Skip to main content
T_OHAUS
T_GNT0126
T_VEGA
T_SAMYANG0126
T_BENEO0326
T_MTF0426

What's In

Textural Analysis of Bread and Baked Goods
What's In

Textural Analysis of Bread and Baked Goods

การวิเคราะห์ลักษณะเนื้อสัมผัสของขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรี หากเอ่ยถึงปัจจัยด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบเกอรีที่มีความสำคัญต่อการยอมรับและการตัดสินใจซื้อ พบว่า ผู้บริโภคมีแรงจูงใจและมักจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรีที่ยังไม่เคยรับประทานมาก่อน ซึ่งพิจารณาจากรูปร่างหรือลักษณะปรากฎภายนอกเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นการยอมรับผลิตภัณฑ์เบเกอรีของผู้บริโภคจะขึ้นอยู่กับคุณภาพทางเนื้อสัมผัส (textural properties) และคุณสมบัติด้านกลิ่นรส (flavor profile) เป็นลำดับถัดมา โดยคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในระหว่างการเก็บรักษา อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่กำหนดคุณสมบัติเด่นเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์เบเกอรี การตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเนื้อสัมผัส การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบเกอรีสามารถทำได้ 2 วิธี นั่นคือ การใช้เครื่องมือวัด (instrumentation measurement) และการทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยผู้ทดสอบชิม (sensorial texture analysis) ซึ่ง ในแต่ละวิธีมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. การวัดค่าคุณภาพทางเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบเกอรีด้วยเครื่องมือ (instrumentation measurement) จะอาศัยหลักการเลียนแบบการรับประทานอาหารในปากของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่การกัดและการเคี้ยว ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะเด่นทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์เบเกอรีแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น การวัดค่าความนุ่มจะนิยมใช้กับกลุ่มขนมปังแซนวิชที่ต้องการความนุ่มทั้งชิ้น คุกกี้นิ่ม เค้ก และเครปเย็น เป็นต้น ในขณะที่การวัดค่าความกรอบแข็ง ความกรอบเบาและความเปราะจะใช้กับคุกกี้กรอบ บิสกิต แครกเกอร์ เวเฟอร์ และกรวยไอศกรีม เป็นต้น 2. การทดสอบทางประสาทสัมผัสด้วยผู้ทดสอบชิม (sensorial texture analysis) ในการทดสอบชิม […]

Protein Bars: Trends, Technology, and Innovative Production
What's In

Protein Bars: Trends, Technology, and Innovative Production

โปรตีนบาร์: เทรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตในอนาคต ในปี พ.ศ. 2567 ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพประเภทโปรตีนอัดแท่งหรือโปรตีนบาร์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ผลิตต่างให้ความสำคัญกับรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่เหนือกว่าโปรตีนบาร์แบบทั่วไป รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่สนใจผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติแปลกใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น โปรตีนบาร์พีนัทบัตเตอร์ช็อกโกแลต โปรตีนบาร์คุกกี้แอนด์ครีม และโปรตีนบาร์ฟัดจ์บราวนี เครื่องจักรและกระบวนการผลิตโปรตีนบาร์ โปรตีนบาร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในอาหารมื้อหลักที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่โปรตีนบาร์เสริมเวย์สำหรับนักกีฬา โปรตีนบาร์จากพืชสำหรับชาววีแกน โปรตีนบาร์เชิงฟังก์ชันที่เสริมคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ โปรตีนบาร์คีโต ไปจนถึงโปรตีนบาร์ไฟเบอร์สูงที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม การผลิตโปรตีนบาร์รูปแบบต่างๆ เหล่านี้ ย่อมต้องใช้เครื่องจักรในการผลิตที่สามารถจัดการกับส่วนผสมที่มีความหลากหลายและรองรับกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความสม่ำเสมอ โดยทั่วไป กระบวนการผลิตโปรตีนบาร์อาศัยเครื่องจักรหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเครื่องจะมีหน้าที่เฉพาะในการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นโปรตีนบาร์แสนอร่อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีเครื่องมือที่ใช้และขั้นตอนในการผลิต ดังต่อไปนี้ 1. เครื่องผสมและเครื่องปั่น: เครื่องผสมและเครื่องปั่นเป็นเครื่องจักรพื้นฐานในการผลิตโปรตีนบาร์ ซึ่งมีหน้าที่ผสมส่วนผสมแห้งอย่างโปรตีน (เช่น ผงโปรตีนเวย์ ถั่วลันเตา กัญชง) ธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืช และวัตถุดิบแต่งกลิ่นรสเข้าด้วยกัน 2. เครื่องขึ้นรูป: หลังจากผสมวัตถุดิบต่างๆ อย่างทั่วถึงแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการขึ้นรูปขนมตามความต้องการ 3. เอ็กซ์ทรูเดอร์: เอ็กซ์ทรูเดอร์เป็นเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสำหรับการผลิตจำนวนมาก 4. […]

