World Obesity Day 2026: Eight Billion Reasons to Act, with Asia at a Turning Point

By:      Karel Thurman

            Portfolio Director

            BENEO

 

Across Asia, waistlines are expanding at a pace few would have predicted a generation ago. While obesity has been a growing global concern for decades, rates are now increasing rapidly across the Asia-Pacific region. Already today, more than 1 billion people are living with obesity1 and predictions show that by 2030, nearly 3 billion adults — about half of the adult population — will be overweight or obese2.

 

Asia is central to this shift. In China alone, more than 50% of adults are projected to be overweight or obese by 20303; and across Southeast Asia, rates have more than doubled in many countries over the past three decades4.

 

Childhood obesity is also climbing across the region, which is of particular concern given that excess weight in early life frequently persists into adulthood. UNICEF, WHO and the World Bank report continued increases in overweight prevalence among children in East and Southeast Asia5.

 

Being overweight or having obesity is a major risk factor for non-communicable diseases, including type-2 diabetes and heart disease. This is putting global health systems under increasing pressure. Therefore, prioritising prevention from the earliest years, and throughout all stages of life, has never been more important.

 

Highlighting the scale of the problem is the focus for this year’s World Obesity Day theme, taking place on 4th March, which centres on “8 billion reasons to act on obesity”. While this is far beyond the remit of any one industry to solve on their own, the food industry has a pivotal role to play. Ingredients suppliers such as BENEO, along with manufacturers, have a shared responsibility to help consumers manage their weight sustainably by creating new food and drink concepts that make behavioural changes easier for consumers.

 

Although GLP-1 therapies might be here to stay, many consumers continue to pursue weight management through natural approaches that may lead to more gradual weight loss but are considered more balanced. Either way, the need for high quality diets remains essential, and functional ingredients have a crucial role to play. Today, losing or maintaining weight is just one piece of the puzzle within a broader approach to living healthily, including fostering a healthy gut, contributing to metabolic and mental health or supporting good sleep. That’s where smart nutrition comes in and BENEO is well positioned with a broad toolbox of science-backed solutions that can support these sophisticated needs.

 

Providing additional benefits for each stage of the weight loss journey will be key to addressing the global issue of obesity. There is huge potential for manufacturers to reformulate or develop new concepts that support consumers in this regard by creating nutrient-dense foods that deliver improved nutritional profiles. Whether that’s products enriched with prebiotic fibre, plant-based proteins or low-glycaemic carbohydrates, there’s now a variety of ingredients within the weight management toolbox.

 

One thing is clear: consumer education is paramount in tackling the issue of obesity and highlighting the important role of healthy diets. This is particularly important to avoid the misunderstanding that weight loss drugs are an easy solution — especially given weight regain after discontinuation is a major risk if eating habits are not adapted.

 

The scale of Asia’s obesity challenge demands more than short-term fixes or reactive measures. It calls for collaboration across the value chain — from policymakers and healthcare professionals to manufacturers and ingredient suppliers — to ensure that healthier choices are not only available, but accessible, affordable and appealing.

 

With obesity rates across Asia continuing to rise, now is the time for decisive, preventive action. As an industry, we are equipped with the scientific knowledge, technological expertise and ingredient solutions to contribute meaningfully. The responsibility is shared, and it is one we must not shy away from.

Continue reading “World Obesity Day 2026: Eight Billion Reasons to Act, with Asia at a Turning Point”

Food & Hospitality Asia 2026: The Premier Platform for Food & Beverage and Hospitality Innovation

Food & Hospitality Asia (FHA), Asia’s leading international trade event for the food, hospitality, and HoReCa industries, is set to return from 21 to 24 April 2026 at the Singapore Expo. As the ultimate hub for connecting Asia’s food and hospitality sectors with global markets, FHA 2026 promises to deliver unparalleled opportunities for professionals and businesses to explore cutting-edge innovations, gain market insights, and forge valuable connections.

 

          Celebrating its 48th edition, FHA 2026 will welcome over 80,000 international attendees and feature more than 2,750 exhibitors from 115 countries and regions, making it a must-attend event for industry leaders, innovators, and decision-makers.

