What's In
CUSTOMISED SOLUTIONS FOR SUCCESSFUL PROCESS CONTROL
วีก้า อินสตรูเมนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การวัดมากว่า 50 ปี ในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยคุณสมบัติของเซนเซอร์วัดความดันที่มีความแม่นยำสูง สามารถวัดความดันในช่วงที่หลากหลายและตอบโจทย์การทำงานที่สภาวะสมบุกสมบัน ไม่ว่าจะเป็นการวัดในช่วงอุณหภูมิสูง หรือความชื้นสูง ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้อุปกรณ์เซนเซอร์ได้ตามความเหมาะสมทั้งแบบ ceramic-capacitive CERTEC® และ metallic METEC® measuring cell โดยอุปกรณ์ทั้งหมดผลิตภายใต้ “Clean Room Class 100” และผ่านการทวนสอบจาก DKD-certified test มาแล้ว พร้อมภาพรวมคุณสมบัติต่างๆ อาทิ – Process Pressure Transmitter ที่สามารถวัดความดันในท่อ หรือถังแบบปิด สำหรับตัวอย่างที่อยู่ในสถานะของเหลว แก๊ส และไอน้ำ รวมถึงการวัดความดันในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะ (การควบแน่น) หรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว – Hydrostatic Pressure: หากมีการเปลี่ยนแปลงความดันเพียงเล็กน้อยในระบบ ก็สามารถวัดความดันของเหลวในระบบที่อยู่ในแทงก์ ท่อ หรือภาชนะอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน ceramic-capacitive CERTEC® และ metallic METEC® measuring […]
Supplier Finder September 2024
See What’s New in the Star Items September 2024
พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…
Texture Analysis for Quality Control and Product Development
การวิเคราะห์เนื้อสัมผัสเพื่อการควบคุมคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัสอาหาร การทดสอบเนื้อสัมผัสของอาหารแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ การทดสอบเชิงวัตถุวิสัย (objective test) และการทดสอบทางประสาทสัมผัส (sensory test) โดยการทดสอบเชิงวัตถุวิสัยจะเป็นการใช้เครื่องวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัส (texture analyzer) ในการวัดความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับระยะการเปลี่ยนรูป (deformation) หรือแรงกับเวลา หรือความเค้นกับความเครียด ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสามารถกระทำซ้ำได้ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุม โดยนำผลการทดสอบมาทำการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเนื้อสัมผัสได้ เช่น ความแน่นเนื้อ (firmness) ความแข็ง (hardness) ความนุ่ม (tenderness) และความเหนียว (toughness) เป็นต้น ในขณะที่การทดสอบทางประสาทสัมผัสที่มีการใช้ผู้ทดสอบชิม (panelist) ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อการประเมินคุณลักษณะของอาหารในแง่ของเนื้อสัมผัสนั้น โดยผู้ทดสอบชิมจะมีการประเมินความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบดเคี้ยวหรือสัมผัสกับอาหาร รวมถึงเสียงที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคี้ยว แม้ว่าวิธีนี้อาจจะมีความแม่นยำน้อยกว่าการทดสอบเชิงวัตถุวิสัย เนื่องจากความแปรปรวนของความรู้สึกในผู้ทดสอบชิม แต่สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้ทดสอบชิมหรือการฝึกฝนผู้ทดสอบชิมให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น การทดสอบเนื้อสัมผัสด้วยเครื่องวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัสเป็นวิธีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากการใช้งานที่สะดวก สามารถทำซ้ำได้ มีความแม่นยำ และน่าเชื่อถือ โดยวิธีการทดสอบเนื้อสัมผัส ได้แก่ การทดสอบแบบกด (compression test) การทดสอบแบบกดทะลุ-เจาะ (penetration or puncture test) การทดสอบแบบเฉือน (shear test) […]
Wolffia: The Tiniest Aquatic Plant Revolutionizing Alternative Protein Production
