Jojo Mendoza appointed Managing Director of Krones Filipinas Inc.

Philippines, 1 September 2018 – Krones Filipinas Inc. announces the arrival of Jojo Mendoza, in the company’s position of Managing Director. Jojo brings to his new role, a wealth of business management experience from over 17 years in the food and water industry sector where he specialised in process technologies within the food and water operations. As such, Jojo is well equipped and skilled in leading the Krones subsidiary serving the Philippines market and the Krones Group looks forward to the further development of the local liquid food market with Jojo at the helm of its Philippines team.

Krones Filipinas, Inc. is the subsidiary of the Krones Group and its offices are located in Taguig City, Philippines. The subsidiary aims to position itself closer to its customers thereby more responsively serving its customers in Philippines by offering a local contact point, faster trouble-shooting capability, and also delivering a quality service in the local language and currency.

Krones AG is a German packaging and bottling machine manufacturer. It is the world’s leading manufacturer of lines for filling beverages in plastic and glass bottles or beverage cans. The company manufactures stretch blow-moulding machines for producing polyethylene terephthalate (PET) bottles, plus fillers, labellers, bottle washers, pasteurisers, inspectors, packers and palletisers. Krones product portfolio is complemented by material flow systems and process technology for producing beverages, plus syrup kitchens, for clients like breweries, dairies and soft-drink companies. Krones earned 3.69 million euro revenue in 2017, with stable growth of 10% in order intake. Revenues and performance are expected to increase further in 2018.

VIV ASIA 2019 Grand Show Preview

เปิดอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนสู่ “อนาคตของวิศวกรรมอาหาร

 เมืองนานกิง ประเทศจีน, 16 กันยายน 2561

วิฟ เอเชีย งานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกนนมปศุสัตว์และสัตว์น้ำระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงอาหาร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2562 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการในวงการกว่า 1,250 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกสายพันธุ์ของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และครบทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อาหาร จึงทำให้งานวิฟ เอเชีย เป็นงานแสดงสินค้านานาชาติที่ทั่วโลกรอคอย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานแถลงข่าวเพื่อแถลงความคืบหน้าและคอนเซ็ปของการจัดงานในปีหน้า โดยเลือกจัดงานแถลงข่าวขึ้นที่ประเทศจีนเพราะประเทศจีนเปรียบเสมือนผู้นำและคู่ค้าที่สำคัญในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ท่ามกลางสื่อมวลชนและพันธมิตรการค้าจากนานาประเทศ

 

ภายในงานแถลงข่าว VIV ASIA คุณ Wang Yimin รองประธาน บริษัท Hejun Consultant Co., Ltd. และผู้อำนวยการ Hejun Agriculture Research Center ได้กล่าวถึงบทบาทการเป็นผู้นำของประเทศจีนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ชัดถึงแนวโน้มการปรับตัวและเทรนด์ของการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น มีการเพิ่มข้อกำหนดการผลิตและการสรรสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการค้าปลีก ตลาด E-Commerce และขวางห่วงโซ่การผลิต ปัจจุบันเอเชียมีการพัฒนาตลาดการค้าด้านปศุสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นผู้นำในการลงทุนกับเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องมือใหม่ในกระบวนการผลิต นับเป็นการช่วยเพิ่มมูลค้าให้กับการผลิตเนื้อสัตว์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน

 

คุณ Zhenja Antochin ผู้จัดการโครงการ VIV ASIA กล่าวว่า “ปัจจุบัน งานวิฟ เอเชีย เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจปศุสัตว์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตเนื้อสัตว์จนถึงอาหารพร้อมรับประทาน เสมือนต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร ภายในงานมีการเชิญ 60 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการโรงชำแหละและการแปรรูปสัตว์ เพราะจากผลสำรวจพบว่า 16.6% ของผู้เข้าชมงานมีความสนใจในส่วนนี้”

 

“สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 จะมีการเปิดตัวโซนธุรกิจใหม่ภายในงานวิฟ เอเชีย ซึ่งก็คือ โซนวิศวกรรมอาหาร ซึ่งเราได้แบ่งพื้นที่สำหรับธุรกิจนี้ไว้เป็น 2 เท่าของปีที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับโซนโรงชำแหละ และ กระบวนการแปรรูป ซึ่งมีบริษัทชั้นนำมากกว่า 100 รายทั่วโลกพร้อมที่จะนำเสนออุปกรณ์ เทคโนโลยี และการบริการในการขนส่ง แช่แข็ง ส่วนผสมอาหารสัตว์ และการบรรจุภัณฑ์พร้อมจัดจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งวิศวกรรมอาหารคือการรวมกันของหลายสายพันธุ์ ครอบคลุมทั้งเนื้อสัตว์ปีก, กระบวนการผลิตไข่, สัตว์เนื้อแดง, ปลา, กุ้ง และผลิตภัณฑ์จากนม”

