยอาหารน้อย การเพิ่มปริมาณใยอาหารในทันทีอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องชั่วคราวได้ จึงควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณใยอาหารอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเลือกแหล่งใยอาหารที่สามารถรับประทานได้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวัน

ในมุมของอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ผ่านรูปแบบอาหารที่คุ้นเคยและรับประทานได้ง่าย จะช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาการปรับพฤติกรรมแบบสุดโต่ง

 

จากความตระหนักสู่การดูแลสุขภาพลำไส้

ผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer พ.ศ. 2568 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และเลือกซื้ออาหารโดยคำนึงถึงผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ซีเรียล เบเกอรี ผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช หรือแม้แต่อาหารเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่องสุขภาพลำไส้ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การลดทอนความซับซ้อนของระบบทางเดินอาหารให้เหลือเพียงกระแสสุขภาพหรือส่วนผสมเพียงชนิดเดียว เพราะไม่ใช่ทุกปัญหาทางเดินอาหารจะสามารถแก้ไขได้ด้วยส่วนผสมชนิดใดชนิดหนึ่ง และไม่ใช่อาการทุกอย่างที่ควรถูกมองข้าม

 

          ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการใส่ใจสัญญาณที่ร่างกายกำลังสื่อสาร เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่ละเลยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีสุขภาพลำไส้ที่ดีไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือกระแสสุขภาพชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและสม่ำเสมอในระยะยาว

Continue reading “สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร”

จากมาตรฐานสู่โอกาสธุรกิจโลก: เมื่อ ฮาลาล กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

          ในอดีต หากพูดถึงคำว่า “ฮาลาล” ภาพที่นึกถึงคงเป็นเรื่องของศาสนาและข้อกำหนดทางศาสนบัญญัติสำหรับผู้บริโภคมุสลิม แต่ในปี พ.ศ. 2569 ความหมายของฮาลาลได้ขยายออกไปไกลกว่านั้นมาก และอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังจับตามองมาตรฐานนี้ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นที่ทรงพลังมากที่สุดในตลาดโลก

 

HALAL IS CHANGING: จากมาตรฐานศาสนา สู่มาตรฐานแห่งความไว้วางใจ

          ในอดีต ฮาลาลทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูสู่ตลาดมุสลิม การขอรับรองฮาลาลจึงมักมีเป้าหมายหลักเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะ และนั่นคือจุดสิ้นสุดของบทบาท แต่ปัจจุบัน ฮาลาลได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงมือผู้บริโภค

          การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงผลักดันทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับ Food Safety, Traceability, Ethical Production และ Transparency มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถบ่งบอกถึงแหล่งที่มาได้ ดังนั้น ฮาลาลซึ่งมีระบบตรวจสอบและการขอรับรองที่เข้มงวดจึงตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน

 

GLOBAL HALAL MARKET: ตัวเลขที่บอกว่านี่ไม่ใช่แค่ “ตลาดเฉพาะกลุ่ม”

          ประชากรมุสลิมทั่วโลกมีมากกว่า 2 พันล้านคน และกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรมองข้าม จากรายงานของ State of the Global Islamic Economy (SGIE) Report 2025/26 โดย DinarStandard พบว่ามูลค่าของเศรษฐกิจอิสลาม (Islamic Economy) ทั่วโลกอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็น 3.56 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2572

          ในบรรดาทุกเซกเตอร์ภายใต้เศรษฐกิจอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การท่องเที่ยว เครื่องสำอาง หรือยา อาหารฮาลาลยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าตลาดราว 1.53 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2567 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่คือโอกาสที่รอผู้ประกอบการไทยอยู่

          สำหรับประเทศไทย จุดแข็งในตลาดฮาลาลโลกนั้นมีอยู่จริงและจับต้องได้ โดยประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าฮาลาลมากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5-6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด* สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ไก่แช่แข็งและแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส โดยมีตลาดเป้าหมายสำคัญอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาเซียน และแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีระบบการรับรองฮาลาลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าในหลายภูมิภาค

 

