Cyber-Physical Systems: The Intelligent Infrastructure Behind Fully Automated Food Factories

Cyber-Physical Systems: โครงสร้างอัจฉริยะเบื้องหลังโรงงานอาหารอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

 

            อุตสาหกรรมอาหารโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ “ข้อมูล” เป็นหัวใจสำคัญของการผลิต ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุน แรงงาน และความผันผวนของวัตถุดิบ โรงงานอาหารจึงต้องปรับสู่ระบบอัจฉริยะ โดย Cyber-Physical Systems (CPSs) กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในการขับเคลื่อน Industry 4.0 และ 5.0 ผ่านการเชื่อมโยงเครื่องจักร เซนเซอร์ และสายการผลิตเข้ากับ AI, IoT, Cloud Computing และ Big Data เพื่อวิเคราะห์ ตัดสินใจ และควบคุมการผลิตแบบเรียลไทม์

            โครงสร้างของ CPSs ประกอบด้วย 4 ชั้น ได้แก่ Physical Layer, Communication Layer, Cyber Layer และ Decision Layer ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนโรงงานจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การคาดการณ์และป้องกันปัญหาล่วงหน้า

งานวิจัยหลายฉบับรายงานว่า CPSs ช่วยลดแรงงานมนุษย์ได้ร้อยละ 20–60 ลดขยะอาหารร้อยละ 15–40 ลดการหยุดชะงักของเครื่องจักรร้อยละ 30–50 และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบคุณภาพมากกว่าร้อยละ 95 โดยถูกนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เครื่องดื่ม อาหารพร้อมทาน เบเกอรี และอาหารแช่แข็ง เพื่อยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการผลิต

องค์ประกอบสำคัญของ CPSs คือ Digital Twin ที่ช่วยวิเคราะห์กระบวนการผลิต คาดการณ์การบำรุงรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร แม้ยังมีความท้าทายด้านความแปรปรวนของวัตถุดิบ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และต้นทุนการลงทุนสูง แต่ CPSs กำลังก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ “โรงงานอาหารแห่งอนาคต” ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว


By: 
Editorial Team
Food Focus Thailand Magazine
editor@foodfocusthailand.com

   The global food industry is entering an era where data has become a key driver of manufacturing. Rising costs, labor shortages, and raw material volatility are accelerating the shift toward smart factories. In this transformation, Cyber-Physical Systems (CPSs) have emerged as a core technology for Industry 4.0 and 5.0, integrating machinery, sensors, and production lines with AI, IoT, cloud computing, and big data to enable real-time analysis, decision-making, and process control.

            CPSs consist of four interconnected layers—Physical, Communication, Cyber, and Decision—working together to transform food manufacturing from a reactive model into a predictive and autonomous system capable of anticipating and preventing problems before they occur.

            Research indicates that CPSs can reduce labor requirements by 20–60%, decrease food waste by 15–40%, reduce machine downtime by 30–50%, and improve product inspection accuracy to over 95%. These systems are increasingly applied across meat and seafood processing, beverage production, ready-to-eat foods, bakeries, and frozen food manufacturing to enhance efficiency, food safety, and product quality.

            A key component of CPSs is the Digital Twin, a real-time virtual representation of factory operations that supports process analysis, predictive maintenance, and resource optimization. By connecting physical and digital environments, Digital Twin technology enables more accurate and efficient production management.

            Although challenges remain, including raw material variability, cybersecurity risks, and high implementation costs, CPSs are becoming a critical foundation of future food factories. Companies that successfully adopt digital technologies will gain long-term advantages in operational efficiency, product quality, sustainability, and global competitiveness.

From Coffee Pulp Waste to High-Value Wine:Innovation Through Co-Fermentation of Two Yeast Species

จากเนื้อผลกาแฟเหลือทิ้งสู่ไวน์มูลค่าสูง: นวัตกรรมการหมักร่วมของยีสต์สองสายพันธุ์

 

            กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยสายพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Coffea arabica (อาราบิก้า) และ Coffea canephora (โรบัสต้า) ซึ่งมีรายงานคาดการณ์ว่าผลผลิตกาแฟทั่วโลกจะมีปริมาณสูงถึง 10 ล้านตันต่อปี แม้จะมีความต้องการสูง แต่อุตสาหกรรมกาแฟกลับก่อให้เกิดของเสียและผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตในปริมาณมาก โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 30 ของผลกาแฟเท่านั้นที่ถูกนำไปสกัดเป็นเครื่องดื่ม ขณะที่อีกร้อยละ 70 กลายเป็นของเสียหรือวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต

            สำหรับประเทศไทย ของเสียหรือผลพลอยได้จากผลกาแฟส่วนใหญ่มักถูกทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือนำไปใช้ผลิตปุ๋ย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าผลกาแฟอุดมไปด้วยน้ำตาลหลายชนิด โดยเฉพาะซูโครส กลูโคส และฟรุกโตส ซึ่งสะสมอยู่ในส่วนของ pericarp อันประกอบด้วยเปลือกผล เนื้อผล และกะลา ซึ่งเป็นส่วนที่มักถูกทิ้งเป็นของเสียในกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าผลกาแฟที่สุกเต็มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง รวมถึงมีโปรตีน ไขมัน และกรดอินทรีย์ในระดับปานกลาง จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผลพลอยได้จากกาแฟในการนำมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต

            เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยได้เริ่มมีการนำผลพลอยได้จากกระบวนการแปรรูปกาแฟมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชา แม้จะยังไม่ได้รับความนิยมในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายก็ตาม ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจากผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ได้แก่ ไวน์ผลไม้และเครื่องดื่มจากผลไม้ เช่น สปาร์คกลิ้งไวน์ ซึ่งการผลิตเครื่องดื่มเหล่านี้จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม อาทิ ผลไม้ น้ำผลไม้เข้มข้น น้ำตาล กรด และแหล่งไนโตรเจน เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทางเคมี พบว่าเปลือกและเนื้อผลกาแฟซึ่งเป็นของเสียหลักจากกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ล้วนอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ความชื้น แร่ธาตุ และโปรตีน อีกทั้งยังมีแทนนิน (tannin) และแอนโทไซยานิน (anthocyanin) ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของไวน์แดง โดยทั่วไปพบได้ในเปลือกและเมล็ดองุ่น และมีบทบาทต่อสี รสชาติ กลิ่น และความรู้สึกสัมผัสในปาก (mouthfeel) ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบทางเคมีของผลกาแฟจึงมีศักยภาพและคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการนำมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มผลไม้หรือไวน์จากผลกาแฟได้ในอนาคต


By: 
Jirasin Koonthongkaew, Ph.D.
Department of Microbiology
Faculty of Science
Chulalongkorn University
Jirasin.K@chula.ac.th

            Coffee is one of the most popular beverages worldwide. The well-known coffee species include Coffea arabica (Arabica) and Coffea canephora (Robusta). Estimated global coffee production is about 10 million tonnes annually. Despite this high demand, the coffee industry generates a significant amount of waste. In particular, only about 30% of the coffee cherry is extracted for beverages, leaving the remaining 70% as waste.

            In Thailand, coffee cherry waste is commonly discarded into natural water sources or used as fertilizer. Recent studies have shown that coffee berries are rich in sugars, especially sucrose, glucose, and fructose. These sugars develop in the pericarp (husk, pulp, and parchment), which is commonly discarded as waste during the aforementioned post-harvest processing. Previous studies have found that mature coffee cherries contain high concentrations of sugar, along with moderate amounts of proteins, lipids, and organic acids. These findings highlight the potential of coffee by-products as high-value raw materials for future bio-based and food industries.

            Recently in Thailand, coffee berries from processing have been utilized for tea production, ; however, these products have not yet gained widespread commercial popularity. Meanwhile, one of the most popular value-added products from fruits is fruit wine or fruit-based beverages (e.g., sparkling wine). Producing these beverages requires suitable raw materials such as fruit, fruit concentrate, sugar, acids, and nitrogen sources. According to their chemical composition, coffee husks and pulps—the primary waste products of post-harvest processing—are rich in carbohydrates, moisture, minerals, and proteins, with small amounts of tannins and anthocyanins. Notably, tannins and anthocyanins are essential components of red wine (typically derived from grape skins and seeds) that impact its color, flavor, aroma, and mouthfeel. Hence, the chemical composition of coffee berries meets the criteria for fruit beverage or wine production.