From Thai Cow’s Milk to Cheese: Guidelines for Food Security and Sustainability
What's In

From Thai Cow’s Milk to Cheese: Guidelines for Food Security and Sustainability

แนวทางการผลิตชีสจากน้ำนมโคไทยเพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ในยุคที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารต่างมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่ผลิตภายในประเทศ จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารโดยประเทศไทยนั้นมีศักยภาพด้านการผลิตน้ำนมวัวที่มีคุณภาพสูงในภูมิภาคเอเชียเทียบเท่ากับมาตรฐานจากต่างประเทศ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการฟาร์มที่มีมาตรฐานของเกษตรกร จึงทำให้น้ำนมโคไทยจัดเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าและมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าได้อย่างมาก โดยหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจ คือ การนำน้ำนมโคไทยมาผลิตเป็นเนยแข็งหรือ “ชีส” ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์นมแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศไทยให้สามารถขยายตลาดและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย ซึ่งแนวโน้มในการบริโภคกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มลดลง เนื่องจากผู้บริโภคมีความสนใจและหันมารับประทานผลิตภัณฑ์นมแปรรูปมากขึ้น เช่น โยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต ไอศกรีม และชีส เป็นต้น โดยปัจจุบันคนไทยรับประทานชีสเฉลี่ยคนละ 0.3 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังไม่สูงมากนัก ทั้งนี้การผลิตชีสจากน้ำนมไทยมีความท้าทายหลายประการ แต่ถ้าหากมองถึงประเด็นในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาชีสที่ผลิตในประเทศให้มีความปลอดภัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะของไทย ซึ่งต้องมีการศึกษาแนวทางตั้งแต่กระบวนการผลิตพื้นฐาน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตชีส การตลาดและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชีสไทย และการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน จะช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีสไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการผลิตชีสจากน้ำนมโคไทย จึงเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนมของประเทศไทยต่อไป By: Auengploy Chailangka, Ph.D. Director of Chiang Mai Livestock Products Research and Development Center Livestock Products Division […]

The Technique for Analyzing Aflatoxin in Thai Rice Products
What's In

The Technique for Analyzing Aflatoxin in Thai Rice Products

เทคนิคการตรวจวิเคราะห์สารอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์ข้าวไทย อะฟลาทอกซินเป็นสารพิษที่สร้างขึ้นจากเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ซึ่งมักพบในวัตถุดิบทางการเกษตรและอาหารแห้งที่เก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม อาทิ ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ผลิตภัณฑ์จากถั่ว และผลิตภัณฑ์ข้าว โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้สารอะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ในมนุษย์และสัตว์ได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางการตรวจวิเคราะห์สารอะฟลาทอกซินในผลิตภัณฑ์อาหารจึงจำเป็นจะต้องอาศัยวิธีการทดสอบที่มีความแม่นยำ เฉพาะเจาะจง และมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีการปนเปื้อนและทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปลอดจากสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง วิธีการวิเคราะห์สารพิษอะฟลาทอกซิน 1. การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพหรือการตรวจวิเคราะห์แบบคัดกรอง (Rapid screening method) จะอาศัยหลักการทางภูมิคุ้มกัน (Immunological assay) เพื่อบ่งบอกว่าตัวอย่างมีการปนเปื้อนสารพิษหรือไม่ โดยหลักการของวิธีนี้จะอาศัยการจับกันแบบจำเพาะระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี พร้อมกับการตรวจวัดสัญญาณโดยใช้สารติดฉลาก เช่น เอนไซม์ สารรังสี หรือฟลูออเรสเซนต์ เป็นต้น โดยทั่วไป เทคนิคที่นิยมนำมาใช้ในการวิเคราะห์อะฟลาทอกซินเชิงคุณภาพ คือ เทคนิค Enzyme Linked Immunosorbent Assay (ELISA) ซึ่งอาศัยความสามารถของแอนติบอดีในการจำแนกโครงสร้างของสารพิษและใช้เอนไซม์ในการตรวจวัด 2. การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงปริมาณสามารถบ่งบอกถึงความเข้มข้นของสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในตัวอย่างได้ โดยทั่วไป มักจะใช้เทคนิคโครมาโทกราฟี ซึ่งอาศัยความแตกต่างของการกระจายสารในสองเฟส ได้แก่ เฟสเคลื่อนที่ […]