Continue reading “Food & Hospitality Asia 2026: The Premier Platform for Food & Beverage and Hospitality Innovation”

GNT ทะยานสู่ 1% แรกของอุตสาหกรรมอาหารด้านความยั่งยืน

            บริษัท GNT ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม 1% แรกของอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร จากการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนโดย EcoVadis ผู้ให้บริการจัดอันดับความยั่งยืนทางธุรกิจระดับโลก พร้อมคว้าเหรียญแพลตทินัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการประเมิน ในฐานะผู้จัดหาสีผสมอาหารภายใต้แบรนด์ EXBERRY® ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GNT ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า และถือเป็นอีกก้าวสำคัญต่อเนื่องจากการได้รับเหรียญเงินและเหรียญทองในรอบการประเมินที่ผ่านมา1

           จากการประเมินดังกล่าว GNT สามารถเพิ่มคะแนนรวมเป็น 86 จาก 100 คะแนน ส่งผลให้บริษัทได้รับการจัดอันดับอยู่ในเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 99 ภายหลังจากยกระดับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติสำคัญต่างๆ ได้แก่

– การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการลดของเสีย ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงระบบ รวมถึงอุปกรณ์การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและสาธารณูปโภค

– การเสริมสร้างแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยอาศัยการตรวจประเมินจากหน่วยงานภายนอกและการรับรองจากองค์กรอิสระ

– การยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขความท้าทายด้านความยั่งยืนที่อาจเกิดขึ้น

– การกำกับดูแลซัพพลายเออร์อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส ผ่านการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านการจัดซื้ออย่างยั่งยืน

           ในปีเดียวกันนี้ ทาง GNT ได้ประกาศเข้าร่วมเป็นภาคีของโครงการข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact; UNGC) อย่างเป็นทางการ โดยปรับกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักสากลด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต

           ความก้าวหน้าดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์โดยตรงแก่ลูกค้า ทั้งในด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีจริยธรรม

           Rutger de Kort ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนของ GNT Group กล่าวว่า การได้รับเหรียญแพลตทินัมในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของแผนงานด้านความยั่งยืนที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดย GNT ได้มุ่งยกระดับมาตรฐาน เสริมสร้างนโยบายและกระบวนการทำงานต่างๆ ขยายการรายงานตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงพัฒนาระบบการประเมินความเสี่ยงให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

           นอกจากนี้ เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GNT ในการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ EXBERRY® ให้มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการระบุและจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ได้ในระยะยาว

           ทั้งนี้ GNT เป็นผู้พัฒนาสีผสมอาหาร EXBERRY® จากผลไม้ ผัก และพืชที่ไม่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม (Non-GMO) และตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำตลาดสีผสมอาหารด้านความยั่งยืน โดยมีแผนดำเนินงานครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต การฝึกอบรมเกษตรกรคู่สัญญาให้มีความรู้ด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด

           แนวทางดังกล่าวยังเอื้อให้ GNT สามารถจัดทำข้อมูล Product Environmental Footprint ได้อย่างถูกต้องสำหรับสีผสมอาหารส่วนใหญ่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ EXBERRY®

           นิตยสารฟู้ด โฟกัส ไทยแลนด์ ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จอีกก้าวของบริษัท GNT Group มา ณ โอกาสนี้ หากท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสีผสมอาหารจากพืช สามารถเยี่ยมชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.exberry.com

Continue reading “GNT ทะยานสู่ 1% แรกของอุตสาหกรรมอาหารด้านความยั่งยืน”

30 ปีสถาบันอาหาร พลิกบทบาทสู่ Next-Gen Accelerator เปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” ปิดช่องว่างวิจัยสู่ตลาดโลก หวังช่วยดันส่งออกอาหารปี 2569 แตะ 1.55 ล้านล้านบาท

