“โฟร์โมสต์” จับมือ “นักโภชนาการ” ชวนคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ทำความรู้จัก “กรดอะมิโนจำเป็น และโอเมก้า 369” สารอาหารตัวช่วยสำคัญเพื่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยให้เติบโตสมวัย

เพราะ “สมอง” เป็นอวัยวะสำคัญที่บรรจุเอากลไกในการควบคุมร่างกายไว้อย่างมหาศาล การทำงานของร่างกายทุกอย่างในตัวเรามาจากการทำงานของสมอง และทราบหรือไม่ว่า? สมองมีการทำงานตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุด คือ ช่วงหลังคลอดจนถึง 6 ปีแรก และ “โภชนาการ” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้สมองของเด็กสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพตามวัย ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ “โฟร์โมสต์” จึงได้จับมือ “นักโภชนาการ” แนะเทคนิคการเลือกอาหาร พร้อมชวนทำความรู้จักสารอาหารสำคัญ “กรดอะมิโนจำเป็น และโอเมก้า 369” ที่จะช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยให้มีพัฒนาการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

คุณพิมจันทร์ วิมุกตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เพราะหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของโฟร์โมสต์ที่ยึดถือมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี คือ การมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์น้ำนมโคคุณภาพสูงมาตรฐานโกลด์สแตนดาร์ดของเนเธอร์แลนด์ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ครอบครัวคนไทยแข็งแรงเต็มร้อย ซึ่งจากการสำรวจทางการตลาดพบว่า ในทุกๆ ปีอัตราการบริโภคนมของคนไทยขยายตัวสูงขึ้นทั้งในกลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้โฟร์โมสต์จึงได้มีการคิดค้นสูตรและออกผลิตภัณฑ์นมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำเรื่องสารอาหารจากน้ำนมที่ครบถ้วน และเหมาะสมกับผู้บริโภคในทุกช่วงวัย จนสามารถครองความเป็นแบรนด์ชั้นนำในใจผู้บริโภคชาวไทยเสมอมา”

โดยล่าสุดในโอกาสที่ “โฟร์โมสต์” ก้าวสู่ปีที่ 60 จึงได้เปิดตัว “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มยูเอชทีที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญเพื่อพัฒนาการสมองของลูกน้อย ทั้ง “โอเมก้า 369 (Omega 369)” กรดไขมันจำเป็นชนิดไม่อิ่มตัวที่ช่วยในเรื่องของการสร้างเครือข่ายใยประสาทในสมองของเด็ก ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาและสมาธิที่ดี และ “กรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) ทั้ง 9 ชนิด” ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที โดยจะช่วยในเรื่องของการควบคุมกลไกภายในร่างกาย ทั้งระบบภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญไขมัน การเติบโตของระบบประสาทและความจำ การทำงานของกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นต้น ให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ

ด้าน คุณแววตา เอกชาวนา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ กล่าวว่า “อย่างที่เราทราบกันอยู่แล้วว่าสมองของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ จนถึง 6 ขวบแรกนั้นเจริญเติบโตรวดเร็วมาก ทั้งขนาดและกระบวนการทำงานของสมอง ซึ่งตั้งแต่ 1-6 ขวบ สมองจะเติบโตถึง 90% และเซลล์ในสมองจะสร้างการเชื่อมโยงเข้าหากันทีละเล็กละน้อย เปรียบเสมือนการวางโครงสร้างอาคาร ที่ค่อยๆ ต่อเติมไปทีละส่วน ฉะนั้นหากสมองเติบโตได้สมบูรณ์จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างมหาศาล อาทิ เด็กในวัยเพียง 1-6 ขวบนั้น สามารถเรียนรู้ภาษาพร้อมๆ กันได้ถึง 7 ภาษา ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าที่จริงสมองเด็กเรียนรู้ภาษาพูดได้ถึง 5,000 ภาษาเลยทีเดียว”

