“พาณิชย์” แนะโอกาสทองส่งออกปลาหมึก “ซึรึเมะอิกะ” ไทยเข้าสู่ญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยประมงญี่ปุ่นจับปลาหมึก “ซึรึเมะอิกะ” ได้น้อยลง และรัฐบาลยังกำหนดโควต้าจับจนทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลน แนะไทยใช้โอกาสนี้ผลักดันส่งออกปลาหมึกไทยเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาด พร้อมขอให้เข้มงวดเรื่อง IUU เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทย

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้รายงานถึงโอกาสการส่งออกปลาหมึก “ซึรึเมะอิกะ” หรือปลาหมึกบิน ของไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น หลังจากได้สำรวจความต้องการในตลาดแล้วพบว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นประสบปัญหาการขาดแคลนปลากหมึกซึรึเมะอิกะ เพราะชาวประมงญี่ปุ่นจับปลาหมึกชนิดนี้ได้ลดลง เพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเล ทำให้ปลาหมึกโตช้า และยังมีการเข้ามาจับปลาหมึกของเรือประมงต่างชาติทั้งเกาหลีเหนือและจีนเพิ่มขึ้น ทำให้ประมงญี่ปุ่นจับได้น้อยลง

ทั้งนี้ ผลจากการที่ปลาหมึกซึรึเมะอิกะเข้าสู่ตลาดน้อยลงทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาขายส่งอยู่ที่ 564 เยนต่อกิโลกรัม (กก.) หรือประมาณ 164 บาทต่อ กก. เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 80 จากเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า และยังส่งผลให้ร้านอาหารที่ใช้ปลาหมึกในการประกอบอาหารมีรายได้ลดลง และหันไปใช้สัตว์น้ำประเภทอื่นทดแทน

ขณะเดียวกัน กรมประมงญี่ปุ่น ยังได้มีมาตรการกำหนดโควต้าจับปลาหมึกซึรึเมะอิกะ ปีงบประมาณ 2561 (เม.ย. 2561-มี.ค. 2562) ให้เหลือเพียง 97,000 ตัน เพื่อให้ปลาหมึกได้มีโอกาสแพร่พันธุ์มากขึ้น และเพิ่มปริมาณการนำเข้าปลาหมึกซึรึเมะอิกะจากต่างประเทศในปี 2561 เป็น 87,000 ตัน เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ และยังมีแนวโน้มว่าญี่ปุ่นอาจต้องเพิ่มโควต้านำเข้าอีกในเร็วๆ นี้

“ผลจากความต้องการปลาหมึกซึรึเมะอิกะที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้เป็นโอกาสสำหรับปลาหมึกไทย โดยไทยสามารถส่งออกปลาหมึกมงโกอิกะหรือหมึกกระดองไปยังญี่ปุ่น ภายใต้ความตกลง JTEPA (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น) ได้ เพราะญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้าเป็นศูนย์แล้ว แต่สำหรับปลาหมึกซึรึเมะอิกะและปลาหมึกอื่นๆ ญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้าระหว่างร้อยละ 3.5-5 ซึ่งขณะนี้ ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาให้ญี่ปุ่นลดภาษีนำเข้าในกลุ่มปลาหมึกเพิ่มเติมอยู่ หากทำสำเร็จจะช่วยสนับสนุนการส่งออกและสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทย”

อย่างไรก็ตาม ในการส่งออกปลาหมึกไปยังตลาดญี่ปุ่น ผู้ประกอบการไทยต้องมีการกำกับดูแลเกี่ยวกับการประมง เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการทำประมงที่ผิดกฎหมาย การประมงที่ขาดการรายงาน และการประมงที่ขาดการควบคุม (IUU) เพราะนอกจากจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกของอุตสาหกรรมประมงของไทยแล้ว ยังเป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืนต่อไปด้วย

ในปี 2560 ญี่ปุ่นมีการนำเข้าปลาหมึกซึรึเมะอิกะ ปริมาณ 93,069 ตัน แหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ จีน ชิลี และเปรู ปริมาณ 44,744 ตัน , 14,744 ตัน และ 11,593 ตันตามลำดับ และนำเข้าจากไทยเป็นลำดับที่ 9 ปริมาณ 85 ตัน โดยปลาหมึกซึรึเมะอิกะที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่น มีทั้งรูปแบบปลาหมึกสดและปลาหมึกแปรรูป