สถาบันอาหาร (NFI) ประกาศก้าวใหม่ในโอกาสครบรอบ 30 ปี เดินหน้าพลิกบทบาทสู่การเป็น Next-Generation Food Accelerator พร้อมเปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแบบ End-to-End ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” มุ่งลดความซับซ้อนในการเข้าถึงบริการด้านนวัตกรรม และเชื่อมโยงตั้งแต่ R&D ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนอย่างครบวงจร ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเร่งพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้นร้อยละ 30–40 และลดต้นทุน R&D ลงร้อยละ 20–50

 

           นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) กล่าวว่า ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันอาหารทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs รายเล็กไปจนถึงผู้ส่งออกขนาดใหญ่ และพบว่า “โจทย์จริง” ของอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการมีองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีแยกส่วน แต่คือการมีระบบที่เชื่อมทุกองค์ประกอบให้เดินหน้าไปด้วยกันแบบครบวงจร ความเข้าใจเชิงลึกนี้จึงถูกต่อยอดเป็นรากฐานของ NFI FoodNEXT Platform ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การพัฒนานวัตกรรม “เข้าถึงได้จริง ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้เร็ว”

การยกระดับบทบาทในปี พ.ศ. 2569 ถูกวางให้เป็นจุดเปลี่ยนสู่ทศวรรษใหม่ โดยสถาบันอาหารจะขยับจากการเป็นหน่วยงานสนับสนุนทางเทคนิค ไปสู่การทำหน้าที่เสมือน Integrated Food Innovation Incubator เชื่อมต่อการวิจัย มาตรฐาน กฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ ตลาด และเงินทุนให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็น National Food Innovation Platform และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาหารไทยในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 3 แกน ได้แก่ การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและอาหารมูลค่าสูง (High-Value Creation) การยกระดับความเชื่อมั่นและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (Global Trust & Compliance) และการผลักดันแบรนด์อาหารไทยสู่ระดับโลก (Thai Brand Excellence & Globalization)

 

           สถาบันอาหาร เปิดตัว NFI FoodNEXT Platform เป็นโครงการหลักปี 2569 มุ่ง “ปิดช่องว่าง” ระหว่างงานวิจัยกับการผลิตเชิงพาณิชย์ ผ่านระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารแบบ One-Stop เชื่อม 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ R&D ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานผลิตนำร่อง การเข้าถึงตลาดใน–ต่างประเทศ และแหล่งทุน/การลงทุน ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเร่งพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้นร้อยละ 30–40 และลดต้นทุน R&D ได้ร้อยละ 20–50

แพลตฟอร์มทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ Food Innopolis Science Park สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย TED Fund สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน และ SME Bank เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ปี พ.ศ. 2569 คาดมูลค่าส่งออกอาหารแตะ 1.55 ล้านล้านบาท เติบโตร้อยละ 2.6 จากโอกาสในตลาดใหม่ เช่น ยุโรปตะวันออก CIS เอเชียใต้ และแอฟริกา ท่ามกลางความท้าทาย Green Compliance และโอกาสในตลาด Personalized & Precision Nutrition, Silver Economy และ Halal

สถาบันอาหารจึงผลักดันมาตรฐาน Food Safety และ Traceability ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยมี FoodNEXT เป็นแกนกลาง สู่ 3 เป้าหมายหลัก: Speed to Market, Cost Efficiency และ Trust & Reliability พร้อมบทบาท Next-Generation Food Accelerator” พาผู้ประกอบการไทยเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้ทางทีมสถาบันอาหารยังพาเยี่ยมชมบริการด้านต่าง ๆ จำลองสถานการณ์

การเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารที่เข้าร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ กับ NFI 3 จุด ได้แก่

 

จุดที่ 1 – NFI Culinary Center ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของอาคารศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย (Thai Food Heritage: TFH) ภายในพื้นที่ของสถาบันอาหาร มีพื้นที่ให้บริการ 2 ส่วน ดังนี้

