Continue reading “Modern Clean Energy Technologies Toward the Future of a Sustainable Food Industry”
Encapsulation Technology:Unlocking the Efficacy of Prebiotics and Probiotics for Next-Generation Functional Foods
Clarifying 5 Key Issues in the Risk Assessment of Novel Foods
Beta-Glucan and Probiotics in Foods:Key Mechanisms for Enhancing the Body’s Immune System
PAA in Action: Proven Performance for Food Safety and Environmental Disinfection
Know First, Play First: Functional Food and Beverage Trends to Watch in 2026
Level Measurement in an Elderberry Mash Tank
ร่วมแสดงความคิดเห็น U Share V Care เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2569
Winner of U Share V Care November 2025

ประกาศรางวัลU Share V Care พฤศจิกายน 2568
Lotus’s Gift Card 500 Baht
(2 Lucky Winners)
1. Sutharat Makkhasap
Research and Development Specialist
Thammachart Seafood Retail Co., Ltd.
2. Ketsarin Kaewmanee
Nutritionist
Krungthai Food Public Co., Ltd.

UPF กับ โรค NCDs: ทางออกของอุตสาหกรรมอาหารไทยบนฐานวิทยาศาสตร์และความยั่งยืน
ในปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลระบุว่าสัดส่วนการกินอาหารของคนไทยในปัจจุบันประกอบด้วยอาหารธรรมชาติหรือปรุงจากวัตถุดิบสดร้อยละ 40-50 อาหารแปรรูป (Processed Food) ร้อยละ 20-30 และอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Food; UPF) ร้อยละ 15-30 ซึ่งแม้จะยังน้อยกว่าชาวอเมริกันที่บริโภค UPF สูงถึงร้อยละ 50-60 แต่แนวโน้มนี้กำลังสร้างผลกระทบต่อสุขภาวะของประชากรอย่างมีนัยสำคัญ

ระบบการจำแนกประเภทอาหาร (NOVA Classification)
เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเชิงวิทยาศาสตร์ ระบบการจำแนกอาหารที่เรียกว่า NOVA Classification จึงถูกนำมาใช้ในการแบ่งระดับการแปรรูปอาหารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
– กลุ่มที่ 1: อาหารที่ไม่แปรรูป หรือแปรรูปน้อย (Unprocessed/Minimally Processed Foods) เช่น เนื้อสัตว์สด ผักผลไม้ ไข่ นมสด และธัญพืช ซึ่งผ่านเพียงการตัดแต่ง แช่เย็น หรืออบแห้ง โดยไม่เติมสารอื่นๆ
– กลุ่มที่ 2: เครื่องปรุงที่ได้จากการแปรรูป (Processed Culinary Ingredients) เช่น น้ำมันพืช เนย น้ำตาล และเกลือ เพื่อใช้ในการปรุงอาหารกลุ่มที่ 1
– กลุ่มที่ 3: อาหารแปรรูป (Processed Foods) เป็นการนำอาหารกลุ่มที่ 1 ผสมกับกลุ่มที่ 2 เช่น ผักผลไม้กระป๋อง เนื้อสัตว์รมควัน หรือขนมปังที่ผลิตด้วยกระบวนการดั้งเดิม
– กลุ่มที่ 4: อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods; UPF) คือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหลายขั้นตอน มักมีส่วนผสมที่ไม่พบในครัวเรือนทั่วไป เช่น สารสกัดโปรตีน (Protein Isolates) สารให้ความหวาน สารแต่งสี กลิ่น และสารคงตัว (Emulsifiers) ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม อาหารแช่แข็งพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น

