สัมผัสรสชาติแห่งความเป็นเลิศ: สหภาพยุโรปพร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026

สหภาพยุโรป (EU) ประกาศความพร้อมเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูงจากยุโรปคัดสรรพิเศษกว่า 350 รายการ เพื่อเปิดประสบการณ์ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยพาวิลเลียนสหภาพยุโรปในปีนี้จะมุ่งเน้นการนำเสนอ “ความหลากหลาย” (Diversity) และ “ความเป็นต้นตำรับ” (Authenticity) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารจากยุโรป

 

การเข้าร่วมงานในปีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีคณะผู้แทนทางธุรกิจจากยุโรปประมาณ 100 ราย เดินทางร่วมกับคริสตอฟ ฮันเซน (Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและอาหาร ภารกิจนี้มุ่งสร้างความเข้าใจในตลาดไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบริการของไทย

สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสทางธุรกิจ พาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะจัดกิจกรรม B2B Matchmaking ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ซื้อและตัวแทนจำหน่ายในการสร้างเครือข่ายโดยตรงกับบริษัทชั้นนำจากยุโรป ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

 

แพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนและค้นพบนวัตกรรมอาหาร

พาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบสำคัญระหว่างผู้ผลิตจากยุโรปและภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังเติบโตในประเทศไทย โดยผู้เข้าชมงานจะได้พบกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองภายใต้ระบบคุณภาพของ EU อาทิ PDO (Protected Designation of Origin), PGI (Protected Geographical Indication) และตราสัญลักษณ์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU Organic Label) ซึ่งเป็นการรับประกันทั้งในด้านแหล่งกำเนิด ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด

กิจกรรมไฮไลต์พิธีมอบตราสัญลักษณ์ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” 

หนึ่งในวาระสำคัญของปีนี้คือ พิธีมอบใบตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI Ceremony) เพื่อเฉลิมฉลองในวาระที่ “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองในสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 12:45 น. ณ พาวิลเลียนสหภาพยุโรป (ฮอลล์ 5 บูธหมายเลข 5-E01) ภายใต้การอุปถัมภ์ของ คริสตอฟ ฮันเซน

วาระนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภาคสินค้าเกษตรและอาหาร ที่สะท้อนถึงคุณค่าของระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในการคุ้มครองผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และสนับสนุนการค้าที่ยั่งยืนระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย

ภายในงานจะมีการกล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ พิธีมอบตราสัญลักษณ์ GI ให้แก่ตัวแทนจากจังหวัดราชบุรี และกิจกรรมเฉลิมฉลองด้วยเครื่องดื่มค็อกเทลสูตรพิเศษจากคุณธาดา แสงกำพลี มิกโซโลจิสต์ประจำพาวิลเลียน ซึ่งนำมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มาจับคู่รสชาติกับ Irish Whiskey ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากสหภาพยุโรปที่ได้รับการรับรองสถานะ GI ในประเทศไทย

 

ภาพรวมกิจกรรมตลอดทั้ง 5 วันของงาน

ตลอดระยะเวลา 5 วัน จะมีทั้งกิจกรรมชิมอาหาร การสาธิตการทำอาหาร และเซสชันเจาะลึกหัวข้อต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

 

พิธีเปิดพาวิลเลียนสหภาพยุโรปจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 14:15 น. หลังพิธีเปิดงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้แทนจากยุโรปและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไทย

ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตการทำอาหารโดย เชฟเคลมองต์ เฮอร์นันเดซ (Clément Hernandez) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป และเชฟจากประเทศไทยอย่าง เชฟใบตอง กมเลศ ฤทธิ์เดชา ที่จะนำเสนอการประยุกต์ใช้วัตถุดิบต้นตำรับจากยุโรปในเมนูสไตล์ยุโรปและเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติท้องถิ่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากยุโรปสามารถยกระดับรสชาติอาหารไทยและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของทั้งสองภูมิภาคอย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปที่เน้นเจาะลึกข้อมูลผลิตภัณฑ์ เช่น การชิมทดสอบรสชาติน้ำมันมะกอกยุโรป เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างของคุณภาพและเทคนิคการผลิต หรือการเจาะลึกเกี่ยวกับชีสยุโรปและมรดกทางวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม Pairing Experiences ที่นำเสนอการจับคู่รสชาติระหว่างไวน์กับเนื้อสัตว์แปรรูป (Charcuterie) หรือช็อกโกแลตกับเครื่องดื่มสปิริต เพื่อสะท้อนศิลปะการผสมผสานรสชาติอย่างอย่างลงตัว

ภายในงานยังมีกิจกรรม Interactive Quiz สร้างเครือข่ายธุรกิจ Happy Hour ในช่วงท้ายของวัน และกิจกรรมชิมผลิตภัณฑ์ซึ่งจะให้บริการตลอดระยะเวลาการจัดงาน  เพื่อสร้างความผ่อนคลายพร้อมดนตรี และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านคุณภาพ รวมถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากยุโรปในบรรยากาศที่เป็นกันเองแต่ยังคงความเป็นมืออาชีพ

 

เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างสหภาพยุโรปและไทย

คณะผู้แทนทางธุรกิจที่เดินทางร่วมกับ กรรมาธิการ คริสตอฟ ฮันเซน จะเข้าร่วมการประชุมเชิงกลยุทธ์และการสำรวจตลาดในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และแสวงหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจจากบริษัทยุโรปและไทย

การเข้าร่วมงาน Thaifex – Anuga Asia 2026 ของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกับประเทศไทย พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งประเพณีดั้งเดิม นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตในระดับสูงเข้าด้วยกัน

สหภาพยุโรปขอเชิญชวนผู้เข้าชมงานในกลุ่มธุรกิจ ร่วมเยี่ยมชมพาวิลเลียนสหภาพยุโรป เพื่อเปิดประสบกาณ์รสชาติรูปแบบใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตจากยุโรป และร่วมสำรวจศักยภาพที่ยุโรปพร้อมนำเสนอเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

สถานที่: อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5 บูธ 5-E01

วันที่: 26–30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เว็บไซต์https://enjoy-its-from-europe.campaign.europa.eu/thaifex-2026/th

พิธีเปิด: 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 15:00 น.

