Upcycling Agricultural By-products for High-Value Food Applications

จากผลพลอยได้ทางการเกษตรสู่ทรัพยากรที่ซ่อนคุณค่าในอาหารมูลค่าสูง

   

            ในอดีต วัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตทางการเกษตรและการแปรรูปอาหารมักถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” เช่น รำข้าว เปลือกหุ้มเมล็ดถั่ว เปลือกผลไม้ กากเมล็ดพืชน้ำมัน รวมถึงเศษเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมประมงและวัตถุดิบจากพืช วัสดุเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ทิ้ง หรือจำหน่ายในมูลค่าต่ำ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเริ่มมีการตระหนักว่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ยังคงมีคุณค่าซ่อนที่อยู่ ทั้งในด้านสารอาหาร องค์ประกอบเชิงหน้าที่ และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม

            การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ทางการเกษตรสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยแนวทางที่ง่ายที่สุดคือการนำผลพลอยได้มาใช้โดยตรงหลังจากผ่านกระบวนการที่เหมาะสม เช่น การทำความสะอาด การทำแห้ง การบด และการทำให้คงตัว ตัวอย่างเช่น ผงที่มีใยอาหารสูงจากรำข้าว เปลือกหุ้มเมล็ดหรือเปลือกผลไม้ ยังสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี ขนมขบเคี้ยว เส้นก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปได้ สำหรับผลพลอยได้จากธัญพืชและถั่ว เช่น รำข้าว รำข้าวหลังการสกัดน้ำมัน เปลือกถั่วเขียว และส่วนถั่วเขียวแตก การนำมาใช้โดยตรงอาจช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารและคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ได้ หากสามารถควบคุมกลิ่นรส สี และเนื้อสัมผัสให้เหมาะสม

          ผลพลอยได้ทางการเกษตรเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่ สารเติมแต่งจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีวัตถุดิบเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก หากมีการแปรรูปที่เหมาะสม การควบคุมความปลอดภัย และการประเมินคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ วัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดของเสียเท่านั้น แต่ควรมุ่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Continue reading “Upcycling Agricultural By-products for High-Value Food Applications”

Market Analysis of Pet Food Supplements: Value Trends and Golden Opportunities in Thailand

วิเคราะห์ตลาด Pet Food Supplements: แนวโน้มเชิงมูลค่าและโอกาสทองของประเทศไทย

   

            ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Food Supplement) เป็นหนึ่งในกลุ่มย่อยของอุตสาหกรรมการดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet Care Industry) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความผันผวนของตลาดต่ำ โดยในปี พ.ศ. 2568 ตลาดดังกล่าวมีมูลค่า 3.14 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะขยายตัวถึง 5.47 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6.3 ต่อปี (CAGR) แม้อัตราการเติบโตอาจไม่สูงเท่าอุตสาหกรรมเกิดใหม่ แต่จุดแข็งของตลาดนี้คือ “ความต่อเนื่องของความต้องการ” เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง จึงกลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำ (Recurring Spending) มากกว่าการซื้อแบบครั้งเดียว

            ในเชิงโครงสร้าง ตลาดกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “สินค้าเสริม” (Supplementary Product) ไปสู่ “องค์ประกอบหลักของการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง” (Core Wellness Product) ซึ่งเกิดจากแนวคิดของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พบว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “ให้เมื่อสัตว์ป่วย” ไปสู่ “ให้เพื่อไม่ให้สัตว์ป่วย”

            ในภาพรวม ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงจัดอยู่ในกลุ่ม Growth + Stability Hybrid Market” ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำ โดยกำลังเปลี่ยนผ่านจากผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพทั่วไปไปสู่ส่วนหนึ่งของระบบการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร โดยความสำเร็จในตลาดนี้ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ (Trust) ความเข้าใจผู้บริโภค (Consumer Insight) การสร้างการซื้อซ้ำ (Retention) และการวางตำแหน่งสินค้า (Positioning) ขณะที่การแข่งขันในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านโภชนาการ แบรนด์ และดิจิทัล เพื่อเข้าถึงตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังขยายตัวสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม

Continue reading “Market Analysis of Pet Food Supplements: Value Trends and Golden Opportunities in Thailand”

Advancing Thailand’s Aging Society through Preventive Nutrition and Food Innovation

ขับเคลื่อนสังคมสูงวัยไทย ด้วยโภชนาการเชิงป้องกันและการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร

   

            สังคมสูงวัยกำลังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะบุคคล อาหารสำหรับผู้มีปัญหาการเคี้ยวและกลืน ไปจนถึงนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว ฉบับมิถุนายนนี้ เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร. ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแนวทางการวิจัยที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย

            สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าสู่การเป็นสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติภายในปี พ.ศ. 2573 โดยมุ่งเน้นการวิจัยแบบสหวิทยาการด้านอาหาร โภชนาการ และสุขภาพ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าอาหาร พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จนถึงการทดสอบในมนุษย์ หนึ่งในโจทย์สำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโภชนาการสำหรับสังคมสูงวัย ผ่านการพัฒนาอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุในประเทศไทย

            แนวทางสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ คือการให้ความสำคัญกับ “การป้องกัน” มากกว่า “การรักษา” เนื่องจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นปัญหาหลักของผู้สูงอายุไทย ขณะเดียวกัน แนวคิดการสร้าง “Blue Zone” หรือพื้นที่ส่งเสริมอายุยืนในระดับชุมชน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจในการสนับสนุนสุขภาพเชิงป้องกันและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

            อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการพัฒนาอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้เน้นเพียงการลด “หวาน มัน เค็ม” แต่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยออกแบบอาหาร ตั้งแต่การพัฒนาอาหารที่เคี้ยวและกลืนได้ง่าย การเพิ่มสุนทรียภาพและกระตุ้นความอยากอาหาร ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ “Complete Meal” ที่ให้สารอาหารครบถ้วนในมื้อเดียว รวมถึงแนวคิด DIY Fortification ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล

สามารถติดตามบทสัมภาษณ์จาก รศ.ดร. ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่มเติมได้ในนิตยสาร Food Focus Thailand ฉบับมิถุนายน 2569

Continue reading “Advancing Thailand’s Aging Society through Preventive Nutrition and Food Innovation”

From Risk to Reliability: Elevating Lab Safety Toward Confidence in the Food Industry

From Risk to Reliability: ยกระดับ Lab Safety สู่ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอาหาร

   

ห้องปฏิบัติการมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างการตรวจวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนข้ามตัวอย่าง ความผิดพลาดจากผู้ปฏิบัติงาน การจัดการสารเคมี หรือความผิดพลาดด้านข้อมูล ล้วนส่งผลต่อความถูกต้องของผลวิเคราะห์และการตัดสินใจทางธุรกิจ ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงการป้องกันอุบัติเหตุ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล คุณภาพของผลการทดสอบ และความยั่งยืนขององค์กร

ความเสี่ยงในห้องปฏิบัติการสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงจากสารเคมี (Chemical Hazards) ความเสี่ยงทางชีวภาพ (Biological Hazards) ความเสี่ยงจากกระบวนการปฏิบัติงาน (Operational Risks) และความเสี่ยงด้านข้อมูล (Data-related Risks) ซึ่งหากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การทดสอบซ้ำ การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กร

การบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การระบุอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร พร้อมขับเคลื่อนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านระบบตรวจติดตามและกระบวนการ CAPA (Corrective and Preventive Action) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ผ่านการส่งเสริม Safety Mindset การรายงานเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนจากผู้บริหาร จะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความสม่ำเสมอในการทำงาน และยกระดับความน่าเชื่อถือของผลวิเคราะห์ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น Lab Safety จึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจอาหารในระยะยาว Continue reading “From Risk to Reliability: Elevating Lab Safety Toward Confidence in the Food Industry”