Therapeutic Nutrition for Disease-Specific Management in Companion Animals

โภชนบำบัดเพื่อการจัดการสุขภาพเฉพาะโรคในสัตว์เลี้ยง

   

 

            ในปัจจุบัน โภชนาการสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีบทบาทเพียงการให้พลังงาน แต่พัฒนาไปสู่ “โภชนาการเชิงบำบัด” ที่ช่วยจัดการโรคและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง โดยแนวทางสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การปรับองค์ประกอบทางโภชนาการสำคัญ (Key Nutritional Factors) และการเสริมสารออกฤทธิ์ (Active Substances) เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพอย่างตรงเป้าหมาย

            การปรับโภชนาการสำคัญมุ่งเน้นการคำนวณสูตรอาหารให้เหมาะสมกับภาวะโรค เช่น การจำกัดฟอสฟอรัสในสูตรอาหารสำหรับโรคไต หรือการเลือกแหล่งโปรตีนที่ย่อยได้ดีและมีไฟเบอร์ต่ำ โดยที่ร่างกายสัตว์สามารถตอบสนองต่อสารอาหารมากกว่าชนิดของวัตถุดิบ ดังนั้น ผู้พัฒนาสูตรจึงต้องมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของวัตถุดิบแต่ละชนิด

            สำหรับสารเสริมสุขภาพ มีการประยุกต์ใช้เพื่อดูแลระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น EPA และ DHA สำหรับระบบประสาท เบต้ากลูแคนสำหรับระบบภูมิคุ้มกัน พรีไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ และโพสต์ไบโอติกส์สำหรับสุขภาพทางเดินอาหาร เมไทโอนีนสำหรับระบบทางเดินปัสสาวะ กลูโคซามีน คอนดรอยติน และ UC-II สำหรับสุขภาพกระดูกและข้อ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของสารเสริมออกฤทธิ์ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงการเลือกชนิดของสารเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการกำหนดปริมาณที่เหมาะสม (Dose Optimization) ให้สอดคล้องกับรูปแบบการบริโภคจริงของสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ได้รับสารออกฤทธิ์ในระดับที่เพียงพอต่อการเกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ


By: 
Koramit Jenjirawatn, D.V.M.
Department of Pre-clinic and Applied Animal Science
Faculty of Veterinary Science
Mahidol University
koramit.jen@mahidol.ac.th

            Pet nutrition has evolved beyond providing basic energy to becoming a form of “Therapeutic Nutrition” that supports disease management and improves quality of life in companion animals. Product development is primarily based on two approaches: the modulation of key nutritional factors and the inclusion of active substances to deliver targeted health benefits.

            The modulation of key nutritional factors focuses on formulating diets with nutrient levels tailored to specific health conditions, such as phosphorus restriction for renal support or the use of highly digestible, low-fiber protein sources for gastrointestinal health. Since animals respond to nutrients rather than ingredient names, formulators must have a thorough understanding of ingredient nutritional profiles to develop effective diets.

            Active substances are widely used to support specific physiological systems. Examples include EPA and DHA for neurological health, beta-glucan for immune function, prebiotics, probiotics, and postbiotics for gastrointestinal balance, methionine for urinary tract support, and glucosamine, chondroitin, and UC-II for joint health. As scientific evidence continues to evolve, product developers must remain up to date with current research to ensure appropriate ingredient selection.

            However, efficacy depends not only on choosing the right active substance but also on delivering it at an effective dose. This is particularly important for treats and nutritional supplements, which are consumed in smaller quantities than complete diets. Therefore, dose optimization is essential to ensure that animals receive sufficient levels of active substances to achieve meaningful health benefits. Ultimately, successful pet health products rely on both evidence-based ingredient selection and accurate dosage determination.