1. ห้อง Cooking Class ขนาดพื้นที่ประมาณ 256 ตารางเมตร มีทั้งหมด 6 station สามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้30-50 คน ห้องครัวเต็มรูปแบบเทียบเท่าครัวโรงแรม 5 ดาว แยกเป็นสัดส่วนชัดเจน พร้อมอุปกรณ์ครัวอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหาร ดังนี้

– การจัดการเรียนการสอน การปรุงประกอบอาหาร กิจกรรม workshop ทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

– ครัวกลางสำหรับทำอาหารส่ง หรือเป็นโมเดลธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบที่ไม่มีหน้าร้าน (Cloud Kitchen)

– สถานที่จัดประกวดแข่งขันการทำอาหารของนักเรียน/นักศึกษา/เชฟ

– สถานที่ทดสอบฝีมือแรงงาน

– สถานที่สำหรับการถ่ายสื่อโฆษณา/ภาพยนตร์เป็นต้น

 

2. ห้อง Demonstration มีขนาดพื้นที่ประมาณ 142 ตารางเมตร เป็นห้องสาธิตความรู้ด้านอาหาร ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถจัดกิจกรรม Work Shop และกิจกรรมอื่น ๆ ได้หลายรูปแบบ อาทิ

– สาธิตการใช้วัตถุดิบ สารปรุงรส สินค้าขององค์กรให้กับลูกค้า

– เช่าถ่ายทำรายการอาหาร ถ่ายโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร

– Training พนักงานร้านอาหารเกี่ยวกับเมนูใหม่

– จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในองค์กร (Team Building) ผ่านการทำอาหาร

Continue reading “30 ปีสถาบันอาหาร พลิกบทบาทสู่ Next-Gen Accelerator เปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” ปิดช่องว่างวิจัยสู่ตลาดโลก หวังช่วยดันส่งออกอาหารปี 2569 แตะ 1.55 ล้านล้านบาท”

MULTIVAC Thailand Strengthens Its Presence in Thailand with a Modern and Sustainable Facility

MULTIVAC Thailand เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ เสริมความแข็งแกร่งในตลาดไทยด้วยโซลูชันที่ทันสมัยและยั่งยืน

Continue reading “MULTIVAC Thailand Strengthens Its Presence in Thailand with a Modern and Sustainable Facility”

ยกระดับอย่างยิ่งใหญ่ตามเสียงของลูกค้ากับ METTLER TOLEDO LAB DAY FAIR งานแสดงผลิตภัณฑ์และสัมมนาสำหรับห้องปฏิบัติการ

          จากการเปิดบ้าน LAB DAY ของแผนกเครื่องมือในห้องปฏิบัติการไปแล้วถึง 2 ครั้งในต้นปี พ.ศ. 2568 จึงค้นพบว่า LAB DAY ไม่ใช่งานสัมมนาทั่วไป แต่คือโอกาสสำคัญที่บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่าน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กับงาน METTLER TOLEDO LAB DAY FAIR งานแสดงผลิตภัณฑ์และสัมมนาสำหรับห้องปฏิบัติการ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ จังหวัดระยอง

          งานครั้งนี้ได้มอบประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากงานสัมมนาทั่วไป ด้วยโซนแสดงสินค้าให้ทุกท่านได้มีโอกาสมาเห็น มาสัมผัส มาลองดูโซลูชันที่มากถึง 7 Station ได้แก่ Smart Lab Solution, Water Analysis Showcase, Water and Moisture analyzer, Thermal analysis, Rainin pipette and Smart check, Beyond Weighing และ Automation Lab Reactor นอกจากนี้ ในส่วนการสัมมนา บริษัทฯ ได้รับเกียรติจากวิทยากรสุดพิเศษ ผศ.สุชาดา ไชยสวัสดิ์ ที่ปรึกษาศูนย์การจัดการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย มาร่วมบรรยายในหัวข้อ Sustainability Lab แนวทางพัฒนาห้องปฏิบัติการอย่างยั่งยืน ซึ่งบรรยากาศในห้องบรรยายเป็นไปอย่างน่ารักและครึกครื้น เนื่องจากผู้เข้าร่วมสามารถสอบถามและพูดคุยกับอาจารย์ได้โดยตรง เรียกได้ว่าได้รับความรู้ดีๆ ไปอย่างเต็มอิ่ม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษ! เพื่อเพิ่มสีสันในงานกับการลุ้นรับของรางวัล Big Surprise เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับห้องปฏิบัติการจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตุ้มน้ำหนักพร้อมใบ Certificate รับรอง ชุดเซ็ทสารละลายบัฟเฟอร์ และไมโครปิเปตต์! ซึ่งทุกคนต่างลุ้นร่วมกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงยังได้รับของที่ระลึกจากงานเป็นต้นไม้รักโลกคนละ 1 ต้น หลังจบงานสัมมนาอีกด้วย