See What’s New in the Star Items June 2026

พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ
ที่น่าสนใจ

เทคโนโลยีวัดความดันอัจฉริยะ เพื่อมาตรฐานเบียร์ที่สม่ำเสมอ

เทคโนโลยีวัดความดันอัจฉริยะ เพื่อมาตรฐานเบียร์ที่สม่ำเสมอ

   

น้ำ ฮ็อปส์ มอลต์ และยีสต์ คือ 4 วัตถุดิบหลักที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายความบริสุทธิ์ของเบียร์ (Reinheitsgebot) ของประเทศเยอรมนี แม้จะมีองค์ประกอบเพียงไม่กี่ชนิด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญ เทคนิคการผลิต และความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิต ทำให้สามารถรังสรรค์เบียร์ได้หลากหลายสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม การผลิตเบียร์ให้ได้คุณภาพ รสชาติ และความสม่ำเสมอในทุกแบตช์ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีการวัดและวิเคราะห์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อควบคุมและติดตามกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีหลักในการควบคุมกระบวนการผลิตเบียร์

– ความดัน (Pressure)

– ระดับของเหลว (Level)

– การสวิตช์ (Switching)

            โรงเบียร์ Alpirsbacher Klosterbräu ในเขต Black Forest ซึ่งได้รับรางวัลด้านคุณภาพหลายรายการ ได้เลือกใช้เซนเซอร์วัดความดันรุ่น VEGABAR เพื่อควบคุมแรงดันในกระบวนการกรองเบียร์ โดยช่วยกรองยีสต์และความขุ่นออกจากเบียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้

บทบาทของเซนเซอร์วัดความดันในกระบวนการหมักและบ่ม

            ในขั้นตอนการหมักและบ่ม การควบคุมความดันและระดับของเหลวในถังอย่างแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการรักษาระดับความดันที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการอิ่มตัวของก๊าซ CO₂ อย่างสมดุลและได้คุณภาพเบียร์ที่ต้องการ

VEGAPOINT สู่ความปลอดภัยของกระบวนการ

            ในขั้นตอนการบดมอลต์ เซนเซอร์ VEGAPOINT ถูกนำมาใช้ในการตรวจวัดระดับ เพื่อป้องกันปัญหาของล้นถังหรือการทำงานโดยไม่มีวัตถุดิบในถัง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายและการสูญเสียพลังงานในกระบวนการผลิต

ติดตั้งง่าย รองรับการใช้งานยุคดิจิทัล

            VEGA Sensors สามารถติดตั้งได้สะดวก และเชื่อมต่อกับแอป VEGA Tools บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้โดยตรง พร้อมรองรับมาตรฐานสุขอนามัยในอุตสาหกรรมอาหาร จึงช่วยลดระยะเวลาการหยุดชะงักของเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

เทคโนโลยีที่ดี คือ เบื้องหลังของเบียร์คุณภาพ

            ความแม่นยำของเทคโนโลยีการวัดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตเบียร์ ลดความเสี่ยงในกระบวนการ และสร้างผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.vega.com หรืออีเมล info.th@vega.com

Smart Meat Cutting Technologies: Enhancing Efficiency and Precision Across Every Dimension

เทคโนโลยีตัดแต่งเนื้อสัตว์อัจฉริยะ: ยกระดับประสิทธิภาพและความแม่นยำในทุกมิติ

 

การตัดแต่งเนื้อสัตว์อย่างแม่นยำไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงทักษะแรงงานหรือเครื่องจักรภายในโรงงานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกสัตว์ ปรับปรุงสายพันธุ์ และออกแบบวัตถุดิบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

แม้ระบบการตัดแต่งด้วยแรงงานมนุษย์จะมีความยืดหยุ่นและใช้เงินลงทุนไม่สูง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความสม่ำเสมอ การสูญเสียเนื้อ และความปลอดภัยในการทำงาน ขณะที่ระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มความเร็ว ลดการพึ่งพาแรงงาน และยกระดับมาตรฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม ไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ดังนั้น การเลือกใช้เทคโนโลยีจึงต้องเหมาะสมกับลักษณะวัตถุดิบและเป้าหมายทางธุรกิจ

อีกปัจจัยสำคัญคือ การควบคุมอุณหภูมิของเนื้อ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อม เนื่องจากส่งผลต่อความแน่น ความยืดหยุ่น และความสามารถในการคงรูปของเนื้อ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความแม่นยำในการตัดแต่งและปริมาณการสูญเสีย

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์นำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Water Jet, Ultrasonic Cutting, Machine Vision และ AI มาใช้เพื่อวิเคราะห์รูปทรงเนื้อและกำหนดตำแหน่งการตัดแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการปนเปื้อน และเพิ่มผลผลิตเนื้อ (Yield)

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของอุตสาหกรรมยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผสานการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การพัฒนาวัตถุดิบให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ ตลอดจนการติดตามและควบคุมประสิทธิภาพการผลิตผ่าน IoT และเซนเซอร์แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดความแปรปรวน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน


By: 
Phontakorn Wongcharoen, Ph.D.
Betagro Country Head Indonesia
International Business
Betagro Group
phontakornw@betagro.com

Precision meat fabrication depends not only on skilled labor or advanced machinery but also on effective management across the entire supply chain, from animal selection and breed improvement to raw material design aligned with market requirements.

            While manual fabrication offers flexibility and lower investment costs, it is often limited by inconsistent quality, higher meat loss, and workplace safety concerns. Automated systems help reduce labor dependency, increase processing speed, and improve production consistency. However, no single technology can solve every challenge, making it essential to select solutions that match raw material characteristics and business objectives.

            Another critical factor is temperature control of meat, equipment, and the processing environment. Temperature directly influences meat firmness, elasticity, and shape retention, affecting cutting precision, yield, and overall product quality.

            Today, the meat industry is adopting advanced technologies such as water jet cutting, ultrasonic cutting, machine vision, and artificial intelligence (AI) to automate cutting decisions, improve precision, reduce contamination risks, and increase yield. However, technology alone is not enough. Sustainable improvements require integrated data management from upstream to downstream operations.

            The combination of AI-driven analytics, consistent raw material development, and real-time monitoring through IoT sensors and dashboards helps reduce variability, improve operational efficiency, and enhance product quality. Ultimately, precision meat fabrication is evolving beyond a production process into a data-driven system that connects the entire supply chain, creating long-term competitiveness through optimized yield, reduced waste, and more consistent performance.

Personalized Vitamins: Biomarker-Driven Precision Nutrition

วิตามินเฉพาะบุคคล: ถอดรหัส Biomarker สู่การออกแบบโภชนาการที่แม่นยำ

 

            อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้เข้าสู่ยุคการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคมีบทบาทเชิงรุกในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และต้องการผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และสรีรวิทยารายบุคคล แทนสูตรแบบ “one-size-fits-all” โดยแนวคิดนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจาก Lifestyle Medicine และการเติบโตของวิตามินเฉพาะบุคคล (Personalized Vitamins)

            แนวทางสำคัญคือ การใช้ Biomarkers เช่น วิตามินดี วิตามินบี12 เฟอร์ริติน ไขมันในเลือด และ CRP เพื่อสะท้อนสถานะสุขภาพและโภชนาการ รวมถึงการผสานข้อมูลขั้นสูงจาก Genomics, Proteomics, Metabolomics, Epigenetics, Microbiome และ Immunology ร่วมกับอุปกรณ์ Wearable และ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์และให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล

            ขณะเดียวกัน นวัตกรรมรูปแบบผลิตภัณฑ์ เช่น กัมมี่ ผงชงดื่ม เม็ดฟู่ ช็อต และอาหารฟังก์ชัน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริโภค รวมถึงเทคโนโลยีการนำส่งสารอาหาร เช่น Microencapsulation, Liposomal Delivery และ Controlled-Release ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมและความคงตัวของสารสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายด้านมาตรฐานการตีความ Biomarkers หลักฐานทางคลินิกระยะยาว และกรอบกำกับดูแลที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์


By: 
Siriwan Chumroenvidhayakul, Ph.D.
School of Food Industry
King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang
siriwan.chu@kmitl.ac.th

            The supplement industry has clearly entered the era of personalized healthcare, where consumers are increasingly proactive in preventive health and demand products aligned with their lifestyle and physiological needs rather than “one-size-fits-all” formulations. This shift is driven by Lifestyle Medicine and the rapid growth of Personalized Vitamins, integrating nutrition science, biomarker analysis, and digital health technologies.

            At the core of this approach is the use of biomarkers such as vitamin D, vitamin B12, ferritin, lipid profiles, and CRP to assess nutritional and metabolic status. Beyond conventional clinical markers, advanced systems increasingly integrate genomics, proteomics, metabolomics, epigenetics, microbiome, and immunological data to build comprehensive health profiles. Combined with wearable devices, direct-to-consumer testing kits, and AI-driven analytics, these technologies enable real-time, individualized supplement recommendations.

            Product innovation also plays a key role. Formats such as gummies, powders, effervescent tablets, liquid shots, and functional foods improve convenience and integration into daily lifestyles. In parallel, advanced delivery technologies—including microencapsulation, liposomal systems, nanoemulsions, and controlled-release formulations—enhance stability, absorption, and bioavailability of active ingredients. However, challenges remain, particularly the lack of standardization in biomarker interpretation, limited long-term clinical validation, and evolving regulatory frameworks due to the overlap between supplements and digital health services.

Lab Safety Management: The Cornerstone of Modern Laboratories

Lab Safety Management: หัวใจสำคัญของห้องปฏิบัติการยุคใหม่

 

ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการแพทย์ การศึกษา อุตสาหกรรม และงานวิจัย โดยภายในห้องปฏิบัติการมักเกี่ยวข้องกับสารเคมี เครื่องมือเฉพาะทาง เชื้อจุลชีพ รวมถึงกระบวนการทดลองที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง ด้วยเหตุนี้ Lab Safety Management หรือการบริหารจัดการความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ จึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยสำหรับบุคลากรทุกภาคส่วน        ความเสี่ยงภายในห้องปฏิบัติการครอบคลุมทั้งสารเคมีอันตราย ก๊าซ ไฟฟ้า เชื้อโรค ของมีคม และไอระเหยจากกระบวนการทดลอง ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุ เช่น การรั่วไหลของสารเคมี ไฟไหม้ การระเบิด หรือการติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน งานวิจัย การดำเนินงาน และภาพลักษณ์ขององค์กรได้อีกด้วย

การวางระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพควรครอบคลุมการจัดเก็บสารเคมีอย่างถูกต้อง การติดตั้งระบบระบายอากาศและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เช่น ตู้ดูดควันสารเคมี ตู้ชีวนิรภัย ฝักบัวและอ่างล้างตาฉุกเฉิน รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม นอกจากนี้ องค์กรควรดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 45001, ESPReL, GLP และ GMP ควบคู่กับการจัดทำ SOP ระบบ SDS/MSDS การจัดการของเสีย และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจุบัน ความปลอดภัยไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนด แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพและมาตรฐานองค์กร การลงทุนด้านความปลอดภัยจึงช่วยลดความสูญเสียทั้งด้านชีวิต ทรัพย์สิน และชื่อเสียง พร้อมสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว


By: 
Sirinda Wingsuwan
Managing Director
Official Equipment Manufacturing Co., Ltd.
sales@official.co.th

Laboratories play a critical role across hospitals, educational institutions, manufacturing facilities, and research organizations. Because laboratory operations involve chemicals, specialized equipment, microorganisms, and other high-risk processes, Lab Safety Management has become an essential system for controlling risks and creating a safe working environment.