HALAL INNOVATION: เมื่อมาตรฐานพบกับเทคโนโลยี

          อนาคตของอุตสาหกรรมฮาลาลไม่ใช่แค่การขยายฐานตลาด แต่อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกมิติ แนวโน้มที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ในปัจจุบันจึงประกอบด้วยกระแสต่างๆ ที่ดำเนินไปพร้อมกัน อาทิ

          Functional Food หรืออาหารเชิงสุขภาพที่มีคุณประโยชน์เฉพาะเจาะจงนอกเหนือจากโภชนาการพื้นฐาน กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ควบคู่กับ Plant-based Food ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดโลก และในตลาดฮาลาลก็เช่นกัน เพราะผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชหลายประเภทสามารถขอรับรองฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดตลาดใหม่ได้กว้างกว่าเดิม

          Clean Label คือทิศทางที่ผู้บริโภคร้องขอ ด้วยส่วนประกอบที่เรียบง่าย กระบวนการผลิตที่โปร่งใส และสารเติมแต่งน้อยที่สุด แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการฮาลาลที่เน้นความบริสุทธิ์และความชัดเจนในทุกขั้นตอน Sustainable Food และ Personalized Nutrition ก็กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงค่านิยมทางศาสนาเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพส่วนบุคคล

          หนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตามองที่สุดคือ Digital Traceability การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามและตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานฮาลาลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์คุณภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

          ในบริบทดังกล่าว โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐานฮาลาล การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดส่งออกที่มีความต้องการเฉพาะมากขึ้น

          เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพของนวัตกรรมอาหารฮาลาลไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก ITAP และจะนำมาจัดแสดงภายใน ITAP Pavilion ในงาน Grand Halal Bangkok 2026

Continue reading “จากมาตรฐานสู่โอกาสธุรกิจโลก: เมื่อ ฮาลาล กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต”

อย. ยกระดับมาตรฐานการแสดงฉลากโปรตีน: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเป็นธรรมทางการค้า

          เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดการประชุมชี้แจงครั้งสำคัญเพื่อวางรากฐานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการแสดงปริมาณโปรตีนบนฉลากอาหารและการโฆษณา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลโภชนาการที่แม่นยำ พร้อมทั้งส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่รักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งในประเทศและตลาดโลก

 

          เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ระบุถึงกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2568 ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 5,302 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การกล่าวอ้างด้านโปรตีนยังเป็นหนึ่งในข้อมูลทางโภชนาการที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มากที่สุด จึงมีความจำเป็นที่ข้อมูลดังกล่าวจะต้องมีความถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ การแสดงข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องจึงไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว

 

รากฐานแห่งคุณภาพ: การคัดสรรส่วนประกอบและมาตรฐานการแสดงฉลาก

          ก้าวแรกของการผลิตอาหารที่มีมาตรฐานเริ่มต้นที่การเลือกสรรวัตถุดิบ อย. จึงได้จำแนกแหล่งโปรตีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งโปรตีนจากสัตว์แบบดั้งเดิม เช่น นม ไข่ เนื้อไก่ และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว ข้าว รวมถึง “ผำ” ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีศักยภาพสูง และนวัตกรรมโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) อื่นๆ อาทิ แมลง (จิ้งหรีด) และเห็ดชนิดต่างๆ โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการส่วนประกอบที่อนุญาต (Positive lists) หรือรายการที่ห้ามใช้ (Negative lists) ได้ผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อความถูกต้องก่อนการผลิต โดยในการแสดงบนฉลากนั้น ผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องระบุข้อมูลสำคัญให้ครบถ้วนตามกฎหมาย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มอกไก่ปั่น” ที่ต้องแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร รายการส่วนประกอบสำคัญตามร้อยละของน้ำหนัก ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และวันหมดอายุที่ชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นไปเพื่อการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อประสิทธิภาพในการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาหาร

 

ความแม่นยำเชิงโภชนาการ: หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างและการคำนวณ