          ด้วยการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 ท่าน ทางบริษัทเมทเล่อร์ โทเลโด ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่ให้เกียรติมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ร่วมกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากงานสัมมนาครั้งนี้เพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการของทุกท่านได้อย่างแท้จริง

Continue reading “ยกระดับอย่างยิ่งใหญ่ตามเสียงของลูกค้ากับ METTLER TOLEDO LAB DAY FAIR งานแสดงผลิตภัณฑ์และสัมมนาสำหรับห้องปฏิบัติการ”

ผอมแต่เสี่ยง: บทบาทของไมโครไบโอมต่อสุขภาพเมตาบอลิกของชาวเอเชีย

           แม้ชาวเอเชียหลายคนจะดูผอมเพรียว แต่บางคนมีไขมันสะสมรอบอวัยวะภายในสูง (TOFI หรือ “Skinny-fat”) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และไขมันพอกตับ โดยไม่แสดงอาการชัดเจน

           สาเหตุของภาวะ Skinny-fat ในชาวเอเชียเกิดจากการบริโภคอาหารดั้งเดิมที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและดูดซึมเร็ว เช่น ข้าวขาวหรือเส้นก๋วยเตี๋ยว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ดื้ออินซูลิน และสะสมไขมันในช่องท้อง ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้เพียงลดแคลอรีหรือหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งเป็นชุมชนจุลชีพที่ควบคุมระบบเมตาบอลิซึม ดังนั้น การดูแลไมโครไบโอมให้สมดุลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคเมตาบอลิกในภูมิภาคเอเชีย

 

ไมโครไบโอม: ตัวแปรสำคัญที่ถูกมองข้ามในสมการสุขภาพ

           ไมโครไบโอมในลำไส้เป็นศูนย์กลางควบคุมการย่อยอาหาร การสะสมไขมัน และการหลั่งฮอร์โมน เมื่อไมโครไบโอมในลำไส้สมดุลจะช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและการตอบสนองต่ออินซูลิน แต่หากเสียสมดุลจากอาหารคุณภาพต่ำ อาจทำให้เกิดการอักเสบและสะสมไขมันผิดปกติ

 

ใยอาหารจากรากชิโครี ได้แก่ อินูลิน และโอลิโกฟรุกโตส ถือเป็นพรีไบโอติกส์ทางเลือกจากธรรมชาติที่ได้รับ           การยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถช่วยบำรุงระบบนิเวศของจุลชีพในลำไส้ได้ โดยใยอาหารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น Bifidobacteria และ Lactobacilli ซึ่งส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมในลำไส้ที่เหมาะสม อันนำไปสู่ผลดีต่อสุขภาพเมตาบอลิกในภาพรวม

           จากงานวิจัยทางคลินิกระบุว่า การบริโภคใยอาหารจากรากชิโครีเพียงวันละ 3 กรัม ก็ถือว่าเพียงพอต่อการเพิ่มจำนวน Bifidobacteria และส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยควบคุมความอยากอาหารและการใช้พลังงานของร่างกาย

 

