Skip to main content
T_OHAUS
T_GNT0126
T_VEGA
T_SAMYANG0126
T_BENEO0326
T_MTF0426

What's In

Production Process of Low-Sodium and Low-Potassium Fish Sauce for Health
What's In

Production Process of Low-Sodium and Low-Potassium Fish Sauce for Health

กระบวนการผลิตน้ำปลาโซเดียมและโพแทสเซียมต่ำเพื่อสุขภาพ การผลิตน้ำปลาโซเดียมและโพแทสเซียมต่ำด้วยวิธีการแยกสารผ่านเยื่อด้วยไฟฟ้า การแยกสารผ่านเยื่อด้วยไฟฟ้า (electrodialysis) เป็นกระบวนการแยกสารโดยอาศัยความต่างศักย์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วแอโนดและขั้วแคโทดเป็นแรงขับดันให้เกิดการแยกไอออนผ่านเยื่อแลกเปลี่ยนไอออน (ion-exchange membranes) 2 ชนิด การแยกสารเริ่มจากการดูดสารละลายเจือจาง (dilute stream) ซึ่งในที่นี้ก็คือน้ำปลาที่มีโซเดียมคลอไรด์สูง และสารละลายเข้มข้น ที่มีปริมาณโซเดียมคลอไรด์เริ่มต้นต่ำเข้าสู่ช่องการไหลระหว่างเยื่อแลกเปลี่ยนไอออน เมื่อป้อนความต่างศักย์ไฟฟ้ากระแสตรงระหว่างขั้วทั้งสอง โซเดียมคลอไรด์จะแตกตัวเป็นไอออน โดยไอออนที่มีประจุบวก (Na+) จะเคลื่อนที่ไปยังแคโทดผ่านเยื่อแลกเปลี่ยนแคตไอออน (cation-exchange membrane; C) และถูกกั้นไว้โดยเยื่อแลกเปลี่ยนแอนไอออน (anion-exchange membrane; A) ส่วนไอออนที่มีประจุลบ (Cl–) จะเคลื่อนที่ไปยังแอโนดผ่านเยื่อแลกเปลี่ยนแอนไอออน และถูกกั้นไว้โดยเยื่อแลกเปลี่ยนแคตไอออน เป็นผลให้ความเข้มข้นของไอออนสูงขึ้นและต่ำลงสลับกันไปในช่องการไหลแต่ละช่อง น้ำปลาจึงมีปริมาณโซเดียมคลอไรด์ (รวมทั้งโพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งมีอยู่ในน้ำปลาตามธรรมชาติ) ลดลง ในขณะที่สารละลายเข้มข้นจะมีปริมาณโซเดียมคลอไรด์เพิ่มขึ้นหลังผ่านการแยกสารผ่านเยื่อด้วยไฟฟ้า แม้ในทางทฤษฎีอาจลดปริมาณโซเดียมคลอไรด์ในน้ำปลาลงได้จนเป็นศูนย์ แต่ในทางปฏิบัติจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากน้ำปลาจะสูญเสียสารให้กลิ่นรสเป็นปริมาณมากจนขาดคุณลักษณะเฉพาะที่พึงประสงค์ หลักการดังกล่าวข้างต้นได้รับการพัฒนาเป็นเครื่องแยกสารผ่านเยื่อด้วยไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการลดปริมาณโซเดียมคลอไรด์ในน้ำปลาได้ครั้งละ 100 ลิตร โดยเครื่องดังกล่าวสามารถขจัดโซเดียมคลอไรด์และโพแทสเซียมคลอไรด์ออกจากน้ำปลาได้ถึงกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปริมาณเริ่มต้น โดยที่ผลิตภัณฑ์ยังคงมีสี กลิ่น และรสชาติตามธรรมชาติของน้ำปลา เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสามารถใช้เป็นผลิตภัณฑ์ปรุงแต่งรสอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงในผู้บริโภคทั่วไปได้ นอกจากนี้ ยังใช้ได้กับผู้ป่วยโรคไตที่ไม่สามารถบริโภคโพแทสเซียมคลอไรด์ปริมาณมากได้อีกด้วย Production of […]

Application of Artificial Intelligence Technology<br>Augmenting Automated Production Processes
What's In

Application of Artificial Intelligence Technology<br>Augmenting Automated Production Processes

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ตัวช่วยเสริมพลังในกระบวนการผลิตอัตโนมัติ By: Asst. Prof. Sukhuntha Osiriphun, Ph.D. Department of Food Science and Technology Faculty of Agro-Industry | Chiang Mai University |sukhuntha.o@cmu.ac.th เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการผลิตอัตโนมัติ (Automation) ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างเห็นได้ชัด ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2569 เทคโนโลยี AI จะมีโอกาสเติบโตในตลาดอาหารและเครื่องดื่มสูงถึง 29,940 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เทคโนโลยี AI ยังถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมอาหารประเภทต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ บทความนี้จึงได้ยกกรณีศึกษาในโรงงานชำแหละไก่ที่ได้มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้สนับสนุนการทำงานระบบอัตโนมัติเพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์และเครื่องจักรให้มีระบบการทำงานที่ดียิ่งขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงประเด็นและทันต่อเหตุการณ์ เพิ่มผลได้ในการผลิตเนื้อสัตว์ พร้อมตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร แม้ว่า AI และการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น [&hellip;]

EXPLORE<br>METTLER TOLEDO<br>INNOVATION<br>THE GAME CHANGER
What's In

EXPLORE<br>METTLER TOLEDO<br>INNOVATION<br>THE GAME CHANGER

เมทเล่อร์ โทเลโดสร้างสรรค์โซลูชันที่น่าทึ่ง ด้วยสินค้าและบริการสำหรับห้องปฏิบัติการและไลน์การผลิต เมทเล่อร์ โทเลโดมาพร้อมกับสินค้าและบริการที่หลากหลายและครบ ทั้งการใช้งานในห้องปฏิบัติหรือสายการผลิต ด้วยสินค้าและบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ ดังนี้ 1. Product Inspection Zone: เครื่องเอกซเรย์ X36 สามารถตรวจจับกระดูกได้ด้วยเทคโนโลยี Dual Energy: DXD และ DXD+ รวมถึงเครื่องชั่งน้ำหนักบนสายพาน C16 เพื่อการตรวจสอบน้ำหนักแบบไดนามิก และเครื่องตรวจจับโลหะ M34R ที่ใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิม 2.Service Care Product Corner: Live Showcase Service Maintenance ด้วยบริการซ่อมและสอบเทียบ โดยวิศวกรผู้ชำนาญการ 3.Industrial Weighing Smart Solution Zone: เครื่องชั่งน้ำหนักและแท่นชั่งที่ถูกสุขลักษณะ เครื่องชั่งระบบ Filling ในอุตสาหกรรม และเครื่องชั่งรถบรรทุกแบบ Smart Solution 4.Process Analytical Measurement Solutions Corner: เครื่องตรวจสอบรุ่นใหม่ [&hellip;]

Supplier Finder May 2024
What's In

Supplier Finder May 2024

 