 

คุณปนัดดา ก๋งม้า ผู้อำนวยการโครงการ วิฟ เอเชีย เลือกจัดงานแถลงข่าวการจัดงานครั้งนี้ที่ประเทศจีน ภายในช่วงการจัดงาน วิฟ ไชน่า เพื่อให้สื่อมวลชนได้เห็นภาพรวมของงานวิฟ บางส่วนที่เมืองนานกิง ประเทศจีน โดยเน้นไปที่ความหลากหลายของสายพันธุ์เน้นหนักที่เนื้อสัตว์ปีก ไข่ อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์นม คุณปนัดดา กล่าวว่า “จากมุมมองของผู้จัดงาน สัตว์ปีกเป็นธุรกิจที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในงานวิฟ เอเชีย ในขณะที่ส่วนทีเหลือยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายในงานจะมีการนำเสนอธุรกิจการผลิตเนื้อหมู ซึ่งมีผู้จัดจำหน่ายจำนวนมาก ตามมาด้วยธุรกิจสัตว์ปีกและไข่ เป็นต้น”

 

“จากความสำคัญของธุรกิจการผลิตเนื้อหมูในตลาด งานวิฟ เอเชีย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาธุรกิจนี้ มีการผสมผสานหลายธุรกิจเข้าด้วยกันด้วยวิธีการที่หลากหลาย การปรับปรุงพันธุ์ การนำเภสัชศาสาตร์เข้ามาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะจุดแข็งที่สุดของการจัดงาน วิฟ เอเชีย คือ การเสริมสร้างความเข็มแข็งให้กับธุรกิจการพัฒนาด้านพันธุกรรมของสัตว์, การสืบพันธุ์ และอุปกรณ์ที่สำคัญในฟาร์ม” นอกจากนั้น งาน วิฟ เอเชีย 2019 จะมีขนาดพื้นที่ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และ รวมบรรดาผู้จัดจำหน่ายในสายการผลิตเนื้อหมูทั่วโลกมาเข้าร่วมงาน ผู้เข้าชมงานสามารถเพลิดเพลินกับการเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนสัมมนาหลากหลายหัวข้อที่น่าสนใจเพื่อกระตุ้นตลาดการค้าเนื้อหมูในช่วงสัปดาห์การจัดวิฟ เอเชีย

 

การประชุม  GFFC ครั้งที่ 6 โดย IFIF จัดขึ้นก่อนหน้างาน VIV ASIA 2019    

ปีนี้งานวิฟ เอเชีย ได้ร่วมมือกับสหพันธ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์นานาชาติ (International Feed Industry Federation) คุณ Ruwan Berculo ผู้อำนวยการ VIV Worldwide กล่าวว่า “การประชุมนานาติ Feed & Food Congress ครั้งที่ 6 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2562 ภายใต้หัวข้อ “คุณพร้อมแล้วหรือยังกับอนาคตของเมล็ดพันธุ์สำหรับอาหารสัตว์” ซึ่งจะมีการเชิญผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์และห่วงโซ่อาหารมารวมตัวกัน นับเป็นการเชื่อมโยงที่ดีกับงาน วิฟ เอเชีย ทั้งในส่วนขององค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรม ตลอดจนการรวมตัวกันของเหล่าผู้เชี่ยวชาญและผู้เข้าชมงานที่จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพ ประเทศไทยในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้”

 

www.viv.net

 

VIV Worldwide:

VIV ASIA 2019             จัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย                  วันที่ 13-15 มีนาคม 2562

VIV Russia 2019          จัดขึ้นที่ มอสโคว ประเทศรัสเซีย                วันที่ 28-30 พฤษภาคม 2562

VIV MEA 2020              จัดขึ้นที่ อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์     วันที่ 9-11 มีนาคม 2563

“โคคา-โคลา” จับมือ “ดอยคำ” ร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทย

กรุงเทพฯ, 8 ตุลาคม 2561 – กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือกับบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ร่วมสนับสนุนผลผลิตในประเทศ ด้วยการใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทยที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพจากดอยคำ มาเป็นส่วนผสมในสองผลิตภัณฑ์ใหม่จากน้ำผลไม้พร้อมดื่มมินิทเมด ได้แก่ มินิทเมด น้ำมะเขือเทศผสมเนื้อส้ม และมินิทเมด น้ำรสเสาวรสผสมน้ำผึ้งและมะนาว โดยเป็นความร่วมมือครั้งแรกของโคคา-โคลาในอุตสาหกรรมน้ำผลไม้พร้อมดื่มไทย ที่ชูความแกร่งของมินิทเมด ในฐานะแบรนด์น้ำผลไม้อันดับหนึ่งของโลก และดอยคำ ในฐานะแบรนด์น้ำผลไม้ซึ่งดำเนินกิจการเพื่อสังคมที่ผู้บริโภคมอบความรักและความวางใจให้เป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย ที่ร่วมกันนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่มที่มีส่วนผสมจากน้ำผลไม้แท้ รสชาติถูกปากคนไทยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบรับเทรนด์สุขภาพที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง

นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด กล่าวว่า “โคคา-โคลา ไม่เพียงดำเนินธุรกิจโดยรับฟังความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ แต่ยังมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนในทุกประเทศที่มีการดำเนินธุรกิจ การได้ร่วมมือกับบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ในการส่งเสริมความยั่งยืน ด้วยการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรชาวไทย โดยที่น้ำผลไม้พร้อมดื่มมินิทเมด ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำผลไม้อันดับหนึ่งของโลก ทำการจัดหาสินค้าจากผู้ผลิตในท้องถิ่น (Local ingredient source) นำมาผสมผสานกับน้ำส้มนำเข้าจากมินิทเมด ซึ่งคัดสรรจากแหล่งคุณภาพ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มินิทเมด น้ำมะเขือเทศผสมเนื้อส้ม และมินิทเมด น้ำรสเสาวรสผสมน้ำผึ้งและมะนาว ยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

จากเทรนด์สุขภาพที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง โคคา-โคลา จึงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมเครื่องดื่มที่ช่วยขยายพอร์ตโฟลิโอให้สนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศไทย และสะท้อนการเป็นบริษัทเครื่องดื่มเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง

จากข้อมูลที่ได้รับจากดัชนีค้าปลีกของเดอะนีลเส็นคอมปะนี (ประเทศไทย) แบรนด์น้ำผลไม้พร้อมดื่มมินิทเมดครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 11.5 ของตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท และภายใต้ความร่วมมือนี้ โคคา-โคลา จะทำการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร คือ มะเขือเทศ และเสาวรส จากเกษตรกรส่งเสริมของดอยคำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำผลไม้พร้อมดื่ม มินิทเมด สองรสชาติใหม่

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า “ดอยคำ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบกิจการเพื่อสังคมมากว่าครึ่งศตวรรษจวบจนปัจจุบัน อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงก่อตั้ง บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ด้วยแนวคิด “เกษตรเพื่อชุมชน ผลิตผลเพื่อคนไทย” มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการส่งมอบผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพ และถือเป็นความภาคภูมิใจของดอยคำ ทั้งน้ำมะเขือเทศ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อันดับ 1 ในตลาด และน้ำเสาวรส ที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภค โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นการส่งเสริมภาคการเกษตรของประเทศ และที่สำคัญคือจะทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความกินดี อยู่ดี อย่างยั่งยืน สมดังพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 พระผู้ทรงก่อตั้งบริษัทฯ”

ร่วมยินดีเกียรติยศแห่งความสำเร็จ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร

กรุงเทพฯ, ตุลาคม 2561 – นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร (ที่ 3 จากขวา) นำคณะผู้บริหารเครือฯ ร่วมด้วย รศ. ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ที่ 4 จากขวา) แสดงความยินดีในโอกาสที่นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร เข้ารับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้

สมาคมโสมเกาหลีให้การรับรองคุณภาพโสมเกาหลีผ่านงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบ

โซล เกาหลีใต้, 27 กันยายน 2561 – สมาคมโสมเกาหลี เผยแพร่ข้อมูลเอกสารเพื่อยืนยันถึงความเป็นเลิศของโสมเกาหลี ในโอกาสที่ทางสมาคมเตรียมจัดเทศกาลโสมในระหว่างวันที่ 5-28 ตุลาคม 2561 ตามเมืองสำคัญทั่วประเทศเกาหลีใต้

จากการวิจัยโดยศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมโสม มหาวิทยาลัยจุงอัง เมื่อปี 2555 รายงานว่า เมื่อศึกษาเปรียบเทียบโสมเกาหลีกับโสมจากญี่ปุ่น แคนาดา และจีน โสมเกาหลีมีสารออกฤทธิ์หลัก 6 ชนิด ได้แก่ G-Rb2, G-Rh1, Ge, G-Rg1, G-Rf และ Se ในระดับที่สูงกว่า นอกจากนี้ ในปี 2560 องค์การพัฒนาชนบทของเกาหลีใต้ยังได้เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยระยะเวลา 10 ปี ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงสรรพคุณของโสมเกาหลี

ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ไม่มีความผิดปกติทางด้านสติปัญญาจำนวน 90 ราย ได้รับประทานผงโสมปริมาณ 3 กรัม เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งหลังจากนั้น พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับคะแนนจากการทดสอบด้านการมองเห็นและความสามารถในการจดจำสูงเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการทดลอง

ขณะที่ผู้เข้าร่วมการทดลองซึ่งไม่มีความผิดปกติทางสติปัญญาจำนวน 70 ราย ได้รับประทานผงโสมปริมาณ 3 กรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์ เมื่อนำระดับความเครียดของผู้เข้าร่วมการทดลองมาวิเคราะห์ พบว่ามีคุณภาพในการนอนหลับเพิ่มขึ้น และความกังวลลดลงถึงร้อยละ 48.1

สำหรับการทดลองกับสัตว์ ปรากฏว่าระดับของ ALT (Alanine aminotransaminase) และ AST (Aspartate aminotransferase) ซึ่งจะเพิ่มขึ้นในภาวะตับล้มเหลวนั้น ลดลงถึงร้อยละ 38.7 และ 31.9 ตามลำดับ

โสมสดที่คงสภาพเดิมจะมีความชื้นมากกว่าร้อยละ 75 ซึ่งโดยปกติโสมสดจะถูกนำไปอบแห้งและชงเป็นชา ผสมกับนมและน้ำผึ้ง หรือนำไปใช้ในการประกอบอาหาร อาทิ ผักแช่เย็น กิมจิ และไก่ตุ๋น

นายฮัน ผู้บริหารจากสมาคมโสมเกาหลี กล่าวว่า “โสมเกาหลีได้รับการพิสูจน์และการยอมรับจากการวิจัยต่างๆ ว่ามีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันภาวะตับวาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันริ้วรอย เราขอแนะนำให้รับประทานโสมที่ยังไม่แปรรูป เราคาดหวังว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะให้ความสนใจในเทศกาลโสม ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-28 ตุลาคม 2561 นี้ ตามเมืองสำคัญทั่วประเทศเกาหลีใต้”

ธ.ก.ส. จับมือเบทาโกร เพิ่มศักยภาพเกษตรกรโครงการฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา สร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

กรุงเทพฯ, กันยายน 2561 – ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จับมือ เบทาโกร เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกร ตามโครงการสนับสนุนสินเชื่อและพัฒนาระบบฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา เพื่อยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการที่ทันสมัย โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วย “โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)” ระหว่าง ธ.ก.ส. กับ บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด และ บริษัท ไทยเอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด ในเครือเบทาโกร ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรภายใต้ระบบฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคา ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรสู่ความยั่งยืนและทันสมัย ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการเพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตรของประเทศ

นายศรายุทธ ยิ้มยวน ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 ซึ่งสนับสนุนระบบการผลิตหรือการบริการทางการเกษตรระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป หรือกับสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน ที่มีเงื่อนไขการผลิต จำหน่าย หรือรับจ้างผลิต หรือการบริการทางการเกษตร โดยเกษตรกรตกลงที่จะผลิตหรือจำหน่าย ตามจำนวน ราคา หรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ และผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรก็ตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าวพร้อมจ่ายค่าตอบแทนตามที่ได้ทำสัญญาไว้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากผู้ประกอบการที่ร่วมทำสัญญา เพื่อนำมาพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ในส่วนของ ธ.ก.ส. เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยเตรียมวงเงินไว้กว่า 2,000 ล้านบาท ตลอดจนให้ความรู้และประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวแก่เกษตรกร

