Introduction of Refrigeration System

ความรู้เบื้องต้นของระบบทำความเย็น

โดย: iEnergyGuru
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
www.ienergyguru.com

iEnergyGuru
Ministry of Natural Resources and Environment
www.ienergyguru.com

Full article TH-EN

การทำความเย็น คือ การลดและรักษาระดับอุณหภูมิของเนื้อที่ว่างและวัตถุต่างๆ ให้ต่ำกว่าปกติ เช่น การทำความเย็นในตู้เย็น ตู้น้ำเย็น ตู้แช่ ห้องเย็น โรงน้ำแข็ง เป็นต้น

การเกิดความเย็น
การเกิดความเย็นในเครื่องทำความเย็น รวมทั้งเครื่องปรับอากาศที่มีใช้อยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องปรับอากาศรถยนต์ เครื่องปรับอากาศในบ้าน เครื่องปรับอากาศในอาคาร หรือการทำความเย็นในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป จะมีหลักการเบื้องต้นในการทำให้เกิดความเย็นเหมือนกัน กล่าวคือ การทำให้สารซึ่งเป็นตัวกลางในการทำความเย็น (Refrigerant) เปลี่ยนสถานะ เพราะขณะเปลี่ยนสถานะ สารทุกชนิดต้องการความร้อนแฝงเข้ามาช่วยเสมอ ดังนั้น ถ้าเราทำให้สารนี้เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ จะดูดความร้อนจากบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นมีอุณหภูมิลดลง จึงเกิดความเย็นขึ้น

Refrigeration is a method used to reduce and maintain the temperature between the objects lower than normal, such as a cooling system in the refrigerator, water cooler, freezer, cold room, ice-house, etc.
Refrigeration
Cooling effects in a refrigerator including a commonly used air conditioning units, such as refrigerators, cooler, as well as an air conditioner for automobile, household and office building, or cooling system generally used in the industry, are achieved by the same principle of refrigeration by changing the state of an intermediate refrigerant. All substance always needs latent heat to transfer the status, the phase changing from liquid to vapor will absorb the heat nearby that causes the temperature reduction.

Heat and Freeze Industrial Freezing energy Efficiency Analytic System

Heat and Freeze
ระบบตรวจวัดประสิทธิภาพเครื่องแช่เยือกแข็งอุตสาหกรรม

พีระ ภาคอุทัย
Peera Parkuthai
Research Assistant
peera.pakuthai@nectec.or.th

ดร.ศิโรจน์ ศิริทรัพย์
Sirod Sirisup, Ph.D.
Senior Researcher
sirod.sirisup@nectec.or.th

National Electronics and Computer Technology Center
(NECTEC)

Full article TH-EN

การถนอมอาหารด้วยความเย็นนั้นเป็นการคงความสดใหม่ของวัตถุดิบที่ดีที่สุด ทำให้เราสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าเพื่อนำมาขายในช่วงนอกฤดูกาล หรือนำไปขายในพื้นที่ที่ห่างไกลได้

การถนอมอาหารด้วยความเย็นด้วยการแช่เยือกแข็งเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมักจะประกอบไปด้วยกระบวนการให้ความเย็นยิ่งยวด (Undercooling) ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง หรือประมาณ -18 ºC ถึง -45 ºC เพื่อดึงความร้อนแฝง (Latent heat) และทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งภายในวัตถุดิบ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานในการแช่เยือกแข็งก็เป็นปัจจัยด้านต้นทุนที่สำคัญนอกเหนือจากต้นทุนอื่นๆ ดังนั้น ประสิทธิภาพของเครื่องแช่เยือกแข็งย่อมส่งผลกระทบในด้านต่างๆ ของกระบวนการผลิต เช่น อัตราการผลิต คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และต้นทุนด้านพลังงาน
การแช่เยือกแข็งที่ดีนั้นจะต้องทำให้เกิดผลึกน้ำแข็งขนาดเล็กกระจายทั่วทั้งวัตถุดิบ ถ้าการกระจายตัวของเกล็ดน้ำแข็งไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หรือมีการเกิดผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ในวัตถุดิบ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสินค้า เนื่องจากเมื่อนำมาหลอมละลายน้ำแข็ง (Thawing) ก็จะทำให้เกิดการสูญเสียของเหลว (Drip loss) มาก ส่งผลต่อคุณสมบัติทางประสาทสัมผัส (Organoleptic properties) ได้แก่ เนื้อสัมผัส (Texture) กลิ่น (Smell) รสชาติ (Taste) และรูปลักษณ์ (Appearance) ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า
โดยส่วนใหญ่ระบบแช่เยือกแข็งจะใช้อากาศเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนความร้อน เนื่องจาก สะอาด ไม่มีสารตกค้าง และต้นทุนต่ำ แต่เนื่องจากอากาศนั้นมีคุณสมบัติที่เป็นตัวพาความร้อนที่ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเพิ่มความเร็วของกระแสอากาศภายใน เพื่อเพิ่มการถ่ายเทความร้อนบริเวณผิวของวัตถุดิบ (Surface heat transfer)