Continue reading “สัมผัสรสชาติแห่งความเป็นเลิศ: สหภาพยุโรปพร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมในงาน Thaifex – Anuga Asia 2026”

อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ในอดีต ความพรีเมียมของอาหารมักถูกสะท้อนผ่านวัตถุดิบที่หายาก และราคาอาหารที่สูงเกินเอื้อม แต่ในปัจจุบัน นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไปสู่การเลือกบริโภคอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น โยเกิร์ตเสริมใยอาหาร อาหารว่างดัชนีน้ำตาลต่ำในช่วงพักประชุม หรือเครื่องดื่มที่ช่วยรักษาความสมดุลพลังงานตลอดทั้งวัน

 

อาหารพรีเมียมยุคใหม่: มากกว่าราคา คือคุณค่า
ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย เมนูอาหาร และสินค้าบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต ล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค นั่นคือ อาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้พลังงานหรือความสุขอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนของตัวตน ความรู้ และการใส่ใจสุขภาพในระยะยาว อาจกล่าวได้ว่า อาหารกลายเป็นความหรูหราในมิติใหม่ที่ไม่ได้วัดกันที่ความฟุ่มเฟือย หากแต่อยู่ที่ เจตนารมณ์ในการเลือกบริโภคอย่างมีความหมาย

 

จากการสร้าง “ภาพลักษณ์” สู่การสร้าง “คุณค่า”
ในอดีต อาหารระดับพรีเมียมจะเน้นที่รูปลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองลึกไปถึง “ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากบริโภค”1 โดยมักตั้งคำถามว่า

– อาหารนี้ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

– ให้พลังงานเพียงพอตลอดทั้งวันหรือไม่?

– ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารหรือไม่?

 

พฤติกรรมนี้ทำให้ “ส่วนประกอบของอาหาร” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อมากกว่าจะเป็นเพียงข้อมูลบนฉลาก โดยข้อมูลจากสภาข้อมูลอาหารระหว่างประเทศยังสะท้อนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกอาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยส่งเสริมระบบขับถ่ายและให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง2 โดยพิจารณาทั้งปริมาณใยอาหาร การลดน้ำตาล และคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน ควบคู่ไปกับรสชาติและความสะดวกในการบริโภค ในบริบทนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเชิงฟังก์ชันอาจสร้างมูลค่าในสายตาผู้บริโภคได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เน้นแค่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกนัยคือ “ความพรีเมียม” กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของความฟุ่มเฟือยไปสู่เรื่องของ “ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ”

 

สุขภาพลำไส้: เทรนด์สำคัญของอาหารยุคใหม่

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์3 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ระบบย่อยอาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวม ทั้งในด้านการย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคจึงหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้มากขึ้น

ใยอาหารพรีไบโอติกส์ เช่น ใยอาหารจากรากชิโครี (อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส) เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยทำหน้าที่เป็นอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่าง Bifidobacteria ซึ่งช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ จากงานวิจัยระบุว่า การเติมส่วนผสมเหล่านี้ในอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน4 อีกทั้ง ยังมีหลักฐานรองรับจากการศึกษามากกว่า 30 ปี และการทดลองในมนุษย์มากกว่า 200 งาน ที่ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของใยอาหารจากรากชิโครี
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพลังงานที่คงที่ มากกว่าความอิ่มชั่วคราว

“ความพรีเมียม” กำลังกลายอีกตัวชี้สำคัญของวิธีที่ผลิตภัณฑ์จะส่งมอบพลังงานให้แก่ร่างกาย เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามมาด้วยอาการเหนื่อยล้า หงุดหงิด หรือสมาธิสั้นลง ในทางกลับกัน ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นกับคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมช้า เนื่องจากให้ความอิ่มที่ยาวนานกว่า

ไอโซมอลทูโลสa เป็นคาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลต่ำที่ร่างกายสามารถย่อยได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ โดยพบได้ตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง จากงานวิจัยระบุว่า ส่วนผสมนี้ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น รวมถึงอาจส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางสติปัญญาและอารมณ์ในระยะยาว5 สำหรับผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับความเครียดและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ พลังงานที่สม่ำเสมอจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่ระงับความหิวชั่วคราว แต่เพื่อรักษาความรู้สึกกระฉับกระเฉงตลอดทั้งวัน

 

เมื่อผู้ผลิตต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนและคุณค่า
สำหรับผู้ผลิตอาหาร นิยามความพรีเมียมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่ง ผู้ผลิตต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ มีฉลากที่โปร่งใส และมอบประสบการณ์การบริโภคที่น่าพึงพอใจนั้นกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ส่วนผสมเชิงฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นใยอาหารพรีไบโอติกส์ สารทดแทนน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ มักมีต้นทุนที่สูงกว่าวัตถุดิบทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ส่วนผสมเหล่านี้ก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน ทั้งการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ การสนับสนุนการกล่าวอ้างสรรพคุณบนบรรจุภัณฑ์ และการตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่รอบรู้มากขึ้น