นางศิริวรรณ อินทรกำธรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้เกษตรกรมีธุรกิจฟาร์ม เป็นการเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ช่วยพัฒนาภาคการเกษตรและปศุสัตว์ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฟาร์มจ้างเลี้ยงและประกันราคากับเครือเบทาโกร จะได้รับคำแนะนำ ดูแล ในด้านวิชาการและการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์มมีคุณภาพตามมาตรฐานและมีตลาดที่แน่นอน ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีมาตรฐานและปลอดภัย ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะราคาสินค้าปศุสัตว์ในตลาด ทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถสืบต่อธุรกิจไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ในอนาคต การที่เครือเบทาโกรได้รับความช่วยเหลือจาก ธ.ก.ส. เพื่อสนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมและพัฒนาระบบการจ้างเลี้ยงและประกันราคาในครั้งนี้ จึงเป็นการตอบสนองต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์โดยตรง เพราะทำให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นการช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในซัพพลายเชนของอุตสาหรรมเกษตรและอาหาร เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้เข้าถึงผู้บริโภค

ร่วมแสดงความคิดเห็น U Share V Care เดือน ตุลาคม 2561

ฟังเพลิน เดินชิลล์ไปกับลำโพง JBL Clip 2 Bluetooth Speaker (Only 1 Lucky Winner)

ลุ้นรางวัลกับเราได้ตามลิงก์ด้านล่างเลย อย่าลืมกรอกให้ครบ..นะคะ

https://goo.gl/forms/R6cE8aPNlDfamCo73

MULTIVAC Builds New Center of Excellence for Slicers and Automation Solutions

Wolfertschwenden, 28 September 2018 – As part of an official ceremony, the Directors of MULTIVAC Hans-Joachim Boekstegers (CEO), Guido Spix (CTO and COO) and Christian Traumann (CFO) turned the first spadeful of earth for the construction of a new building complex in Wolfertschwenden. It is intended primarily for the new Slicer Business Unit. The floor space of more than 17,000 square metres will also create 180 high-quality office workstations as well as conference and function rooms, which will be capable of being used very flexibly. The investment amounts to around 35 million euros. Completion is planned for 2020.

“The new building complex is designed as an Application Center for our Slicing Solutions Business Unit, which is now seeing very encouraging development in our new business sector. In future automated packaging lines will be commissioned here as well,” explains Hans-Joachim Boekstegers. “We have successively expanded our product range in recent years to include process equipment upstream and downstream of the packaging procedure. By founding the Slicer Business Unit, we have taken an important strategic step in the direction of ‘Better Processing’.”

The production space on the ground floor of the new Building 16 will be around 7,500 square metres. Building 17 will house the new Slicer Application Center as well as a reception area and an additional company restaurant, which will extend over two floors. In addition to this, a total of 180 high-quality office workstations will be created on the third floor, while versatile conference and function rooms will be housed on the top floor.

In the Application Center the range of services on offer for slicers will be similar to those in the existing Training and Innovation Center (TIC), namely sample production and machine demonstrations as well as a wide range of training programs for the MULTIVAC slicers and slicer lines. “We have designed the Application Center in such a way, that our customers will find themselves in an environment, which reflects the real conditions in their own production sites,” says Hans-Joachim Boekstegers. “There our customers will be able to experience the complete process chain live: this will extend from the demonstration of the various slicers handling a wide range of products, through to the presentation of different loading solutions downstream of the slicer, and right up to the actual packaging procedure itself. It will be possible to carry out individual trials with customers’ own products as well as testing the slicing solutions for feasibility, output, return on investment, give-away and other critical factors.”

A large number of guests took part in the ceremony, including Karl Fleschhut, Mayor of Wolfertschwenden. The MULTIVAC Group has approximately 5,600 employees worldwide, with some 2,100 based at its headquarters in Wolfertschwenden. The production site in the Allgäu region of Germany currently comprises more than 72,000 square metres in total. In the early part of 2018 new production areas for the Traysealer Business Unit were completed, as well as additional office space for the Control Technology department, covering a total of around 4,000 square metres.

Brenntag hosted Phytonutrients seminar in Thailand

On 23 August 2018, Brenntag with support from its European Suppliers, Breko and Asiros, held a Seminar on the health benefits of phytonutrients. Phytonutrients are natural compounds produced by plants that could provide significant benefits to humans. The speakers highlighted phytonutrients from premium grape and olive extracts, organic plant proteins and grass powders, berries and mito actives, emphasizing its individual and unique functionalities. Attendees showed much interest in trying the prototypes of Drinking yogurts and RTD beverages containing phytonutrients prepared by Brenntag Service Application centre.

For more information – please contact Brenntag Ingredients (Thailand)