“นม” นับว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับเด็กและคนทุกวัย และเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญมาก มีปริมาณโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนคุณภาพดีไม่ด้อยไปกว่าโปรตีนที่ได้รับจาก ไข่ เนื้อสัตว์ และถั่ว นอกจากนี้ในน้ำนมยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมาย อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส แลคโตส วิตามินเอ วิตามินบีสอง วิตามินซี น้ำ และเกลือแร่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ โอเมก้า 369 (Omega 369) และกรดอะมิโนจำเป็น (Amino Acid) ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าในนมแม่จะมีกรดอะมิโนครบถ้วนต่อเด็กมากที่สุด ตามมาด้วยนมโคและนมแพะ ส่วนนมที่มีโปรตีนน้อยที่สุดคือนมจากพืช แต่อย่างไรก็ตามเด็กในวัยกำลังเจริญเติบโตควรรับประทานอาหารอย่างเพียงพอ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ เมื่อเห็นว่าลูกกินได้น้อย คุณพ่อคุณแม่ควรจัดอาหารระหว่างมื้อมาเพิ่ม แต่ต้องไม่บ่อยจนรบกวนอาหารมื้อหลัก และอาหารต้องไม่มีรสชาติหวานจัด เพราะจะทำให้ลูกไม่อยากอาหารได้ อย่าติดสินบนเพื่อให้เด็กยอมกินอาหาร จะทำให้เด็กติดนิสัยและไม่ยอมกินเมื่อไม่มีของมาแลกเปลี่ยน และพยายามอย่าบังคับ ขู่เข็ญ ให้เด็กกินอาหาร เพราะจะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อการกินและไม่อยากกิน จะกลายเป็นคนกินยากไปแทน

www.foremostforlife.com

พาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 จัดงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017

14 กันยายน 2560 – กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ในงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017 (T.I.D.E. 2017) งานแสดงสินค้านวัตกรรมและการออกแบบครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เผยเป็นงานที่มีความสำคัญต่อผู้ผลิตสินค้าและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ซึ่งในปัจจุบันจะต้องผลิตสินค้าด้วยนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความแปลกใหม่น่าสนใจและเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ให้เป็นที่ยอมรับและเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในระดับสากล และเพื่อสร้างความยั่งยืนของสินค้าและบริการผ่านความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ โดยในปี 2560 มีผลงานด้านนวัตกรรมและการออกแบบมาร่วมจัดแสดงกว่า 1,000 ชิ้นงาน

นอกจากนี้ยังมีส่วนจัดแสดงผลงาน Startup พื้นที่ค้าปลีก พื้นที่เจรจาธุรกิจ นิทรรศการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ได้รวบรวมเอาผลงานที่ได้รับรางวัล และโครงการที่โดดเด่น อาทิ Design Excellence Award (DEmark), Thailand Trust Mark (T – Mark) และที่สำคัญเป็นไฮไลท์คืองานสัมนาให้ความรู้โดย MICHAEL I. WAITZE ผู้เชี่ยวชาญด้าน startup และวริน ธนทวี แห่ง Cordesign ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ Klank ลำโพงดีไซน์ ที่ได้ไปรับรางวัลชนะเลิศในระดับนานาชาติ และวิทยากรอีกหลายท่าน ซึ่งจะมาให้ความรู้ตลอดการจัดงาน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017 (T.I.D.E. 2017) ได้กล่าวว่า “การจัดงานครั้งนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้เป็นที่ยอมรับและเกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในระดับสากล เพื่อสร้างความยั่งยืนของสินค้าและบริการผ่านความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ในมาตรฐานการผลิตและเป็นที่ยอมรับในเอกลักษณ์อันโดดเด่น ด้วยการเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ต้องการในตลาดโลก

เป้าหมายของการดำเนินยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 คือการขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย 1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการ 3) กลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 4)กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อ และบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว 5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปรับเปลี่ยนปัญหาให้เป็นศักยภาพ และโอกาสในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้เป็นรูปธรรม อาทิ การเปลี่ยนจากปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) ให้เป็นสังคมผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ (Active Aging Society) การพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ การยกระดับเมือง ให้เป็น smart city เป็นต้น เพราะคนไทยเรามีวัฒนธรรมและรากฐานของความเป็นนักสร้างสรรค์อยู่ในตัวอยู่แล้ว สิ่งที่เราจำเป็นต้องเร่งหาทางตอบโจทย์ความต้องการในยุคปัจจุบันและอนาคตให้ได้ โดยการใส่ความคิดสร้างสรรค์ ดีไซน์ เทคโนโลยีเข้าไปในผลิตภัณฑ์และงานบริการ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางให้ได้