 

NSF Asia-Pacific Technical Conference: Exploring the Future of Food Safety

              เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ทีมงานนิตยสาร Food Focus Thailand ได้เข้าร่วมงานสัมมนา NSF Asia-Pacific Technical Conference ณ Four Points by Sheraton (Ploenjit) Bangkok จัดโดย NSF ซึ่งองค์กรอิสระระดับโลกผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดมาตรฐานและตรวจรับรองความปลอดภัยในอาหารและน้ำมานานกว่า 80 ปี โดยงานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตแนวโน้มตลาดสากลและนวัตกรรมทางเทคนิคสำหรับอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

              ไฮไลต์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งของงานคือการเสวนาพิเศษในหัวข้อ Signature Executive Roundtable: Future Food Trend ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารที่กำลังเผชิญความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยแวดล้อม เทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้บริโภค

 

              โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ปัจจุบันปัญหาภูมิอากาศแปรปรวน เช่น ภัยแล้งหรือน้ำท่วม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นความปลอดภัยอาหารโดยตรง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำเพื่อรับประกันคุณภาพวัตถุดิบอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหารที่เริ่มจาก “ผู้นำ” ความแข็งแกร่งของระบบไม่ได้อยู่ที่มาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างค่านิยมร่วมกันทั้งองค์กร โดยเปลี่ยนจากการทำงานบนฐานความกลัวไปสู่การให้รางวัลแก่พฤติกรรมเชิงบวก เพื่อให้พนักงานกล้าสื่อสารและหยุดสายการผลิตทันทีเมื่อพบความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้มาตรฐานสากลให้สอดคล้องกับพื้นที่  โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมการบริโภค รูปแบบการผลิต และนวัตกรรมอาหาร โดยมาตรฐานระดับโลก เช่น GFSI ควรมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละประเทศ รวมถึงควรมีแนวทางหรือ “ขั้นบันได” ที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงมาตรฐานความปลอดภัยอาหารได้ง่ายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้เพื่อพลิกโฉมการตรวจประเมินจากการตั้งรับตามรอบเวลา ไปสู่การประเมินตามความเสี่ยงที่สามารถคาดการณ์และตรวจจับปัญหาได้ล่วงหน้า

ท้ายที่สุด เป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไม่ใช่เพียงการรักษามาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น แต่คือการร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความเชื่อมั่น” (Ecosystem of Trust) ที่ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารอย่างต่อเนื่อง และส่งมอบอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืนแก่ผู้บริโภคทั่วโลก

 

              งานสัมมนาในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต องค์กรตรวจรับรอง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือกุญแจสำคัญในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” และความยั่งยืนให้กับระบบอาหารในอนาคตอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน การตรวจรับรอง และบริการด้านความปลอดภัยอาหารระดับสากล สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของ NSF (www.nsf.org)

Continue reading “NSF Asia-Pacific Technical Conference: Exploring the Future of Food Safety”

สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ถ้ารู้สึกร้อนในให้หลีกเลี่ยงอาหารร้อน” “ถ้าท้องอืดให้กินอาหารฤทธิ์เย็น” หรือ “ถ้าระบบขับถ่ายไม่ดีให้ดื่มชาสมุนไพร น้ำดีท็อกซ์ หรือบริโภคผลไม้เพิ่ม” แม้คำแนะนำเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี แต่เมื่ออาการทางระบบทางเดินอาหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การคาดเดาสาเหตุด้วยตนเองอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เนื่องในวันสุขภาพระบบทางเดินอาหารโลก (World Digestive Health Day) ปี พ.ศ. 2569 องค์กรโรคระบบทางเดินอาหารโลก (World Gastroenterology Organisation; WGO) ได้รณรงค์ภายใต้หัวข้อ “Don’t Flush the Signs Away” เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภาวะท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการที่หลายคนมองข้ามทั้งที่อาจเป็นสัญญาณของโรคหรือความผิดปกติที่ควรได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชียที่มีความหลากหลายด้านอาหารและวัฒนธรรมการบริโภค ขณะเดียวกันวิถีชีวิตของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการรับประทานอาหารนอกบ้าน อาหารพร้อมรับประทาน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพลำไส้มากขึ้น เพราะระบบทางเดินอาหารมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ระดับพลังงาน ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพในระยะยาว

 

ความเชื่อที่ 1: อาการไม่สบายท้องเป็นเรื่องปกติ

หลายคนมองว่าอาการท้องอืด แน่นท้อง ขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระเป็นเพียงผลจากความเครียด อายุที่เพิ่มขึ้น การเดินทาง หรือการรับประทานอาหารมากเกินไป แม้อาการเล็กน้อยบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ระบบทางเดินอาหารถือเป็นหนึ่งในระบบที่ส่งสัญญาณเตือนสุขภาพได้อย่างชัดเจน หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยหรือส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องอยู่ร่วมกับอาการเหล่านั้น