            Laboratory hazards may arise from hazardous chemicals, gases, electricity, pathogens, sharp objects, and experimental vapors. Without proper control measures, these risks can lead to serious incidents such as chemical spills, fires, explosions, infections, and operational disruptions. Beyond protecting personnel, effective safety management also helps safeguard valuable equipment, research assets, and organizational reputation.

            A comprehensive laboratory safety system should include proper chemical storage, ventilation and exhaust systems, safety equipment such as chemical fume hoods, biological safety cabinets, emergency showers, and eyewash stations, as well as appropriate Personal Protective Equipment (PPE). Organizations should also comply with recognized standards, including ISO 45001, ESPReL, GLP, and GMP, while implementing SOPs, SDS/MSDS systems, waste management practices, and regular safety training programs.

            Today, safety is no longer viewed solely as a regulatory requirement but as an integral component of organizational quality and operational excellence. Laboratories with effective safety management systems demonstrate professionalism, reliability, and long-term readiness. Although safety investments may initially appear costly, they help prevent significant losses related to human life, property, research activities, and organizational reputation, making safety a fundamental pillar of sustainable laboratory operations.

เมทเล่อร์-โทเลโด (ประเทศไทย) ร่วมฉลองครบรอบ 30 ปี ความแม่นยำที่ยั่งยืน

เมทเล่อร์-โทเลโด (ประเทศไทย) ร่วมฉลองครบรอบ 30 ปี ความแม่นยำที่ยั่งยืน

 

            เมทเลอร์-โทเลโด (ประเทศไทย) เดินหน้าสู่อนาคต พร้อมชวนร่วมแชร์ความประทับใจลุ้นรับของรางวัลสุด Exclusive มากมาย

            ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ เมทเลอร์-โทเลโด (ประเทศไทย) ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีการวัดและวิเคราะห์ที่ได้รับความไว้วางใจจากภาคอุตสาหกรรมและห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบ “ความแม่นยำ” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน คุณภาพการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยให้กับองค์กรไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม

            จากจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือวัดและวิเคราะห์ วันนี้ เมทเลอร์-โทเลโด (ประเทศไทย) ได้พัฒนาโซลูชันแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งภาคการผลิตและห้องปฏิบัติการ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องชั่ง เครื่องวัด pH ระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงเซนเซอร์วิเคราะห์กระบวนการ พร้อมบริการติดตั้ง สอบเทียบ บำรุงรักษา และระบบสนับสนุนการให้บริการทางไกล ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมความมั่นใจในการดำเนินงานตามมาตรฐานระดับสากล

            เบื้องหลังความสำเร็จตลอด 30 ปี ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความไว้วางใจ” ของลูกค้า คู่ค้า และผู้ใช้งานที่เติบโตเคียงข้างเมทเลอร์-โทเลโดมาโดยตลอด

            ในโอกาสครบรอบ 30 ปี บริษัท เมทเลอร์-โทเลโด (ประเทศไทย) จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง ผ่านกิจกรรม “แชร์เรื่องราวความประทับใจที่คุณมีต่อ เมทเลอร์-โทเลโด” เพื่อร่วมย้อนความทรงจำและแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่มีต่อแบรนด์ พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุด Exclusive อาทิ น้องหมี Limited Edition เสื้อโลโก้ครบรอบ 30 ปี และของที่ระลึกสุดพิเศษอีกมากมาย

            เพราะ “ความแม่นยำ” ไม่ได้เป็นเพียงหัวใจของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่เมทเลอร์-โทเลโด (ประเทศไทย) ส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน และพร้อมก้าวสู่อนาคตแห่งความยั่งยืนไปด้วยกัน