วิกฤตสุขภาพ: “The Perfect Storm” และกลไกทางชีววิทยา
สาเหตุที่ UPF ส่งผลเสียต่อสุขภาพนั้นไม่ได้เกิดจากสารอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “The Perfect Storm” หรือสมการสู่วิกฤตสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย
– ระบบเดิม (Old Wiring): สมองของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ชอบรสหวาน มัน และเค็ม เพื่อสะสมพลังงานให้รอดชีวิตในยุคขาดแคลน
– ตัวแปรใหม่ (New Environment): การพัฒนาอาหาร UPF ที่ถูกออกแบบมาให้ “อร่อยถูกปากจนหยุดไม่ได้” (Hyper-Palatable) อีกทั้งยังมีราคาย่อมเยา เข้าถึงง่าย และตอบสนองวิถีชีวิตที่ขยับตัวน้อยลง
– ผลลัพธ์: นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคเกินแบบเรื้อรัง (Chronic Overeating)
ในเชิงลึก อาหารเหล่านี้ส่งผลต่อระบบประสาทโดยการกระตุ้นการหลั่งโดพามีนในระดับสูง ซึ่งหากบริโภคต่อเนื่องจะทำให้เกิดสภาวะ Receptor Down Regulation หรือตัวรับโดพามีนลดลง ส่งผลให้เกิดอาการ “ดื้อ” (Tolerance) ทำให้ร่างกายต้องการบริโภค UPF ในปริมาณที่มากขึ้นหรือรสชาติที่จัดจ้านขึ้นเพื่อให้ได้ความรู้สึกมีความสุขเท่าเดิม นอกจากนี้ การศึกษาจากวารสารทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง The Lancet ยังชี้ให้เห็นว่า UPF ก่อให้เกิดผลกระทบ “Beyond Nutrients” หรือผลเสียที่นอกเหนือจากปริมาณสารอาหาร ได้แก่
– การทำลายโครงสร้างอาหาร (Food Matrix): ทำให้การย่อยและดูดซึมเร็วเกินไป ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
– การใช้วัตถุเจือปนอาหาร: วัตถุกันเสียหรือสีผสมอาหารบางชนิดอาจรบกวนระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome)
– ความเร็วในการบริโภค: อาหาร UPF มักรับประทานได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้สัญญาณความอิ่มจากลำไส้ยังไม่ทันส่งไปถึงสมองอย่างเต็มที่
อาหาร UPF กับข้อถกเถียงและข้อจำกัดของระบบ NOVA
แม้ระบบ NOVA จะเป็นที่นิยม แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยังมีข้อโต้แย้งสำคัญ โดยมองว่า NOVA อาจเป็นเพียง “Symbolism” หรือสัญลักษณ์ที่ขาดความชัดเจนในบางมิติ อาทิ
1. ไม่สะท้อนถึงคุณภาพทางโภชนาการ: การจำแนกตามระดับการแปรรูปอาจทำให้กลุ่มอาหารที่มีสารอาหารต่างกันถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ขนมปังโฮลวีตที่เสริมสารอาหาร (Fortified) กับน้ำอัดลม ทั้งคู่ถูกจัดเป็น UPF แม้จะมีคุณประโยชน์ต่างกันมาก
2. ความเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัย: การแปรรูปอาหารมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เพื่อความปลอดภัย (Safety) ยืดอายุการเก็บรักษา (Preservation) ความสะดวก (Convenience) และการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ (Fortification) ดังนั้น การโจมตีเรื่องการแปรรูปเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ละเลยถึงข้อดีเหล่านี้
3. ความย้อนแย้งของอาหารสุขภาพ: อาหารบางชนิดที่ได้รับตรา “Non-UPF Verified” อาจไม่ได้มีสุขภาพดีเสมอไป เช่น พิซซ่าหรือซุปกระป๋องบางยี่ห้อที่แม้จะใช้ส่วนผสมธรรมชาติ แต่ก็ยังมีโซเดียมหรือไขมันอิ่มตัวสูงมาก
ในระดับสากล องค์กรระดับโลกอย่าง WHO และหน่วยงานอย่าง Codex กำลังเร่งพัฒนาแนวทางการบริโภค UPF และกำหนดนิยามที่เป็นมาตรฐานสากลภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ในคู่มือการบริโภคอาหาร (Food-Based Dietary Guidelines; FBDG) ของตนเอง
แนวทางร่วมกันเพื่อสังคมไทย: จากวิทยาศาสตร์สู่การปฏิบัติ
เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต NCDs ได้อย่างยั่งยืน แหล่งข้อมูลได้นำเสนอแนวทางแบบองค์รวมที่เรียกว่า “สมการแบบองค์รวมเพื่อสุขภาพในโลกยุคใหม่” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ดังนี้
1. การปรับสูตร (Reformulation): ภาคอุตสาหกรรมต้องรับผิดชอบในการซ่อมแซม Food Matrix และปรับปรุงคุณภาพโภชนาการ เช่น ลดพลังงาน เพิ่มไฟเบอร์ และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิต เป็นต้น
2. การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม (Environment Change): การใช้นโยบายภาครัฐ เช่น ภาษี HFSS (ภาษีที่เรียกเก็บจากอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง) การติดฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ (Front-of-pack Labeling) และการจำกัดการตลาดสำหรับเด็ก
3. การให้ความรู้ (Knowledge & Nudges): มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมในหน่วยบริโภคที่เล็กลง (Portion control) และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
กรณีศึกษา: นวัตกรรมอาหารที่สอดคล้องกับหลักชีววิทยา
การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารถือเป็นกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่ง แทนที่จะมุ่งจำกัดหรือบังคับให้ผู้บริโภคเลิกรับประทานสิ่งที่ชื่นชอบ ควรเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการ “ออกแบบสิ่งที่ชอบให้สอดคล้องกับการทำงานของสมองและระบบเมตาบอลิซึม” เพื่อให้ทั้งความอร่อยและสุขภาพสามารถไปด้วยกันได้ เช่น
– ข้าวบุก (Konjac Rice): การผสมบุกในข้าวเพื่อเพิ่มใยอาหารและลดพลังงาน แต่ยังคงรักษาสัมผัสของการรับประทานข้าวไว้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความสุขและอิ่มท้องนานขึ้น
– เส้นไข่ขาว (Egg White Noodles): การปรับเปลี่ยน Macronutrient ให้เป็นโปรตีนสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลหรือผู้ป่วยโรคไต
บทสรุปเรื่อง UPF สำหรับสังคมไทย
การจัดการปัญหา UPF และ NCDs ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “การไม่แปรรูป” กับ “อุตสาหกรรม” แต่เป็นการหาจุดร่วมบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ โดยต้องมองอย่างรอบด้าน (Holistic Approach) พิจารณาทั้ง องค์ประกอบทางโภชนาการ ปริมาณการบริโภค และบริบทของอาหารโดยรวม ซึ่งหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือการนำหลัก Lifestyle Medicine (LM) มาใช้ผ่านการ Coaching ทั้ง 6 เสาหลัก ได้แก่ โภชนาการ การเคลื่อนไหว การนอน การจัดการความเครียด การลดความเสี่ยง และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยเปลี่ยนจากการสื่อสารด้วย “ความกลัว” ที่อาจก่อให้เกิดแรงต้าน มาเป็นการสร้าง “ทางเลือกที่อร่อย สะดวก และดีต่อสุขภาพ” ให้กลายเป็นค่าเริ่มต้น (Default) ของสังคม เพื่อยกระดับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีของคนไทยอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจากงานสัมมนา “Ultra-Processed Food กับ NCDs: ความเข้าใจบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สู่แนวทางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของสังคมไทย” จัดโดย FoSTAT เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 16 อาคารซีพี ออลล์ อคาเดมี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์