 

ความเชื่อที่ 2: สุขภาพลำไส้ขึ้นอยู่กับโพรไบโอติกส์เท่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “โพรไบโอติกส์” กลายเป็นคำที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในโยเกิร์ต เครื่องดื่มหมัก หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจุลินทรีย์มีชีวิตเหล่านี้สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับ อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่ได้หมายถึง การเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในลำไส้ด้วย นี่คือบทบาทของ “พรีไบโอติกส์” ซึ่งเป็นสารอาหารที่จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงาน ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์เหล่านั้น โดยส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น คำถามสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้อาจไม่ใช่เพียง “ฉันได้รับโพรไบโอติกส์หรือไม่” แต่ควรถามด้วยว่า “ฉันกำลังให้อาหารแก่จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้เพียงพอหรือไม่” ต่างหาก

 

ความเชื่อที่ 3: ใยอาหารทุกชนิดเหมือนกัน

แม้ใยอาหารจะถูกพูดถึงในภาพรวมอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ใยอาหารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางชนิดช่วยเพิ่มมวลอุจจาระ บางชนิดช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น ขณะที่บางชนิดสามารถถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ หนึ่งในกลุ่มพรีไบโอติกส์ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างกว้างขวาง คือใยอาหารจากรากชิโครี (Chicory Root Fiber) เช่น อินูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งมีงานวิจัยในมนุษย์มากกว่า 20 การศึกษาพบว่า สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร เพิ่มความสม่ำเสมอในการขับถ่าย และช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น โดยยังคงมีความปลอดภัยและยอมรับได้ดีในผู้บริโภค สำหรับผู้ผลิตอาหาร นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ “ดีต่อลำไส้” ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงข้อความทางการตลาดเท่านั้น

 

ความเชื่อที่ 4: ยิ่งได้รับใยอาหารมาก ยิ่งดี

แม้ใยอาหารจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับในปริมาณมากเกินไปอย่างรวดเร็วอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป สำหรับผู้ที่เคยได้รับใยอาหารน้อย การเพิ่มปริมาณใยอาหารในทันทีอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือไม่สบายท้องชั่วคราวได้ จึงควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณใยอาหารอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเลือกแหล่งใยอาหารที่สามารถรับประทานได้เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวัน

ในมุมของอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ผ่านรูปแบบอาหารที่คุ้นเคยและรับประทานได้ง่าย จะช่วยส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาการปรับพฤติกรรมแบบสุดโต่ง

 

จากความตระหนักสู่การดูแลสุขภาพลำไส้

ผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer พ.ศ. 2568 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และเลือกซื้ออาหารโดยคำนึงถึงผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพลำไส้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ซีเรียล เบเกอรี ผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช หรือแม้แต่อาหารเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่องสุขภาพลำไส้ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การลดทอนความซับซ้อนของระบบทางเดินอาหารให้เหลือเพียงกระแสสุขภาพหรือส่วนผสมเพียงชนิดเดียว เพราะไม่ใช่ทุกปัญหาทางเดินอาหารจะสามารถแก้ไขได้ด้วยส่วนผสมชนิดใดชนิดหนึ่ง และไม่ใช่อาการทุกอย่างที่ควรถูกมองข้าม

 

          ท้ายที่สุด การดูแลสุขภาพลำไส้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการใส่ใจสัญญาณที่ร่างกายกำลังสื่อสาร เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และไม่ละเลยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีสุขภาพลำไส้ที่ดีไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือกระแสสุขภาพชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและสม่ำเสมอในระยะยาว

Continue reading “สุขภาพลำไส้ไม่ใช่แค่กระแส: ไขความจริง 4 ความเชื่อผิดเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร”

จากมาตรฐานสู่โอกาสธุรกิจโลก: เมื่อ ฮาลาล กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

          ในอดีต หากพูดถึงคำว่า “ฮาลาล” ภาพที่นึกถึงคงเป็นเรื่องของศาสนาและข้อกำหนดทางศาสนบัญญัติสำหรับผู้บริโภคมุสลิม แต่ในปี พ.ศ. 2569 ความหมายของฮาลาลได้ขยายออกไปไกลกว่านั้นมาก และอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังจับตามองมาตรฐานนี้ในฐานะเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นที่ทรงพลังมากที่สุดในตลาดโลก