ความท้าทายจึงอยู่ที่การเชื่อมช่องว่างดังกล่าว เพราะการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ผลิตจะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนสามารถ “ส่งมอบคุณค่าที่มากกว่า” ทั้งในด้านโภชนาการ คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

 

นิยามใหม่ของ “ความเพลิดเพลิน” ในการบริโภค

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะละทิ้งเพลิดเพลินในการรับประทานแต่กำลังนิยามคำว่า “ความเพลิดเพลิน” ขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขนมอบเนื้อนุ่มที่เสริมใยอาหาร เครื่องดื่มรสหวานที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง หรือไอศกรีมที่มีน้ำตาลต่ำแต่ยังคงรสชาติหวานละมุนและเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นข้นเช่นเดิม

การสร้างสมดุลเช่นนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร ทั้งด้านเนื้อสัมผัส รสชาติ และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ จึงทำให้การเลือกใช้วัตถุดิบและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อทำได้สำเร็จ ผลิตภัณฑ์จะสามารถตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายสุขภาพระยะยาวของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนนิยามใหม่ของ “ความพรีเมียม” ในโลกของอาหารยุคใหม่

 

เมื่อเรื่อง “สุขภาพ” กลายเป็น “สถานะทางสังคม” ของผู้บริโภค

หากอาหารกำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนสถานะทางสังคม นิยามดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับความหรูหราหรือราคาสูงอีกต่อไป แต่สะท้อนการตระหนักรู้ การเลือกอย่างมีวิจารณญาณ และการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ไปจนถึงอาหารที่มอบคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน สิ่งเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความปรารถนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้คุณค่ากับ “สุขภาวะที่ดี” มากกว่าการแสดงออกถึงสถานะทางสังคม

สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของความสำเร็จในอนาคต ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ราคาหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปได้ดีเพียงใด

Continue reading “อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ”

NSF Certifies First Malaysian Bottled Water Client for Beverage Quality

Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage brand, has earned certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216

 Kuala Lumpur, Malaysia  (April 7, 2026)—NSF, a leading global organization dedicated to protecting human health, has awarded its first accredited product certification for bottled water and beverages in Malaysia.  Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage company, received certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216 for three of its product lines: Natural Mineral Water, Distilled Drinking Water and Sparkling Natural Mineral Water.

“With this first certification for bottled water and beverages in Malaysia, NSF is expanding its footprint in the APAC region, supporting even more businesses in their efforts to prioritize quality and safety,” said Sutida Ketudut, Managing Director, NSF APAC. “NSF’s Bottled Water and Packaged Ice certifications help clients to stand out in a highly competitive market, while ensuring that consumers have a verified, reliable option for drinking water and beverages.”

NSF developed the Bottled Water Certification program, which includes comprehensive guidelines and requirements specifically for bottled water. It is the only accredited product certification program that offers analysis for bottled water, including microbiological, chemical and radiological analyses in accordance with national and international regulations.

Dr. Chuah Chaw Teo, a key executive and the Research and Development (R&D) Director at Spritzer Bhd, received an official certificate from Sutida Ketudut, Managing Director of APAC, NSF.

Spritzer’s certified products can now carry the official NSF certification mark and be listed on NSF website, helping consumers and retailers to easily identified verified products. The popular beverage brand was founded in 1989 and offers innovative, sustainable and delicious hydration solutions.

NSF’s certification process involves a thorough product and manufacturing facility analysis. The products must be produced in a manufacturing facility that is inspected annually for compliance with international regulations, such as the United States Food and Drug Administration (FDA), Environmental Protection Agency (EPA), China Natural Mineral Water and European Union (EU). Additionally, the facility must undergo a rigorous annual or biannual audit to verify it meets all certification requirements.

Learn more about NSF’s beverage quality certification.

About NSF

NFI is an independent, global services organization dedicated to improving human and planet health for more than 80 years by developing public health standards and providing world-class testing, inspection, certification, advisory services and digital solutions to the food, nutrition, water, life sciences and consumer goods industries. NSF has 40,000 clients in 110 countries and is a World Health Organization (WHO) Collaborating Center on Food Safety and Water Quality.

About Spritzer
For over three decades, Spritzer has been synonymous with excellence in the bottled water industry. From its humble beginnings in 1989 to its current status as a pioneer and innovator, the group’s journey reflects a steadfast commitment to quality, sustainability, and customer satisfaction. As Spritzer continues to lead the way forward, it not only quenches the thirst of millions but also sets a refreshing standard for responsible and innovative business practices in Malaysia.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไทยลุยตลาดสิงคโปร์! ส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” ประเทศแรกในรอบ 28 ปี คาดสร้างรายได้ปศุสัตว์ไทยกว่า 150 ล้านบาท ในปี 2569

           กรมปศุสัตว์ เผยความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ หลังสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency; SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก พร้อมทำสถิติเป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี พ.ศ. 2541

 

 

           นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 

           “ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ที่มา / Source: Pasakorn, 2026

 

           ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เลือดสุกรสุกในประเทศสิงคโปร์ได้สำเร็จ หลังจากที่มีการระงับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จากสถานการณ์การระบาดของโรคนิปาห์ไวรัส การเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี พ.ศ. 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท

           นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเข้มงวดระดับโลก ให้การรับรองประเทศไทย นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อสินค้าปศุสัตว์ไทยในตลาดนานาชาติ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ควบคู่กับการขยายตลาด ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / Reference

Pasakorn. (2026, April 4). สิงคโปร์ ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก.” กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ กรมปศุสัตว์. https://foreign.dld.go.th/index.php/th/public-relation-menu/dilc-contents-menu/stategy/sgpbloodexport

Grand Halal Bangkok 2026: โอกาสใหม่ของอาหารไทยในตลาดฮาลาลพรีเมียม

          อุตสาหกรรมฮาลาลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก จากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ปัจจุบันมูลค่าตลาดฮาลาลโลกอยู่ที่ประมาณ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนสูงเกือบร้อยละ 60 ของตลาดทั้งหมด แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการอาหารทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

          ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงในตลาดฮาลาล ด้วยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของวัตถุดิบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหารฮาลาลมากกว่า 15,000 ราย และสถานประกอบการกว่า 3,500 แห่ง ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาลอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่ก็สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตอีกมากในอนาคต

          จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือ ระบบการรับรองฮาลาลที่มีความน่าเชื่อถือ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งมีบทบาทในการกำกับดูแลมาตรฐาน ตรวจสอบกระบวนการผลิต และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ ส่งผลให้สินค้าอาหารฮาลาลของไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก

          ในยุคปัจจุบัน แนวคิด “Halal-Toyyiban” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมฮาลาล โดยไม่ได้เน้นเพียงความถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความสะอาด ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการผลิต เช่น ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เทคโนโลยียืดอายุอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

          นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ การเล่าเรื่องแบรนด์ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สะท้อนถึงคุณภาพและเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารออร์แกนิก และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายตลาดคือ ความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านข้อตกลงการยอมรับมาตรฐานร่วมกัน (MRA) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค

          ท่ามกลางโอกาสและการแข่งขันในตลาดโลก งาน Grand Halal Bangkok 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับนักลงทุนและคู่ค้าจากทั่วโลก ภายในงานรวบรวมธุรกิจฮาลาลครบวงจร ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม การเงิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การขยายตลาดในระยะยาว

 

สร้างความมั่นใจในทุกการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปกป้องแบรนด์จากความเสี่ยง ด้วยโซลูชันจาก METTLER TOLEDO

เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569 บริษัท เมทเล่อร์-โทเลโด(ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “สร้างความมั่นใจในทุกการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ปกป้องแบรนด์จากความเสี่ยง” ณ โรงแรมราชบุระ จังหวัดราชบุรี โดยบรรยากาศภายในงานนั้นเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิคเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ภายในงานผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของเครื่องมือต่างๆ    จากบริษัทฯ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detection) เครื่องเอกซเรย์ (X-ray Inspection) และเครื่องชั่งบนสายพาน (Checkweigher)

มากกว่าความรู้ คือการได้ “สัมผัสจริง” และ “คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ”

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา คือ การสาธิตการทำงานของเครื่องตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นทั้งลักษณะการใช้งานจริงและความสามารถในการตรวจจับที่ตอบโจทย์สำหรับโรงงานอาหารโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังมีช่วง Q&A ที่เปิดโอกาสให้ถาม-ตอบ แชร์ประสบการณ์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับทีมวิศวกรฝ่ายขายและฝ่ายบริการผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ ซึ่งช่วยคลายข้อสงสัยและสามารถนำแนวทางไปปรับใช้ในโรงงานได้ทันที เรียกว่าได้ความรู้แบบครบองค์เพื่อนำไปต่อยอดแบรนด์ให้แข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

 

METTLER TOLEDO ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านที่ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 บริษัทฯ มีกำหนดจัดสัมมนา ณ จังหวัดสมุทรสาคร ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในสายการผลิต การประกันคุณภาพ (QA/QC) การควบคุมคุณภาพ (QC) หรือผู้ที่มีความสนใจในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด และอยู่ในจังหวัดสมุทรสาครหรือพื้นที่ใกล้เคียง สามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านช่องทาง LINE Official Account: @mtth เว็บไซต์ www.mt.com/webinars โทรศัพท์ 0 2723 0300 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Food Focus Thailand

FOOMA JAPAN 2026: A Global Platform for Food Processing Innovation and Technology

FOOMA JAPAN 2026: เวทีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก

           สัมผัสประสบการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงกับ FOOMA JAPAN 2026 งานแสดงเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ธีม “The Shift is On.” ที่สะท้อนถึงการเป็น “จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง” ของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในยุคใหม่

           FOOMA JAPAN ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารไว้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่เครื่องจักรแปรรูปอาหาร ระบบการผลิต เครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์แช่แข็งและทำความเย็น เทคโนโลยีตรวจจับและกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไปจนถึงระบบจัดการของเสียในโรงงานอาหาร ความน่าสนใจนี้จะทำให้งาน FOOMA JAPAN แตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่นๆ

           ในแต่ละปี งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วโลก โดยมีผู้แสดงสินค้าประมาณ 1,000 บริษัท และมีผลิตภัณฑ์รวมกว่า 7,000 รายการ พร้อมดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 110,000 คนภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการจัดแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีล้ำสมัยในพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

 

           หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ FOOMA JAPAN คือการนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องจักรแปรรูปอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านคุณภาพ ความทนทาน และความแม่นยำสูง เครื่องจักรเหล่านี้จะช่วยลดการหยุดชะงักในกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนด้านแรงงานผ่านระบบอัตโนมัติขั้นสูง อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวด และสามารถปรับแต่งตามความต้องการของผู้ผลิตอาหารในแต่ละประเทศได้อย่างยืดหยุ่น