See What’s New in the Star Items May 2024
What's In

See What’s New in the Star Items May 2024

พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ ที่น่าสนใจ…

Gut Guardians: The Immune-Boosting Power of Probiotics
What's In

Gut Guardians: The Immune-Boosting Power of Probiotics

ผู้พิทักษ์ระบบทางเดินอาหาร: พลังของโพรไบโอติกเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกัน เกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ทั้งอวัยวะ เซลล์ และสารเคมี รวมถึงโปรตีนหลากหลายชนิด เพื่อทำหน้าที่ป้องกัน ทำลายเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมจากสภาพแวดล้อมภายนอกและภายใน โดยเฉพาะจุลินทรีย์ก่อโรค ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต รา และพยาธิ รวมถึงเซลล์ที่เกิดการแปรสภาพจนผิดปกติและก่อให้เกิดโรคขึ้น เช่น เนื้องอกและเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันยังมีหน้าที่ตรวจสอบและสร้างกลไกการตอบสนองเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้ระบบภายในร่างกายสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ โพรไบโอติก: สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ จุลินทรีย์โพรไบโอติกในร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่มีอยู่หลากหลายประเภท ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อร่างกายแตกต่างกันไป โดยกลไกการทำงานของโพรไบโอติกที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย แบ่งออกเป็น 5 กลไก ดังนี้ 1) การลดความเป็นกรดด่างภายในลำไส้ 2) การแย่งจับตัวรับกับเชื้อก่อโรคและแย่งแหล่งอาหารจากเชื้อก่อโรค 3) การหลั่งสารต้านจุลชีพ (Antimicrobial substances) 4) การทำให้สารพิษไม่ออกฤทธิ์ (Toxin inactivation) 5) การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น Bifidobacterium ที่ช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T (T lymphocytes) [&hellip;]

Sacha Inchi: A New Alternative Ingredient for Development of High-Protein Milk Products
What's In

Sacha Inchi: A New Alternative Ingredient for Development of High-Protein Milk Products

ถั่วดาวอินคา: วัตถุดิบทางเลือกใหม่สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูง By: Assist. Prof. Sirirat Panich, Ph.D. Division of Health, Cosmetic and Anti-Aging Technology Faculty of Science and Technology Rajamangala University of Technology Phra Nakhon |sirirat.pan@rmutp.ac.th ถั่วดาวอินคา: แหล่งวัตถุดิบที่มีคุณประโยชน์สูง ถั่วดาวอินคา (Sacha inchi) เป็นที่รู้จักกันในนามของ “แหล่งของโอเมก้า 3” บนดิน ซึ่งทาง อย. ได้รับรองน้ำมันที่สกัดจากถั่วดาวอินคาให้สามารถประกอบอาหารได้ไม่เกิน 3 กรัม ขณะที่เมล็ดกระเทาะที่ทำให้สุกด้วยความร้อนอย่างน้อย 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง สามารถรับประทานเป็นอาหารทั่วไปได้ ส่วนกากถั่วที่ได้จากการบีบเอาน้ำมันออกแล้วอบไล่ความชื้นที่ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนบดเป็นผง สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารได้ในปริมาณสูงสุด [&hellip;]

Powerful Ready-to-eat Food Production Technology
What's In

Powerful Ready-to-eat Food Production Technology

เทคโนโลยีการผลิตอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคอันทรงพลัง Translated and Compiled By:Rawiporn  PolpuedFood Focus Thailand Magazineeditor@foodfocusthailand.com อาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานที่อุณหภูมิห้อง โดยไม่เสี่ยงต่อการเสื่อมเสีย ซึ่งอาหารเหล่านี้มักถูกเตรียมด้วยเทคนิคการแปรรูปด้วยความร้อน ได้แก่ สเตอริไลซ์ พาสเจอไรซ์ และการอบแห้ง หรือการใช้ความเย็น รวมถึงการผสมผสานระหว่างกระบวนการผลิตและการบรรจุเข้าด้วยกันเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ โดยผลิตภัณฑ์อาหารที่เก็บรักษาได้นานมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ผักผลไม้กระป๋องและแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องดื่มและนม อาหารที่บรรจุในรีทอร์ทเพาช์ และอาหารพร้อมรับประทาน ถึงแม้ว่าการแปรรูปด้วยความร้อนสูงจะให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ความร้อนนั้นมักส่งผลกระทบกับสารที่มีความไวต่อการสูญเสียคุณภาพจากความร้อน ซึ่งทำให้เกิดรสชาติและลักษณะทางประสาทสัมผัสที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น เทคโนโลยีการผลิตอาหารสำเร็จรูปสมัยใหม่ จึงหันมาใช้กระบวนการที่ไม่รุนแรง แต่ยังช่วยให้อาหารมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานและปลอดภัยต่อการบริโภค 1.ผสมผสานกระบวนการความดันสูงและการให้ความร้อน การใช้ความดันสูงร่วมกับความร้อน (High Pressure and Thermal Processing; HPTP) ถือเป็นทางเลือกของวิธีการยืดอายุการเก็บรักษาอาหารประเภทกรดต่ำ (low acid food) ในอนาคต โดยเทคโนโลยีนี้เป็นการใช้ความร้อนเพื่อทำลายจุลินทรีย์ตามด้วยการให้ความดันสูงอย่างรวดเร็วภายในระบบเดียว ส่งผลให้สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ที่อุณหภูมิต่ำลง จึงช่วยรักษารสชาติดั้งเดิม คุณค่าทางโภชนาการ และลักษณะปรากฏของผลิตภัณฑ์ให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น 2.แทนที่การใช้สารเคมีอันตรายด้วยโอโซน โอโซนจัดเป็นแก๊สที่อยู่ในรูปของออกซิเจนสามอะตอม โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา [&hellip;]

Postbiotic
What's In

Postbiotic

Totipro® เป็นสารกลุ่มโพสไบโอติกที่ผ่านการพิจารณาจาก อย. ว่ามีความปลอดภัย สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบอาหารภายใต้ชื่อ Totipro® Lactic acid bacteria fermented metabolites powder (ผงเมตาโบไลต์ที่ได้จากกระบวนการหมักของแบคทีเรียกลุ่มแล็กติก ตรา โททิโพ) จากจุลินทรีย์ที่คัดสรรพิเศษ 4 สายพันธุ์ Totipro® เต็มไปด้วยสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ทนต่อสภาวะความเป็นกรด-ด่างและอุณหภูมิสูง อีกทั้งยังมีความคงตัว สามารถรักษารสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ด้วยเทคโนโลยีพิเศษ HeaLAC® ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการสกัดสารสำคัญออกมาจากกระบวนการหมัก จึงเหมาะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย อีกทั้งโพสไบโอติกยังมีราคาต่ำกว่าโพรไบโอติกประมาณ 3-5 เท่า จึงจัดว่าเป็นสารนวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมในขณะนี้ นอกจากนี้ ในปี 2023 Totipro® ยังได้รับรางวัลระดับโลก (Winner Nutra Ingredients Asia Awards 2023) รวมถึงรางวัลอื่นๆ และมีงานวิจัยที่รองรับอีกมากมาย ซึ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พบกับทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพและภูมิคุ้มกันในร่างกาย รายละเอียดเพิ่มเติม www.ingramchem.com  หรือ info@ingramchem.com

Dairy and Non-dairy based Kefir Products
What's In

Dairy and Non-dairy based Kefir Products

ผลิตภัณฑ์คีเฟอร์จากนมและนมทางเลือก By: Assist. Prof. Nomjit Suteebut, Ph.D. Food Technology Faculty of Home Economic Technology Rajamangala University of Technology Phra Nakhon |nomjit.s@rmutp.ac.th แนวโน้มการเติบโตของผลิตภัณฑ์คีเฟอร์ คีเฟอร์เป็นเครื่องดื่มหมัก ซึ่งเป็น 1 ใน 9 เทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มาแรง จากข้อมูลของของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ Future Market Insights คาดว่าในช่วงปี พ.ศ. 2566-2569 ตลาดคีเฟอร์ทั่วโลกจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 3.5 ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 1,840.2 ล้านดอลลาร์ภายในปี พ.ศ. 2575 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 และมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1,304.6 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกราวร้อยละ 75 อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา [&hellip;]

Enzymatic Recycling Process for Sugar Beet Production: Pathway to Sustainable Sweetness
What's In

Enzymatic Recycling Process for Sugar Beet Production: Pathway to Sustainable Sweetness

เทคนิคการรีไซเคิลเอนไซม์เพื่อการผลิตน้ำตาลจากหัวบีท: เส้นทางสู่ความหวานที่ยั่งยืน Translated and Compiled By:Natchaya DuangjarusFood Focus Thailand Magazineeditor@foodfocusthailand.com หัวบีท เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของพืชที่มีปริมาณซูโครสสูง ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับกระบวนการผลิตน้ำตาลที่ละลายได้ มีการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยกระบวนการไฮโดรไลซิสด้วยเอนไซม์ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนภายในหัวบีทให้เป็นน้ำตาลที่ละลายได้ กระบวนการไฮโดรไลซิสหัวบีทด้วยเอนไซม์ กระบวนการไฮโดรไลซิสหัวบีทด้วยเอนไซม์เพื่อการผลิตน้ำตาลที่ละลายได้มีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้ 1.การเตรียมวัตถุดิบ: เช่น วิธีการระเบิดด้วยไอน้ำ (Steam explosion) การไฮโดรไลซิสด้วยกรด (Acid hydrolysis) หรือการปรับสภาพด้วยเบส (Alkaline treatment) 2.การเลือกใช้เอนไซม์: ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เอนไซม์ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรสร่วมกัน เช่น เซลลูเลส เฮมิเซลลูเลส และเพกติเนส เพื่อช่วยย่อยพอลิแซ็กคาไรด์ตามลำดับของขนาดโมเลกุล 3.การเติมเอนไซม์: โดยเอนไซม์เหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการแยกตัวของพันธะไกลโคซิดิกภายในโครงสร้างเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และเพกติน แล้วปลดปล่อยโมเลกุลน้ำตาลออกมา 4.การทำปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส: การทำปฏิกิริยาระหว่างเอนไซม์และสารตั้งต้นจะเข้าไปกระตุ้นปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส นำไปสู่การสลายตัวของพอลิเมอร์ (Depolymerization) ของพอลิแซ็กคาไรด์ให้เป็นโมโนเมอร์น้ำตาลที่ละลายได้ 5.การแยกน้ำตาลไปใช้: หลังจากกระบวนการไฮโดรไลซิสเสร็จสิ้นจะต้องนำไฮโดรไลเสตนั้นไปผ่านการแยกส่วนด้วยขั้นตอนการกรอง (Filtration) และการหมุนเหวี่ยง (Centrifugation) เพื่อนำส่วนของของเหลวที่เป็นน้ำตาลแยกออกจากส่วนกากที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ การพัฒนากระบวนการผลิตน้ำตาลด้วยเทคนิคการรีไซเคิลเอนไซม์ งานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจ คือ [&hellip;]

Addressing Evolving Needs: Updating Food Packaging Regulations Globally
What's In

Addressing Evolving Needs: Updating Food Packaging Regulations Globally

อัปเดตกฎระเบียบสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก By: Supoj Pratheepthinthong, Ph.D. Thai Packaging Centre Thailand Institute of Scientific and Technological Research |supoj@tistr.or.th การเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์อาหารในทวีปเอเชีย การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและข้อบังคับด้านบรรจุภัณฑ์อาหารทั้งในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียต้องตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และทยอยปรับปรุงกฎหมายของแต่ละประเทศให้มีความสอดคล้องกันด้วยเหตุผลทางค้า เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ต้องส่งผลิตภัณฑ์อาหารไปจำหน่ายยังตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยสรุปการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่สำคัญ ดังนี้ ประเทศอินโดนีเซียมีการปรับปรุงกฎหมายบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยฉบับร่างมีการเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ประเทศสิงคโปร์เผยแพร่ระบบมัดจำบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ยังมีการทบทวนกฎหมายสนับสนุนการใช้วัสดุอย่างยั่งยืนโดยกำหนดให้มีการจ่ายค่าถุงพลาสติก ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้ยื่นเข้าสภาเพื่อพิจารณาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ประเทศฟิลิปปินส์เริ่มผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับวัสดุสัมผัสอาหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 โดยเริ่มมีการใช้แบบสมัครใจ ประเทศเวียดนามเริ่มสนับสนุนการให้ความรู้ด้านการรีไซเคิลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์และแนวคิดการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ฮ่องกงได้ประกาศปรับปรุงกฎหมายบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อสนับสนุนการรีไซเคิลและการจัดการขยะ รวมถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยกำหนดให้มีการจ่ายค่าถุงพลาสติกใส่ของและริเริ่มระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิตในบรรจุภัณฑ์แก้ว เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 [&hellip;]