It is known that low-temperature preservation helps preserve raw material freshness and nutrition the most as compared to other preservation methods. This in turn allows us add value to the products both via out of season and overseas sales.

Freezing is one of the low-temperature preservation techniques that is heavily utilized in food and agro-industry. Industrial freezing requires undercooling process at -18 ºC ~ -45 ºC to remove latent heat and form ice crystals in the raw material. This process consumes energy the most thus the efficiency of the freezer does have direct impact on the production costs including yields, quality and operation costs.
The most effective freezer must be able to form small ice crystals that are uniformly spread in the frozen material. If this is not the case then the quality of the frozen product can deteriorate. This is because the large ice crystals and the uneven spread of the ice crystals in frozen product compromise its organoleptic properties i.e. taste, texture, smell and appearance.
In most freezers, air is commonly used as heat transfer medium because of its cost and that air is less prone to contamination. However, due to its poor thermal properties, we need to accelerate air speed to help improve raw material surface heat transfer.

Updates on Vietnam’s Seafood and chilled processed food industries

โดย: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์
Thai Trade Center HCMC
AEC Business Support Center
ttc_hcmc@vnn.vn

Full article TH-EN

เวียดนามตั้งเป้าปี 2560 ส่งออกอาหารทะเล 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ในการประชุมสรุปผลการส่งออกอาหารทะเลประจำปี 2559 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers; VASEP) เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ คาดการณ์ว่า ในปี 2560 การส่งออกอาหาร-ทะเลของเวียดนามจะพบกับความท้าทายหลายประการ แต่ก็ได้ตั้งเป้าหมายมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลที่ 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปี 2559 ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามการประเมินจากตลาดหลัก ที่นำเข้าอาหารทะเลของเวียดนาม ได้แก่ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อย

ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกอาหารทะเลไปยังสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 จากปี 2559 มาอยู่ที่ 1.48 พันล้าน-เหรียญสหรัฐ
ทางสมาคมฯ กล่าวว่า เวียดนามจะเผชิญหน้ากับการ-แข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกาจากผู้ส่งออกในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงอเมริกาใต้ อีกทั้งสหรัฐอเมริกาใช้อุปสรรคทางเทคนิคและกำหนดอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกับผลิตภัณฑ์ของเวียดนาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเวียดนามไปยังตลาดดังกล่าว

ตลาดสหภาพยุโรปคาดว่าอัตราการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 มาอยู่ที่ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2560 ในขณะที่การส่งออกอาหารทะเลไปยังญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 มาอยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจีนคาดว่าจะกลายเป็นตลาดหลักที่นำเข้าอาหารทะเลเวียดนามในปีนี้ด้วยมูลค่าส่งออกประมาณ 1.08 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปี 2559

Vietnam Hopes to Export USD 7.4 billion in 2017
In the annual meeting summarizing 2016 seafood export performance on January 19, 2017, the Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers (VASEP) forecasted that, despite several challenges, the Vietnam seafood export industry could meet target export value of USD 7.4 billion, expanding 6% from 2016, after the economy of several top markets; the European Union (EU), Japan, and the United States of America, have shown signs of gradual recovery.
However, Vietnam seafood export to the US will increase only by 1% comparing to 2016 to USD 1.48 billion.

The minimal growth is due in part to that Vietnam is facing competition from other exporters, especially South American countries, and the US is setting up technical and tariff barriers to prevent market dumping from Vietnamese exporters.
For the EU market, the association forecasted 1% growth, or USD 1.2 billion in value, while 2% growth is predicted for the Japan market in the total value of USD 1.1 billion. China is likely to become Vietnam’s new core market with approximately USD 1.08 billion of forecasted seafood export, expanding 30% from 2016.

In 2016, Vietnam’s seafood industry exported to 161 countries around the world, generated USD 7.05 billion and expanded 7.4% from the year prior. Shrimp is the top product, taking 44% of overall Vietnamese seafood export with USD 3.13 billion in value. Dory comes in second place with USD 1.67 billion export value, expanding 24% YoY, followed by tuna, squid, and octopus.