          หัวใจสำคัญของการสื่อสารคุณค่าอาหารคือ ฉลากโภชนาการ ซึ่งถูกบังคับใช้ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 โดยกระบวนการจัดทำฉลากนั้นมีขั้นตอนที่เคร่งครัด เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารในห้องปฏิบัติการที่ อย. ให้การยอมรับ ก่อนนำผลวิเคราะห์มาคำนวณปริมาณสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดย อย. ได้พัฒนาโปรแกรมช่วยคำนวณและจัดทำฉลากอัตโนมัติผ่านเว็บไซต์กองอาหาร เพื่อเพิ่มความถูกต้องและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

          สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน จะใช้เกณฑ์จากค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (Thai RDIs) ซึ่งกำหนดปริมาณโปรตีนแนะนำต่อวันอยู่ที่ 50 กรัมต่อวัน โดยการจัดทำฉลากต้องผ่านกระบวนการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และมีหลักเกณฑ์การปัดตัวเลขที่เคร่งครัด เช่น หากมีโปรตีนตั้งแต่ 1 กรัมขึ้นไปให้ปัดเป็นจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุด สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน (Protein Claims) อย. ได้กำหนดเกณฑ์ตัดสินจากค่า Thai RDIs ดังนี้

– “มีโปรตีน” หรือ “เป็นแหล่งของโปรตีน”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 10% ของ Thai RDIs (≥ 5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

– “โปรตีนสูง”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 20% ของ Thai RDIs (≥ 10 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

          นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอื่นที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพเกินสมควร หากผลิตภัณฑ์มีการกล่าวอ้างโภชนาการแต่มีปริมาณสารอาหารบางชนิดเกินเกณฑ์ (เช่น น้ำตาล > 13 กรัม หรือโซเดียม > 300 มิลลิกรัม) ต้องแสดงข้อความเตือน (Disclaimer) ควบคู่กับการกล่าวอ้างนั้นด้วยขนาดตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค

 

จริยธรรมในการสื่อสาร: การควบคุมการโฆษณาและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

          มิติสุดท้ายของการกำกับดูแลคือการควบคุมการโฆษณา ซึ่งยึดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และ 41 โดยกำหนดให้การสื่อสารคุณประโยชน์หรือสรรพคุณอาหารต้องได้รับอนุญาตก่อนการเผยแพร่ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) เช่น “โปรตีนมีส่วนช่วยเสริมสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ” อย่างไรก็ตาม อย. ได้กำหนด ลักษณะโฆษณาต้องห้าม ไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการหลอกลวง เช่น การใช้บุคลากรทางการแพทย์มารับรองคุณประโยชน์ การเปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น การอ้างสรรพคุณในเชิงบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค รวมถึงการสื่อสารที่สื่อถึงการลดน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย หรือผลในลักษณะเครื่องสำอาง

 

          นอกจากนี้ อย. ได้เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำฉลากและการโฆษณาผ่านระบบ e-consultation เพื่อให้สามารถปรับปรุงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องก่อนออกสู่ตลาด ลดต้นทุนจากการแก้ไขภายหลัง และเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ อย. จะเพิ่มการเฝ้าระวังด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ควบคู่กับการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยจะมีการสุ่มตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่มีการกล่าวอ้างบนฉลาก เช่น ปริมาณโปรตีน เพื่อให้ข้อมูลที่แสดงต่อผู้บริโภคมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

          ทั้งนี้ อย. ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้อย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ยังมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดภายในประเทศและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

DITP ดัน Thai SELECT บุกเวทีโลก! ยกระดับอาหารไทยคุณภาพสู่สากลในงานTHAIFEX – ANUGA ASIA 2026

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผลักดันผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ภายใต้ “Thai SELECT Pavilion” ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ DITP มุ่งมั่นให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสากล ผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ รสชาติไทยแท้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล โดยภายในคูหา Thai SELECT Pavilion ได้มีการรวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารไทยคุณภาพส่งออกกว่า 430 รายการ จาก 131 บริษัทชั้นนำของไทย ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง เครื่องแกง เครื่องปรุงรส ซอส น้ำจิ้ม ขนมขบเคี้ยว ไอศกรีม และเครื่องดื่ม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ ความสะดวก และอัตลักษณ์ด้านรสชาติที่โดดเด่น