Tempe: An Alternative Protein Source and its Nutraceutical Benefits
What's In

Tempe: An Alternative Protein Source and its Nutraceutical Benefits

เทมเป: แหล่งโปรตีนทางเลือกและคุณประโยชน์ทางโภชนเภสัช เทมเป (Tempe) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เตมเป’ และ ‘เทมเป้’ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่นำไปผ่านกระบวนการหมักด้วยเชื้อราในกลุ่ม Rhizopus spp. เทมเปเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอินโดนีเซียและนิยมบริโภคในหมู่เกาะชวามาอย่างยาวนานกว่า 209 ปี ปัจจุบันได้มีการบริโภคเทมเปกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนทางเลือกที่มีคุณประโยชน์และมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ เทมเปนั้นสามารถผลิตเองได้ในระดับครัวเรือน โดยมีวัตถุดิบเพียงเมล็ดถั่วเหลืองและกล้าเชื้อเทมเป โดยเทมเปมีคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการบริโภคถั่วเหลืองทั่วไปและเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ เนื่องจากกระบวนการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ของเทมเปนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารสำคัญต่างๆ ในถั่วเหลืองซึ่งช่วยเสริมคุณสมบัติที่มีคุณประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยเทมเป 100 กรัม จะมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 20 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13 กรัม และไขมัน 9 กรัม ทั้งนี้ปริมาณสารอาหารที่ได้จะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ นอกจากนี้เทมเปยังอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์อีกหลายชนิด ได้แก่ กรดอะมิโนและโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ สารไอโซฟลาโวน รวมไปถึงพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ และเทมเปยังมีคุณสมบัติด้านโภชนเภสัชที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases; NCDs) ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ลดความรุนแรงของภาวะวัยทอง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เทมเปเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกที่ดีสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ และผู้ที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทางด้านโภชนเภสัชที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคบางชนิดได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์ในระหว่างกระบวนการผลิต ดังนั้น […]

Development of Smart Labels to Enhance Safety in Food Products
What's In

Development of Smart Labels to Enhance Safety in Food Products

การพัฒนาฉลากอัจฉริยะเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์อาหาร ฉลากอัจฉริยะเหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากฉลากมีการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างโปร่งใสและสามารถนำเสนอประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น ตัวอย่างที่น่าสนใจของฉลากและตัวชี้วัดในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น 1. ฉลากชี้วัดความสุก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงพัฒนาฉลากอัจฉริยะเพื่อบ่งชี้ความสุกของมะม่วงผ่านการเปลี่ยนแปลงสีของฉลาก โดยใช้หลักการตรวจจับก๊าซเอทิลีนที่เพิ่มขึ้นตามระดับความสุกของมะม่วง ซึ่งฉลากจะมีลักษณะเป็นวงกลมสองชั้น วงในเป็นเซนเซอร์วัดก๊าซเอทิลีนซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามระดับความสุกหรือความเข้มของก๊าซ โดยเปรียบเทียบสีจากวงนอก ซึ่งแบ่งแถบสีออกเป็น 3 ระดับ คือ สีเขียวอ่อนอมเทา (สุกน้อยและมีรสเปรี้ยว) สีเขียวอ่อน (สุกปานกลางและมีรสเปรี้ยวอมหวาน) และสีเขียวเข้ม (สุกพร้อมรับประทานและมีรสหวาน) นวัตกรรมนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานมะม่วงในช่วงเวลาที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับมะม่วงส่งออกอีกด้วย 2. ฉลากชี้วัดความสด (ด้วยการวัดก๊าซ) ฉลากชี้วัดความสดเป็นโซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะที่ช่วยรักษาคุณภาพอาหารและยืดอายุการเก็บรักษา โดยการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบก๊าซภายในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเน่าเสียของอาหาร ฉลากเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ตัวชี้วัดสี เซนเซอร์โลหะออกไซด์ หรือปฏิกิริยาอิเล็กโทรเคมี เพื่อแสดงถึงความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ 3. ฉลากชี้วัดเวลาและอุณหภูมิแบบเต็มรูปแบบ ฉลากชี้วัดเวลาและอุณหภูมิ (Time-Temperature Indicator; TTI) แบบเต็มรูปแบบจะบันทึกประวัติการเปลี่ยนอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งกระบวนการ อาทิ FreshtagTM เป็นฉลากอัจฉริยะที่ใช้ระบบสัญญาณไฟจราจรที่ง่ายต่อการเข้าใจ โดยสีเขียวบ่งบอกถึงสภาวะอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สีเหลืองหมายถึงผลิตภัณฑ์อาจมีการสัมผัสกับอุณหภูมิที่ก่อให้เกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ และสีแดงเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงอุณหภูมิในการกระบวนการที่ไม่เหมาะสมต่อการนำไปบริโภคต่อ 4. ฉลากชี้วัดเวลาและอุณหภูมิแบบบางส่วน ตัวอย่างฉลากชี้วัดเวลาและอุณหภูมิแบบบางส่วนจาก TempDot® […]