จากลำไส้สู่สมอง: วิทยาศาสตร์ของสัญญาณความอิ่ม

           การควบคุมน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่กับวินัยเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานทางชีววิทยาที่เริ่มต้นจากลำไส้ เมื่อใยอาหารถูกหมักโดยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ จะเกิดกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ได้แก่ อะซิเตต โพรพิโอเนต และบิวทีเรต ซึ่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 และ PYY ซึ่งจะส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมองและช่วยควบคุมความอยากอาหารตามธรรมชาติ กลไกนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของลำไส้ต่อการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิกในร่างกาย

           จากงานวิจัยพบว่า การบริโภคใยอาหารจากรากชิโครีช่วยลดน้ำหนักตัว ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และไขมันในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์นี้ยืนยันว่า การส่งเสริมไมโครไบโอมด้วยพรีไบโอติกส์ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเพื่อเตรียมตัวรับมือกับโรคเมตาบอลิกที่เพิ่มสูงขึ้นในทวีปเอเชีย

 

สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากน้ำตาลที่สมดุล

           สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 ผู้ใหญ่ทั่วโลกประมาณ 1 ใน 8 คน จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงร่วมกับวิถีชีวิตแบบเมืองที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย แม้การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจะมีความสำคัญ แต่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

           ในประเด็นนี้ ไมโครไบโอมในลำไส้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนเดียวกับที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความอิ่ม ยังมีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผ่านการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาล และการยับยั้งการหลั่งกลูคากอนซึ่งมีผลต่อการเพิ่มระดับน้ำตาล นอกจากนี้ GLP-1 ยังช่วยชะลอการเคลื่อนผ่านของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารไม่พุ่งสูงขึ้นเร็วจนเกินไป ด้วยกลไกดังกล่าว ใยอาหารจากรากชิโครีจึงมีบทบาทในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย

           นอกจากนี้ ใยอาหารจากรากชิโครียังมีประโยชน์ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากมีรสหวานอ่อนๆ ตามธรรมชาติ จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำตาลบางส่วนในสูตรอาหารได้ โดยที่ยังคงเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ดีไว้ อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณน้ำตาลและพลังงาน จากงานวิจัยทางคลินิกยังพบว่า หากยิ่งมีการทดแทนน้ำตาลด้วยใยอาหารดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงขึ้น ระดับน้ำตาลและอินซูลินหลังมื้ออาหารก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย

 

อนาคตของนวัตกรรมอาหารในเอเชีย

           ปัญหา “Skinny-fat” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในทวีปเอเชีย โดยผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้มองหาอาหารที่ระบุข้างฉลากว่า “แคลอรีต่ำ” หรือ “น้ำตาลน้อย” อีกต่อไป แต่ยังต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการย่อยอาหาร ระดับพลังงาน และความสมดุลของระบบเมตาบอลิกจากภายในร่างกายอย่างแท้จริง

           ใยอาหารจากรากชิโครี เช่น อินูลินและโอลิโกฟรุกโตส ถือเป็นผู้ช่วยสำคัญในการลดปริมาณน้ำตาลและพลังงานในผลิตภัณฑ์ โดยที่ยังคงรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดี พร้อมทั้งมีผลงานวิจัยรองรับเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพเมตาบอลิกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ใยอาหารยังสามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นมทางเลือก เครื่องดื่ม ไปจนถึงขนมขบเคี้ยวและเบเกอรี อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในภาพรวม ทั้งในสิ่งที่เห็นได้จากภายนอกและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

 

ผู้เขียน: Christian Philippsen

Managing Director

BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd. 