 

HALAL IS CHANGING: จากมาตรฐานศาสนา สู่มาตรฐานแห่งความไว้วางใจ

          ในอดีต ฮาลาลทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูสู่ตลาดมุสลิม การขอรับรองฮาลาลจึงมักมีเป้าหมายหลักเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะ และนั่นคือจุดสิ้นสุดของบทบาท แต่ปัจจุบัน ฮาลาลได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงมือผู้บริโภค

          การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงผลักดันทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับ Food Safety, Traceability, Ethical Production และ Transparency มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดต่างมองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถบ่งบอกถึงแหล่งที่มาได้ ดังนั้น ฮาลาลซึ่งมีระบบตรวจสอบและการขอรับรองที่เข้มงวดจึงตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน

 

GLOBAL HALAL MARKET: ตัวเลขที่บอกว่านี่ไม่ใช่แค่ “ตลาดเฉพาะกลุ่ม”

          ประชากรมุสลิมทั่วโลกมีมากกว่า 2 พันล้านคน และกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรมองข้าม จากรายงานของ State of the Global Islamic Economy (SGIE) Report 2025/26 โดย DinarStandard พบว่ามูลค่าของเศรษฐกิจอิสลาม (Islamic Economy) ทั่วโลกอยู่ที่ 2.6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2567 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็น 3.56 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2572

          ในบรรดาทุกเซกเตอร์ภายใต้เศรษฐกิจอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การท่องเที่ยว เครื่องสำอาง หรือยา อาหารฮาลาลยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าตลาดราว 1.53 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2567 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่คือโอกาสที่รอผู้ประกอบการไทยอยู่

          สำหรับประเทศไทย จุดแข็งในตลาดฮาลาลโลกนั้นมีอยู่จริงและจับต้องได้ โดยประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าฮาลาลมากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5-6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด* สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ไก่แช่แข็งและแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส โดยมีตลาดเป้าหมายสำคัญอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาเซียน และแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีระบบการรับรองฮาลาลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าในหลายภูมิภาค

 

HALAL INNOVATION: เมื่อมาตรฐานพบกับเทคโนโลยี

          อนาคตของอุตสาหกรรมฮาลาลไม่ใช่แค่การขยายฐานตลาด แต่อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกมิติ แนวโน้มที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ในปัจจุบันจึงประกอบด้วยกระแสต่างๆ ที่ดำเนินไปพร้อมกัน อาทิ

          Functional Food หรืออาหารเชิงสุขภาพที่มีคุณประโยชน์เฉพาะเจาะจงนอกเหนือจากโภชนาการพื้นฐาน กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ควบคู่กับ Plant-based Food ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดโลก และในตลาดฮาลาลก็เช่นกัน เพราะผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชหลายประเภทสามารถขอรับรองฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดตลาดใหม่ได้กว้างกว่าเดิม

          Clean Label คือทิศทางที่ผู้บริโภคร้องขอ ด้วยส่วนประกอบที่เรียบง่าย กระบวนการผลิตที่โปร่งใส และสารเติมแต่งน้อยที่สุด แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการฮาลาลที่เน้นความบริสุทธิ์และความชัดเจนในทุกขั้นตอน Sustainable Food และ Personalized Nutrition ก็กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคมุสลิมรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงค่านิยมทางศาสนาเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพส่วนบุคคล

          หนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตามองที่สุดคือ Digital Traceability การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามและตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานฮาลาลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์คุณภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

          ในบริบทดังกล่าว โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐานฮาลาล การสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดส่งออกที่มีความต้องการเฉพาะมากขึ้น

          เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพของนวัตกรรมอาหารฮาลาลไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก ITAP และจะนำมาจัดแสดงภายใน ITAP Pavilion ในงาน Grand Halal Bangkok 2026

Continue reading “จากมาตรฐานสู่โอกาสธุรกิจโลก: เมื่อ ฮาลาล กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต”