นอกจากนี้ DITP ยังนำ 10 บริษัทศักยภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เข้าร่วมเจรจาการค้าและนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อจากนานาประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและน้ำช่อดอกมะพร้าว อาหารไทยและน้ำจิ้มฟรีซดราย ซอสและเครื่องปรุงรส อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมทาน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ขนมไทยร่วมสมัย เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหาร Plant-Based ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและศักยภาพด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมสาธิตการสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Thai Flavour Explosion! ระเบิดความอร่อยสไตล์ไทย” ที่ DITP จัดขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของอาหารไทย ผ่านการรังสรรค์เมนูพิเศษจากผลิตภัณฑ์ Thai SELECT โดยเชฟและอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดังของประเทศไทย อาทิ เชฟจอม เชฟไปร์ท เชฟภู เชฟแม็กซ์ และเชฟพลอย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ เผยเสน่ห์ และศักยภาพของอาหารไทยให้เข้าถึงผู้ชมจากทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ชม ชิม แชร์” ผ่านกิจกรรมชิมสินค้า การสาธิตเมนู และการพบปะผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ DITP ใช้ในการสร้างการรับรู้ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และส่งเสริม Soft Power อาหารไทยอย่างเป็นรูปธรรม

“Thai SELECT” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารไทยและร้านอาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ตามต้นตำรับ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดนานาชาติ

ขอเชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจ มาร่วมค้นพบศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยคุณภาพระดับโลก พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่กับนวัตกรรมอาหารไทยภายในโซน Thai SELECT Pavilion ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอาหารไทยสู่ความสำเร็จบนเวทีการค้าระดับสากลไปพร้อมกับ DITP

สัมผัสรสชาติแห่งความเป็นเลิศ: สหภาพยุโรปพร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

สหภาพยุโรป (EU) ประกาศความพร้อมเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูงจากยุโรปคัดสรรพิเศษกว่า 350 รายการ เพื่อเปิดประสบการณ์ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยพาวิลเลียนสหภาพยุโรปในปีนี้จะมุ่งเน้นการนำเสนอ “ความหลากหลาย” (Diversity) และ “ความเป็นต้นตำรับ” (Authenticity) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารจากยุโรป

 

การเข้าร่วมงานในปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีคณะผู้แทนทางธุรกิจจากยุโรปประมาณ 100 ราย เดินทางร่วมกับคริสตอฟ ฮันเซน (Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและอาหาร ภารกิจนี้มุ่งสร้างความเข้าใจในตลาดไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบริการของไทย

สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสทางธุรกิจ พาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะจัดกิจกรรม B2B Matchmaking ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ซื้อและตัวแทนจำหน่ายในการสร้างเครือข่ายโดยตรงกับบริษัทชั้นนำจากยุโรป ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

 

แพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนและค้นพบนวัตกรรมอาหาร

พาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบสำคัญระหว่างผู้ผลิตจากยุโรปและภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังเติบโตในประเทศไทย โดยผู้เข้าชมงานจะได้พบกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองภายใต้ระบบคุณภาพของ EU อาทิ PDO (Protected Designation of Origin), PGI (Protected Geographical Indication) และตราสัญลักษณ์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU Organic Label) ซึ่งเป็นการรับประกันทั้งในด้านแหล่งกำเนิด ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด

กิจกรรมไฮไลต์พิธีมอบตราสัญลักษณ์ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” 

หนึ่งในวาระสำคัญของปีนี้คือ พิธีมอบใบตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI Ceremony) เพื่อเฉลิมฉลองในวาระที่ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองในสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 12:45 น. ณ พาวิลเลียนสหภาพยุโรป (ฮอลล์ 5 บูธหมายเลข 5-E01) ภายใต้การอุปถัมภ์ของ คริสตอฟ ฮันเซน

วาระนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคสินค้าเกษตรและอาหาร ที่สะท้อนถึงคุณค่าของระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในการคุ้มครองผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และสนับสนุนการค้าที่ยั่งยืนระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย

ภายในงานจะมีการกล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ พิธีมอบตราสัญลักษณ์ GI ให้แก่ตัวแทนจากจังหวัดราชบุรี และกิจกรรมเฉลิมฉลองด้วยเครื่องดื่มค็อกเทลสูตรพิเศษจากคุณธาดา แสงกำพลี มิกโซโลจิสต์ประจำพาวิลเลียน ซึ่งนำมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มาจับคู่รสชาติกับ Irish Whiskey ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากสหภาพยุโรปที่ได้รับการรับรองสถานะ GI ในประเทศไทย

 

ภาพรวมกิจกรรมตลอดทั้ง 5 วันของงาน

ตลอดระยะเวลา 5 วัน จะมีทั้งกิจกรรมชิมอาหาร การสาธิตการทำอาหาร และเซสชันเจาะลึกหัวข้อต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

 

พิธีเปิดพาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 14:15 น. หลังพิธีเปิดงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้แทนจากยุโรปและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไทย

ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตการทำอาหารโดย เชฟเคลมองต์ เฮอร์นันเดซ (Clément Hernandez) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป และเชฟจากประเทศไทยอย่าง เชฟใบตอง กมเลศ ฤทธิ์เดชา ที่จะนำเสนอการประยุกต์ใช้วัตถุดิบต้นตำรับจากยุโรปในเมนูสไตล์ยุโรปและเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติท้องถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากยุโรปสามารถยกระดับรสชาติอาหารไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของทั้งสองภูมิภาคอย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปที่เน้นเจาะลึกข้อมูลผลิตภัณฑ์ เช่น การชิมทดสอบรสชาติน้ำมันมะกอกยุโรป เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างของคุณภาพและเทคนิคการผลิต หรือการเจาะลึกเกี่ยวกับชีสยุโรปและมรดกทางวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม Pairing Experiences ที่นำเสนอการจับคู่รสชาติระหว่างไวน์กับเนื้อสัตว์แปรรูป (Charcuterie) หรือช็อกโกแลตกับเครื่องดื่มสปิริต เพื่อสะท้อนศิลปะการผสมผสานรสชาติอย่างอย่างลงตัว

ภายในงานยังมีกิจกรรม Interactive Quiz สร้างเครือข่ายธุรกิจ Happy Hour ในช่วงท้ายของวัน และกิจกรรมชิมผลิตภัณฑ์ซึ่งจะให้บริการตลอดระยะเวลาการจัดงาน  เพื่อสร้างความผ่อนคลายพร้อมดนตรี และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านคุณภาพ รวมถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากยุโรปในบรรยากาศที่เป็นกันเองแต่ยังคงความเป็นมืออาชีพ

 

เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างสหภาพยุโรปและไทย

คณะผู้แทนทางธุรกิจที่เดินทางร่วมกับ กรรมาธิการ คริสตอฟ ฮันเซน จะเข้าร่วมการประชุมเชิงกลยุทธ์และการสำรวจตลาดในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และแสวงหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจจากบริษัทยุโรปและไทย

การเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับประเทศไทย พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งประเพณีดั้งเดิม นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตในระดับสูงเข้าด้วยกัน

สหภาพยุโรปขอเชิญชวนผู้เข้าชมงานในกลุ่มธุรกิจ ร่วมเยี่ยมชมพาวิลเลียนสหภาพยุโรป เพื่อเปิดประสบกาณ์รสชาติรูปแบบใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตจากยุโรป และร่วมสำรวจศักยภาพที่ยุโรปพร้อมนำเสนอเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

สถานที่: อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5 บูธ 5-E01

วันที่: 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เว็บไซต์https://enjoy-its-from-europe.campaign.europa.eu/thaifex-2026/th

พิธีเปิด: 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 15:00 น.

Continue reading “สัมผัสรสชาติแห่งความเป็นเลิศ: สหภาพยุโรปพร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026”

อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ในอดีต ความพรีเมียมของอาหารมักถูกสะท้อนผ่านวัตถุดิบที่หายาก และราคาอาหารที่สูงเกินเอื้อม แต่ในปัจจุบัน นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไปสู่การเลือกบริโภคอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น โยเกิร์ตเสริมใยอาหาร อาหารว่างดัชนีน้ำตาลต่ำในช่วงพักประชุม หรือเครื่องดื่มที่ช่วยรักษาความสมดุลพลังงานตลอดทั้งวัน

 

อาหารพรีเมียมยุคใหม่: มากกว่าราคา คือคุณค่า
ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย เมนูอาหาร และสินค้าบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต ล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค นั่นคือ อาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้พลังงานหรือความสุขอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนของตัวตน ความรู้ และการใส่ใจสุขภาพในระยะยาว อาจกล่าวได้ว่า อาหารกลายเป็นความหรูหราในมิติใหม่ที่ไม่ได้วัดกันที่ความฟุ่มเฟือย หากแต่อยู่ที่ เจตนารมณ์ในการเลือกบริโภคอย่างมีความหมาย

 

จากการสร้าง “ภาพลักษณ์” สู่การสร้าง “คุณค่า”
ในอดีต อาหารระดับพรีเมียมจะเน้นที่รูปลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองลึกไปถึง “ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากบริโภค”1 โดยมักตั้งคำถามว่า

– อาหารนี้ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

– ให้พลังงานเพียงพอตลอดทั้งวันหรือไม่?

– ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารหรือไม่?

 

พฤติกรรมนี้ทำให้ “ส่วนประกอบของอาหาร” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อมากกว่าจะเป็นเพียงข้อมูลบนฉลาก โดยข้อมูลจากสภาข้อมูลอาหารระหว่างประเทศยังสะท้อนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกอาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยส่งเสริมระบบขับถ่ายและให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง2 โดยพิจารณาทั้งปริมาณใยอาหาร การลดน้ำตาล และคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน ควบคู่ไปกับรสชาติและความสะดวกในการบริโภค ในบริบทนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเชิงฟังก์ชันอาจสร้างมูลค่าในสายตาผู้บริโภคได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เน้นแค่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกนัยคือ “ความพรีเมียม” กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของความฟุ่มเฟือยไปสู่เรื่องของ “ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ”

 

สุขภาพลำไส้: เทรนด์สำคัญของอาหารยุคใหม่

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์3 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ระบบย่อยอาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวม ทั้งในด้านการย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคจึงหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้มากขึ้น

ใยอาหารพรีไบโอติกส์ เช่น ใยอาหารจากรากชิโครี (อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส) เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยทำหน้าที่เป็นอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่าง Bifidobacteria ซึ่งช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ จากงานวิจัยระบุว่า การเติมส่วนผสมเหล่านี้ในอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน4 อีกทั้ง ยังมีหลักฐานรองรับจากการศึกษามากกว่า 30 ปี และการทดลองในมนุษย์มากกว่า 200 งาน ที่ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของใยอาหารจากรากชิโครี
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพลังงานที่คงที่ มากกว่าความอิ่มชั่วคราว

“ความพรีเมียม” กำลังกลายอีกตัวชี้สำคัญของวิธีที่ผลิตภัณฑ์จะส่งมอบพลังงานให้แก่ร่างกาย เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามมาด้วยอาการเหนื่อยล้า หงุดหงิด หรือสมาธิสั้นลง ในทางกลับกัน ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นกับคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมช้า เนื่องจากให้ความอิ่มที่ยาวนานกว่า

ไอโซมอลทูโลสa เป็นคาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลต่ำที่ร่างกายสามารถย่อยได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ โดยพบได้ตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง จากงานวิจัยระบุว่า ส่วนผสมนี้ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น รวมถึงอาจส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางสติปัญญาและอารมณ์ในระยะยาว5 สำหรับผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับความเครียดและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ พลังงานที่สม่ำเสมอจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่ระงับความหิวชั่วคราว แต่เพื่อรักษาความรู้สึกกระฉับกระเฉงตลอดทั้งวัน

 