Thai Seafood In Perspective

ภาพรวมสินค้าอาาหารทะเลของไทย

สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์

Office of Agricultural and Industrial Trade Promotion
Department of International Trade Promotion
Ministry of Commerce

Full article TH-EN

สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกอาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป (ไม่รวมกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป) ในปี 2560 ว่าจะมีมูลค่า 3,796.21 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการส่งออกลดลงร้อยละ 3

การส่งออกอาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป (ไม่รวม กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป) ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 คิดเป็นมูลค่า 573 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 0.89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
สินค้าส่งออกสำคัญในกลุ่มนี้ คือ ทูน่ากระป๋องและแปรรูป มูลค่าส่งออก 308.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.71 หากพิจารณาถึงปริมาณการ- ส่งออกอาหารทะเลจะเห็นว่ามีปริมาณการส่งออกรวม 146,895 ตัน แบ่งเป็น อาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง ปริมาณ 46,500 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.37 อาหารทะเลกระป๋อง ปริมาณ 85,242 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.30 โดยส่วนใหญ่เป็นทูน่ากระป๋อง ปริมาณ 76,782 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.33 และอาหารทะเลแปรรูป ปริมาณ 15,153 ตัน ลดลงร้อยละ 26.67 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

Office of Agricultural and Industrial Trade Promotion, Department of International Trade Promotion, Ministry of Commerce has set a 2017 target of USD 3,796.21 million for the export of fresh, chilled, frozen, canned and processed seafood (not including fresh, chilled, frozen, and processed shrimp)–which is 3% lower than that of last year

Exporting value of fresh, chilled, frozen, canned and processed seafood (not including fresh, chilled, frozen, and processed shrimp) during the first two months of 2017 amounted to USD 573 million, which is 0.89% lower from the same period last year.
Major exporting products in this group are canned and processed tuna, with export value of USD 308.49 million, enjoying a 4.71% increase. The total export volume of seafood products was 146,895 metric ton: 46,500 ton for fresh, chilled and frozen seafood (5.37% increase), 85,242 metric ton for canned seafood (2.30% increase), 76,782 metric ton for canned tuna (4.33% increase), and 15,153 metric ton for processed seafood (26.67% decrease)–compared to the same period of the previous year.

Heavy Metals Toxicity Found in Tuna and its Effects on Exports

สารพิษและโลหะหนักที่พบในปลาทูน่าและผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า

By: Suwanna Jittisorasakul
Client manager / Trainer
British Standard Institution (BSI)
suwanna.jittisorasakul@bsigroup.com

Full article TH-EN

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ากระป๋องมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก (INFOFISH) นํารายได้เข้าประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท ความต้องการปลาทูน่าสดและปลาทูน่ากระป๋องในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ประเทศผู้นําเข้าได้มีความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของอาหารมากขึ้นด้วยเช่นกัน

สารพิษที่พบในปลาทูน่า
ความปลอดภัยของสินค้าปลาทูน่ามักพิจารณาถึงการไม่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งสารพิษตกค้างที่สำคัญและมักพบในปลาทูน่า คือ สคอมโบรทอกซิน (Scombrotoxin) จัดเป็นสารพิษที่เกิดจากฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากการย่อยสลายของฮีสทิดีนอิสระที่มีอยู่ในเนื้อปลาโดยแบคทีเรียที่มีเอนไซม์ฮิสทิดีน ดีคาร์บอกซีเลส (Histidine decarboxylase) กลายเป็นฮีสตามีน โดยปริมาณฮีสตามีนที่เกิดขึ้นหลังจากปลาตายขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการเก็บรักษาปลา ทั้งนี้ ระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่สามารถสร้างฮีสตามีนอยู่ในช่วง 20-30 องศาเซลเซียส

คุณลักษณะของสารพิษสคอมโบรทอกซิน คือทนต่อความร้อนได้ ไม่มีกลิ่น หรือรสที่ผิดแปลก ผู้ป่วยที่รับสารฮีสตามีนจะมีอาการผื่นคัน คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ในกรณีที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยอาจมีอาการความดันเลือดต่ำ เห็นภาพซ้อน และแสบร้อนบริเวณลิ้น การบริโภคปลาที่มีฮีสตามีน 70-1,000 mg เพียงมื้อเดียวอาจก่อให้เกิดพิษสคอมโบรทอกซินได้ หากมีอาการแพ้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ประเทศต่างๆ ได้กำหนดมาตรฐานปริมาณฮิสตามีนที่ยอมรับได้เพื่อป้องกันอันตรายดังกล่าวขึ้นมา

โดยฮีสตามีนจัดเป็นสารเอมีนที่เกิดสะสมอยู่ในแมสเซลล์ (Mast cell) ของร่างกายซึ่งจะถูกสร้างและหลั่งออกมาเมื่อเกิดอาการแพ้ เป็นสารพิษที่เป็นอันตรายในอาหาร (Food hazard) ประเภทอันตรายทางเคมี (Chemical hazard) หากบริโภคเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ พิษของฮีสตามีนอาจเรียกว่า สคอมโบรทอกซิน (Scombrotoxin) อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณฮีสตามีนในเนื้อปลา ได้แก่ แบคทีเรียกลุ่ม Mesophilic bacteria คือแบคทีเรียที่เจริญได้ดีที่อุณหภูมิปานกลาง ระหว่าง 20-40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้สคอมโบรทอกซินมักพบเมื่อปลาถูกเก็บรักษาที่อุณหภูมิสูง ส่วนปลาที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ (Cold storage) 0-5 องศาเซลเซียส จะพบฮีสทามีนในปริมาณน้อยกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ส่วน ในขณะที่ปลาเริ่มเสียสภาพจะมีปริมาณฮิสทามีน 30 ppm และปลาที่เริ่มเน่าจะมีปริมาณฮีสทามีนมากกว่า 50 ppm เป็นต้น

Thailand is the world’s leading producer and exporter of canned tuna (INFOFISH) brought yearly over several billion Baht into the country. Whereas the demands for fresh tuna and canned tuna in international markets is on the rise year after year, the importing countries are more cautious about food safety.

Toxins Found in Tuna
Nontoxic residue is often considered safety in tuna products. The most important toxin commonly found in tuna is Scombrotoxin. It is a histamine-producing toxin that occurs naturally from the degradation of free histidine contained in fish tissues, by which the enzyme in bacteria catalyzes Histidine decarboxylase to form histamine. A number of histamine occurred in the dead fish depends on the storage temperature of the fish. The optimal temperature for the growth of the histamine-producing bacteria are in the range of 20-30 degrees Celsius.

Attributes of Scombrotoxin are heat resistant, no odor or strange taste. The symptoms typically developed in the patients after ingestion of food containing toxic histamine levels include skin rash, nausea, vomiting, diarrhea. In severe cases, the patients may experience hypotension, blurred vision, and tongue burning. At one time intake of fish contained 70-1,000 mg of histamine can cause Scombrotoxin poisoning. If an allergic reaction occurs, the patient can be fatal. Therefore, many countries have been established an acceptable standard of histamine levels to prevent potential harm.

Histamine is classified as an amine that accumulates in the body’s mast cell, which is formed and released when an allergic reaction occurs. Histamine is a food-borne chemical hazard that causes toxicity to the body after ingestion. Scombrotoxin is also known as histamine poisoning.
Bacteria is another factor influencing the amount of histamine in fish. Mesophilic bacteria are the bacteria that grow best in moderate temperatures typically between 20-40 degrees Celsius. This resulted in the presence of Scombrotoxin when fish were stored at high temperature. However, fish stored at low temperature (0-5 ° C) usually contain less than 10 parts per million (ppm) of histamine. Nevertheless, the histamine level will be increased to 30 ppm when fish turn bad and escalated to more than 50 ppm when fish starting to rot.

New Concept in Food Supply Chain Management

คิดแนวใหม่ จัดการทั่วห่วงโซ่อาหาร

โดย: สหัส รัตนะโสภณชัย
Sahas Ratanasoponchai
Assistant Vice President: Hygiene Business
Betagro Group
sahas@betagro.com

Full article TH-EN

นโยบายอาหารปลอดภัยเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกบริษัทต้องดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถยืนหยัดได้ในระยะยาวได้ แต่สิ่งที่ประสบคือ การจัดการที่ไม่สามารถดูแลได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือที่เรียกว่า From Farm to Table โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ปลายน้ำเองที่ต้องเหนื่อยมากกว่าคนอื่น ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันเพื่อจัดการทั้งห่วงโซ่อาหาร หรือ Total supply chain นั่นเอง

ผู้ประกอบการายใหญ่ที่ดูแลตั้งแต่ ฟาร์ม โรงงาน และการจัดการขนส่ง จนถึงร้านค้าหรือภัตตาคาร จะดำเนินเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าผู้ประกอบการรายย่อยแต่ละราย แต่การจัดการจำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด กระบวนการจัดการจำเป็นต้องตกลงร่วมกัน หรือมีมาตรการและจุดมุ่งหมายร่วมกัน โดยแนวทางในการจัดการอาจเริ่มต้นดังนี้

1.จัดตั้งคณะทำงานตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ซึ่งควรเป็นผู้จัดการโรงงานและผู้จัดการฝ่ายประกันคุณภาพ เป็นสมาชิก โดยมีผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเป็นประธานและผลักดันนโยบายนี้ ในส่วนผู้ประกอบการรายเล็กอาจต้องใช้วิธีการชี้แจงให้กับซัพพลายเออร์ได้ทราบถึงมาตรการ และใช้วิธีการที่เรียกว่า Supplier Quality Management

2.กำหนด KPI (Key Performance Index) ร่วมกัน เช่น การจัดการลดเชื้อก่อโรค ว่าแต่ละหน่วยงานจะลดเชื้อโรคตัวใด ลดลงเท่าไร อย่างสอดคล้องกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด และวิธีการไม่สอดคล้องกัน เพราะจะทำให้การลดเชื้อโรคนั้นไปคนละทิศทางและไม่ประสบผลสำเร็จได้ การกำหนด KPI นี้ไม่ควรเป็นการกำหนดเพื่อใช้เป็นตัววัดผลงานพนักงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้มุ่งเน้นว่าทำให้ได้อย่างไรโดยความร่วมมือกันอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น KPI จะมีขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารเท่านั้น

Food safety policy should be the main focus of every operator whose objective is to maintain its sustainable place in the business. However, it is easier said than done to keep the whole food supply chain under the same standard, from upstream to downstream or what is known in the industry as “from farm to table.” The small operators at the end of the stream would especially be the ones facing the most challenging tasks. Hence, collaboration within the industry is needed in order to manage the whole loop of total supply chain.
Major operators that oversee the whole system; from farm to plant, to transportation and restaurant, are in a better and easier position to manage this issue than the smaller players. In order to make this happen, the awareness and cooperation needs to be on the organizational level not individual one. The direction taken has to be mutually agreed upon with the same measures and goals.
Food safety performance can be improved by:

1. Organizing a working group across the supply chain
The working group should comprise of managements from factories and QA departments with a high ranking board of the organization as the group’s Chairman to be the driving force for the project. Smaller players may need to ask for cooperation from suppliers to adopt measures and working method that correspond with Supplier Quality Management.

2. Setting a common Key Performance Index or KPI
For example, setting targeted pathogen reduction rate and methods so that every player in the loop can focus at reducing the same germs at the same rate by the same methods and towards the same direction, without interfering with or impeding one another.
Employers should not look at KPI only as a tool for evaluating employees’ performance, but should focus, more on how the numbers are achieved. When recognized and focused in the same way across the industry, KPIs will be more useful than just a satisfactory numbers for the employers.

2017 Thai Exports to EU Driven by Agro-Processing Products

การส่งออกไทยไป EU ปี 2560 ได้แรงหนุนจากสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร

โดย/By: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
Kasikorn Research Center
www.kasikornresearch.com

Full article TH-EN

เหตุการณ์ทางการเมืองของฝรั่งเศสได้คลี่คลายแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหภาพยุโรป หรือ EU ไปบางส่วน ก่อนที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในเยอรมนีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งก็ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพราะนโยบายของผู้นำคนปัจจุบันยังครองใจประชาชนได้และมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีไว้ได้อีกสมัยหนึ่ง ซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองที่เริ่มปรากฏชัดทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีที่เป็นแกนนำเศรษฐกิจของ EU จะเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม EU ไว้ได้ต่อไปแม้ว่าก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศยุบสภาอย่างกะทันหัน และประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ซึ่งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อก็ยังต้องเดินหน้าพาอังกฤษถอนตัวออกจาก EU ตามแนวทาง Hard BREXIT ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่ดี อีกทั้ง ตลาดก็ได้ซึมซับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ไปบางส่วนแล้ว จึงไม่น่าส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ EU ในช่วงที่เหลือของปีมากนัก

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามพัฒนาการระบบการเมืองในอิตาลีและสเปนที่ก็มีประเด็นการแยกตัวออกจาก EU คุกรุ่นอยู่ และยังคงถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงที่เหลือของปี แม้ว่าข้อผูกมัดของการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน มีผลทำให้การแยกตัวจากกันระหว่าง EU กับสเปนหรืออิตาลีมีความซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่หากเกิดการขอถอนตัวออกจาก EU ผลที่ตามมาจะกระทบลงลึกสู่โครงสร้างเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าการแยกตัวของอังกฤษที่เป็นเพียงการตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในภาพกว้างเท่านั้น

เมื่อต่อภาพกลับมาที่ไทย แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลายประเทศในยุโรปในแต่ละช่วงเวลาสร้างความอ่อนไหวต่อตลาดเงินตลาดทุน ทำให้ค่าเงินยูโรผันผวนระยะสั้น โดยหากมองเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสประเทศเดียว ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 26 ของไทย ซึ่งการส่งออกของไทยไปฝรั่งเศสมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเพียงร้อยละ 0.7 ของการส่งออกของไทยไปตลาดโลก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองของฝรั่งเศสจึงไม่มีผลต่อการค้าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีที่ผลการเลือกตั้งของฝรั่งเศสเป็นไปตามที่ตลาดคาดหมายก็จะเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฝรั่งเศสในภาพรวม อันจะช่วยขับเคลื่อนสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดฝรั่งเศสปรับตัวดีขึ้นจากที่ไตรมาส 1/2560 การส่งออกของไทยไปฝรั่งเศสยังคงหดตัวร้อยละ 6.5 (YoY) โดยสินค้าที่น่าจะได้ประโยชน์ อาทิ เครื่องปรับอากาศ เลนซ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น แม้ว่าการส่งออกของไทยไปฝรั่งเศสจะไม่มากนัก แต่ฝรั่งเศสนับว่ามีเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญของสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกล สบู่/ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันไทยขาดดุลการค้ากับฝรั่งเศสคิดเป็นมูลค่า 1,254 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559

The current political situation in France is helping ease pressure on the EU economy somewhat prior to the German federal election slated for 4Q17, where the results should not be much of a surprise, either, because the current German leader will likely be re-elected for one more term, as her policies are still supported by voters. Growing political stability in France and Germany, economic powerhouses in the EU, is imperative towards maintaining solidarity within the EU going forward, despite the British Prime Minister’s recent decision to dissolve parliament and call for a snap election on June 8, 2017, given that the new government, as expected, will likely go ahead with a hard BREXIT to take the UK out of the EU. In addition, the market has already absorbed the news somewhat, so this should not adversely affect the EU economy much during the remainder of 2017.

Nevertheless, close attention must be paid to political developments in Italy and Spain because EU exit sentiment remains prevalent in those two countries. It is expected that they will continue to face political uncertainty during the rest of 2017, despite the fact that their agreements on the common currency would make it more difficult for them to leave the EU. However, if they were to decide to exit the EU, this would have a profound effect on the overall EU economic structure as compared to that of BREXIT, which is intended to only cut broad economic ties with the EU.

Looking into Thailand-France trade relations, France is Thailand’s 26th largest trade partner, because our export share to France accounts for only 0.7 percent of the total outward trade. Therefore, any economic and political change there should not significantly affect our overall international trade. If the presidential election results are as expected by the market, that should help improve the overall French economy, thus helping boost our future shipments there, as compared to the contraction of 6.5 percent YoY reported for 1Q17. Thai export categories that should perform well include air conditioners, lenses, rubber and rubber products, computers, plus gems and jewelry. Although our shipment volume to France is relatively small, it is a major import source of key Thai products, e.g., machinery, soaps/powdered detergent, medical/pharmaceutical products and chemicals. In 2016, Thailand sustained a trade deficit of USD 1.25 billion with France.

Packaging Innovation… ”Sustainable” Never Stops

แนวทางการพัฒนาวัสดุบรรจุภัณฑ์…“ความยั่งยืน” ยังคงเป็นจุดยืน

Packagingdigest.com

Full article TH-EN

ปีแล้วปีเล่า ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมวัสดุบรรจุภัณฑ์อาหารได้พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในแง่นวัตกรรม ความแข็งแรงทนทาน ความแพร่หลายและเป็นที่รู้จัก และในบางครั้ง เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ยังได้สร้างผลลัพธ์ที่ยืนยาว ในขณะที่เทคโนโลยีบางแบบค่อยๆ เลือนหายไป

เราจะตามไปดูนวัตกรรมที่มีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นที่นิยมในตลาด และน่าจะก่อให้เกิดอิทธิพลที่จะส่งผลโดยรวมให้กับการแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ได้ในเวลาไม่นานหลังจากนี้

1. สารเคลือบกันน้ำอย่างยั่งยืน
สารเคลือบอย่างยั่งยืนแบบใหม่จะช่วยพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ทุกชนิด (โดยป้องกันไม่ให้ความชื่นเข้าไปทำลายและปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์) และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับสารเคลือบแบบหลายชั้น (Laminated structures) ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว สารเคลือบอย่างยั่งยืนมักจะรีไซเคิลได้ และสารเคลือบกันน้ำชนิดใหม่นี้ถือว่าได้สร้างความแตกต่างอย่างที่สำคัญ

2. ฉนวนแบบเบา
วัสดุห่ออาหารแบบควบคุมอุณหภูมิชนิดนี้ มีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีฉนวนแบบเดิม ทั้งยังมีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากกว่าผ้าคลุมที่ทำจากโฟมโพลีสไตรีน (Expanded Polystyrene : EPS) ร้านค้าปลีกในยุโรปได้นำเอาฉนวนแบบเบามาใช้สำหรับรถเข็น ชั้นวางและลังบรรจุอาหาร เพื่อรักษาสภาพอาหารให้มีความเย็นได้นานกว่า 3.5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับร้านค้าที่ไม่ค่อยมีพื้นที่สำหรับแช่เย็นอาหาร และมีอัตราการจำหน่ายสินค้าสูง

Year over year, advancements in technology that impact the packaging industry become more innovative, robust, widespread and tangible. The outcomes of these new technologies sometimes leave lasting impressions while others fade with trial and error.

Here are some recent innovations on the bleeding edge. It is only a matter of time before these new technologies are not only brought to market but become highly influential in various and competing packaging industries:

1. Sustainable Aqueous Barrier Coatings
New sustainable coatings improve any fiber products (by preventing moisture from penetrating the material and potentially contaminating foods) and present alternatives to laminated structures that, in contrast to those treated with new sustainable coatings, cannot be recycled. In sustainable practices, this is a major differentiator factor of this new technology

2. Light Weight Insulation
The temperature-controlling packaging material offers clear advantages over conventional insulated blanket technology and is a flexible, sustainable alternative to expanded polystyrene (EPS) foam. Commercialized in Europe, retail stores leverage the new technology for shrouds over dolly, roll cages and pallets. These shrouds maintain chilled conditions for more than 3.5 hours—and are particularly useful in stores with limited space for refrigeration and when products have high turnover.

Imports of Organic Products Subject to New EU Electronic Certification System

การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายใต้ระบบการรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ของสหภาพยุโรป

By: European Commission

Full article TH-EN

ระบบการรับรองอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ของสหภาพยุโรป จัดทำขึ้นเพื่อใช้ตรวจสอบการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การพัฒนาและนำระบบดังกล่าวมาใช้จะทำให้ EU มีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งยังจะกลายเป็นผู้นำของโลกด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการรวบรวมข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วย

ระบบการรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใหม่นี้จะช่วยเพิ่มมาตรการการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของอาหารและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยลดภาระการบริหารจัดการสำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานต่างๆ โดยระบบจะบันทึกข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ครอบคลุมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบเอกสารฉบับแบบเก่าและระบบการรับรองอิเล็กทรอนิกส์จะถูกนำมาใช้ร่วมกันในช่วงเปลี่ยนผ่านจากนี้ไปอีก 6 เดือน และตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ข้อมูลการนำเข้าสินค้าอินทรีย์ในยุโรปทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ด้วยระบบการรับรองอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

ฟิล โฮแกน คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและการพัฒนาชนบท กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นของเราในการรับรองและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นส่วนสำคัญในมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป มาตรฐานระดับสูงเหล่านี้ช่วยให้สหภาพยุโรปกลายเป็นผู้นำที่ดีที่สุดในโลกด้านอาหาร แต่ก็ต้องพยายามหาวิธีใหม่เพื่อมุ่งหาสิ่งที่ดีกว่าอย่างต่อเนื่องต่อไป อย่างไรก็ตาม ระเบียบข้อบังคับใหม่เหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์อินทรีย์ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

A new system of electronic certification to better monitor imports of organic products becomes applicable tomorrow, making the EU a global leader in traceability and in the collection of reliable data on trade of these products.

This pioneering e-certification system will contribute to enhancing food safety provisions and reducing potential fraud. It will also reduce the administrative burden for operators and authorities, and provide much more comprehensive statistical data on organic imports.
Both paper and e-certification will be used during a 6-month transition period. As of 19 October 2017, organic imports will be covered only by e-certification.