Continue reading “ผอมแต่เสี่ยง: บทบาทของไมโครไบโอมต่อสุขภาพเมตาบอลิกของชาวเอเชีย”

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยมุ่งสู่ interpack 2026: เชื่อมโยงนวัตกรรม ความยั่งยืน และโอกาสระดับโลก

            งานแสดงสินค้าระดับโลกด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ interpack 2026 เตรียมกลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ณ เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 7–13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 2,800 รายจากกว่า 60 ประเทศเข้าร่วมงาน

            เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ ได้มีการจัดงาน interpack 2026 Presentation เพื่อให้ผู้ประกอบการและสมาชิกจากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป และการพิมพ์ในประเทศไทยได้ร่วมอัปเดตแนวโน้มสำคัญของงาน interpack 2026 ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Messe Düsseldorf และสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย โดยมีการบรรยายพิเศษจากคุณ Thomas Dohse ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการระดับโลกของ interpack และคุณวิวัฒน์ อุตสาหจิต นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ผู้ถ่ายทอดมุมมองของอุตสาหกรรมไทย

เวทีระดับโลกที่มีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

           งาน interpack 2026 จะเน้นนำเสนอเมกะเทรนด์ที่กำลังพลิกโฉมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ วัสดุที่ยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าแบบหมุนเวียน ไปจนถึงทักษะแรงงานแห่งอนาคต  

          “อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน” คุณ Thomas Dohse ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการระดับโลกของ interpack กล่าว “interpack 2026 จะเป็นเวทีที่ผู้นำและนักนวัตกรรมจากทั่วโลกมาร่วมกันแก้ไขความท้าทายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรระดับโลก และรับข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

บทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลก

          คุณวิวัฒน์ อุตสาหจิต นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย กล่าวในช่วงเปิดงานว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม ความยืดหยุ่น และความร่วมมือ พร้อมทั้งกล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่ให้บริการแก่ทั้งแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแบรนด์ระดับโลกที่มองหาคุณภาพ ความรวดเร็ว และความยั่งยืน งาน interpack 2026 คือก้าวสำคัญต่อไป โดยจะเป็นเวทีระดับโลกที่กำหนดทิศทางเทคโนโลยี ขับเคลื่อนพันธสัญญาด้านความยั่งยืน และสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตในทศวรรษหน้า

สิ่งที่รอคุณอยู่ใน interpack 2026

          ภายในพื้นที่จัดแสดงกว่า 18 ฮอลล์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเทคโนโลยีด้านการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจรที่สุดในโลก ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องจักรอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงภาคเภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค และบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมี “ความยั่งยืน” และ “ดิจิทัลไลเซชัน” เป็นธีมหลักของงาน

สำหรับผู้ประกอบการไทย interpack 2026 ถือเป็นประตูสำคัญสู่ความร่วมมือระดับโลก และเป็นแหล่งเรียนรู้แนวโน้มล่าสุดที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ความยั่งยืน และความพร้อมด้านการส่งออก

Continue reading “อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยมุ่งสู่ interpack 2026: เชื่อมโยงนวัตกรรม ความยั่งยืน และโอกาสระดับโลก”

KOTRA เปิดยุทธศาสตร์สร้างอาหารเกาหลี เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของโลก ชูจุดแข็ง รสชาติ-สุขภาพ-วัฒนธรรม ผสานความนิยม K-Culture ผ่านงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 พร้อมชูไทยเป็นศูนย์กลาง K-Food ในอาเซียน

             สำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย (KOTRA) เผยยุทธศาสตร์อาหารเกาหลี (K-Food) สู่วัฒนธรรมอาหารกระแสหลักของโลก ผสานจุดแข็งรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม ผ่านความนิยม K-Culture, K-POP และ K-Drama ได้เตรียมจัดงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 26–28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลาง K-Food อาเซียน

 