ในส่วนของงาน T.I.D.E 2017 ในปีนี้ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งภายในงานได้รวบรวมผลงานนวัตกรรมและงานออกแบบที่โดดเด่นจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนกว่า 1,000 ราย เพื่อจัดแสดงผลงานด้านการออกแบบ ผลงานด้านนวัตกรรมของไทย ผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลงานที่ได้รับรางวัล/เครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านนวัตกรรมและการออกแบบทั่วประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพด้านการออกแบบและนวัตกรรมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ เป็นเวทีในการเชื่อมโยงผู้ผลิต นักออกแบบ และผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมกับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก อันจะทำให้เกิดโอกาสในการขยายธุรกิจและขยายตลาดสินค้าและบริการที่มีการออกแบบและนวัตกรรม

พร้อมทั้งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จากยุโรปหลายประเทศมาแบ่งปันความรู้ในการสัมมนา European Innovation : Lessons for Thailand และ Co–Create the Future : Building a culture of Innovation เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของภาคเอกชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับทิศทางของแนวโน้มในการผลิตสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม และการออกแบบสำหรับตลาดต่างประเทศ” นายสนธิรัตน์ กล่าว

โดยในส่วนของกิจกรรมภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) และการบริการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม และที่เป็นไฮไลท์ก็คือ MICHAEL I. WAITZE ผู้เชี่ยวชาญด้าน startup และ วริน ธนทวี แห่ง Cordesign ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ Klank ลำโพงดีไซน์ ซึ่งไปรับรางวัลชนะเลิศในระดับนานาชาติ และวิทยากรอีกหลายท่าน ที่จะเดินทางมาให้ความรู้ตลอดการจัดงาน

www.thailandinnodesign.com

สสว.- สถาบันอาหาร จับคู่ธุรกิจให้คลัสเตอร์มะพร้าวที่เวียดนาม

เวียดนาม, 2 ตุลาคม 2560 – สสว. ร่วมกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ SME คลัสเตอร์มะพร้าวจาก 26 เครือข่ายของไทยกับเทรดเดอร์ 47 บริษัทที่เวียดนาม ชี้น้ำมันมะพร้าวและเจลน้ำมันมะพร้าวในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้รับความนิยมสูง เผยเวียดนามขาดแคลนโรงงานแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์มะพร้าว แนะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญลงทุนเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้าล่าสุด ภายใต้การดำเนินการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2560 ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าว ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (สสว.) ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้นำคณะผู้ประกอบการสมาชิกคลัสเตอร์มะพร้าวที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 26 ราย จากหลายจังหวัด อาทิ หนองคาย ร้อยเอ็ด นครนายก นครสวรรค์ เลย นครราชสีมา สระบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฏร์ธานี พังงา สตูล และปัตตานี เป็นต้น เดินทางไปประเทศเวียดนาม ณ นครโฮจิมินห์ เพื่อศึกษาโอกาสการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมจังหวัดบิงห์เยือง สำรวจตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ รวมถึงตลาดท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ตลาดเบนถั่น (Ben Thanh) พร้อมเยี่ยมชมบริษัท BETRIMEX ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปมะพร้าวที่มีชื่อเสียง และเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับบริษัทนำเข้าและค้าส่งของเวียดนามรวม 47 บริษัท
“น้ำมันมะพร้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวของไทยในรูปของเจลน้ำมันมะพร้าวในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ดูแลผิวและเส้นผม ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก นอกจากเทรดเดอร์จะจำหน่ายในประเทศเวียดนามแล้ว ยังส่งออกไปตลาดจีนและประเทศอื่นๆ ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรวบรวมคำสั่งซื้อ คาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท เมื่อรวมกับการจับคู่ธุรกิจที่จีน ไต้หวัน และตลาดในประเทศก่อนหน้านี้ ประเมินว่าจะมียอดสั่งซื้อรวมกันไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทในปีแรก” นายยงวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลูกและส่งออกมะพร้าวมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่มูลค่าการส่งออกมะพร้าวของเวียดนามต่ำกว่า 3 – 5 เท่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวของเวียดนามเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงยังมีไม่มาก จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจะใช้ความได้เปรียบจากแหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ ค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าไทย นโยบายของรัฐบาลเวียดนามที่ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ที่เวียดนามได้ลงนามไว้ พิจารณามาตั้งโรงงานแปรรูปมะพร้าวในเวียดนามได้อีกทางหนึ่ง นอกจากส่งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไทยเข้าไปจำหน่ายเท่านั้น