EU Commissioner for Agriculture and Rural Development Phil Hogan said: “Our commitment to stringent certification and inspection measures is an important component in the EU’s food safety standards. These high standards have allowed us to become the best address for food in the world, but we must always strive to find new and better ways to do even more. These new rules will improve the traceability of organic products, which is an important growing market.”

Creative Ways in Evolving Flavours

ศาสตร์และศิลป์แห่งกลิ่นรสเพื่อการผสมผสานที่ลงตัว

Tan Pok Kiem
Group Business Manager
KH Roberts

Full article TH-EN

ส่วนผสมอาหารท้องถิ่นที่ไม่ซ้ำใคร
ตั้งแต่มนุษย์เรียนรู้ที่จะล่าสัตว์ เราได้เรียนรู้ว่ากระบวนการปรุงอาหารที่แตกต่างกัน จะนำไปสู่รสชาติที่ดีขึ้น กระบวนการเตรียมอาหารได้ถูกสร้าง พัฒนา แก้ไข พร้อมกับการปรุงแต่งรสชาติที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ประเทศ และแม้กระทั้งในท้องถิ่น รสชาติที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใครนี้ ส่วนใหญ่มักได้มาจากวัตถุดิบท้องถิ่น การค้นพบเครื่องปรุงชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องเทศ และกระบวนการปรุงรสใหม่ๆ เช่น การหมักดอง ได้เปลี่ยนแปลงการเตรียมอาหารแบบเรียบง่ายให้กลายเป็นงานศิลปะจวบจนถึงปัจจุบัน

แค่ 2 ยังน้อยไป
รสชาติมากมายหลายชนิดและประสบการลิ้มลองอาหารยิ่งกระตุ้นความอยากและดึงดูดให้ผู้บริโภคแสวงหาอาหาร ทุกวันนี้ การใช้เครื่องปรุงเครื่องเทศ 2 ชนิดหรือมากกว่านั้นในส่วนผสมของอาหารนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยมักเป็นการผสมผสานเพื่อให้อาหารมีรสชาติที่ดีขึ้นและเพิ่มประสบการณ์ใหม่ให้ผู้รับประทาน จากรสชาติเปรี้ยวหวานแบบคลาสสิค ไปจนถึงรสชาติเปรี้ยวเผ็ดที่หาทานไม่ได้ง่ายๆ การผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ไม่มีวันจบสิ้น

ในปัจจุบัน การเพิ่มหรือการจับคู่รสชาติอาหารได้ทำให้เกิดการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ และยิ่งกระตุ้นความน่าสนใจของตลาดอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภค การเปิดตัวอาหารรสชาติใหม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดอาหาร เช่น มันฝรั่งรสเนยน้ำผึ้ง ขนมอบรสใบเตยมะพร้าว ชาเขียวกลิ่นมะลิ คาราเมลเค็มในไอซ์ครีม และชาเขียวถั่วแดงในพาสทรี เป็นต้น

การผสมผสานรสชาติในการปฏิบัติ
รายการส่วนผสมรสชาติใหม่นั้นไม่มีที่สิ้นสุด และดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทีมพัฒนาสินค้าในการนำ

Distinct Local Ingredients
Since the early days when humans learnt to hunt, it was discovered that different cooking and processing methods resulted in better tasting food. Various methods of food preparation have since been created, developed, refined, with very distinct unique flavours and tastes in different regions, countries and even towns. These unique flavours and tastes are very often influenced by the local ingredients available. With the discovery of more ingredients like spices and processing methods like fermentation, simple food preparation evolved into the complex culinary art it is today.

Not Two Many
A multitude of flavour and sensory experiences whets the appetite and attracts consumers to the food. Today, the use of two or more ingredients and spices in combination are not uncommon, usually with the objective of achieving a better tasting cuisine with multiple flavour experience. From the classic sweet and sour to the exotic spicy and sour, the creative combinations are endless.

In recent times, the increased use of flavours in combination or flavour pairing has driven new product development rates and kept the processed food and beverage market exciting for consumers. Successfully launched flavour combinations that made a positive impact in the market included honey butter in potato chips, coconut pandan in baked goods, jasmine green tea in beverages, salted caramel in ice cream, and red bean matcha in pastries.

Flavour Combination in Practice
The list of new potential flavour combinations is endless and it may seem easy for new product development teams to take on this strategy for prospective product launches. To apply this strategy successfully in practice, there are critical factors for consideration during the development stage.