หนุน SME คลัสเตอร์มะพร้าวในงาน TI Expo 2018

3 สิงหาคม 2561

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นายวชิระ แก้วกอ ผู้อำนวยการฝ่ายประสานเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สสว. ร่วมด้วยนางนิตยา พิระภัทรุ่งสุริยา รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และนางอรวรรณ แก้วประกายแสงกูล ที่ปรึกษาสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมเครือข่าย SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าวที่เข้าร่วมงาน Thailand Industry Expo 2018 (TI Expo2018) ณ บูธสถาบันอาหาร อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ภายในงานมีผู้แทนเครือข่ายจากกลุ่มคลัสเตอร์ Best Coconut (สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี) กลุ่มคลัสเตอร์พร้าวหอมสามพราน (นครปฐม) และกลุ่มคลัสเตอร์ Coco Inter Prachin (ปราจีนบุรี) นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2561 ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าวและกล้วย ซึ่งสถาบันอาหารได้รับมอบหมายจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้ดำเนินการ

Steinecker Brew Center: the world’s most sophisticated research brewery has been inaugurated

Germany, 17 July 2018

 

The fact that Krones offers its clients everything from a single source is nothing new. But now the group even has a brewery of its own at its facility in Freising: the Steinecker Brew Center provides both clients and Krones itself with an option for collaborative brewing, conducting trials, and testing new technologies.

 

The heart of the new brewing pilot plant is a five-hectolitre brewhouse comprising five different vessels. “The system is small, that’s true, but it offers maximum flexibility all the same: here we can combine different technologies, and are able to demonstrate the large bandwidth of solutions offered by Krones. We can, for example, reproduce an ultra-wide range of internationally employed processes on the one hand while also familiarising our own commissioning engineers and clients’ staff with the technologies concerned on the other,” explained Dr. Konrad Müller-Auffermann, who was responsible for this project, at the inauguration ceremony held on 19 June 2018.

 

To justify the appellation of “the world’s most sophisticated research brewery”, the high-tech facility has been networked using IT to the very latest state of the art. For this purpose, the Brew Center continues to liaise very closely with Krones’ subsidiary Syskron, which has integrated its ReadyKit and Share2Act products into the Steinecker Brew Center. The added value? In the brewing pilot plant at Freising, both clients and Krones staff can now run practical trials to find out which process-engineering solutions are most efficiently suited to beverage production and how digital interfacing can assist the brewer in his daily work. What’s more, thanks to the Brew Center, it will in future be possible to develop new products faster and test them under realistic conditions.

 

During the inauguration ceremony, attended by Krones clients, academics and other experts from the sector, plus Krones’ Executive Board and staff, Heiko Feuring who heads the Steinecker Plant and the Breweries business line, especially emphasised the swift progress of the project: “We were able to translate this investment project worth 2.6 million euros into hands-on reality within one year. So we’re delighted that we’re now able to use our Brew Center.”

ร่วมแสดงความคิดเห็น U Share V Care เดือน สิงหาคม 2561

ร่วมแสดงความคิดเห็น U Share V Care ลุ้นรับของกำนัล Make Your Frappuccino by Starbucks Frozen Drink Maker (Only 1 Lucky Winners)

ลุ้นรางวัลกับเราได้ตามลิงก์ด้านล่างเลย อย่าลืมกรอกให้ครบ..นะคะ

https://goo.gl/forms/R6cE8aPNlDfamCo73

สผ. ร่วมกับ GIZ ขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การดำเนินการในพื้นที่เพิ่มอีก 60 จังหวัด

Horti ASIA 2018 นวัตกรรมพืชสวนแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์: ผู้นำในด้านการรับมือความท้าทายของกลุ่มอุตสาหกรรม

19 กรกฎาคม 2561 –

บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ร่วมกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ แถลงข่าวการจัดงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2018 ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยมี มร.เกส ปีเตอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน และมีการอภิปรายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพืชสวนในประเทศเนเธอแลนด์ เรื่องโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและจะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมพืชสวนของโลกได้อย่างไร

ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจาก กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และผู้สนับสนุนหลักในการจัดงาน สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมพูดคุยถึงบทบาทของภาครัฐและเอกชนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านของอุตสาหกรรมพืชสวนในประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้น ผ่านงานฮอร์ติ เอเชีย 2018 นำเสนอปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและนวัตกรรมด้านการปลูกพืชผัก ไม้ผล และดอกไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 ณ ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ร่วมกับ งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2018 งานแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลการเกษตร

คุณนิชาภา ยศวีร์ ผู้อำนวยการอาวุโสของสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลรับผิดชอบด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย และยังเป็นผู้สนับสนุนงานแสดงสินค้า ฮอร์ติ เอเชีย นับตั้งแต่ครั้งแรก ได้กล่าวว่าในปีนี้ “เรามีความยินดีที่แคมเปญของเรา “Exhibiz in Market” ได้มีส่วนร่วมในการดึงดูดพาวิลเลียนใหญ่จาก 7 ประเทศในงานฮอร์ติ เอเชีย และงานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2018 การให้ความสนับสนุนของ สสปน. เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับนโยบายของรัฐบาลไทย ซึ่งก็คือการใช้งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 เนื่องจากงานแสดงสินค้าทั้งสองงานนี้มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและยกระดับภาคส่วนเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมอนาคต (S-curve) ในนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยองค์กรยังมีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายในการทำธุรกิจด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารให้สำเร็จที่เหมาะสมที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกผลผลิตจากทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่ตั้งของประเทศไทยนับว่าเป็นใจกลางของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เป็นสามารถยกเป็นศูนย์กลางเพื่อพร้อมรับเศรษฐกิจที่กำลังเกิดใหม่ของภูมิภาคได้ และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพดังกล่าวนี้ สสปน. ได้สนับสนุนแนวทางเพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจัดแสดงสินค้าของประเทศไทยนั้นพร้อมเสมอที่จะกระตุ้นความสำเร็จในการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ

“เราต้องการแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ของเรา ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งพืชผลเขตร้อนและเฉพาะถิ่นที่สามารถเพาะปลูกได้ในประเทศไทยและทวีปเอเชีย” กล่าวโดย นายไมเคิล เดวาร์รีแวร์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท East-West Seed ซึ่งบริษัทนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมปรับปรุงพันธุ์พืชผักใหม่ล่าสุด “ส้มตำ F1” ซึ่งเป็นมะละกอที่ไม่ได้เกิดการการตัดแต่งพันธุกรรม ในโชว์พิเศษ “ส้มตำ” โดยมีท่านเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยได้เข้ามาร่วมตำส้มตำด้วย

สำหรับผู้จัดงานฮอร์ติ เอเชีย นายมานูเอล มาดานิ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้เรามารวมกันได้นั้นคือความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความปลอดภัยของอาหาร การผลิตพืชชีวภาพ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาด้วยความเย็น งานฮอร์ติ เอเชีย 2018 จะกลายเป็นงานที่รวมวิสัยทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรม รวมถึงบริษัทชั้นนำอีกมากกว่า 300 บริษัท จาก 25 ประเทศทั่วโลก เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี ตุรกี เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย ในงานนี้จะครอบคลุมความต้องการด้านพืชสวนทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่การเตรียมวัสดุปลูก การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การปรับปรุงพันธุ์ การดูแลใส่ปุ๋ยปุ๋ย การปรับปรุงคุณภาพดิน การระบายอากาศ และเทคโนโลยีโรงเรือน”

หากท่านสนใจเยี่ยมชมงานแสดงสินค้า ท่านสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ www.horti-asia.com โดยใช้รหัสลงทะเบียน VMB 20014 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ +662-670-0900 ต่อ 209, 212

KH Roberts 50th Anniversary & Integrated Manufacturing Facility Official Opening Launch of a New Automated and Smart Flavour Manufacturing Facility

Singapore, 18 July 2018

 KH Roberts (KHR) will be commemorating their 50th Anniversary with the official opening of its new state-of-the-art integrated flavour manufacturing facility. The facility spans over 100,000 square feet and was built on a total investment of more than $20 million. The opening of KHR’s new facility will be graced by Mr.Chan Chun Sing, Minister for Trade & Industry.

 

Employing smart technologies, automation and digitisation at their new integrated flavour manufacturing facility, KHR is proud to announce the successful commissioning of a state-of-the-art automated liquid distribution and dispensing system, a core capability in their new facility. The customised automated system is the first-of its-kind in the industry, synergising both automation and scalability of production batch sizes. It works to reduce reliance on manual labour, extend production uptime, minimise risk of product defects and consistently meet stringent food safety requirements.

 

The new facility also includes a full-fledged flavours R&D centre, equipped with flavour creation, sensory evaluation, analytical testing, product development and bench-top chemistry capabilities. Integrated to the facility is a dedicated pilot plant space for small scale product development and test production, enabling customers and collaborators to test new pre-commercial and new technology-based products prior to commercial production. These capabilities help KHR to enhance their agility and speed to market.