อย. ยกระดับมาตรฐานการแสดงฉลากโปรตีน: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเป็นธรรมทางการค้า

          เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดการประชุมชี้แจงครั้งสำคัญเพื่อวางรากฐานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการแสดงปริมาณโปรตีนบนฉลากอาหารและการโฆษณา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลโภชนาการที่แม่นยำ พร้อมทั้งส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่รักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งในประเทศและตลาดโลก

 

          เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ระบุถึงกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2568 ตลาดเครื่องดื่มโปรตีนในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 5,302 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การกล่าวอ้างด้านโปรตีนยังเป็นหนึ่งในข้อมูลทางโภชนาการที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มากที่สุด จึงมีความจำเป็นที่ข้อมูลดังกล่าวจะต้องมีความถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ การแสดงข้อมูลโภชนาการที่ถูกต้องจึงไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว

 

รากฐานแห่งคุณภาพ: การคัดสรรส่วนประกอบและมาตรฐานการแสดงฉลาก

          ก้าวแรกของการผลิตอาหารที่มีมาตรฐานเริ่มต้นที่การเลือกสรรวัตถุดิบ อย. จึงได้จำแนกแหล่งโปรตีนที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งโปรตีนจากสัตว์แบบดั้งเดิม เช่น นม ไข่ เนื้อไก่ และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว ข้าว รวมถึง “ผำ” ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีศักยภาพสูง และนวัตกรรมโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) อื่นๆ อาทิ แมลง (จิ้งหรีด) และเห็ดชนิดต่างๆ โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการส่วนประกอบที่อนุญาต (Positive lists) หรือรายการที่ห้ามใช้ (Negative lists) ได้ผ่านระบบฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อความถูกต้องก่อนการผลิต โดยในการแสดงบนฉลากนั้น ผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องระบุข้อมูลสำคัญให้ครบถ้วนตามกฎหมาย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มอกไก่ปั่น” ที่ต้องแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร รายการส่วนประกอบสำคัญตามร้อยละของน้ำหนัก ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และวันหมดอายุที่ชัดเจน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นไปเพื่อการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อประสิทธิภาพในการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาหาร

 

ความแม่นยำเชิงโภชนาการ: หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างและการคำนวณ

          หัวใจสำคัญของการสื่อสารคุณค่าอาหารคือ ฉลากโภชนาการ ซึ่งถูกบังคับใช้ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 โดยกระบวนการจัดทำฉลากนั้นมีขั้นตอนที่เคร่งครัด เริ่มจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารในห้องปฏิบัติการที่ อย. ให้การยอมรับ ก่อนนำผลวิเคราะห์มาคำนวณปริมาณสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดย อย. ได้พัฒนาโปรแกรมช่วยคำนวณและจัดทำฉลากอัตโนมัติผ่านเว็บไซต์กองอาหาร เพื่อเพิ่มความถูกต้องและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

          สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน จะใช้เกณฑ์จากค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (Thai RDIs) ซึ่งกำหนดปริมาณโปรตีนแนะนำต่อวันอยู่ที่ 50 กรัมต่อวัน โดยการจัดทำฉลากต้องผ่านกระบวนการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และมีหลักเกณฑ์การปัดตัวเลขที่เคร่งครัด เช่น หากมีโปรตีนตั้งแต่ 1 กรัมขึ้นไปให้ปัดเป็นจำนวนเต็มที่ใกล้เคียงที่สุด สำหรับการกล่าวอ้างปริมาณโปรตีน (Protein Claims) อย. ได้กำหนดเกณฑ์ตัดสินจากค่า Thai RDIs ดังนี้

– “มีโปรตีน” หรือ “เป็นแหล่งของโปรตีน”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 10% ของ Thai RDIs (≥ 5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

– “โปรตีนสูง”: ต้องมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 20% ของ Thai RDIs (≥ 10 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

          นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารอื่นที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพเกินสมควร หากผลิตภัณฑ์มีการกล่าวอ้างโภชนาการแต่มีปริมาณสารอาหารบางชนิดเกินเกณฑ์ (เช่น น้ำตาล > 13 กรัม หรือโซเดียม > 300 มิลลิกรัม) ต้องแสดงข้อความเตือน (Disclaimer) ควบคู่กับการกล่าวอ้างนั้นด้วยขนาดตัวอักษรที่เห็นได้ชัดเจน เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค

 

จริยธรรมในการสื่อสาร: การควบคุมการโฆษณาและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

          มิติสุดท้ายของการกำกับดูแลคือการควบคุมการโฆษณา ซึ่งยึดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และ 41 โดยกำหนดให้การสื่อสารคุณประโยชน์หรือสรรพคุณอาหารต้องได้รับอนุญาตก่อนการเผยแพร่ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) เช่น “โปรตีนมีส่วนช่วยเสริมสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ” อย่างไรก็ตาม อย. ได้กำหนด ลักษณะโฆษณาต้องห้าม ไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการหลอกลวง เช่น การใช้บุคลากรทางการแพทย์มารับรองคุณประโยชน์ การเปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น การอ้างสรรพคุณในเชิงบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค รวมถึงการสื่อสารที่สื่อถึงการลดน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย หรือผลในลักษณะเครื่องสำอาง

 

          นอกจากนี้ อย. ได้เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำฉลากและการโฆษณาผ่านระบบ e-consultation เพื่อให้สามารถปรับปรุงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องก่อนออกสู่ตลาด ลดต้นทุนจากการแก้ไขภายหลัง และเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ อย. จะเพิ่มการเฝ้าระวังด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ควบคู่กับการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยจะมีการสุ่มตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่มีการกล่าวอ้างบนฉลาก เช่น ปริมาณโปรตีน เพื่อให้ข้อมูลที่แสดงต่อผู้บริโภคมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

          ทั้งนี้ อย. ต้องการให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้อย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ยังมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดภายในประเทศและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

DITP ดัน Thai SELECT บุกเวทีโลก! ยกระดับอาหารไทยคุณภาพสู่สากลในงานTHAIFEX – ANUGA ASIA 2026

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผลักดันผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำแห่งเอเชีย ภายใต้ “Thai SELECT Pavilion” ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ DITP มุ่งมั่นให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสากล ผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ รสชาติไทยแท้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล โดยภายในคูหา Thai SELECT Pavilion ได้มีการรวบรวมผลิตภัณฑ์อาหารไทยคุณภาพส่งออกกว่า 430 รายการ จาก 131 บริษัทชั้นนำของไทย ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง เครื่องแกง เครื่องปรุงรส ซอส น้ำจิ้ม ขนมขบเคี้ยว ไอศกรีม และเครื่องดื่ม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพ ความสะดวก และอัตลักษณ์ด้านรสชาติที่โดดเด่น

นอกจากนี้ DITP ยังนำ 10 บริษัทศักยภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เข้าร่วมเจรจาการค้าและนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อจากนานาประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและน้ำช่อดอกมะพร้าว อาหารไทยและน้ำจิ้มฟรีซดราย ซอสและเครื่องปรุงรส อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมทาน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ขนมไทยร่วมสมัย เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหาร Plant-Based ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและศักยภาพด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมสาธิตการสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Thai Flavour Explosion! ระเบิดความอร่อยสไตล์ไทย” ที่ DITP จัดขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของอาหารไทย ผ่านการรังสรรค์เมนูพิเศษจากผลิตภัณฑ์ Thai SELECT โดยเชฟและอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดังของประเทศไทย อาทิ เชฟจอม เชฟไปร์ท เชฟภู เชฟแม็กซ์ และเชฟพลอย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ เผยเสน่ห์ และศักยภาพของอาหารไทยให้เข้าถึงผู้ชมจากทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ชม ชิม แชร์” ผ่านกิจกรรมชิมสินค้า การสาธิตเมนู และการพบปะผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ DITP ใช้ในการสร้างการรับรู้ ขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และส่งเสริม Soft Power อาหารไทยอย่างเป็นรูปธรรม

“Thai SELECT” ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารไทยและร้านอาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ตามต้นตำรับ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดนานาชาติ

ขอเชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจ มาร่วมค้นพบศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยคุณภาพระดับโลก พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่กับนวัตกรรมอาหารไทยภายในโซน Thai SELECT Pavilion ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ คูหา CC01 HALL 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอาหารไทยสู่ความสำเร็จบนเวทีการค้าระดับสากลไปพร้อมกับ DITP