วูฟเฟีย: พืชน้ำขนาดจิ๋วที่กำลังปฏิวัติโปรตีนทางเลือก ‘วูฟเฟีย’ ถือเป็นโปรตีนทางเลือกจากพืชที่เริ่มได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างหลากหลาย ลดวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดอาหารอนาคต ในมิติด้านความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ วูฟเฟียถือเป็นหนึ่งในอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และเป็นเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมอาหาร อีกทั้งยังได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐและผลักดันให้เกิดการผลิตวูฟเฟียทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น เนื่องจากการผลิตวูฟเฟียใช้พื้นที่ในการผลิตน้อย เพาะเลี้ยงง่าย สามารถขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี และใช้ระยะเวลาในการผลิตสั้น ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเปรียบเทียบในเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างการผลิตวูฟเฟียกับการผลิตพืชชนิดอื่นและสัตว์ พบว่าการผลิตวูฟเฟียมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการผลิตสาหร่ายถึง 2 เท่า และน้อยกว่าการผลิตปลานิลถึง 22 เท่า นอกจากนี้ วูฟเฟียยังมีคุณสมบัติที่ช่วยในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียในน้ำที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยน้ำทิ้งหลังจากการเพาะเลี้ยงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อตามแนวทางขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ความท้าทายในการผลิตโปรตีนจากวูฟเฟีย 1) การสกัดแบบดั้งเดิมโดยใช้สารเคมีหรือเอนไซม์ เพื่อทำลายโครงสร้างของผนังเซลล์ ที่แม้ว่าจะใช้ระยะเวลาในการผลิตนานและได้ผลผลิตที่เป็นโปรตีนทางเลือกน้อย แต่ก็เป็นวิธีที่มีต้นทุนในการผลิตค่อนข้างต่ำ และนิยมใช้ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยผลิตภัณฑ์โปรตีนที่ได้จะเรียกว่า “โปรตีนไฮโดรไลเสต” ซึ่งได้จากการย่อยโปรตีนด้วยการตัดสายพอลิเปปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโนอิสระหรือเปปไทด์สายสั้นด้วยสารละลายกรดหรือด่าง หรือเอนไซม์ 2) การสกัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น 1) การสกัดด้วยการใช้คลื่นไมโครเวฟร่วมกับตัวทำละลายอินทรีย์ (Microwave-assisted Extraction; MAE) โดยคลื่นไมโครเวฟจะทำให้โมเลกุลสั่นสะเทือน ส่งผลให้เซลล์พืชแตกและปลดปล่อยสารสำคัญออกมา หรือ 2) การสกัดด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound-assisted […]
Accurate and Fast pH Measurement in Milk with the Specific Sensor
ตรวจวัดค่า pH ในน้ำนมได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วด้วยเซนเซอร์เฉพาะทาง ‘นม’ เป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคในทุกช่วงอายุ อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายชนิด อาทิ ชีส โยเกิร์ต และครีม เป็นต้น ซึ่งในอุตสาหกรรมนมจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของน้ำนมดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และหนึ่งในค่าพารามิเตอร์ที่นิยมใช้ในการควบคุมคุณภาพ คือ ค่า pH โดยปกติแล้วค่า pH ของน้ำนมดิบจะอยู่ระหว่าง 6.4-6.8 ซึ่งขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของน้ำนม และปริมาณกรดแลคติกซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ในน้ำนมดิบ หากมีปริมาณของกรดแลคติกสูงจะทำให้เกิดการตกตะกอนของโปรตีนนม อีกทั้งค่า pH ที่เบี่ยงเบนไปจากค่ามาตรฐานยังเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อในโครีดนมอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพของนม จึงกล่าวได้ว่าการตรวจบันทึกค่า pH นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมนม ซึ่งปัญหาที่มักพบจากการวัดค่า pH ก็คือ ค่าที่ได้มักมีความผันผวนและไม่แม่นยำ เนื่องจากนมมีปริมาณโปรตีนและไขมันสูง ซึ่งมักมีการตกตะกอนและเกิดการอุดตันบริเวณหัวเชื่อมต่อของเซนเซอร์ซึ่งทำความสะอาดได้ยาก และอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนในระหว่างการตรวจวัด นอกจากนั้นยังทำให้ใช้เวลาในการอ่านค่านาน ซึ่งอาจทำให้ได้รับผลการทดสอบที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย ดังนั้นการเลือกใช้เซนเซอร์ที่เหมาะสมในการวัดค่า pH จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความถูกต้องแม่นยำและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเซนเซอร์วัดค่า pH เฉพาะทาง1 ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมนมโดยเฉพาะ พร้อมด้วยหัวต่อเซรามิกแบบ 3 หัว ซึ่งช่วยให้อิเล็กโทรไลต์อ้างอิงจำเพาะ2สามารถไหลออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีระบบอ้างอิงจำเพาะ3 ในการป้องกันการอุดตันบริเวณหัวต่อที่เกิดจากซัลไฟด์และโปรตีน นอกจากนี้เมมเบรนแก้วยังสามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายหลังจากการตรวจวัดอีกด้วย จึงเหมาะสำหรับการตรวจวัดค่า […]
Smart Production of Snacks through the Extrusion Process
แนวทางการผลิตขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพด้วยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน เมื่อกล่าวถึง ‘ขนมขบเคี้ยว’ หรืออาจเรียกทับศัพท์ว่า ‘สแน็ค (Snack)’ โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงขนมขบเคี้ยวพองกรอบที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกโป่งพองที่อัดด้วยแก๊สไนโตรเจน มีรสชาติอร่อยแต่มีสารอาหารหรือคุณค่าทางโภชนาการน้อย จึงไม่แนะนำให้เด็กรับประทานในปริมาณมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนมขบเคี้ยวหมายถึงอาหารระหว่างมื้อที่บริโภคได้สะดวก มีขนาดชิ้นพอดีคำ เพื่อช่วยเพิ่มพลังงานและสารอาหารที่อาจได้รับไม่เพียงพอจากการบริโภคอาหารมื้อหลัก รวมถึงช่วยระงับความหิวในระหว่างมื้อได้อีกด้วย โดยขนมขบเคี้ยวนั้นมีหลากหลายชนิดและสามารถผลิตด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ในบทความนี้จะมุ่งเน้นถึงผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่ผลิตโดยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน (Extrusion process) กระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน (Extrusion process) เป็นกระบวนการที่มีศักยภาพในการผลิตได้ถึงระดับอุตสาหกรรม ด้วยเครื่องจักรที่เรียกว่า เครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์ (Extruder) ซึ่งการทำงานของเครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์จะเป็นการรวมกรรมวิธีที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เช่น การผสม การนวด การเฉือน การให้ความร้อน และการขึ้นรูป ซึ่งแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยเบื้องต้นผู้ผลิตจะต้องทราบถึงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายก่อน เนื่องจากผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ผู้ผลิตและนักวิจัยได้พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อเพิ่มความหลากหลายและมีคุณประโยชน์ต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังลดข้อกังขาและเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่าเป็นขนมที่มีแต่แป้ง ไม่มีประโยชน์ และมีปริมาณผงชูรสสูง โดยการเพิ่มและเสริมวัตถุดิบต่างๆ ทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีลักษณะเฉพาะ และการใช้ส่วนผสมจากพืชที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งยังมีการเพิ่มโปรตีนจากพืชหรือสัตว์ในผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว และการเพิ่มส่วนผสมของผักหรือผลไม้ผงเพื่อเป็นแหล่งของวิตามินและกากใยอาหาร เป็นต้น By: Waraporn Prasert, Ph.D. Researcher (Professional Level) Food Processing and […]
Pigmented Rice: A Promising Materials for Nutraceutical Impacts