 

CEO of KHR, Dr.Peter K.C. Ong says “The adoption of automation helps us to achieve production capacity scalability without physical space limitation or labour constraints. With the integration of R&D and pilot production, we will be able to continually innovate and broaden our portfolio by offering customers with best-in-class flavour solutions and a seamless customer experience.”

 

KHR’s strategic partnerships with Enterprise Singapore and SkillsFuture Singapore have helped their employees adapt to the innovative automation and digitisation processes in the new work environment. Ms Chua Xinyi, a Quality Control Executive was among those selected for the SkillsFuture Earn and Learn Programme, allowing her to build on her skills and knowledge while transiting to the new work environment.

 

For more information on KHR 50th Anniversary, please visit www.khr50.com.

 

———————————————————————-

KH Roberts ฉลองครบรอบ 50 ปี เปิดตัวโรงงานผลิตกลิ่นรสแห่งใหม่

เปิดตัวระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการผลิตที่สมบูรณ์แบบ

 

สิงคโปร์, 18 กรกฎาคม 2561

 

KH Roberts (KHR) ฉลองครบรอบ 50 ปี เปิดตัวโรงงานผลิตกลิ่นรสแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งโรงงานแห่งนี้พรั่งพร้อมด้วยนวัตกรรมแห่งการผลิตอันสมบูรณ์แบบ ครอบคลุมบนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางฟุต ด้วยงบการลงทุนสร้างรวมกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยพิธีเปิดครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr.Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด

 

โรงงานผลิตกลิ่นรสแห่งใหม่นี้มีการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มาพร้อมด้วยระบบอัตโนมัติและระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยบริษัทฯ มีความภูมิใจที่จะประกาศความสำเร็จของการใช้นวัตกรรมระบบการจัดการของเหลวในกระบวนการผลิต (Liquid distribution and dispensing system) ซึ่งถือเป็นความสามารถด้านการผลิตหลักของโรงงานแห่งใหม่นี้ ทั้งนี้ เทคโนโลยีการผลิตได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะและมีการใช้ในอุตสาหกรรมประเภทกลิ่นรสที่นี่เป็นแห่งแรก โดยมีความพร้อมสำหรับการผลิตทั้งระบบอัตโนมัติและความสามารถในการปรับขยายปริมาณการผลิตได้ตามต้องการ จึงลดการพึ่งพาการใช้แรงงานคน เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงของการเกิดข้อผิดพลาดในสินค้าที่ผลิต และเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวด

 

นอกจากในส่วนของโรงงานผลิตแล้วยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนากลิ่นรสแบบครบวงจร ทั้งการสร้างสรรค์กลิ่นรสใหม่ๆ การทดสอบทางประสาทสัมผัส การวิเคราะห์ทดสอบ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และงานวิจัยด้านเคมีระดับแนวหน้า โดยการบูรณาการด้านการผลิตและการวิจัยนี้ยังรองรับการผลิตระดับทดลองเพื่อการพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อนจำหน่ายจริงรวมถึงได้ทดลองใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่ก่อนที่จะนำไปใช้ผลิตจริงในระดับต่อไป

 

Dr.Peter K.C. Ong, CEO บริษัท KHR เปิดเผยว่า “การใช้ระบบอัตโนมัตินั้นช่วยให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จด้านความสามารถในการผลิตได้โดยปราศจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และกำลังแรงงาน การทำงานร่วมกันทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นทำให้บริษัทฯ สามารถคิดค้นและพัฒนากลิ่นรสใหม่ๆ ออกมาได้อย่างหลากหลายเพื่อตอบรับความต้องการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า”

 

นอกจากนี้ KHR ยังได้สร้างความร่วมมือด้านกลยุทธ์ร่วมกับ Enterprise Singapore และ SkillsFuture Singapore ซึ่งจะยิ่งช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรมของระบบอัตโนมัติและระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบภายใต้สภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ทั้งหมด โดยมี Ms.Chua Xinyi ผู้บริหารด้านการควบคุมคุณภาพเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน SkillsFuture Earn and Learn ครั้งนี้ ซึ่งทำให้เธอสามารถพัฒนาทักษะและความรู้ความสามารถได้ในระหว่างเข้าร่วมโครงการครั้งนี้

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KHR ครบรอบ 50 ปี ได้ที่เว็บไซต์ www.khr50.com.