ดีเคเอสเอช ประเทศไทย เน้นให้การเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการใช้ชีวิตแก่เด็กนักเรียน ใน จ.สุราษฏ์ธานี ผ่านกิจกรรม ‘วันเล่น’

27 กันยายน 2560, กรุงเทพฯ – เด็กนักเรียนจำนวน 90 คน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการทำงานร่วมกัน การจัดการด้านอารมณ์ การตั้งเป้าหมาย รวมทั้งทักษะการใช้ชีวิตอื่น ๆ ผ่านกิจกรรม “วันเล่น” หรือ Play Day ซึ่งจัดโดยบริษัทดีเคเอสเอช กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อพัฒนาชีวิตของเด็กไทยภายใต้ธีม “ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2449” หลังจากมีการจัดกิจกรรม “วันเล่น” ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ และเชียงใหม่ รวมทั้ง งานเพื่อการกุศล หรือ DKSH Charity Day ณ กรุงเทพมหานคร พนักงานของเรากว่า 11,000 คนและคู่ค้าทางธุรกิจได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่มีประโยชน์นี้อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

www.dksh.com

เบทาโกรตอกย้ำแนวคิด “เพื่อคุณภาพชีวิต” ประกาศนโยบาย สวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อผู้บริโภคมั่นใจ จากสัตว์สุขภาพดี สู่ผู้บริโภคสุขภาพดี

นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เบทาโกรให้ความสำคัญและมุ่งมั่นก้าวเป็นผู้นำในเรื่องการผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง (Food Quality) และปลอดภัย (Food Safety) สำหรับผู้บริโภคทุกระดับ “คุณภาพ” แบบเบทาโกร มีความเข้มข้นในระดับที่เรียกว่าถ้าสิ่งนั้นไม่ดีจริง จะไม่ยอมให้ออกสู่ภายนอกไปถึงมือผู้บริโภค (Uncompromising Quality) ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เกิด Uncompromising Quality มาจาก คนคุณภาพ (Excellent People) โดยเบทาโกร มุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของพนักงานทุกระดับ ทำให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และกระบวนการควบคุมคุณภาพ (Excellent Process) ได้แก่ Betagro Quality Management 24/7 โดย หลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเครื่องมือการจัดการด้านคุณภาพดังกล่าวนี้ด้วย
ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 40 ปี เบทาโกรได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์สุกร ซึ่งถือเป็นต้นทางของการผลิตสุกรให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการผลิต การควบคุมมาตรฐานและคุณภาพ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน อีกสิ่งหนึ่งที่เบทาโกรให้ความสำคัญคือการคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี โดยมีนโยบายที่ชัดเจน และริเริ่มหลากหลายโครงการที่ยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงและการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีคุณธรรม ครอบคลุมทุกขั้นตอนการผลิต และสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ได้แก่ การนำหลักสวัสดิภาพสัตว์ขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organisation for Animal Health: OIE) มาตรฐานหลักปฏิบัติและกฎระเบียบของสหภาพยุโรป มาประยุกต์ใช้ เป็นต้น รวมถึงให้ความสำคัญดำเนินตามมาตรฐานที่เข้มข้นตามที่ลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ทีมบุคลากรยังประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการอบรมด้านสวัสดิภาพสัตว์จากหลายสถาบันระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัยบริสทอล ประเทศอังกฤษ
ปี พ.ศ. 2558 เครือเบทาโกร ได้ร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เป็นรายแรกในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ในโครงการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงลักษณะของสุขภาพสัตว์ที่เกี่ยวข้องในการผลิตสุกรและสัตว์ปีก จากการทำงานร่วมกันตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ทำให้เบทาโกรตัดสินใจประกาศยกเลิกการเลี้ยงแม่สุกรแบบยืนซองภายหลังคลอดและซองคลอดเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบการเลี้ยงแบบรวมกลุ่มและคอกคลอด เพื่อให้สุกรในฟาร์มสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ลดภาวะเครียด และสามารถแสดงออกถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าครบทุกฟาร์มในเครือฯ ภายในปีพ.ศ.2570 ซึ่งจะมีจำนวนแม่สุกรไม่ต่ำกว่า 250,000 แม่ ได้รับการปรับปรุงด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้น
“เราเชื่อว่าสัตว์ในฟาร์มควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเลี้ยงหมูแบบรวมกลุ่ม มีพื้นที่เคลื่อนไหวได้มากขึ้น จะทำให้หมูเครียดน้อยลง ทำให้ลูกสุกรหย่านมมีน้ำหนักที่ดีกว่าการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มอย่างไม่ถูกต้องโดยเฉพาะการเลี้ยงที่หนาแน่นเกินไปหรือเลี้ยงในพื้นที่ที่จำกัดไม่เป็นธรรมชาติ จะส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด พฤติกรรมต่างๆ การทำงานของร่างกาย เช่น ภูมิคุ้มกันและสุขภาพของสัตว์จะแย่ลง มักเป็นต้นเหตุของการใช้ยาปฏิชีวนะในอัตราที่สูง ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหาร และมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค” นายวนัสกล่าว
นางสุภาภรณ์ ลาสต์ ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับเบทาโกรมาในตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพราะเราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงสุกรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เบทาโกรมีแนวคิดและมีความมุ่งมั่นในการเลี้ยงสุกร ไม่เพียงให้ได้มารตฐานสากลเท่านั้น แต่ยังให้ความสนใจในการพัฒนาและปรับปรุงการเลี้ยงสุกรให้ได้รับสวัสดิภาพที่ดี ทำให้สุกรมีคุณภาพชีวิตก่อนนำส่งถึงมือผู้บริโภค ดังนั้นจึงเป็นข่าวดีที่เบทาโกรได้ประกาศยกเลิกการเลี้ยงสุกรแบบยืนซองภายหลังคลอด มาเป็นระบบการเลี้ยงแบบกลุ่ม โดยองค์กรฯ เชื่อมั่นว่าเป็นนิมิตหมายอันดีต่ออนาคตของสุกรที่เลี้ยงในระบบฟาร์ม เพราะจะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการรายอื่น รวมถึงผู้บริโภคหันมาใส่ใจแหล่งที่มาของเนื้อหมูมากขึ้น นั่นหมายถึงสุกรนับแสนในแต่ละปีจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น
ส่วนองค์กรฯ ก็ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเข้าใจและหันมาใส่ใจในแหล่งผลิตของเนื้อหมู พร้อมกับรณรงค์ให้ผู้ผลิตเลี้ยงสุกรอย่างมีคุณภาพ ให้ความสำคัญในเรื่องสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของสุกร (Raised with Care) รวมถึงกระตุ้นผู้จัดจำหน่ายให้เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่ถูกเลี้ยงอย่างมี สวัสดิภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภค เพราะเนื้อหมูที่ดีนั้นมาจากหมูสุขภาพดี