           นอกจากนี้ FOOMA JAPAN 2026 ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะในด้าน Robotics, Internet of Things (IoT) และ Food Technology ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารในยุคดิจิทัล ภายในงานมีโซนพิเศษ เช่น “Innovation Hub” ที่รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ “Startup Zone” ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัปกว่า 30 รายได้นำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึง “Academic Plaza” ที่เป็นพื้นที่สำหรับนักวิจัยและสถาบันการศึกษาจากทั่วโลกในการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านอาหารและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

           ในมิติของความเป็นสากล FOOMA JAPAN ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงคณะผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้ามาเพื่อศึกษาและนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมของตนเอง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตอาหารญี่ปุ่น เช่น เครื่องทำซูชิและข้าวปั้นอัตโนมัติ เครื่องผลิตเส้นราเมน และระบบการผลิตเครื่องปรุงรสแบบดั้งเดิม

           อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดสัมมนาและกิจกรรมให้ความรู้ที่มุ่งเน้นตลาดต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการอาหาร โดยในปี พ.ศ. 2569 จะมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศญี่ปุ่น

           FOOMA JAPAN 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้า แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

 

           Experience transformation at FOOMA JAPAN 2026, the world’s leading food processing technology exhibition, held from June 2–5, 2026, at Tokyo Big Sight in Tokyo, Japan. Under the theme “The Shift is On.”, the event positions itself as a “starting point of change,” driving the future of the global food processing industry.

           FOOMA JAPAN is recognized as one of the most comprehensive and largest food industry exhibitions in the world. It brings together a full spectrum of technologies and solutions across the entire food production value chain. Exhibits range from food processing machinery and manufacturing systems to packaging equipment, refrigeration and freezing technologies, foreign object detection systems, and waste management solutions. This all-in-one concept distinguishes FOOMA JAPAN from many other international exhibitions that typically focus on specific segments.

           Each year, the event attracts strong participation from industry professionals worldwide. Approximately 1,000 companies exhibit, showcasing more than 7,000 products and solutions. Over the course of four days, the exhibition welcomes more than 110,000 visitors, creating a vibrant environment filled with cutting-edge machinery and innovations displayed across the expansive halls of Tokyo Big Sight.

           A major highlight of FOOMA JAPAN is the global reputation of Japanese food processing machinery. Known for its exceptional quality, durability, and precision, Japanese technology plays a critical role in ensuring stable production with minimal downtime. Advanced automation systems help improve productivity and reduce labor costs, while strict hygiene standards ensure food safety and compliance. Additionally, many manufacturers offer highly customizable solutions tailored to meet the specific needs of different food cultures and markets around the world.

 

           FOOMA JAPAN 2026 also serves as a key platform for innovation, particularly in areas such as robotics, the Internet of Things (IoT), and food technology (Food Tech). Dedicated zones such as the “Innovation Hub” highlight cutting-edge developments, while the “Startup Zone” features over 30 emerging companies presenting new ideas and disruptive technologies. The “Academic Plaza” provides a space for universities and research institutions to showcase the latest advancements in food science and future technologies.

           The exhibition continues to expand its international reach, attracting visitors from over 60 countries. Many international participants attend specifically to explore advanced solutions for producing Japanese food products, such as automated sushi and onigiri machines, ramen noodle production equipment, and integrated systems for traditional seasonings like soy sauce and miso. Delegations from developing and emerging economies also participate to identify opportunities for adopting Japanese technologies and fostering industrial collaboration.

           Another key feature of FOOMA JAPAN 2026 is its lineup of seminars and knowledge-sharing sessions focused on global markets. These sessions aim to support business expansion for food manufacturers. In 2026, a special seminar hosted by the Embassy of India in Japan will provide valuable insights into the Indian market, one of the fastest-growing and most promising markets in the global food industry.

           More than just an exhibition, FOOMA JAPAN 2026 is a hub for innovation, collaboration, and opportunity. It offers attendees the chance to stay ahead of industry trends, connect with global leaders, and discover new pathways for growth in the evolving food sector. Registration for the event opens on April 1, 2026.

Continue reading “FOOMA JAPAN 2026: A Global Platform for Food Processing Innovation and Technology”

NSF Launches Retail Food Safety Audits Across ASEAN

           NSF, a leading global public health and safety organization, has announced the launch of its Retail Food Safety Audits program across the ASEAN region supporting restaurants, food service operators, hospitality businesses and retail food outlets in strengthening food safety performance and consumer trust.

           The program provides a clear, practical framework aligned with the NSF Food Safety Checklist, focusing on the most critical food safety risks in retail food environments. Designed to support continuous improvement, it helps businesses implement consistent, reliable food safety practices across single or multiple locations.

           To meet varying operational needs, the program offers three scalable audit solutions—NSF Food Safety Essentials, NSF Food Safety Plus, and NSF Food Safety Advanced—supporting food businesses of all sizes, from individual outlets to complex, multi-site operations.

 


 A Scalable, Independent Retail Food Safety Audit Program

           The NSF Retail Food Safety Audits program is an independent, third-party audit solution developed using decades of NSF food outlet auditing expertise. It helps food businesses:

– Improve food safety compliance

– Reduce operational and brand risk

– Strengthen consistency across locations

– Build customer confidence and trust


 NSF Food Safety Badge: A Visible Symbol of Trust

           Businesses that successfully meet NSF Food Safety criteria may opt to display the officialNSF Food Safety badge on-site.