ธุรกิจร้านกาแฟสร้างจุดขายชูคุณภาพกาแฟ บาริสต้า ชิงตลาด 17,000 ล้านบาท

กรุงเทพฯ, กรกฎาคม 2561 – ธุรกิจร้านกาแฟโตต่อเนื่องมูลค่าพุ่งกว่า 17,000 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับคุณภาพกาแฟและความสามารถบาริสต้า หวังใช้เป็นจุดขาย ล่าสุด ยูบีเอ็ม เอเซีย จับมือ สมาคมบาริสต้าไทย จัดการแข่งขันศิลปะบนถ้วยกาแฟ 2019 (Thailand National Latte Art Championship (TNLAC) 2019) และการแข่งขันการสร้างสรรค์เครื่องดื่มจากกาแฟ 2019 (Thailand National Coffee in Good Spirits Championship (TNCIGS) 2019) ในงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2018 เพื่อพัฒนาความสามารถบาริสต้าไทย พร้อมหาตัวแทนเข้าแข่งขันระดับโลก หวังสร้างแชมป์โลกคนที่สอง

นายจัสติน พาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการเติบโตของธุรกิจร้านกาแฟว่า ปัจจุบันมูลค่าธุรกิจร้านกาแฟพุ่งขึ้นสูงถึง 17,000 ล้านบาท เติบโตปีละร้อยละ15-20 จากปัจจัยสำคัญคือ วัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคนไทย โดยอัตราเฉลี่ยในการบริโภคกาแฟของคนไทยอยู่ที่ปีละ 300 แก้ว/คน/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีกมาก เมื่อเทียบกับปริมาณการบริโภคกาแฟจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นที่บริโภคกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 400 แก้ว/คน/ปี ยุโรปบริโภคกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 600 แก้ว/คน/ปี หรือฟินแลนด์บริโภคกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 แก้ว/คน/ปี

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ธุรกิจร้านกาแฟมีการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ละร้านต้องสร้างจุดเด่นและความแตกต่างเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งนอกจากการออกแบบและตกแต่งร้านแล้ว ยังมีการนำเสนอถึงคุณภาพของกาแฟและความสามารถของบาริสต้าควบคู่ไปด้วย ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากกลุ่มผู้ดื่มกาแฟรุ่นใหม่ให้ความใส่ใจกับรสชาติและคุณภาพของกาแฟมากขึ้น โดยการชงกาแฟให้ได้รสชาติและคุณภาพดีนั้นต้องอาศัยทักษะ ความรู้ ความสามารถของบาริสต้า ซึ่งต้องใส่ใจตั้งแต่การเลือกเมล็ดกาแฟ วิธีการชงกาแฟ และการสร้างสรรค์เมนูกาแฟให้เป็นที่ถูกใจลูกค้า โดยในหลายปีที่ผ่านมาต้องถือว่าบาริสต้าไทยมีการพัฒนาความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์โลก ลาเต้อาร์ตมาเป็นชาติแรกของอาเซียนได้อีกด้วย

เพื่อเป็นการผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาความสามารถของบาริสต้าไทยให้เพิ่มสูงขึ้น ยูบีเอ็ม เอเชีย ผู้จัดงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2018 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับโรงแรม ภัตตาคาร การจัดเลี้ยง และการบริการนานาชาติ จึงได้ร่วมมือกับสมาคมบาริสต้า จัดการแข่งขันศิลปะบนถ้วยกาแฟ 2019 และการแข่งขันการสร้างสรรค์เครื่องดื่มจากกาแฟ 2019 ขึ้น เพื่อหาตัวแทนประเทศไทยไปเข้าร่วมการเข้าแข่งขันในระดับโลกต่อไป

การแข่งขันศิลปะบนถ้วยกาแฟเป็นการแข่งขันศิลปะโฟมนมบนถ้วยกาแฟที่ท้าทาย เพราะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และทักษะเฉพาะตัวในการสร้างลวดลาย ด้วยการเทลายลาเต้อาร์ตที่ใช้เพียงอุปกรณ์พิชเชอร์และถ้วยกาแฟเท่านั้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเทลายทั้งในรูปแบบไม่ใช้อุปกรณ์เพิ่ม (Free-Pour Lattes) และ การเทรูปแบบใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมและสี (Designer Lattes) ซึ่งคณะกรรมการจะตัดสินจากลักษณะภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ความคมชัด และความเหมือนกันของลายในถ้วยกาแฟที่นำเสนอ