www.betagro.com

Food Export Growth to Continue in 2018 in Pace with the World Economy

คาดการณ์การส่งออกอาหาร ปี 2561 เติบโตต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลก

โดย: สถาบันอาหาร
National Food Institute
www.nfi.or.th

Full article TH-EN

 

การแถลงข่าวร่วม 3 องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร เผยส่งออกอาหารไทย 9 เดือนแรก ปี 2560 (มกราคม-กันยายน) มีปริมาณ 25.26 ล้านตัน มูลค่า 768,797 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.3 และร้อยละ 9.4 ตามลำดับ โดยเติบโตดีในตลาดตะวันออกกลาง (+ ร้อยละ 25.2) จีน (+ ร้อยละ 22.2) กลุ่มประเทศ CLMV (+ ร้อยละ 19.9) และแอฟริกา (+ ร้อยละ 17.1) ภาพรวมการส่งออกอาหารไทยในปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่า 1.03 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4 ชี้ไตรมาสสุดท้ายยังโตต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า ทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น และเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปี ส่วนปี 2561 ประเมินว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.7 มีมูลค่าส่งออก 1.12 ล้านล้านบาท

การแถลงข่าวร่วม 3 องค์กร โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง สถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยในปี 2560 และแนวโน้มในปี 2561 มีตัวแทนหลักของทั้ง 3 องค์กร ประกอบด้วย นายสัตวแพทย์บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ กรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคุณยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมให้รายละเอียดสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในการประสานความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร หรือ Food Intelligence Center พบว่า ภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2560 (มกราคม-กันยายน) ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ส่วนภาคการส่งออกสินค้าอาหารไทย มีปริมาณ 25.26 ล้านตัน มูลค่า 768,797 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 8.3 และร้อยละ 9.4 ตามลำดับ เนื่องจากมีความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น หลังจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงจีน ขณะที่เศรษฐกิจและการค้าในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น