Advancements in Low FODMAP Food Development and Appropriate Nutrition
What's In

Advancements in Low FODMAP Food Development and Appropriate Nutrition

ความก้าวหน้าของการพัฒนาอาหาร Low FODMAP และโภชนาการที่เหมาะสม ปัจจุบันโรค โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome; IBS) ได้รับความสนใจมากขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากจำนวนงานวิจัยและบทความทางวิชาการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางเลือกในปัจจุบันของการจัดการอาการของโรค IBS ที่ได้รับการพิจารณามากขึ้น คือ การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การปรับเปลี่ยนอาหารและการรักษาด้านจิตวิทยา ด้วยเหตุนี้ การลดการบริโภคอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตย่อยยากและถูกหมักได้ในระบบทางเดินอาหาร หรือที่เรียกว่า FODMAP ซึ่งย่อมาจาก Fermentable Oligosaccharides, Disaccharides, Monosaccharides, and Polyols จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งในการบรรเทาอาการเรื้อรังซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วย IBS และภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กไม่สมดุล (Small Intestinal Bacterial Overgrowth; SIBO) ความสำคัญของอาหาร Low FODMAP และการดูดซึมสารอาหารสู่ร่างกาย สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย) ได้แนะนำแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนในประเทศไทย พ.ศ. 2565 โดยกำหนดให้การรับประทานอาหาร Low FODMAP อยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการรับประทานอาหารดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ […]

Advanced Drying Technology for Manufacturing of Fruit-Based Snacks
What's In

Advanced Drying Technology for Manufacturing of Fruit-Based Snacks

เทคโนโลยีการอบแห้งขั้นสูงในการผลิตขนมขบเคี้ยวจากผลไม้ การอบแห้งโดยใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งเพื่อคุณภาพขนมขบเคี้ยวที่ดีกว่า การอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำ (Low-Pressure Superheated Steam Drying; LPSSD) เป็นการรวมข้อดีของการอบแห้งแบบสุญญากาศ (vacuum drying) ได้แก่ ความสามารถในการอบแห้งที่อุณหภูมิต่ำ เข้ากับข้อดีของการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่ง (superheated steam drying) ได้แก่ การไม่มีออกซิเจนในระบบอบแห้ง จึงไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ในระหว่างการอบแห้ง เช่น ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลและปฏิกิริยาการเสื่อมสลายของวิตามินที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ ส่งผลให้สามารถรักษาสี และคุณค่าทางโภชนาการต่าง ๆ ไว้ได้ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับการอบแห้งด้วยอากาศร้อน นอกจากนี้ จุดเด่นของกระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการอบแห้งวิธีนี้มักมีความพรุนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการอบแห้งโดยใช้อากาศร้อน มีเนื้อสัมผัสที่พึงประสงค์ (แข็งน้อยและกรอบมาก) และยังคงคุณภาพในแง่ของสีและคุณค่าทางโภชนาการได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงนับได้ว่าการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการผลิตขนมขบเคี้ยวที่ปราศจากน้ำมัน (โดยเฉพาะจากวัตถุดิบในกลุ่มผักและผลไม้) แต่ยังคงมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่าง ๆ ของขนมขบเคี้ยว เช่น เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ สี กลิ่นรส และคุณค่าทางโภชนาการที่คล้ายกับวัตถุดิบตั้งต้นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม การอบแห้งโดยใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันบรรยากาศยังเป็นการอบแห้งที่ต้องใช้อุณหภูมิค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะสำหรับวัตถุดิบที่อาจเสื่อมสภาพได้ง่ายภายใต้สภาวะการผลิตที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ผัก ผลไม้ และสมุนไพร ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพัฒนากระบวนการอบแห้งรูปแบบใหม่ […]

The Future of Sustainable Alternative Milk Technology: A Collaborative Ecosystem for Nourishing the Planet
What's In

The Future of Sustainable Alternative Milk Technology: A Collaborative Ecosystem for Nourishing the Planet

อนาคตของเทคโนโลยีนมทางเลือกที่ยั่งยืน: ความร่วมมือของระบบนิเวศเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ เจาะลึกด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการอาหาร • โปรตีนจากการเพาะเลี้ยง: เทคโนโลยีที่กำลังได้รับการพัฒนานี้มาจากการเพาะเลี้ยงผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมจากสัตว์โดยตรง ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงเซลล์แทนการเลี้ยงสัตว์ จึงเรียกว่าอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ และเนื้อเพาะเลี้ยง โดยได้มีการสำรวจว่าเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในการเสริมระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมของสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์อาหารจากเซลล์บางชนิดกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาจากหลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้มีความสำคัญในการประเมินผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง และความเสี่ยงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร • ชีววิทยาสังเคราะห์: กระบวนการนี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวทางในการผลิตส่วนผสมและกลิ่นรสใหม่ๆ รวมถึงวิธีการผลิตโปรตีน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้โดยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางพันธุกรรมของจุลินทรีย์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการพัฒนาด้วยการนำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาโปรตีนที่มีคุณลักษณะเดียวกับนมที่มาจากสัตว์ เช่น การปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของนมจากพืชและการสร้างโปรไฟล์กลิ่นรสใหม่โดยมีผู้บุกเบิกอย่างบริษัท Perfect Day ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการหมักที่แม่นยำเข้ามาใช้ผลิตโปรตีนจากนมที่ปราศจากสัตว์ วิธีการนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นมมีกลิ่นรส เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการคล้ายกับนมจากสัตว์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรม • การกำหนดสูตรและเทคโนโลยีแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจากพืช: ความก้าวหน้าทางด้านเทคนิคของการแปรรูปและการกำหนดสูตรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตนมจากพืชที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ ทั้งนี้บริษัทต่างๆ กำลังเข้ามาลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนานมจากพืชให้มีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การปรับปรุงเนื้อสัมผัส และการสร้างสรรค์สูตรใหม่ที่มีคุณสมบัติทางโภชนาการเช่นเดียวกับนมจากสัตว์ ระบบนิเวศที่เกิดจากการพัฒนาและความร่วมมือ การพัฒนานมทางเลือกอย่างยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับระบบนิเวศเทคโนโลยีอาหารที่เกิดจากความร่วมมือกัน ซึ่งรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน ได้แก่ • สตาร์ทอัพเทคโนโลยีอาหารที่ช่วยส่งเสริมนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงโมเดลทางธุรกิจต่างๆ • บริษัทที่ใช้ประโยชน์จากช่องทางการจัดจำหน่ายและเครือข่ายตลาดที่มีอยู่ • สถาบันวิจัยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ • รัฐบาลที่สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงระบบเกษตรกรรมแบบยั่งยืน • บริษัทและหน่วยงานภาคเอกชนที่สนับสนุนการพัฒนาและเติบโต เช่น […]

VEGAPULS 42: NEW RADAR SENSOR FOR THE BEVERAGE INDUSTRY<br>WITH PRECISION AND HYGIENE
What's In

VEGAPULS 42: NEW RADAR SENSOR FOR THE BEVERAGE INDUSTRY<br>WITH PRECISION AND HYGIENE

เซนเซอร์อัจฉริยะ VEGAPULS 42 ที่ออกแบบด้วยหลักการ Hygienic Design ช่วยเสริมความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม VEGAPULS 42 เป็นเซนเซอร์วัดระดับแบบเรดาห์สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยความถี่ 80 GHz ที่ช่วยเสริมความถูกต้องและความแม่นยำในการวัดสำหรับสภาวะการผลิตที่ท้าทาย พร้อมด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น เช่น คลื่นความถี่ที่เหมาะสมช่วยให้การวัดเป็นไปอย่างแม่นยำ ดีไซน์ที่มีขนาดกะทัดรัด สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ช่วยวัดของเหลวในแทงก์ที่มีขนาดเล็กและใหญ่ได้ และการสื่อสารผ่านระบบไร้สาย (Wireless Communication) จึงช่วยเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้ &#8211; การใช้งานที่สะดวกกว่า ด้วยระบบ Plug &amp; Play ที่ติดตั้งได้ง่าย ใช้งานได้ทันที รวมถึงมีค่าบำรุงรักษาต่ำ จึงประหยัดเวลาและต้นทุนในระยะยาว &#8211; การออกแบบด้วยหลักการ Hygienic Design ผ่านการรับรองจาก FDA, EHEDG และ 3-A Sanitary Standards ช่วยสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของคุณจะมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค &#8211; เซนเซอร์ที่ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่วัตถุดิบการผลิต รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตั้งแต่น้ำ น้ำผลไม้ เครื่องดื่มอัดแก๊ส [&hellip;]

Supplier Finder August 2024
What's In

Supplier Finder August 2024

3

See What’s New in the Star Items August 2024
What's In

See What’s New in the Star Items August 2024

พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…