ส่วนการแข่งขันการสร้างสรรค์เครื่องดื่มจากกาแฟ เป็นการแข่งขันรายการใหม่ครั้งแรกของประเทศไทย โดยจะเน้นทักษะการผสมผสานกาแฟกับส่วนผสมอื่นให้เกิดเป็นเมนูเครื่องดื่มที่ลงตัว สามารถนำเสนอได้ทั้งในรูปแบบร้อน อุ่น และเย็น ซึ่งการตัดสินคณะกรรมการจะพิจารณาจากทักษะการทำกาแฟ รสชาติที่สร้างสรรค์ ความลงตัวของเครื่องดื่ม และรูปแบบการนำเสนอ

ผู้ชนะการแข่งขันทั้งสองรายการจะได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันในเวที World Latte Art Championship (WLAC) 2019 และเวที World Coffee in Good Spirits Championship (WCIGS) 2019 ซึ่งผู้จัดการแข่งขันฯ มีความมุ่งหวังอย่างยิ่งที่จะใช้เวทีระดับโลกสร้างชื่อเสียงให้แก่บาริสต้า ธุรกิจกาแฟ และ อุตสาหกรรมกาแฟของไทย หลังจากเวทีนี้เคยส่งให้ อานนท์ ธิติประเสริฐ เป็นแชมป์โลก ลาเต้อาร์ต มาแล้ว เราจึงหวังว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งในการสร้างแชมป์โลกคนต่อไปให้กับประเทศไทย

สำหรับการแข่งขันศิลปะบนถ้วยกาแฟ 2019 และการแข่งขันการสร้างสรรค์เครื่องดื่มจากกาแฟ 2019 นั้น จะจัดขึ้นในงานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2018 ระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน 2561 ณ ไบเทค บางนา ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฯ สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 สิงหาคม 2561 เข้าดูข้อมูลและรายละเอียดการแข่งขันฯ ที่ คุณวิษณุ อีเมลล์ info@thaibarista.org, wisanu@k2.co.th หรือ โทรศัพท์ 0 2276 5170

“ไทย” ประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าปฏิรูปภาคการประมงอย่างจริงจังบนเวทีระดับโลก พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกประเทศเพื่อขจัด IUU

อิตาลี, 9 กรกฎาคม 2561 – ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนำคณะผู้แทนประเทศไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการประมง (COFI) ณ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งมีประเทศสมาชิกและหน่วยงานด้านการประมงเข้าร่วมประชุมกว่า 700 คน จาก 194 ประเทศทั่วโลก โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ดังนี้ (1) การจัดการทรัพยากรทางทะเล (2) การแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ขาดการควบคุม (3) การบริหารจัดการการทำประมงขนาดเล็กและประมงพื้นบ้าน (4) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมต่อการประมง โดยประเทศไทยได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการประกาศเจตนารมณ์บนเวทีระดับโลก เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย โดยแจ้งต่อที่ประชุมถึงการประกาศให้การปฏิรูปภาคการประมงของไทยเป็นวาระแห่งชาติ และพร้อมที่จะเดินหน้าส่งเสริมให้มีการจัดการประมงอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ ยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย พร้อมปรับกลไกการปฏิบัติงานให้มีศักยภาพอย่างเต็มรูปแบบ เช่น เข้าไปมีส่วนร่วมและปฏิบัติตามข้อตกลงในระดับภูมิภาค มีการจัดทำแผนปฏิบัติงานแห่งชาติเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการควบคุมกิจกรรมการทำประมงด้วยเครื่องมือประมงที่ทำลายล้าง (Destructive fishing gears) ส่งผลให้การจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติลดลง และเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมทั้งเร่งพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มอาหารสำหรับบริโภค ตลอดจนลดการใช้ปลาป่นในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น
ในโอกาสนี้ ประเทศไทยยังได้เสนอให้ FAO รวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลผู้ประสานงานหลักของภาคีที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการตามข้อตกลงของรัฐเจ้าของท่าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมทั้งพิจารณาจัดทำแนวทางในการตรวจสอบเรือประมงในทะเล เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและควบคุมเรือประมงที่ทำประมงเกินขนาดได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณทะเลหลวง และขอให้ FAO สนับสนุนส่งเสริมประเทศสมาชิกร่วมกันลดการสูญเสียอาหาร และหันมาใช้วัตถุดิบที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมประมงกันมากขึ้นด้วย