A joint press conference, held by 3 agricultural and food business organizations which include The Federation of Thai Industries, Board of Trade of Thailand, and National Food Institute, revealed that Thailand’s food export in the first 9 months of 2017 (January-September) reached 25.26 million tons, valued at THB 768,797 million, growing by 8.3% and 9.4% respectively. The export performed well in the markets such as the Middle East (+ 25.2%), China (+ 22.2%), CLMV (+19.9%) and Africa (+ 17.1%). The country’s overall food export values in 2017 are set to reach THB 1.03 trillion, with an increase of 8.4% which is expected to continue in the last quarter thanks to the stronger global economy as well as those of partner countries, lower production costs, higher quantity of domestic agricultural products and end-of-year celebrations. As for 2018, the export is projected to roll up by 8.7%, with a total value at THB 1.12 trillion.

The press conference, jointly held by The Federation of Thai Industries, Board of Trade of Thailand, and National Food Institute under the theme of “Agricultural and food business situation in 2017 and the 2018 trends”, was headed by the main representatives of the aforementioned organizations; Dr.Boonpeng Santiwattanatam, Chairman of Food Processing Industry Club of The Federation of Thai Industries, Dr.Chanintr Chalisarapong, Committee of Board of Trade of Thailand and Mr.Yongvut Saovapruk, President of National Food Institute.

Mr.Yongvut Saovapruk, President of National Food Institute, revealed that in this joint collaboration, National Food Institute is responsible for collecting data from all involved parties through Food Intelligence Center. According to the collected data, in the first 9 months of 2017 (January-September) Thai food manufacturing industry grew by 2.9% while food export industry totaled 25.26 million tons, valued at THB 768,797 million, moving up by 8.3% and 9.4% respectively, thanks to the rising global demand, the economic recovery of Thailand’s main trading partners such as USA, European Union, Japan and China as well as the trade upturn of the Middle Eastern and African countries.

 

Shelf Life for Foods

ปนิตา กรมยินดี
Panita Kromyindee
Client Manager
British Standards Institution (BSI)
panita.kromyindee@bsigroup.com

Full article TH-EN

อาหารที่ดีที่มีประโยชน์นั้นเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุและสารอาหาร แต่อาหารที่ดีนั้นก็สามารถเน่าเสียได้ตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นในอาหารทุกประเภท และอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือใช้เวลานาน

อายุการเก็บของผลิตภัณฑ์ใดๆ รวมถึงอาหาร หมายถึง ระยะเวลานับตั้งแต่ผลิตเสร็จจนถึงเวลาที่ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพต่างไปจากเดิมจนถึงระดับที่ผู้บริโภคไม่ยอมรับ หรือกล่าวว่าหมดอายุการบริโภค คุณภาพหมายรวมทั้งทางด้านประสาทสัมผัสซึ่งผู้บริโภคจะไม่ทราบแต่เป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต ได้แก่ คุณค่าทางโภชนาการตามที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างบนฉลาก และคุณภาพทางด้านความปลอดภัยที่จะเกิดจากการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ การเคลื่อนย้ายภาชนะพลาสติก กระป๋อง ซึ่งอาจมีสารอันตราย รวมถึงเหล็กหรือดีบุกที่อาจปนเปื้อนในอาหารจนถึงปริมาณที่อาจเป็นอันตรายตามกฎหมายกำหนด

เนื่องจากอาหารมีส่วนผสมของวัตถุดิบหลากหลายชนิด และส่วนผสมดังกล่าวมีการทำปฏิกิริยาที่แตกต่างกันต่อสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกบรรจุภัณฑ์ ทำให้การประเมินอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์เพื่อคงคุณค่าของอาหารให้คงอยู่และเสื่อมสลายนั้นจะกำหนดให้แน่นอนค่อนข้างยาก โดยมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่ออายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์

A healthy diet is a rich source of minerals and high nutrients. However, the healthy foods can be spoiled naturally. This change will occur in every kind of foods both in a short or long period of time.

A shelf life of any product, especially food, means a length of time that the product may be stored without becoming unfit for use, consumption, or mentioned to the expire. The quality of product refers to the consumer perception. They may not realize, but it is the responsibility of the manufacturer included the nutritional value that the manufacturer claims on the label and the safety quality resulting from an increase number of microorganisms, deriving from containers including plastic, can, which may contain dangerous substances including steel or tin that may contaminate in food to meet hazardous amounts in accordance to the food regulations.

Since food has been combined of various raw materials and ingredients, which have different reaction on both inside and outside of the food container. The assessment of shelf life is quite difficult because there are many factors as follows:

‘Meat Industry 4.0’ Digitalisation: An Important Factor for Value Creation

อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ 4.0 ดิจิทัลไลเซชัน: ปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่า

By: IFFA
www.iffa.com

Full article TH-EN

ตั้งแต่มีการประกาศไปเมื่อมากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้การปฏิวัติที่ริเริ่มขึ้นโดยแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 ก็ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมากนัก แต่กลายเป็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เข้ามาแทนที่ในขั้นตอนยิบย่อยต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นแนวทางที่พบเห็นได้ในหลายขั้นตอนของการทำงาน ตั้งแต่ในด้านการตรวจสอบติดตามผลิตภัณฑ์และขั้นตอนการผลิต เทคโนโลยีการติดฉลาก บรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า การบริการ และการซ่อมบำรุง โดยมีซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ ข้อมูล และเครือข่ายเป็นผู้เล่นหลักๆ ในกระบวนการเหล่านี้

อุตสาหกรรม 4.0 จำเป็นต้องมีหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล
ในอนาคตอันใกล้ เครื่องจักรและโรงงานจะไม่เพียงให้ข้อมูลด้านสถานะและเงื่อนไขของระบบและขั้นตอนการผลิตที่สำคัญต่างๆ เท่านั้น แต่ยังจะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้เองและเข้าแทรกแซงกระบวนการผลิต เพื่อแก้ไข ปรับปรุงให้เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพของทุกระบบโดยไม่ต้องมีคนป้อนข้อมูลอีกด้วย ทำให้จำเป็นต้องมีเซ็นเซอร์ประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันภายในเป็นจำนวนมหาศาลสำหรับการตรวจสอบติดตามผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร และข้อมูลของกระบวนการต่างๆ แต่ในตอนนี้ IPv4 ซึ่งเป็นอินเทอร์เน็ตโปรโตคอลรุ่นเก่าไม่สามารถสร้างหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ IP address ได้เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น งานเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ ต้องยกระดับอินเทอร์เน็ตให้สูงขึ้นเป็น IPv6 ซึ่งจะสามารถเพิ่มหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างไม่จำกัดเพื่อใช้กับเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ เครื่องจักร และโรงงาน อันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ระบบเซ็นเซอร์แบบเครือข่ายคือกุญแจสำคัญ
เซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อตรงหรือต่อแบบไร้สาย รวมถึงตัวเก็บข้อมูลต่างๆ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยนำมาใช้ในการวัดอุณหภูมิ ความชื้น ความหนืด ปริมาณการใช้ไฟฟ้า แรงบิด ความดัน การไหลของวัสดุ น้ำหนัก เป็นต้น โดยเทคโนโลยีที่โดดเด่น คือ RFID (Radio Frequency Identification) ป้ายหรือแท็ก RFID จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งสัญญาณแบบไร้สายกับตัวอ่านและเขียนข้อมูลในเครื่องจักรสำหรับกระบวนการแปรรูป รวมถึงระบบการขนส่ง ระบบห้องเย็น และระบบการจัดเก็บ เครื่องส่งสัญญาณนี้สามารถบูรณาการเข้าได้กับแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ตะขอเกี่ยวในโรงเชือด แท่นเคลื่อนย้าย ไปจนถึงตู้คอนเทนเนอร์ ลังหรือบรรจุภัณฑ์ใส่เนื้อสัตว์ ทั้งยังควบคุมได้ทั้งเครื่องจักรและโรงงาน รวมถึงจดบันทึกผลิตภัณฑ์และสภาวะเงื่อนไขในการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ตลอดเวลาเช่นนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการผลิต ควบคุม และเพิ่มประสิทธิภาพได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ทำให้ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตได้

Announced more than five years ago, the revolution to be initiated by Industry 4.0 has failed to materialise so far. Instead, it appears that the digital transformation is taking place in numerous small evolutionary steps. The direction being taken is already shown by a wide range of applications from the fields of product and processes monitoring, labelling technology, packaging, distribution, logic, servicing and maintenance, whereby the main players are software, sensors, data and networking.

Industry 4.0 Needs Innumerable IP Addresses
In future, machines and plant will not only supply independent information about the condition of all important processes and systems but also communicate with each other and intervene in production processes to correct and optimise them without any human input. This calls for innumerable interlinked high-performance sensors to monitor product, machine and process data. However, the previous internet protocol, IPv4, cannot supply the huge number of IP addresses required for this. Therefore, the most urgent task is the rapid conversion to the new internet standard, IPv6, which is capable of providing an almost infinite number of IP addresses for sensors, devices, machinery and plant. This changeover is currently taking place all around the globe.

Networked Sensors are the Key
Sensors with direct or wireless network connections, as well as data loggers, are increasingly being used for measuring the temperature, humidity, viscosity, electricity consumption, torque, pressure, material flow, weight, etc., whereby RFID (Radio Frequency Identification) technology stands out in this connection. RFID tags exchange information and signals wirelessly with the read/write devices of the various processing machines and the transport, refrigeration and storage systems. Integrated into everything from slaughtering hooks and transport cradles to containers, E2 meat crates or packaging, they can control machinery and plant, not to mention register all product and process conditions along the value chain. Available at all times, the process data provide for greater production transparency, control and efficiency and represent a reliable stock of information for manufacturers with regard to the traceability of products and batches.

Nutritional Solutions for Optimizing the Golden Years

เข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพด้วยโภชนาการที่ดี

By: Dr.Kai Lin Ek
Marianne Heer

Scientific Marketing Managers
BASF Nutrition & Health

Full article TH-EN

โภชนาการที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในแบบของคนรักสุขภาพ โดยโภชนาการมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมให้มีชีวิตที่ยืนยาว ทั้งยังเป็นตัวช่วยในการจัดการกับความเสื่อมสภาพและความผิดปกติของระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโภชนาการที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างสุขภาพของสมอง ดวงตา รวมถึงข้อต่อ ที่กำลังได้รับความสนใจ โดยมีการศึกษาทดลองเพื่อหาแนวทางในการลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติทางสมอง การมองเห็น และการเคลื่อนไหว

ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปที่ว่าประชากรโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุได้กลายเป็นประเด็นหลักที่หลายประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกให้ความสนใจมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ.1950-1959 ประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปี หรือมากกว่า มีจำนวน 205 ล้านคน และได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า หรือประมาณ 606 ล้านคนภายใน 50 ปีต่อมา ทั้งนี้ ข้อมูลจาก United Nations’ Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) ยังระบุว่าภายในปี ค.ศ. 2050 แถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด คือประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรสูงอายุในโลก และสามารถคาดการณ์ได้ว่าประชากรที่มีอายุมากที่สุดคือมีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไปจะครองสัดส่วนมากที่สุดถึงร้อยละ 18 ของจำนวนผู้สูงอายุในปี ค.ศ. 2050 เช่นกัน

เมื่อไม่สามารถห้ามภาวะสังคมผู้สูงวัยที่เกิดขึ้นนี้ได้จึงมีความกังวลใน 2 ลักษณะที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น คือ สภาพของจิตใจ และการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลง ในช่วงวัยทองของชีวิตการดูแลรักษาและการป้องกันความผิดปกติของร่างกายถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมั่นในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายนั้น ความสามารถในการมองเห็น ภาวะทางจิตใจ และการเคลื่อนไหวของร่างกายจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

Good nutrition as part of a healthy lifestyle has a significant contribution in giving more life to years, particularly in managing decline and minimizing loss of function. The vital role of nutrition in the maintenance of brain, eye and joint health are discussed along with potential strategies to reduce the risk of cognitive decline, age-related loss of sight and immobility.

It will not take anyone by surprise that the world’s population is getting older – aging and its impacts have been dominant topics in the last few years and continue to be widely discussed by some of the biggest economies in the world. Compared to the 1950s, when 205 million persons aged 60 or over were living throughout the world, the number had tripled to 606 million fifty years later. According to United Nations’ Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP), almost two-thirds of the world’s older persons will be living in Asia-Pacific by 2050. It is also expected that the proportion of the “oldest-old” (those above 80 years of age) will constitute 18% of older persons by 2050.

While there is virtually no stopping of this global phenomenon, there are increasing concerns surrounding two critical areas related to aging: mental decline and physical immobility. In the golden years of life, maintaining independence and preventing disability are fundamental in ensuring good quality of life. In order to achieve this, functional capacity in terms of sight, mental ability and physical mobility need to be maintained.