             นาย ยงซอง คิม ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย (Korea Trade-Investment Promotion Agency : KOTRA Bangkok (โคทรา กรุงเทพฯ)) ซึ่งเป็นองค์กรรัฐภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและพลังงาน ของประเทศเกาหลีใต้ กล่าวถึงการส่งเสริมอาหารเกาหลีให้เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของโลกว่า วันนี้อาหารเกาหลีกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการผสานจุดแข็งด้านรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม ผนวกเอกลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม นำเสนอใหม่ให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภค เช่น การนำอาหารหมักและเทคนิคการหมักแบบดั้งเดิมที่ทำให้เกิดโพรไบโอติกส์ในรูปแบบอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่าน K-Culture, K-POP และ K-Drama ทำให้เกิดการรับรู้และความนิยมในวงกว้าง ซึ่งจุดแข็งของ K-Food นอกจากอาหารหมักดั้งเดิมอย่างกิมจิและซอสต่างๆ แล้ว ยังรวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน ขนม-ของหวาน อาหาร-เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย ส่วนการพัฒนาอาหารเกาหลีต่อไปนั้น มีเป้าหมายในการเป็นสัญลักษณ์ของอาหารคุณภาพ สุขภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นไปที่กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม (Functional Wellness Foods & Beauty Supplements) เช่น เยลลีคอลลาเจน เครื่องดื่มสมุนไพรหมัก โทนิคโสมและเครื่องดื่มโปรตีน อาหารสะดวกพร้อมรับประทาน (Smart Convenience Meals) เช่น เกี๊ยวเกาหลีพรีเมียม (Korean Premium Dumpling) ผัดวุ้นเส้นเกาหลีแช่แข็ง (Korean Frozen Japchae) และข้าวถ้วยสำเร็จรูปและข้าวผัดหอยเป๋าฮื้อที่ใช้เทคโนโลยีรีทอร์ตและโซ่ความเย็นขั้นสูง อาหารพืชและบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Plant-Based & Sustainable K-Food) เช่น เกี๊ยวเกาหลีวีแกน (Korean Vegan Dumpling) กาแฟหมักจากสโคบี้ และ อาหารเกาหลีดั้งเดิมในรูปแบบทันสมัย (Modernized Korean Traditions) เช่น ต๊อกบกกี น้ำมันงาและน้ำเชื่อมขิงแบบร่วมสมัย

 

   

             สำหรับการส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและไทยถือว่าเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประเทศไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลจิสติกส์และเป็นผู้นำในการบริโภคที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น KOTRA จึงได้เตรียมจัดงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ขึ้น ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งงาน SEOUL FOOD เป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าอาหารสำหรับมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย และไทยถือเป็นประเทศแรกที่ได้รับเลือกให้จัดงานนี้ขึ้นในต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับการจัดแสดงสินค้าที่มีการนำเสนอทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีอาหารที่ผสานแนวคิดด้านสุขภาพและความยั่งยืน การเปิดประสบการณ์ในวัฒนธรรมเกาหลีที่แท้จริง ชิมอาหารเกาหลีที่หลากหลาย พร้อมชมการสาธิตการทำอาหารจากเชฟที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเกาหลี ภายใต้แนวคิด K-Food นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต: ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพที่ดีและความยั่งยืนของโลก” (K-Food Innovation: Smart, Healthy & Sustainable)

             ซึ่งคาดว่ามูลค่าการค้าและการเจรจาธุรกิจที่เกิดขึ้นในงานฯ จะอยู่ที่ 8,196 ล้านบาท ดังนั้นงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 นอกจากจะเป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญแล้ว ยังเป็นกลไกในการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวด้านอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเกาหลี–ไทย เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศ K-Food” ที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขยายสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการเข้าสู่ตลาด การส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างการเติบโตร่วมกันของทั้งวัฒนธรรมอาหารเกาหลี อาหารของไทยและอาเซียนอีกด้วย

             งาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่  www.seoulfood-bangkok.com

กรมปศุสัตว์ยืนยัน น้ำนมโคสดไทยปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค

            อธิบดี​กรมปศุสัตว์ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด ภายใต้การตรวจสอบ​และรับรอง​มาตรฐาน​การผลิต​ทุกขั้นตอน​ เดินหน้า​ส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

            นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่นๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์​ร่วมมือกับสหกรณ์ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

 

            กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง อีกทั้งยังให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

            ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำ​ให้​เกษตรกร​ตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

 

            อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์​มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็น​ไปตามนโยบาย​ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล​ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกร​ไทย สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง”

Continue reading “กรมปศุสัตว์ยืนยัน น้ำนมโคสดไทยปลอดภัยทุกหยด คุมเข้มตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค”