สวทน. และ มก. ลุยเร่งพัฒนากำลังคนด้านวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมอาหาร

กรุงเทพฯ, 9 มกราคม 2562 – สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานแถลงข่าวโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและการถ่ายโอนความรู้ข้ามพรมแดน (Sustainable Economy Driving of Food Industry by Specialized Personnel Development and Cross Border Knowledge Transfer) ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยเป็นกิจกรรมรูปแบบใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และส่งเสริมการเร่งพัฒนากำลังคนด้านวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดความยั่งยืน ผ่านการถ่ายโอนความรู้เชิงลึกและนวัตกรรมขั้นสูงจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศในเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร และมาถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยต่อเนื่อง

ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านนโยบายนวัตกรรมการพัฒนากำลังคน สวทน. เปิดเผยว่า จากตัวเลขในปี 2560 อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 3 ล้านล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการในรูปแบบบริษัทจดทะเบียนรวมประมาณ 8,500 ราย ทั้งนี้ หากรวมจำนวนบริษัทผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดเล็กคาดว่าจะมีจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 30,000 ราย โดยประเทศไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป (Agro-manufacturing products) สูงถึง 25,872 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 878,102 ล้านบาท ทั้งนี้ เฉพาะหมวดอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 16,882 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 572,998 ล้านบาท

จากมูลค่าการส่งออกที่ค่อนข้างสูงนี้ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารในลำดับต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารในประเทศยังคงประสบปัญหาหลายด้านที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืนในตลาดโลก ซึ่งปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ การขาดการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายโอนความรู้ที่ทันสมัยอย่างทันท่วงที รวมถึงขาดการประยุกต์ใช้องค์ความรู้เชิงลึกและเทคโนโลยีเฉพาะทางเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดในการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี รวมถึงมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสถานประกอบการทั้งในและต่างประเทศก็ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทางเช่นกัน โดยเฉพาะองค์ความรู้เชิงลึกที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การใช้ความดันสูงในการแปรรูปอาหาร การใช้เทคนิคโอห์มมิค เป็นต้น ตลอดจนยังขาดความเข้าใจและการเข้าถึงการวิเคราะห์ตรวจสอบเชิงลึกที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาให้สินค้ามีมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งการที่จะพัฒนาให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยสามารถวิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารที่มีนวัตกรรมสูงขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า รวมถึงสามารถแก้ปัญหา ขจัดอุปสรรคทางการค้าจากการกีดกันด้านมาตรฐานสินค้า และนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างรวดเร็วทันต่อการแข่งขันในระดับโลกได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาและเสริมสร้างองค์ความรู้เชิงลึกรวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีด้านการอาหารที่ทันสมัยให้แก่บุคลากรในภาคเอกชน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเฉพาะทางในบางเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย มีความจำเป็นต้องอาศัยการถ่ายโอนความรู้จากนักวิจัยหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความชำนาญสูงจากต่างประเทศเป็นส่วนมาก สวทน. จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำโครงการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและการถ่ายโอนความรู้ข้ามพรมแดนในครั้งนี้ขึ้น

“การดำเนินโครงการในครั้งนี้ สวทน. และ ม.เกษตร มีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะนำร่องรูปแบบโครงการสำหรับการพัฒนาบุคลากรของอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้มีองค์ความรู้เชิงลึกหรือเทคโนโลยีขั้นสูงเกี่ยวกับด้านอุตสาหกรรมอาหารจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และเกิดการถ่ายโอนองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและนักวิจัยในภาคการศึกษา รวมถึงเอกชนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารที่มีนวัตกรรมสูงขึ้น สามารถขจัดอุปสรรคทางการค้าจากการกีดกันด้านมาตรฐานสินค้า และนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอาหารให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ทั้งนี้ คาดว่าโครงการจะส่งผลให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมอาหารในมิติต่างๆ อาทิ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาลดความเสียหายในการผลิต หรือเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าของผลกระทบอย่างน้อย 10 ล้านบาทต่อปี โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบในปีที่ 3 ของการดำเนินโครงการ” ดร.พูลศักดิ์ กล่าว