เมื่อผู้ผลิตต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนและคุณค่า
สำหรับผู้ผลิตอาหาร นิยามความพรีเมียมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่ง ผู้ผลิตต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ มีฉลากที่โปร่งใส และมอบประสบการณ์การบริโภคที่น่าพึงพอใจนั้นกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ส่วนผสมเชิงฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นใยอาหารพรีไบโอติกส์ สารทดแทนน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ มักมีต้นทุนที่สูงกว่าวัตถุดิบทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ส่วนผสมเหล่านี้ก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน ทั้งการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ การสนับสนุนการกล่าวอ้างสรรพคุณบนบรรจุภัณฑ์ และการตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่รอบรู้มากขึ้น

ความท้าทายจึงอยู่ที่การเชื่อมช่องว่างดังกล่าว เพราะการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ผลิตจะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนสามารถ “ส่งมอบคุณค่าที่มากกว่า” ทั้งในด้านโภชนาการ คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

 

นิยามใหม่ของ “ความเพลิดเพลิน” ในการบริโภค

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะละทิ้งเพลิดเพลินในการรับประทานแต่กำลังนิยามคำว่า “ความเพลิดเพลิน” ขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขนมอบเนื้อนุ่มที่เสริมใยอาหาร เครื่องดื่มรสหวานที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง หรือไอศกรีมที่มีน้ำตาลต่ำแต่ยังคงรสชาติหวานละมุนและเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นข้นเช่นเดิม

การสร้างสมดุลเช่นนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร ทั้งด้านเนื้อสัมผัส รสชาติ และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ จึงทำให้การเลือกใช้วัตถุดิบและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อทำได้สำเร็จ ผลิตภัณฑ์จะสามารถตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายสุขภาพระยะยาวของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนนิยามใหม่ของ “ความพรีเมียม” ในโลกของอาหารยุคใหม่

 

เมื่อเรื่อง “สุขภาพ” กลายเป็น “สถานะทางสังคม” ของผู้บริโภค

หากอาหารกำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนสถานะทางสังคม นิยามดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับความหรูหราหรือราคาสูงอีกต่อไป แต่สะท้อนการตระหนักรู้ การเลือกอย่างมีวิจารณญาณ และการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ไปจนถึงอาหารที่มอบคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน สิ่งเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความปรารถนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้คุณค่ากับ “สุขภาวะที่ดี” มากกว่าการแสดงออกถึงสถานะทางสังคม

สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของความสำเร็จในอนาคต ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ราคาหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปได้ดีเพียงใด

Continue reading “อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ”

NSF Certifies First Malaysian Bottled Water Client for Beverage Quality

Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage brand, has earned certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216

 Kuala Lumpur, Malaysia  (April 7, 2026)—NSF, a leading global organization dedicated to protecting human health, has awarded its first accredited product certification for bottled water and beverages in Malaysia.  Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage company, received certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216 for three of its product lines: Natural Mineral Water, Distilled Drinking Water and Sparkling Natural Mineral Water.

“With this first certification for bottled water and beverages in Malaysia, NSF is expanding its footprint in the APAC region, supporting even more businesses in their efforts to prioritize quality and safety,” said Sutida Ketudut, Managing Director, NSF APAC. “NSF’s Bottled Water and Packaged Ice certifications help clients to stand out in a highly competitive market, while ensuring that consumers have a verified, reliable option for drinking water and beverages.”

NSF developed the Bottled Water Certification program, which includes comprehensive guidelines and requirements specifically for bottled water. It is the only accredited product certification program that offers analysis for bottled water, including microbiological, chemical and radiological analyses in accordance with national and international regulations.

Dr. Chuah Chaw Teo, a key executive and the Research and Development (R&D) Director at Spritzer Bhd, received an official certificate from Sutida Ketudut, Managing Director of APAC, NSF.

Spritzer’s certified products can now carry the official NSF certification mark and be listed on NSF website, helping consumers and retailers to easily identified verified products. The popular beverage brand was founded in 1989 and offers innovative, sustainable and delicious hydration solutions.

NSF’s certification process involves a thorough product and manufacturing facility analysis. The products must be produced in a manufacturing facility that is inspected annually for compliance with international regulations, such as the United States Food and Drug Administration (FDA), Environmental Protection Agency (EPA), China Natural Mineral Water and European Union (EU). Additionally, the facility must undergo a rigorous annual or biannual audit to verify it meets all certification requirements.

Learn more about NSF’s beverage quality certification.

About NSF

NFI is an independent, global services organization dedicated to improving human and planet health for more than 80 years by developing public health standards and providing world-class testing, inspection, certification, advisory services and digital solutions to the food, nutrition, water, life sciences and consumer goods industries. NSF has 40,000 clients in 110 countries and is a World Health Organization (WHO) Collaborating Center on Food Safety and Water Quality.

About Spritzer
For over three decades, Spritzer has been synonymous with excellence in the bottled water industry. From its humble beginnings in 1989 to its current status as a pioneer and innovator, the group’s journey reflects a steadfast commitment to quality, sustainability, and customer satisfaction. As Spritzer continues to lead the way forward, it not only quenches the thirst of millions but also sets a refreshing standard for responsible and innovative business practices in Malaysia.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไทยลุยตลาดสิงคโปร์! ส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” ประเทศแรกในรอบ 28 ปี คาดสร้างรายได้ปศุสัตว์ไทยกว่า 150 ล้านบาท ในปี 2569

           กรมปศุสัตว์ เผยความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ หลังสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency; SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก พร้อมทำสถิติเป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี พ.ศ. 2541

 

 

           นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

           “ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ที่มา / Source: Pasakorn, 2026

 

           ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เลือดสุกรสุกในประเทศสิงคโปร์ได้สำเร็จ หลังจากที่มีการระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จากสถานการณ์การระบาดของโรคนิปาห์ไวรัส การเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี พ.ศ. 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท

           นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเข้มงวดระดับโลก ให้การรับรองประเทศไทย นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อสินค้าปศุสัตว์ไทยในตลาดนานาชาติ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ควบคู่กับการขยายตลาด ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / Reference

Pasakorn. (2026, April 4). สิงคโปร์ ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก.” กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ กรมปศุสัตว์. https://foreign.dld.go.th/index.php/th/public-relation-menu/dilc-contents-menu/stategy/sgpbloodexport

Grand Halal Bangkok 2026: โอกาสใหม่ของอาหารไทยในตลาดฮาลาลพรีเมียม

          อุตสาหกรรมฮาลาลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก จากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ปัจจุบันมูลค่าตลาดฮาลาลโลกอยู่ที่ประมาณ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนสูงเกือบร้อยละ 60 ของตลาดทั้งหมด แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการอาหารทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

          ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงในตลาดฮาลาล ด้วยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของวัตถุดิบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหารฮาลาลมากกว่า 15,000 ราย และสถานประกอบการกว่า 3,500 แห่ง ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาลอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่ก็สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตอีกมากในอนาคต

          จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือ ระบบการรับรองฮาลาลที่มีความน่าเชื่อถือ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งมีบทบาทในการกำกับดูแลมาตรฐาน ตรวจสอบกระบวนการผลิต และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ ส่งผลให้สินค้าอาหารฮาลาลของไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก

          ในยุคปัจจุบัน แนวคิด “Halal-Toyyiban” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมฮาลาล โดยไม่ได้เน้นเพียงความถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความสะอาด ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการผลิต เช่น ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เทคโนโลยียืดอายุอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

          นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ การเล่าเรื่องแบรนด์ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สะท้อนถึงคุณภาพและเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารออร์แกนิก และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายตลาดคือ ความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านข้อตกลงการยอมรับมาตรฐานร่วมกัน (MRA) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค

          ท่ามกลางโอกาสและการแข่งขันในตลาดโลก งาน Grand Halal Bangkok 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับนักลงทุนและคู่ค้าจากทั่วโลก ภายในงานรวบรวมธุรกิจฮาลาลครบวงจร ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม การเงิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การขยายตลาดในระยะยาว