ศักยภาพทางโภชนบำบัดของข้าวสี ข้าวคุณลักษณะพิเศษ (Specialty Rice) สามารถจัดแบ่งตามสีได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีเมล็ดเป็นสีขาว เช่น ข้าวหอมมะลิ กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีเมล็ดเป็นสีม่วงหรือม่วงอมแดง เช่น ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวดำ และข้าวลืมผัว กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีเมล็ดสีน้ำตาล เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวสินเหล็ก เป็นต้น ซึ่งสีที่แตกต่างกันนี้สะท้อนถึงองค์ประกอบของแร่ธาตุและคุณค่าทางโภชนาการที่มีในข้าวแต่ละชนิด สมบัติทางชีวภาพของข้าวสี นอกจากข้าวจะเป็นแหล่งพลังงานและให้คุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงเป็นอาหารที่ปลอดสารก่อภูมิแพ้แล้ว ข้าวบางสายพันธุ์ยังมีคุณสมบัติโภชนบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวสี ซึ่งมีสมบัติทางชีวภาพหลากหลายประการ สมบัติการต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารประกอบกลุ่มสำคัญอย่างกรดฟีนอลิกด้วยเทคนิค Reducing power assay โดยใช้ 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) พบว่า ข้าวสีดำมีสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวสีน้ำตาลและข้าวที่ไม่มีสี เนื่องจากสารแอนโทไซยานินที่พบในข้าวสีดำมีความสามารถในการป้องกันความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน สมบัติการยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีรายงานว่าข้าวเหนียวสีดำมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแบ่งเซลล์ดังกล่าวมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากรำข้าวก็เป็นหนึ่งแหล่งสำคัญของสารพฤกษเคมีที่อาจมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยก็มีการศึกษาสมบัติการต้านไวรัสและมะเร็งของสารสกัดจากข้าวหอมมะลิแดง ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารสกัดดังกล่าวมีแนวโน้มในการยับยั้งไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม รวมถึงยังสามารถยับยั้งอนุมูลอิสระและเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย สมบัติการต้านเบาหวาน เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีภาวะทนต่ออินซูลิน หรือไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้น […]
Full Wrap Labelling: The Labelling Solution for Differentiate Your Packaging
สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบ: โซลูชันการติดฉลากเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับบรรจุภัณฑ์ สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบ (Full Wrap Labelling) เป็นโซลูชันการติดฉลากสติกเกอร์รอบตัวบรรจุภัณฑ์ชั้นนอกซึ่งอาจจะติดรอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดหรือติดเพียงบางส่วนของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับบรรจุภัณฑ์เมื่อวางบนชั้นแสดงสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับฉลากรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างจุดขายและใช้ในการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคว่า ‘สินค้าชิ้นนี้มีมูลค่าและมีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป’ โดยสติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบมีข้อดีหลายประการดังนี้ 1. มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับรูปร่างและวัสดุของบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายได้ ซึ่งฉลากดังกล่าวจะคาดอยู่บนบรรจุภัณฑ์เพื่อป้องกันการถูกเปิดออกโดยไม่ได้ตั้งใจและเพิ่มความมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่อยู่ด้านในจะถูกรักษาสภาพไว้จนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้อีกด้วย 2. เลือกรูปทรงของฉลากได้หลากหลาย เนื่องจากสติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบนั้นใช้วัสดุที่มีกาวในตัวและมีกระดาษรองด้านหลังในระหว่างการติดฉลาก จึงสามารถออกแบบฉลากให้มีรูปทรงที่หลากหลายซึ่งสามารถเข้ากับบรรจุภัณฑ์ได้อย่างยืดหยุ่นและกลมกลืน 3. เลือกใช้วัสดุผลิตฉลากได้หลายรูปแบบ สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบสามารถเลือกใช้วัสดุที่มีความหลากหลายกว่า อย่างการใช้กระดาษรองด้านหลังนั้นก็จะเป็นการช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับฉลาก จึงทำให้ติดฉลากได้ง่ายและช่วยลดของเสียในระหว่างกระบวนการผลิตอีกด้วย 4. มีพื้นที่ในการสื่อสารข้อมูลบนฉลากมากขึ้น ข้อดีประการถัดมาของสติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบ คือ เจ้าของแบรนด์จะมีพื้นที่สำหรับใส่ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับฉลากในรูปแบบอื่นๆ รวมไปถึงสามารถใช้วัสดุที่โปร่งใสซึ่งจะช่วยให้มองเห็นผลิตภัณฑ์ด้านในได้ 5. มีประสิทธิภาพกว่าการคาดด้วยปลอกกระดาษ (Card Board Sleeve) การคาดด้วยปลอกกระดาษจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในกระบวนการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบซึ่งทำงานโดยใช้เครื่องจักร จึงสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดขั้นตอนในการทำงานได้ดีกว่า 6. มีความน่าสนใจกว่าฉลากแบบไม่มีกาวในตัว (Linerless Label) สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบนั้นสามารถออกแบบได้อย่างยืดหยุ่นและมีรูปร่างที่หลากหลายมากกว่าฉลากแบบไม่มีกาวในตัว และข้อจำกัดทางด้านประสิทธิภาพของการติดฉลากแบบไม่มีกาว คือ หากมีการใช้วัสดุเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องทำความสะอาดเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากเปลี่ยนมาใช้สติกเกอร์ฉลากแบบพันรอบนั้นจะช่วยลดเวลาในการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างมีนัยสำคัญ By: Panwadee Thirakiettikun Senior Sales […]
Structural Change and Texture Evaluation Techniques for Plant-based Meat Products
เทคนิคการเปลี่ยนโครงสร้างและประเมินเนื้อสัมผัสสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช เทคนิคการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อผลิตเนื้อสัตว์เลียนแบบ การผลิตเนื้อสัตว์เลียนแบบจากพืช ต้องอาศัยกระบวนการแปรรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติของโปรตีน (Protein denaturation) จากพืชก่อนนำไปใช้ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการใช้เอนไซม์ ความร้อน สารเคมี หรือแรงกล เช่น การอัดรีด การตัด การปั่น และการแช่เยือกแข็ง เป็นต้น โดยอาจใช้เพียงวิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกันเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของโปรตีนให้เหมาะแก่การนำประยุกต์ใช้ในการผลิตเนื้อสัตว์เลียนแบบจากพืช นอกจากนี้ ยังต้องมีเทคนิคสำคัญในการจัดโครงสร้างนั้นเพื่อนำมาใช้ในการผลิตเส้นใยในผลิตภัณฑ์ (Fibrous products) ให้มีลักษณะคล้ายกับกล้ามเนื้อของเนื้อสัตว์ จึงจะได้เป็นเนื้อสัตว์เลียนแบบจากพืชที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง ซึ่งเทคนิคการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมีอยู่ 2 เทคนิค คือ เทคนิคการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน (A bottom-up strategy) ที่เป็นการสร้างโครงร่างด้วยการนำโครงสร้างที่มีขนาดเล็ก (Nanoscale) มารวมกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น (Macroscale) ตามลำดับขั้น และเทคนิคการเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง (A top-down strategy) ที่เป็นการเลียนแบบโครงสร้างเนื้อสัตว์สำหรับการผลิตขนาดใหญ่ (Large scale) เทคนิคการประเมินลักษณะเนื้อสัมผัสสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืช การประเมินลักษณะเนื้อสัมผัสสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืชสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี ดังนี้ 1. Mechanical analysis เป็นการวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เลียนแบบโดยอาศัยเครื่องมือในการวัดเชิงปริมาณ เช่น การตรวจสอบความแข็งหรือความนุ่มของผลิตภัณฑ์โดยใช้ […]
Whey Protein Technology: Success Way for High Protein Drinking Yogurt
เทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีน: เส้นทางแห่งความสำเร็จของโยเกิร์ตพร้อมดื่มโปรตีนสูง เทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีนที่ได้รับการจดสิทธิบัตรจะเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมนมเปรี้ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาในระยะยาวอีกต่อไป โดยอุตสาหกรรมนมมักพบเจอกับปัญหาด้านการรวมตัวของส่วนประกอบ 2 ส่วนที่ไม่สามารถเข้ากันได้ นั่นคือ โยเกิร์ตพร้อมดื่มกับการเติมโปรตีนในปริมาณสูง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการผสมโปรตีนเข้าไปในโยเกิร์ตพร้อมดื่มนั้นค่อนข้างลำบาก เช่นเดียวกับการรวมตัวกันระหว่างน้ำและน้ำมัน อย่างไรก็ตาม โยเกิร์ตพร้อมดื่มที่มีปริมาณโปรตีนสูงเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันจึงได้มีการนำเทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีนรูปแบบใหม่ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านเทคนิค รวมถึงช่วยรักษาสารอาหารที่จำเป็นและรสชาติเฉพาะของนมได้อีกด้วย การเลือกและควบคุมคุณภาพโปรตีน เป็นที่ทราบกันดีว่า เวย์โปรตีนเข้มข้นมักได้รับคะแนน DIAAS สูง ซึ่งสิทธิบัตรของเวย์โปรตีนที่คิดค้นขึ้นมานี้อาศัยเทคโนโลยี “microparticulation” เพื่อควบคุมขนาดอนุภาคของโปรตีน จึงสามารถแยกส่วนของเวย์โปรตีนที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานเฉพาะได้ ในกรณีของโยเกิร์ตพร้อมดื่มจำเป็นจะต้องเลือกส่วนของเวย์โปรตีนที่สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนให้สูงขึ้นได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความหนืดหรือรสชาติของผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ผลิตสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเวย์โปรตีนดังกล่าวเพื่อปรับปรุงคุณภาพและปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์นมประเภทอื่นๆ และโยเกิร์ตที่มีลักษณะเป็นครีม รวมถึงกลุ่มขนมหวานได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาเนื้อสัมผัส รสชาติ และความคงตัวในช่วงระหว่างการเก็บรักษาทั้งแบบแช่เย็นและอุณหภูมิปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเป็นไปได้ในการกล่าวอ้างทางสุขภาพ จากข้อมูลวิจัยพบว่า กรดอะมิโนจำเป็นในเวย์โปรตีนมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และสร้างสุขภาวะทางสติปัญญา ซึ่งความเป็นไปได้ในการกล่าวอ้างทางสุขภาพบนบรรจุภัณฑ์มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับตลาดที่วางจำหน่าย โดยอนุภาคของโปรตีนที่มีขนาดเล็ก (microparticulated) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย พร้อมให้คุณค่าทางโภชนาการ อีกทั้งยังได้รับการยอมรับอีกด้วย ดังนั้นเวย์โปรตีนที่ผลิตจากเทคโนโลยีดังกล่าว จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด By:Nikolaj Nøddebo Beck Sales Development Manager SEA & Oceania […]
9 Natural Ingredients for Boosting Immunity and Strengthening Body Barrier
9 วัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและสร้างเกราะป้องกันโรค การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในระยะยาวเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่หลักในการป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อ การอักเสบ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยหนึ่งในเคล็ดลับที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับการส่งเสริมสุขภาพ นั่นคือ การบริโภคอาหารที่มีสารสำคัญซึ่งอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค โดยสารสำคัญเหล่านี้มักจะอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การบริโภคอาหารที่มีสารสำคัญจากธรรมชาติในหลากหลายแหล่งจะช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงขึ้นแบบทวีคูณ แหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร 1. พืชตระกูลส้ม ผลไม้รสเปรี้ยว โดยเฉพาะพืชตระกูลส้มไม่ว่าจะเป็นเกรปฟรุต ส้ม คลีเมนไทน์ และมะนาว ล้วนประกอบด้วยวิตามินซีในปริมาณสูง ซึ่งวิตามินซีมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทั้งภูมิคุ้มกันที่มีมาตั้งแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาใหม่ 2. มะละกอ มะละกออุดมไปด้วยเรตินอล ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน กรดโฟลิก เหล็ก โพแทสเซียม แคลเซียม และ ใยอาหาร โดยเฉพาะสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ได้แก่ เบต้าแคโรทีนและไลโคปีน 3. บรอกโคลี สารสำคัญในบรอกโคลี คือ ชัลโฟราเฟน (sulforaphane; […]