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืนฯ เป็นโครงการรูปแบบใหม่เพื่อตอบโจทย์ด้านการรับการถ่ายโอนองค์ความรู้เชิงลึกหรือเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และเกิดการถ่ายโอนองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและนักวิจัยในภาคการศึกษา ผ่านการเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากต่างประเทศมาถ่ายทอดองค์ความรู้สู่กลุ่มผู้ประกอบการและนักวิจัยในวงกว้าง เพื่อเป็นการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี และดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกสู่กลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายเฉพาะรายโดยอาศัยกรณีศึกษาจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเทคโนโลยีนั้นๆ อย่างถ่องแท้ และสามารถประยุกต์ต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เพื่อให้องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากต่างประเทศยังคงอยู่ภายในประเทศ รวมถึงมีการถ่ายทอดในประเทศต่อไปได้ในระยะยาวและขยายเป็นวงกว้าง โครงการจึงได้มีการดำเนินงานในการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในภาคการศึกษาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการรับการถ่ายทอดองค์ความรู้นั้นจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศสู่ภาคเอกชนได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ในบางกรณีการถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางทั้งด้านการบริหารจัดการเครื่องมือและสถานที่ เทคนิคเฉพาะในการวิจัยพัฒนาหรือการวิเคราะห์ตรวจสอบเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารที่มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีนักวิจัยไทยที่มีความสามารถไปรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในสถานที่จริง ณ ต่างประเทศ เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านต่างๆ อาทิ การบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศ ขั้นตอนการให้บริการกับภาครัฐและเอกชน และแนวปฏิบัติในการดำเนินการภายในของหน่วยวิจัยและห้องปฏิบัติการนั้นๆ เป็นต้น เพื่อให้นักวิจัยสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้มาขยายผลสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศ และสามารถนำเสนอรายงานภาพรวมของการเตรียมพร้อมทั้งด้านของสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวมทั้งเทคนิคการวิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้

สำหรับหนึ่งในกิจกรรมเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากต่างประเทศมาถ่ายทอดองค์ความรู้สู่กลุ่มผู้ประกอบการและนักวิจัยในวงกว้าง ภายใต้โครงการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางและการถ่ายโอนความรู้ข้ามพรมแดน” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม- 30 สิงหาคม 2562 โดยแบ่งเป็น 7 หลักสูตร ประกอบด้วย

หลักสูตรที่ 1 Biomass Recovery Technology for Economic Value Added: เทคโนโลยีการแปรรูปชีวมวลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

หลักสูตรที่ 2 Food Contact Materials Laws and Regulations: R&D, Testing Protocols and Management: กฎระเบียบวัสดุสัมผัสอาหาร การวิจัยและพัฒนา วิธีการทดสอบและการจัดการ

หลักสูตรที่ 3 Agro-Food Biowaste Tapping and Bio-Refinery: เทคโนโลยีการผลิตสารสกัดและการใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร

หลักสูตรที่ 4 Innovative Food Technologies for The 21st Century: นวัตกรรมการแปรรูปอาหารสำหรับศตวรรษที่ 21

หลักสูตรที่ 5 Beverage Industry Solutions: Technology and Safety Challenges: เทคโนโลยีเครื่องดื่มเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย

หลักสูตรที่ 6 R&D Innovation Technology Management for Business: การจัดการเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพื่อธุรกิจ

หลักสูตรที่ 7 Technology for Value Creation of Alternative Protein Based Product and Agro-Industrial and Food Waste Utilization: เทคโนโลยีการผลิตโปรตีนทางเลือกและการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร

โดยผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณวาราดา โทรศัพท์ 08 5833 3454 อีเมล์ warada.t@ku.ac.th (ไม่มีค่าใช้จ่ายในการอบรม)

สินค้าประมงไทยส่อรุ่งรับปีใหม่ ผู้นำเข้าประมงไทยยุโรปขานรับ…หลังไทยได้ใบเขียว

กรุงเทพฯ, 10 มกราคม 2562 – พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้นำเข้าสินค้าประมงไทยในทวีปยุโรป ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม โดยมีสมาคมผู้นำเข้าสินค้าประมงสหภาพยุโรปรายใหญ่เข้าร่วมงาน อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ประจำสหราชอาณาจักร สมาคมการค้าที่สนับสนุนการค้าอย่างยั่งยืน (AMFORI) ว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีปัญหาความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และปัญหาการค้ามนุษย์ หรือไอยูยู (IUU) แต่ต้องถือว่าผู้นำเข้าในกลุ่มประเทศยุโรปยังคงให้ความเชื่อมั่นสินค้าประมงของไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Seafood Task Force ที่ช่วยสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อแนะนำในการดำเนินการต่างๆ ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาในระยะเวลาอันสั้น ทั้งที่ทราบกันดีทั่วโลกว่าปัญหาด้านการประมงนั้นใช้ระยะเวลาที่ยาวนานไม่น้อยกว่าสิบปี โดยสิ่งที่รัฐบาลไทยได้วางรากฐานการแก้ไขปัญหาการทำประมงของประเทศ ก็เพื่อมุ่งไปสู่การประมงอย่างยั่งยืนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านต่างๆ ดังนี้

1) ด้านกรอบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการปฏิรูปการประมงของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งผมคงต้องเรียนกับทุกท่านว่า พระราชกำหนดการประมง 2558 และพระราชกำหนดเรือไทย 2561 เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับอนุสัญญาข้อตกลงสากล ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ UN หรือ FAO ที่มีจุดมุ่งหมายให้มีการทำการประมงอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ

2) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและกองเรือประมง ประเด็นที่หลายท่านเคยกังวลและตั้งคำถามอยู่เสมอว่าการประมงของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ Over fishing หรือไม่ ภายใต้ความสามารถควบคุมกองเรือประมงที่ทำการประมงได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมคงเรียนให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าสภาวะการประมงของประเทศไทยในวันนี้ไม่อยู่ในภาวะนั้นแน่นอo ในวันนี้ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยนับวันจะดีขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และมีการจัดสรรทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเป็นธรรมให้แก่ชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์ นอกจากนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาการประมงย่างยั่งยืนผ่านโครงการปรับปรุงการทำการประมง หรือ Fisheries Improvement Project (FIP) ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาอยู่ในหลายพื้นที่และหลายกลุ่มสัตว์น้ำ และในส่วนของชาวประมงพื้นบ้านเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนประมงชายฝั่ง และส่งเสริมให้เกิดการทำประมงภายใต้ “มาตรฐาน Blue Band” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อการทำการประมงที่ยั่งยืนของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

3) ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ได้มากน้อยเพียงใด ผมคงเรียนทุกท่านได้อย่างมั่นใจ วันนี้ประเทศไทยมีระบบ MCS ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการควบคุมเรือไทยและเรือต่างชาติให้เป็นไปตามกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง และมาตรการ PSMA ภายใต้การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) ใน 22 จังหวัดชายทะเลของไทย และด่านตรวจสัตว์น้ำ

และที่ผู้นำเข้าให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยปราศจากการทำการประมงไอยูยู ซึ่งสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าวันนี้ระบบตรวจสอบย้อนกลับสามารถป้องกันสัตว์น้ำและสินค้าประมงผิดกฎหมายเข้ามาในสายการผลิตของไทย ไม่ว่าวัตถุดิบที่นำเข้าสู่การผลิตจะเป็นวัตถุดิบในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศทุกช่องทาง และประเทศไทยจะดำเนินการพัฒนาเรื่องนี้ไปอย่างต่อเนื่อง นำพาประเทศไทยไปสู่การเป็น IUU-free Thailand เพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจว่า สัตว์น้ำที่นำเข้าและส่งออกจากไทยจะไม่ได้มาจากการทำประมงไอยูยู

สำหรับด้านแรงงานเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้นำเข้าให้ความสนใจ โดยตลอดช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีการแก้ไขปัญหาไอยูยูนั้น ประเด็นเรื่องแรงงานในภาคประมงทะเลเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีการดำเนินการควบคู่กันเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้แรงงานในภาคประมงทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องนั้นอยู่ภายใต้หลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบ ซึ่งผลจากการดำเนินการที่ผ่านมาทำให้การรับอนุสัญญา ILO C188 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะหลักการที่สำคัญได้มีการดำเนินการอยู่แล้วอย่างครบถ้วน และคาดว่าในปีนี้ประเทศไทยจะมีการยื่นสัตยาบันอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลที่ดีต่อภาพลักษณ์การทำการประมงของไทย ให้พ้นจากข้อกล่าวหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือไอยูยู หรือแม้กระทั่งการค้ามนุษย์ ให้เป็นที่ประจักษ์กับสายตาชาวโลก โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อสินค้าประมงของไทยในอนาคต ซึ่งประเทศไทยจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือ การส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเลในทุกระดับ และมุ่งเน้นสร้างบทบาทการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการผลักดันไปสู่เป้าหมายของ SDG โดยการแบ่งปันประสบการณ์และสร้างกลไกความร่วมมือร่วมกัน เพราะความยั่งยืนทางทะเลไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องการประมงอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก พร้อมที่จะร่วมรับผิดชอบกับประชาคมโลกในการรักษาทรัพยากรทางทะเล และการทำประมงอย่างรับผิดชอบ และยืนยันว่าสินค้าประมงจากไทยจะเป็นสินค้าที่มาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย สนับสนุนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรสัตว์น้ำ และมาจากแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน และไทยพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกประเทศในโลกนี้ เพื่อร่วมกันกำจัดปัญหาการทำประมง IUU และปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคประมงให้หมดสิ้นไป และนำไปสู่การประมงของประเทศและโลกไปสู่ความยั่งยืนเพื่อความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชากรของโลกต่อไปด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

Orri Jaffa Mandarins Heading to North America Easy-Peeler Orri Jaffa expected to see 70% sales growth in North American Markets

 

Israel, Tel Aviv, 8 January 2019 –

The Plant Production and Marketing Board of Israel predicts that 2019 will see significant increase in exports of the Orri Jaffa mandarin to the US and Canada. The organization set goals for expanding export of its leading, easy-to-peel mandarin in response to the increased demand for high-quality, easy-peelers.

The Jaffa Orri is a mandarin developed by scientists at the Israeli Volcani Research Center. This easy-to-peel mandarin retains an excellent, fresh, sweet flavor with a fleshy texture, and mouthful juiciness, while bearing virtually no seeds. It also carries a particularly long shelf life and appears later in the season compared to other easy peelers – from January into May.

The American citrus market has been growing significantly in recent years and is composed largely of imports. The mandarin sub-category is the largest in the citrus category, accounting for some 40% of the citrus market. More than 230 thousand tons of easy-to-peel mandarins are shipped into the US annually, at a total value of more than $1 billion. This is in addition the 1 million tons produced locally.

Data from studies conducted in recent years confirm a doubling of per-capita consumption of easy-to-peel mandarins in the past two decades. This coincides to a significant increase in the intake of easy-peelers in the American market, mainly in place of traditional oranges. In recent years, this phenomenon has led to a sharp upsurge in the import of easy-peelers to America, leading to the establishment of new groves.

“The US market for easy-to-peel mandarins is substantial and holds promise as a developing target market for Israeli citrus exports,” says Tal Amit, Director of the Citrus Division in the Plant Production and Marketing Board of Israel. “The success of easy-peeler mandarins in particular can be easily credited to the fruit’s great flavor and unbeatable convenience.”

Over the past five seasons, citrus exports from Israel to North America have increased from 3,000 tons to 9,000 tons last season, of which about 5,300 tons are easy-to-peel mandarins. This season, export of Orri Jaffa mandarin alone is expected to reach 9,000 tons, constituting a potential 70% growth.

In spite of this significant rise in consumption of the mandarins in the US, consumption per capita is among the lowest in the world, about 2.5 kg per year. But based on the rapidly increasing demand, that figure is forecast to double. In Canada that figure is almost doubled exceeding 4.6 Kg per capita.

Orri Jaffa mandarin currently is exported to 45 countries worldwide. Most of the yield is exported to Europe (78%). The most prominent outlets in Europe of the popular fruit are: France (39%), the Netherlands, Scandinavia and Russia (7% each). About 18% of the fruit is shipped to North America, and 4% to Asia Pacific.

www.orrijaffa.com

Italian Packaging Machinery Continues its Growth

Modena, Italy

The Italian packaging machinery manufacturers are expected to see further 6.8% growth this year to a turnover of 7.7 billion euros.

The growth of the Italian packaging machinery manufacturers shows no sign of stopping.

According to the preliminary figures published by the Research Department of Ucima (Italian Automatic Packaging Machinery Manufacturers’ Association), the sector’s turnover is expected to see further 6.8% growth to 7.7 billion euros in 2018.

Both the Italian and international markets have contributed to these results.

In 2018, export sales surpassed a value of 6 billion euros, 6.6% up on the previous year.

According to the latest available disaggregated data relating to the first eight months of the year, the area showing the best performance is North America with 27.2% growth. The USA in particular has remained the largest market for Italian technologies with record growth of +35.4%.

In second place are Africa and Australia (+15.3%), followed by the European Union (+9.6%) and South America (+2.5%). By contrast, there have been falls in exports to non-EU Europe (-5.8%) and Asia (-2.4%).

As for the rankings of individual countries, the USA is followed by France with growth of +3.1% and Germany (+1.5%).

Italy has continued its strong performance in 2018 with revenues of 1.6 billion euros (+7.5%).

“This is in no small part due to the Industry 4.0 Plan, which has boosted the take-up of our companies’ most innovative technologies by Italian customers, although the recovery of the market is another contributing factor,” said Ucima’s Chairman Enrico Aureli.

“However, we are concerned about the economic and social policies pursued by the current Italian government, which pay scant attention to the world of production and risk marginalising Italy on the European stage,” continued Aureli.

“In 2019 we expect to see a slight slowdown in growth,” he said. “According to data processed by our Research Department, orders are expected to grow at a rate of between 1 and 1.5%.”

ร่วมแสดงความคิดเห็น U Share V Care เดือน มกราคม 2562

ร่วมแสดงความคิดเห็น U Share V Care เดือน มกราคม 2562 ลุ้นรับของกำนัล
Get Your Gift for New Year
FREE THB 500. Gift Voucher H & M
(Only 2 Lucky winners)

ลุ้นรางวัลกับเราได้ตามลิงก์ด้านล่างเลย อย่าลืมกรอกให้ครบ..นะคะ
https://goo.gl/forms/R6cE8aPNlDfamCo73

ไททา เดินหน้าโครงการ ผึ้งปลอดภัย

สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าโครงการ ผึ้งปลอดภัย พัฒนาความรู้เกษตรกรสวนผลไม้และผู้เลี้ยงผึ้ง และเพิ่มความเข้มข้นร่วมมือกับสารวัตรเกษตรตรวจสอบสินค้าเกษตรปลอม ด้อยคุณภาพ และผิดกฏหมาย

ดร. วรณิกา นาควัชระ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมฯ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย หรือ ไททา เปิดเผยถึงพันธกิจสำคัญของ ไททา ว่า จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอย่างน้อย ร้อยละ 30 ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ใช้ต้นทุนน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ปี พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ โครงการผึ้งปลอดภัย โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้อง และโครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม

โครงการ ผึ้งปลอดภัย เป็นการส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้การอยู่ร่วมกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกับเกษตรกรสวนผลไม้เป็นไปอย่างสมานสามัคคี อีกทั้งยังผลในการเพิ่มผลผลิตและผึ้งปลอดภัย ผลผลิตที่ได้ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือน้ำผึ้งจะมีคุณภาพดีขึ้น ผลผลิตสูงขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยสูง ผึ้งหรือแมลงผสมเกสรอื่นๆ มีบทบาทสำคัญสำหรับการผสมเกสรของพืช ช่วยสร้างและเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ทั้งนี้ น้ำผึ้งคุณภาพสูง ปลอดสารเคมี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน น้ำผึ้งของไทย ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพ และปริมาณการผลิต เตรียมประสานงานกับกรมวิชาการเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและเกษตรกรสวนผลไม้จำนวน 100 คู่ในจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และจันทบุรี สามารถทำการเกษตรของตนร่วมกันอย่างสมานสามัคคีนำผลผลิตปลอดภัยสู่ตลาดไทยและต่างประเทศ

การส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดต้นทุนการผลิต ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น นอกจากการบริหารจัดการที่ดี เช่น ปลูกพืชเหมาะสมกับสภาพดิน หรือแหล่งน้ำเพียงพอแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งจะต้องมีคุณภาพ เกษตรนำมาใช้ในอัตราส่วนที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพืช ดังนั้น โครงการอบรมความรู้เกษตรกรด้านการใช้ปัจจัยการผลิต จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับ โครงการตรวจเข้มปัจจัยการผลิตปลอม ทั้งสองโครงการ เป็นการประสานความร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร ในการอบรมความรู้และฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรให้สามารถใช้ ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพต่อเกษตรกร ผู้บริโภค ตั้งเป้าพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อไปต่อยอดอบรมเกษตรกร ในแนวคิด Train the Trainer คาดว่าจะผลิต Trainer ได้มากถึง 1,000 รายทั่วประเทศ รวมทั้ง ร่วมดำเนินการและผลักดันบทบาท สารวัตรเกษตร ให้มีความเข้มข้นและจริงจัง เพื่อตรวจสอบปัจจัยการผลิตตามร้านค้าและสถานประกอบการ และหากพบ ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีการปลอมแปลง หมดอายุ หลบเลี่ยงกฎหมาย ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งหมดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ ไททา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นหนึ่งในองค์กรสนับสนุนความรู้ทางวิชาการและบุคคลากรในกิจกรรมต่างๆ ด้านการฝึกอบรมและการเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกร และเชื่อมั่นว่า แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2562 จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีผ่านความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนเกษตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับประเทศตามยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ของไทยที่ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ดร. วรณิกา กล่าวสรุป

Quality is King in China’s Infant Formula Market

4 December 2018

Chinese parents care much more about the quality and nutritional value of infant formula than its price, new research by Advanced Lipids has shown.

China accounts for almost half of all infant formula sales globally. To gain new market insights, Advanced Lipids, manufacturer of the fat ingredient INFAT®, surveyed 211 urban Chinese parents.

All fed their children with infant formula, either exclusively or in combination with breastfeeding. Nearly three in five (59%) named nutritional value as one of the two factors most important to them when choosing formula, while 45% chose quality and 39% chose safety. Only six per cent said price was an important factor.

The survey shows that many Chinese parents are prepared to shop around to find high-quality products. Eight in ten (80%) of the respondents (all of whom lived in major cities and had a joint income above the national average) said they had tried at least two different formulas, with 38% trying at least three.

The most common reasons for switching products were that another formula offered higher quality (75%) and concerns about safety (74%). By far the most common source of information was the internet: 71% of parents searched online before deciding on a product, compared to 49% who consulted friends and 27% who sought the advice of a doctor.

Dr. Sigalit Zchut, Clinical Marketing Manager for Advanced Lipids, said: “Our research shows clearly that Chinese formula consumers are highly quality-focused. They want the very best for their children and are prepared to shop around to find products that offer safety and the best possible nutritional value. Furthermore, they’re prepared to pay for the best, with very few buying decisions influenced by price.”

The parents were much more likely to prefer to buy formula products manufactured overseas than in China (82% v 18%). However, country of origin was not a significant driver of product choice, with only 2% of respondents considering it one of the most important factors when choosing a formula.

Ronald van der Knaap, CEO of Advanced Lipids, added: “After well publicized concerns about the safety of some Chinese formula brands, many consumers turned to formula manufactured overseas. However, it’s interesting to note that country of origin is itself not a big driver of product choice. It’s not enough for Chinese consumers that a product comes from overseas – it has to offer high quality.”

Advanced Lipids is the manufacturer of INFAT®, a high-quality fat ingredient for formula. INFAT® contains high levels of the structured triglyceride SN-2 palmitate (also known as OPO) and mimics the structure of human milk fat, providing a range of health benefits for infants.

www.advancedlipids.com

Interroll is expanding its production capacities for conveyors and sorters by adding a new site in Germany

Sant’Antonino, Switzerland – 12 December 2018

Interroll announces that it is creating additional capacities in order to be well-equipped for a growing customer and user demand for conveyors and sorters, as well as for additional products. A new factory is being developed in Kronau, Germany, in the greater Karlsruhe area, with a production area of approximately 15,000 square meters. The company is investing a total of around €40 million in stages, and completion of the factory is planned by the end of 2020.

In addition to already successful solutions such as the Modular Conveyor Platform (MCP), Interroll will launch innovative products and solutions in the area of conveyors and sorters in the first quarter of 2019, thereby creating a positive outlook.

“Interroll is taking into account the high growth momentum for conveyors and sorters by choosing to develop a second, significantly bigger factory in Kronau. In this way, we are securing fast delivery times for our customers and end users well into the future,” says Jens Strüwing, Executive Vice President Products and Technology in the Interroll Group. Effective emergency measures have been introduced at the Sinsheim site in order to increase production capacities; these measures will remain in place until the new factory opens in Kronau.

The planned investment volume will be provided in stages and will amount to approximately €40 million. The project comprises a new production area of around 15,000 square meters and 1,700 square meters of office space.

“With the new factory, we are not only creating new capacities. We are also completely restructuring our production priorities,” says Strüwing. “This means that we are doubling our production space for conveyors and sorters in Europe and investing specifically in a higher level of automation.”

According to the plan, conveyors, such as the MCP, which has already been extremely successful around the world and is currently assembled in the Sinsheim factory, will be assembled in Kronau. The capacities that this frees up in Sinsheim will then be directed toward the expanded production of sorters. The new factory will also be home to the global Center of Excellence for conveyors.

The new site will be part of the “A5 Quarter” construction area in Kronau. The municipal council in Kronau has already decided in favor of the acquisition of this property. It offers excellent links to the transport network and to international airports and is located close to both the existing Interroll factory in Kronau and the Sinsheim site, which will only have positive effects on the established delivery chains.

“Even though we are moving, our employees will remain in the same region, which offers an excellent environment for us as an industrial company. There is a high level of education and in the market there is a perfect mix of skilled employees for future growth on-site,” says Bernhard Kraus, Managing Director of Interroll Automation GmbH in Sinsheim. Kraus is responsible for planning the new factory.

DITP แนะธุรกิจโลจิสติกส์เจาะลูกค้า B2C

7 ธันวาคม 2561

มูลค่า B2C ในธุรกิจ e-Commerce มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าขนาดเล็กมีปริมาณเพิ่มขึ้น LSP ไทยควรขยายฐานธุรกิจเจาะตลาด B2C ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า เน้นสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และคุ้มค่า

นางสาวบรรจงจิตต์ อังสุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การขนส่งสินค้าขนาดเล็ก หรือพัสดุภัณฑ์มีแนวโน้มสูงขึ้นตามทิศทางการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) โดยกลุ่มลูกค้าที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือกลุ่ม B2C เนื่องจากผู้ค้าจำนวนมากเป็นผู้ค้ารายย่อยที่ต้องการผู้บริหารจัดการสต็อกสินค้า การบรรจุหีบห่อและการจัดส่งหรือกระจายสินค้าในลักษณะของ e-Fulfillment ซึ่งประกอบด้วยการบริการพื้นที่จัดเก็บ (Storage service) บริการค้นหาสินค้าและบรรจุหีบห่อ (Pick & Pack service) รวมถึงบริการจัดส่ง (Delivery service) ระบบสารสนเทศ หรือ e-Logistics จึงมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการในคลังสินค้าและการขนส่งสินค้า และสร้างความเชื่อมั่น (ความเชื่อถือ) กับทั้งผู้ขายสินค้าและผู้ซื้อ ที่ต้องการตรวจสถานะการขนส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง หากทั้งผู้ขายสินค้าผู้ให้บริการโลจิสติกส์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า (ต้นทุน ยอดขาย ขนาดกล่องบรรจุ) รวมถึงต้นทุนการให้บริการ เพื่อร่วมกันคำนวณต้นทุนของทั้ง 2 ฝ่าย จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์และ สามารถพยากรณ์ต้นทุนและกำไรจากการขายได้อย่างแม่นยำ

ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยควรรวมกลุ่มให้ครบทุกกลุ่ม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน สามารถสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในการขยายการให้บริการ หรือลงทุน IT ด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน หรืออาจร่วมธุรกิจกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่ข้ามชาติ ในรูปแบบJoint Venture ซึ่งแม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะมีข้อได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อคำนวณต้นทุนและกำไรเมื่อจะลงทุนให้บริการในแต่ละประเทศแล้วพบว่าไม่คุ้มค่า จึงใช้วิธีจ้างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในท้องถิ่นที่มีความชำนาญในแต่ละพื้นที่การจัดส่งสินค้าเป็นผู้ดำเนินงานแทน

ทั้งนี้จากรายงานของ EDTA อธิบายว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2559-2561) มูลค่า e-Commerce ในกลุ่มธุรกิจ B2C ขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 23.17 และคาดว่าในปีนี้จะขยายตัวประมาณร้อยละ 16.79 หรือคิดเป็นมูลค่า 949,121.61 ล้านบาท จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย (LSPs) ที่จะเข้ามาให้บริการในตลาดนี้ นอกจากนี้ การมีคู่ค้า (Partner) ที่ดี จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ขายสินค้า ผู้ซื้อสินค้า ผู้ขนส่งสินค้า ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นมาตรฐานและเชื่อถือได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาใช้วางแผนบริหารจัดการธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม LSPs ไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่ขนส่งสินค้าในปริมาณมาก หรือในลักษณะตู้คอนเทนเนอร์มากกว่าสินค้าปริมาณไม่เยอะหรือชิ้นเล็ก จึงทำให้ LSPs ต่างชาติเห็นช่องว่างในตลาดนี้ และเข้ามาให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น