Benefits of Badge Display

– Demonstrates a strong commitment to food safety

– Builds customer confidence and peace of mind

– Enhances brand credibility and dining experience

– Allows customers to scan a QR code linking to NSF for program verification

           Participating businesses receive a detailed audit report outlining findings, improvement opportunities and recommendations.


 First Retail Food Safety Essentials Achievements in Asia-Pacific

           In November 2025, Nadimos Lebanese Restaurant (Silom, Thailand) became the first food outlet in the world to earn the NSF Food Safety Essentials Retail Audit badge. The recognition followed a successful audit conducted using the NSF Food Safety Checklist, confirming strong food safety practices and risk management.

           In December 2025, Cheese Coffee Lê Đại Hành (LDH) and Cheese Coffee Xuân Thuỷ (XT HN), two branches of Cheese Coffee, a well-known coffee chain in Hanoi, Vietnam, became the first café in the country to achieve the NSF Food Safety Essentials Retail Audit badge. The brand is recognized for its European-style service and offerings including coffee, tea and pastries.

           These milestones demonstrate a strong commitment to food safety and set a benchmark for restaurants, cafés and retail food businesses across the region seeking to enhance operational safety and customer trust.


Learn More

           Discover how NSF Retail Food Safety Audits can support your business and learn how to participate at: Food safety essentials – Food safety audits the NSF way | NSF


 NSF เปิดตัวโครงการตรวจประเมินความปลอดภัยอาหารสำหรับธุรกิจค้าปลีกทั่วภูมิภาคอาเซียน

           NSF องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ประกาศเปิดตัวบริการ Retail Food Safety Audits ทั่วภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนร้านอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมถึงร้านค้าปลีกอาหาร ในการยกระดับประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยอาหารและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

           โครงการนี้นำเสนอกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยสอดคล้องกับ NSF Food Safety Checklist และมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่สำคัญที่สุดในสภาพแวดล้อมของธุรกิจอาหารค้าปลีก ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ธุรกิจสามารถนำแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยอาหารที่สม่ำเสมอและน่าเชื่อถือได้ไปใช้ได้ทั้งในสาขาเดียวหรือหลายสาขาพร้อมกัน

           เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการดำเนินงานที่หลากหลาย โครงการนี้มีบริการตรวจประเมินที่ปรับขยายได้ 3 ระดับ ได้แก่ NSF Food Safety Essentials, NSF Food Safety Plus และ NSF Food Safety Advanced รองรับธุรกิจอาหารทุกขนาด ตั้งแต่ร้านเดี่ยวไปจนถึงการดำเนินงานที่ซับซ้อนในหลายสาขา


 โครงการตรวจประเมินความปลอดภัยอาหารค้าปลีกที่ปรับขยายได้และเป็นอิสระ

           โครงการ NSF Retail Food Safety Audits เป็นการตรวจประเมินโดยบุคคลที่สาม (Third-Party Audit) อย่างอิสระ พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์หลายทศวรรษของ NSF ในการตรวจประเมินร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีกอาหาร ช่วยให้ธุรกิจอาหารสามารถ:

– ปรับปรุงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร

– ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานและภาพลักษณ์ของแบรนด์

– สร้างความสม่ำเสมอของมาตรฐานในทุกสาขา

– สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับลูกค้า

Continue reading “NSF Launches Retail Food Safety Audits Across ASEAN”

UPF กับ โรค NCDs: ทางออกของอุตสาหกรรมอาหารไทยบนฐานวิทยาศาสตร์และความยั่งยืน

           ในปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลระบุว่าสัดส่วนการกินอาหารของคนไทยในปัจจุบันประกอบด้วยอาหารธรรมชาติหรือปรุงจากวัตถุดิบสดร้อยละ 40-50 อาหารแปรรูป (Processed Food) ร้อยละ 20-30 และอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Food; UPF) ร้อยละ 15-30 ซึ่งแม้จะยังน้อยกว่าชาวอเมริกันที่บริโภค UPF สูงถึงร้อยละ 50-60 แต่แนวโน้มนี้กำลังสร้างผลกระทบต่อสุขภาวะของประชากรอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ระบบการจำแนกประเภทอาหาร (NOVA Classification)

           เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเชิงวิทยาศาสตร์ ระบบการจำแนกอาหารที่เรียกว่า NOVA Classification จึงถูกนำมาใช้ในการแบ่งระดับการแปรรูปอาหารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

– กลุ่มที่ 1: อาหารที่ไม่แปรรูป หรือแปรรูปน้อย (Unprocessed/Minimally Processed Foods) เช่น เนื้อสัตว์สด ผักผลไม้ ไข่ นมสด และธัญพืช ซึ่งผ่านเพียงการตัดแต่ง แช่เย็น หรืออบแห้ง โดยไม่เติมสารอื่นๆ

– กลุ่มที่ 2: เครื่องปรุงที่ได้จากการแปรรูป (Processed Culinary Ingredients) เช่น น้ำมันพืช เนย น้ำตาล และเกลือ เพื่อใช้ในการปรุงอาหารกลุ่มที่ 1

– กลุ่มที่ 3: อาหารแปรรูป (Processed Foods) เป็นการนำอาหารกลุ่มที่ 1 ผสมกับกลุ่มที่ 2 เช่น ผักผลไม้กระป๋อง เนื้อสัตว์รมควัน หรือขนมปังที่ผลิตด้วยกระบวนการดั้งเดิม

– กลุ่มที่ 4: อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods; UPF) คือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหลายขั้นตอน มักมีส่วนผสมที่ไม่พบในครัวเรือนทั่วไป เช่น สารสกัดโปรตีน (Protein Isolates) สารให้ความหวาน สารแต่งสี กลิ่น และสารคงตัว (Emulsifiers) ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม อาหารแช่แข็งพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น

 

 

วิกฤตสุขภาพ: “The Perfect Storm” และกลไกทางชีววิทยา

           สาเหตุที่ UPF ส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นไม่ได้เกิดจากสารอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “The Perfect Storm” หรือสมการสู่วิกฤตสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย

– ระบบเดิม (Old Wiring): สมองของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ชอบรสหวาน มัน และเค็ม เพื่อสะสมพลังงานให้รอดชีวิตในยุคขาดแคลน

– ตัวแปรใหม่ (New Environment): การพัฒนาอาหาร UPF ที่ถูกออกแบบมาให้ “อร่อยถูกปากจนหยุดไม่ได้” (Hyper-Palatable) อีกทั้งยังมีราคาย่อมเยา เข้าถึงง่าย และตอบสนองวิถีชีวิตที่ขยับตัวน้อยลง

– ผลลัพธ์: นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคเกินแบบเรื้อรัง (Chronic Overeating)

 

           ในเชิงลึก อาหารเหล่านี้ส่งผลต่อระบบประสาทโดยการกระตุ้นการหลั่งโดพามีนในระดับสูง ซึ่งหากบริโภคต่อเนื่องจะทำให้เกิดสภาวะ Receptor Down Regulation หรือตัวรับโดพามีนลดลง ส่งผลให้เกิดอาการ “ดื้อ” (Tolerance) ทำให้ร่างกายต้องการบริโภค UPF ในปริมาณที่มากขึ้นหรือรสชาติที่จัดจ้านขึ้นเพื่อให้ได้ความรู้สึกมีความสุขเท่าเดิม นอกจากนี้ การศึกษาจากวารสารทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง The Lancet ยังชี้ให้เห็นว่า UPF ก่อให้เกิดผลกระทบ “Beyond Nutrients” หรือผลเสียที่นอกเหนือจากปริมาณสารอาหาร ได้แก่

– การทำลายโครงสร้างอาหาร (Food Matrix): ทำให้การย่อยและดูดซึมเร็วเกินไป ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

– การใช้วัตถุเจือปนอาหาร: วัตถุกันเสียหรือสีผสมอาหารบางชนิดอาจรบกวนระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome)

– ความเร็วในการบริโภค: อาหาร UPF มักรับประทานได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้สัญญาณความอิ่มจากลำไส้ยังไม่ทันส่งไปถึงสมองอย่างเต็มที่

 

อาหาร UPF กับข้อถกเถียงและข้อจำกัดของระบบ NOVA

           แม้ระบบ NOVA จะเป็นที่นิยม แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยังมีข้อโต้แย้งสำคัญ โดยมองว่า NOVA อาจเป็นเพียง “Symbolism” หรือสัญลักษณ์ที่ขาดความชัดเจนในบางมิติ อาทิ

1. ไม่สะท้อนถึงคุณภาพทางโภชนาการ: การจำแนกตามระดับการแปรรูปอาจทำให้กลุ่มอาหารที่มีสารอาหารต่างกันถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ขนมปังโฮลวีตที่เสริมสารอาหาร (Fortified) กับน้ำอัดลม ทั้งคู่ถูกจัดเป็น UPF แม้จะมีคุณประโยชน์ต่างกันมาก

2. ความเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัย: การแปรรูปอาหารมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เพื่อความปลอดภัย (Safety) ยืดอายุการเก็บรักษา (Preservation) ความสะดวก (Convenience) และการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ (Fortification) ดังนั้น การโจมตีเรื่องการแปรรูปเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ละเลยถึงข้อดีเหล่านี้

3. ความย้อนแย้งของอาหารสุขภาพ: อาหารบางชนิดที่ได้รับตรา “Non-UPF Verified” อาจไม่ได้มีสุขภาพดีเสมอไป เช่น พิซซ่าหรือซุปกระป๋องบางยี่ห้อที่แม้จะใช้ส่วนผสมธรรมชาติ แต่ก็ยังมีโซเดียมหรือไขมันอิ่มตัวสูงมาก

 

           ในระดับสากล องค์กรระดับโลกอย่าง WHO และหน่วยงานอย่าง Codex กำลังเร่งพัฒนาแนวทางการบริโภค UPF และกำหนดนิยามที่เป็นมาตรฐานสากลภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ในคู่มือการบริโภคอาหาร (Food-Based Dietary Guidelines; FBDG) ของตนเอง

แนวทางร่วมกันเพื่อสังคมไทย: จากวิทยาศาสตร์สู่การปฏิบัติ

เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต NCDs ได้อย่างยั่งยืน แหล่งข้อมูลได้นำเสนอแนวทางแบบองค์รวมที่เรียกว่า “สมการแบบองค์รวมเพื่อสุขภาพในโลกยุคใหม่” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้

1. การปรับสูตร (Reformulation): ภาคอุตสาหกรรมต้องรับผิดชอบในการซ่อมแซม Food Matrix และปรับปรุงคุณภาพโภชนาการ เช่น ลดพลังงาน เพิ่มไฟเบอร์ และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิต เป็นต้น

2. การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม (Environment Change): การใช้นโยบายภาครัฐ เช่น ภาษี HFSS (ภาษีที่เรียกเก็บจากอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง) การติดฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ (Front-of-pack Labeling) และการจำกัดการตลาดสำหรับเด็ก

3. การให้ความรู้ (Knowledge & Nudges): มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมในหน่วยบริโภคที่เล็กลง (Portion control) และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

กรณีศึกษา: นวัตกรรมอาหารที่สอดคล้องกับหลักชีววิทยา

           การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารถือเป็นกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่ง แทนที่จะมุ่งจำกัดหรือบังคับให้ผู้บริโภคเลิกรับประทานสิ่งที่ชื่นชอบ ควรเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการ “ออกแบบสิ่งที่ชอบให้สอดคล้องกับการทำงานของสมองและระบบเมตาบอลิซึม” เพื่อให้ทั้งความอร่อยและสุขภาพสามารถไปด้วยกันได้ เช่น

– ข้าวบุก (Konjac Rice): การผสมบุกในข้าวเพื่อเพิ่มใยอาหารและลดพลังงาน แต่ยังคงรักษาสัมผัสของการรับประทานข้าวไว้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสุขและอิ่มท้องนานขึ้น

– เส้นไข่ขาว (Egg White Noodles): การปรับเปลี่ยน Macronutrient ให้เป็นโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลหรือผู้ป่วยโรคไต

 

บทสรุปเรื่อง UPF สำหรับสังคมไทย

           การจัดการปัญหา UPF และ NCDs ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “การไม่แปรรูป” กับ “อุตสาหกรรม” แต่เป็นการหาจุดร่วมบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ โดยต้องมองอย่างรอบด้าน (Holistic Approach) พิจารณาทั้ง องค์ประกอบทางโภชนาการ ปริมาณการบริโภค และบริบทของอาหารโดยรวม ซึ่งหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือการนำหลัก Lifestyle Medicine (LM) มาใช้ผ่านการ Coaching ทั้ง 6 เสาหลัก ได้แก่ โภชนาการ การเคลื่อนไหว การนอน การจัดการความเครียด การลดความเสี่ยง และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยเปลี่ยนจากการสื่อสารด้วย “ความกลัว” ที่อาจก่อให้เกิดแรงต้าน มาเป็นการสร้าง “ทางเลือกที่อร่อย สะดวก และดีต่อสุขภาพ” ให้กลายเป็นค่าเริ่มต้น (Default) ของสังคม เพื่อยกระดับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

 

           ขอบคุณข้อมูลจากงานสัมมนา Ultra-Processed Food กับ NCDs: ความเข้าใจบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สู่แนวทางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของสังคมไทย” จัดโดย FoSTAT เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 16 อาคารซีพี ออลล์ อคาเดมี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

เมทเล่อร์-โทเลโด คว้าคะแนนสูงสุดระดับ “A” จาก CDP ประจำปี พ.ศ. 2568 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล

             เมทเล่อร์-โทเลโด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญจากการได้รับคะแนนการประเมินด้านการดำเนินการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) ประจำปี พ.ศ. 2568 จากองค์กร CDP (Carbon Disclosure Project) ในระดับ “A” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นครั้งแรก โดยความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นการยอมรับในความมุ่งมั่นขององค์กรด้านการเปิดเผยข้อมูลสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใส และความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

             CDP (Carbon Disclosure Project) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรระดับนานาชาติที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก โดยจากการประเมินบริษัทกว่า 22,100 แห่งทั่วโลกในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งมีเพียงประมาณร้อยละ 4 เท่านั้นที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่ม “A List” ซึ่งผลการประเมินของ CDP ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากทั้งกลุ่มลูกค้าและนักลงทุนทั่วโลก

 

 

             การได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในกลุ่ม “Climate A List” สะท้อนถึงความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของเมทเล่อร์-โทเลโดในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม องค์กรยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานในระดับสูงดังกล่าว พร้อมทั้งมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Science-based Targets) ภายในปี พ.ศ. 2573

             เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เมทเล่อร์-โทเลโด จึงมุ่งเน้นในการพัฒนาใน 3 ด้านหลักอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

– การเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบบไฟฟ้า (EV) และการจัดหาพลังงานหมุนเวียน 100%

– การใช้วัสดุที่ปล่อยมลพิษต่ำสำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ (เช่น โลหะที่ปล่อยมลพิษต่ำ)

– การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของผู้ใช้งาน

             นอกจากแผนงานในระดับโครงสร้างแล้ว เมทเล่อร์-โทเลโด ยังส่งเสริมให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ผ่านการลดการใช้พลังงานในที่ทำงาน การลดการเดินทางเพื่อธุรกิจที่เกินความจำเป็น และการหลีกเลี่ยงการขนส่งสินค้าทางอากาศในกรณีที่สามารถเลือกใช้วิธีการขนส่งประเภทอื่นที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

             บริษัทฯ ขอขอบคุณพนักงานทุกท่านสำหรับความมุ่งมั่นและความทุ่มเทในการปฏิบัติตามแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศเป็นจริงได้ ด้วยพลังแห่งการทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว (One Team) เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า มีสุขภาวะที่ดีกว่า และปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

             นิตยสารฟู้ด โฟกัส ไทยแลนด์ ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จอีกก้าวของเมทเล่อร์-โทเลโด มา ณ โอกาสนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mt.com

Continue reading “เมทเล่อร์-โทเลโด คว้าคะแนนสูงสุดระดับ “A” จาก CDP ประจำปี พ.ศ. 2568 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล”