What's In
Carnosine for Enhancing Memory Performance and Nourishing Brain Health
คาร์โนซีน: สารอาหารเสริมประสิทธิภาพด้านความจำและบำรุงสุขภาพสมอง คาร์โนซีน (Carnosine) เป็นไดเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2 ชนิด ได้แก่ เบต้า-อะลานีน (β-alanine) และแอล-ฮิสทิดีน (L-histidine) โดยมีสูตรทางเคมีคือ C₉H₁₄N₄O₃ ซึ่งคาร์โนซีนมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเชื่อมโยงกับความชราและโรคต่างๆ โดยคาร์โนซีนมีคุณสมบัติต่อต้านการเกิดสารเร่งความชรา (Advanced Glycation End Products; AGEs) เนื่องจากส่งผลโดยตรงซึ่งทำให้ร่างกายและอวัยวะต่างๆ เกิดการเสื่อมสภาพซึ่งสัมพันธ์กับความชรา และภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้คาร์โนซีนยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ โดยช่วยชะลอความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนัก เพิ่มความทนทาน อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบของอวัยวะภายในร่างกาย จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น จากงานวิจัยหลายฉบับให้ผลตรงกันว่าคาร์โนซีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและระบบประสาทผ่านหลายกลไก ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์การต้านการอักเสบ และการป้องกันการเกิดไกลเคชันในร่างกาย ได้แก่ การป้องกันระบบประสาทและความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน, การยับยั้งกระบวนการไกลเคชันและป้องกันการเกิด Amyloid Plaques, การเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานของสมอง คาร์โนซีนพบได้มากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของสัตว์ ซึ่งปริมาณของคาร์โนซีนในเนื้อสัตว์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป โดยเนื้อแดง (เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อแกะ) มีปริมาณคาร์โนซีนสูงกว่าเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งในสัตว์ปีกจะพบคาร์โนซีนในเนื้ออกไก่มากกว่าเนื้อน่องไก่ และยังพบสารดังกล่าวในปลาบางชนิด […]
Green Extraction Techniques of Bioactive Compounds from Herbal Plants
กระบวนการสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพรด้วยเทคนิค ‘Green Extraction’ การสกัดพืชสมุนไพรด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากข้อจำกัดของการสกัดแบบดั้งเดิม จึงทำให้มีการพัฒนาเทคนิคการสกัดร่วมและเทคนิคการสกัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green extraction techniques) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการสกัด และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีความปลอดภัยต่อการบริโภค จึงขอยกตัวอย่างกระบวนการสกัดที่น่าสนใจและกำลังได้รับความนิยม ดังนี้ – การสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟช่วยสกัด (Microwave-assisted extraction; MAE) เป็นเทคนิคการสกัดที่ทันสมัย โดยใช้พลังงานไมโครเวฟในการแยกสารออกจากตัวอย่าง วิธีนี้จะใช้หลักการทำความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่ระหว่าง 300 MHz ถึง 300 GHz กับตัวอย่างที่ต้องการสกัด โดยพลังงานไมโครเวฟจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนแล้วถ่ายเทให้แก่ตัวอย่างที่ต้องการสกัดโดยตรง จึงทำให้เกิดความร้อนยิ่งยวดภายในและส่งผลให้โครงสร้างของเซลล์เสียหายจนทำให้อัตราการแพร่สูงขึ้น และเกิดการปลดปล่อยสารสำคัญไปสู่ตัวทำละลายได้ดีขึ้น – การสกัดด้วยของเหลวที่มีความดันสูง (Pressurized Liquid Extraction; PLE) หรือการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายในสภาวะเร่ง (Accelerated Solvent Extraction; ASE) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ตัวทำละลายอยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิและความดันสูงซึ่งต้องมากกว่าจุดเดือดของตัวทำละลาย และเพื่อให้ตัวทำละลายอยู่ในสถานะของเหลว รวมถึงความดันของระบบการสกัดจะต้องมีค่าสูงขึ้นตามไปด้วย โดยสภาวะความดันสูงจะทำให้ตัวทำละลายอินทรีย์อยู่ใกล้กับพื้นที่ supercritical regions of the phase diagram จึงส่งผลให้ตัวทำละลายสามารถแทรกซึมเข้าสู่เมทริกซ์ตัวอย่างได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการถ่ายเทมวล รวมถึงลดระยะเวลาในการสกัดและการใช้ตัวทำละลาย – […]
Beyond Booze: A New Era for Alcoholic Beverages
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยุคใหม่: ทางเลือกเพื่อการดื่มอย่างสร้างสรรค์ เทรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดจาก Statista Market Insights ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคมักจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่บ้านมากกว่าการออกไปดื่มสังสรรค์ตามสถานที่ต่างๆ โดยประเทศจีนถือเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่งของโลกที่มีรายได้จากการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงที่สุด และยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายงานการเติบโตของตลาดแอลกอฮอล์ทั่วโลกในปี พ.ศ. 2568 ยังระบุว่า ประเทศอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม โดยประเทศอินเดียกำลังจะก้าวไปสู่ผู้นำในการเติบโตด้านปริมาณการจำหน่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นและความต้องการผลิตภัณฑ์พรีเมียม ทั้งสก็อตช์วิสกี้และวิสกี้จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ตลาดจีนนั้นมีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ แต่ความต้องการเครื่องดื่มประเภทบรั่นดีและมอลต์สก็อตช์กลับลดลง ส่วนตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและคาดว่าจะมีการเติบโตของเครื่องดื่มประเภทเตกิลา (tequila) และผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว รสนิยมการดื่มของผู้บริโภคยังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องคิดค้นนวัตกรรมและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามอง ได้แก่ – เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคเลือกที่จะลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ลงหรือไม่ดื่มเลย – การใช้ส่วนผสมที่ให้กลิ่นรสแปลกใหม่และส่วนผสมจากการหมักในเครื่องดื่มประเภทค็อกเทลเพิ่มขึ้น – ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น โดยเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หันมาผลิตเครื่องดื่มยอดนิยมในรูปแบบปราศจากแอลกอฮอล์ – การเพิ่มขึ้นของเครื่องดื่มค็อกเทลแบบกระป๋อง เนื่องจากความสะดวกและมีให้เลือกหลายรสชาติ – การเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค -การผสมกัญชาเข้ากับเครื่องดื่มเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้พลังงานต่ำและไม่ทำให้เกิดอาการเมาค้าง By: Editorial Team Food Focus Thailand […]
Solutions to Enhance Accuracy in the Weighing Process
โซลูชันเพื่อความแม่นยำในกระบวนการชั่งน้ำหนัก กระบวนการชั่งน้ำหนัก เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการและกฎระเบียบต่างๆ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระบบจากเดิมที่มีการใช้กระดาษสู่การทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดข้อผิดพลาดจากการจัดทำเอกสารและช่วยปรับกระบวนการผลิตให้มีความเหมาะสม กระบวนการชั่งน้ำหนักจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการจัดการข้อมูล ได้แก่ 1) การสร้างและการถ่ายโอนสูตร หรือขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตาม 2) การชั่งน้ำหนัก 3) การถ่ายโอนข้อมูลเพื่อบันทึกน้ำหนักในแบตช์การผลิตนั้น 4) การถ่ายโอนข้อมูลไปยังระบบ MES (Manufacturing Execution System) เพื่อวิเคราะห์และจัดเก็บข้อมูลต่อไป ทั้งนี้ ผู้ผลิตสามารถเพิ่มความแม่นยำและความสะดวกในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกระบวนการชั่งน้ำหนักด้วย 3 โซลูชัน ดังต่อไปนี้ 1. การใช้เครื่องพิมพ์เอกสารในกระบวนการชั่งน้ำหนัก การนำเครื่องพิมพ์เอกสารมาใช้ถือเป็นหนึ่งในวิธีเบื้องต้นที่จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดทำเอกสารและจัดเก็บข้อมูล อีกทั้งยังช่วยลดข้อผิดพลาดในการจดบันทึกอีกด้วย โดยเก็บบันทึกค่าน้ำหนัก จากนั้นพิมพ์ผลลัพธ์ที่ได้เพื่อนำมาจดบันทึกในรายงานแบบแมนนวล ซึ่งจะถูกตรวจสอบอีกครั้งโดยบุคคลที่ 2 ตามหลัก 4 ตา (4 Eyes Principle) และข้อมูลอาจถูกบันทึกลงในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning System) ด้วยระบบแมนนวลเช่นกัน 2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากต้องการลดขั้นตอนและข้อผิดพลาดจากการจดบันทึกแบบแมนนวล เครื่องชั่งน้ำหนักจำเป็นจะต้องรองรับการเชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลในทิศทางเดียวผ่านโปรแกรม ซึ่งระบบจะนำส่งข้อมูลในรูปแบบโปรโตคอลข้อความ 3. […]
Health Benefits of Fermented Foods on Brain and Cognitive Function
ประโยชน์ของอาหารหมักต่อสุขภาวะทางสมองและการรับรู้ “ลำไส้” มีฉายาว่าเป็น “สมองที่ 2” ของมนุษย์ เนื่องจากลำไส้สามารถทำงานและตัดสินใจได้อย่างอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องให้สมองสั่งการจากระบบประสาท อีกทั้งยังสามารถสร้างสารเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสุขภาพจิต ความเครียด และการควบคุมอารมณ์ ลำไส้เชื่อมสมอง (Gut-brain Axis) คือ การสื่อสารกันแบบสองทิศทางระหว่างระบบประสาทลำไส้ (Enteric nervous system) และระบบประสาทส่วนกลางของสมอง (Central nervous system) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงศูนย์กลางด้านอารมณ์และการรับรู้ของสมองเข้ากับการทำงานของลำไส้ส่วนปลาย จากความก้าวหน้าด้านการวิจัยแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์ในลำไส้นั้นมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ของการทำงานดังกล่าว จึงส่งผลต่อการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ รวมถึงความเครียด โดยตัวอย่างอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ ได้แก่ อาหารหมักและน้ำส้มสายชูหมัก อาหารหมัก: สุดยอดอาหารที่ดีต่อสุขภาพสมอง อาหารหมักล้วนอุดมไปด้วยโพรไบโอติกส์ ซึ่งมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และสามารถผลิตกรดไขมันสายสั้นที่ส่งเสริมสุขภาพตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมอง (Blood-brain barrier) และปกป้องระบบประสาท นอกจากนี้ กรดไขมันสายสั้นยังมีอิทธิพลต่อการผลิตสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมอารมณ์ได้ ตัวอย่างของอาหารหมัก ได้แก่ โยเกิร์ต […]
Innovative Enzyme Technology for Trehalose Production from Maltose
บทบาทและอนาคตของทรีฮาโลสในอุตสาหกรรมอาหาร ทรีฮาโลสนั้นมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างยาวนาน โดยเป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) ที่ได้ผ่านการรับรองว่ามีความปลอดภัย (Generally Recognized as Safe; GRAS) จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration; FDA) รวมถึงองค์การอาหารและยาของประเทศไทย โดยทรีฮาโลสเป็นสารที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้น เพิ่มความคงทน และช่วยรักษาเนื้อสัมผัสและรสชาติของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปแช่แข็ง แช่เย็น และผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง เช่น ไอศกรีม ผลไม้แช่แข็ง และผัก โดยทรีฮาโลสมีประสิทธิภาพในการรักษาเสถียรภาพของโปรตีนและเยื่อหุ้มเซลล์ระหว่างการแช่แข็งและละลายน้ำแข็ง ช่วยป้องกันการก่อตัวของผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถทำลายโครงสร้างของอาหารได้ และด้วยคุณสมบัติของทรีฮาโลสที่เป็นน้ำตาล non-reducing ซึ่งให้หากมีเติมทรีฮาโลสแล้วสีของอาหารจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสีน้ำตาลเมื่อโดนความร้อน จึงทำให้ลักษณะทางกายภาพของอาหารไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการแปรรูป นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์ขนมอบหรือเบเกอรี การเติมทรีฮาโลสจะช่วยรักษาความชื้น จึงทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น และช่วยให้อายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ยาวนานขึ้นอีกด้วย อีกทั้งทรีฮาโลสยังทำหน้าที่เป็นสารให้ความหวาน มีความสามารถในการป้องกันกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์ อันเกิดจากกระบวนการ degradation ของแป้ง ไขมัน และโปรตีน ที่เกิดจากกระบวนการให้ความร้อน ความเย็น หรือปฏิกิริยาออกซิเดชันอีกด้วย อีกทั้งทรีฮาโลสยังมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งหมายความว่าจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จึงสามารถประยุกต์ใช้ในอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม By: Verawat Champreda, […]
Non-alcohol Beverage: Market Growth and Future Opportunities
เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์: สถานการณ์การเติบโตและแนวโน้มตลาดในอนาคต แนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทั้งในและต่างประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 1.5-2.5 ต่อปี ส่งผลให้บริษัทผลิตเครื่องดื่มหลายรายเริ่มหันมาเพิ่มไลน์การผลิตเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์และออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการตลาดและขยายฐานลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มเชิงสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้ ชาพร้อมดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มจากพืช ซึ่งเครื่องดื่มกลุ่มนี้ไม่เพียงตอบสนองต่อความต้องการด้านรสชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการใส่ใจสุขภาพและวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันอีกด้วย สถานการณ์ของเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งหมดของประเทศไทยอยู่ที่ 12,112.2 ล้านลิตร ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 14,363.3 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยในปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์คิดเป็น 9,334.6 ล้านลิตร หรือมูลค่า 5,703.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด ซึ่งมียอดจำหน่ายรวมกัน 5,008.8 ล้านลิตร (ร้อยละ 53.7) รองลงมาเป็นน้ำอัดลมและโซดา (ร้อยละ 31.1) ชาพร้อมดื่ม (ร้อยละ 4.3) น้ำผลไม้ (ร้อยละ 3.5) เครื่องดื่มชูกำลัง (ร้อยละ 3.2) และเครื่องดื่มอื่นๆ (ร้อยละ 4.2) ตามลำดับ […]
Evaluate Product Quality and Process Efficiency of Meat Extract with Enzyme
ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพกระบวนผลิตสารสกัดจากเนื้อสัตว์ด้วยเอนไซม์ เอนไซม์โปรติเอส: กุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มคุณภาพให้กับสารสกัดจากเนื้อสัตว์ การย่อยด้วยเอนไซม์ (Enzymatic hydrolysis) ชนิดโปรติเอส (Protease) ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างเเพร่หลายในกระบวนผลิตสารสกัดจากเนื้อสัตว์ โดยโปรติเอสชนิดพิเศษที่ประกอบด้วย เอ็กโซโปรติเอส (Exoprotease) และเอ็นโดโปรติเอส (Endoprotease) จะทำให้ได้สารสกัดจากเนื้อสัตว์ที่มีรสอูมามิ รสเค็ม และมีรสขมต่ำ ทั้งนี้การย่อยโปรตีนด้วยโปรติเอสจะช่วยผลิตกรดอะมิโนอิสระและโอลิโกเปปไทด์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำมากขึ้น ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับรสอูมามิ นอกจากนี้กรดอะมิโนอิสระและโอลิโกเปปไทด์ที่ได้นั้นยังนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นของรสชาติเนื้อสัตวที่น่ารับประทานและเข้นข้นเมื่อผ่านปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) อีกทั้งยังมีอะดีโนซีนโมโนฟอสเฟต (Adenosine Monophosphate; AMP) กัวโนซีนโมโนฟอสเฟต (Guanosine Monophosphate; GMP) และอิโนซีนโมโนฟอสเฟต (Inosine Monophosphate; IMP) ซึ่งเป็นนิวคลีโอไทด์ที่ให้รสชาติหลักในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และช่วยทำให้เนื้อสัตว์มีรสชาติอูมามิ จากรายงาน พบว่าการใช้โปรติเอสในกระบวนการสกัดช่วยเพิ่มปริมาณนิวคลีโอไทด์ทั้งหมดและทำให้สารสกัดมีรสชาติที่ดีขึ้น นอกจากนั้นการผสมผสานระหว่างโปรติเอสและกลูตามิเนส (Glutaminase) ยังสามารถเพิ่มรสอูมามิได้อีกด้วย เนื่องจากโปรติเอสบางชนิดสามารถสร้างกลูตามีน (Glutamine) ได้มากขึ้น กลูตามิเนสจึงสามารถเปลี่ยนกลูตามีนเป็นกรดกลูตามิก (Glutamic acid) ได้ ส่งผลให้สารสกัดจากเนื้อสัตว์มีรสชาติอูมามิที่เข้นข้น ดังนั้นการย่อยด้วยเอนไซม์จึงสามารถสร้างรสชาติที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเอนไซม์ที่ใช้ ความจำเพาะนี้จึงช่วยให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ นอกจากเอนไซม์จะช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการของสารสกัดจากเนื้อสัตว์แล้ว ยังช่วยลดปริมาณเกลือที่ใช้ในอาหารแปรรูปได้อีกด้วย ดังนั้นเอนไซม์จึงช่วยลดการสูญเสียและลดต้นทุนของวัตถุดิบได้ นอกจากนี้ เอนไซม์ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถใช้เนื้อ […]
Guidelines for Raw Material Preparation and Starch Production Process in the Food Industry
แนวทางการเตรียมวัตถุดิบและกระบวนการผลิตแป้งสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร แป้งถือเป็นวัตถุดิบที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลายประเภทและยังใช้เป็นส่วนผสมสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารได้อีกด้วย โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตแป้งต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์ ซึ่งวัตถุดิบแต่ละชนิดมีวิธีการเตรียมที่แตกต่างกันออกไป สำหรับประเทศไทยนั้น พืชที่นิยมใช้ในการผลิตแป้ง คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด การเตรียมแป้งมันสำปะหลัง หลังจากเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังเรียบร้อยแล้ว ควรจะนำไปแปรรูปทันทีภายในเวลา 24 ชั่วโมง เนื่องจาก การปล่อยไว้เป็นเวลานานจะทำให้ปริมาณแป้งที่ได้น้อยลงและมีปริมาณจุลินทรีย์สูงขึ้น เมื่อมันสำปะหลังมาถึงโรงงานแปรรูปจะต้องดำเนินการตรวจหาปริมาณแป้งด้วยวิธีการต่างๆ ขึ้นอยู่กับโรงงาน โดยวิธีการตรวจวิเคราะห์ที่นิยมใช้ คือการใช้เครื่องวิเคราะห์ความถ่วงจำเพาะด้วยเครื่องชั่งแบบคาน (beam balance) หรือที่เรียกว่า Rieman balance และเปรียบเทียบข้อมูลจากการวิเคราะห์กับกราฟมาตรฐานที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ด้วยเอนไซม์ (AACC enzymatic method) จากนั้นหัวมันสำปะหลังจะถูกส่งเข้าไปในฮอปเปอร์เพื่อรอล้างดินและเศษไม้ขนาดเล็กที่ติดมาจากการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่อง rotating slotted drum หลังจากทำความสะอาดเบื้องต้นแล้ว มันสำปะหลังจะเคลื่อนที่ไปยังเครื่องล้างพายที่ใช้น้ำล้างแบบระบบเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยเศษหินที่ปะปนมาจะจมอยู่ในส่วนต้นของเครื่อง ในขณะที่หัวมันสำปะหลังจะลอยขึ้นด้วยแรงลอยตัว ต่อมาจะเป็น การแยกเปลือกออก จากนั้นจึงใช้มีดสับให้เป็นชิ้นขนาดเล็กประมาณ 1-2 เซนติเมตร ก่อนจะส่งไปโม่บดในเครื่องโม่มันสำปะหลัง (rasper/saw-tooth rasper) การเตรียมแป้งข้าวโพด […]
Role of Data Intelligence in Aseptic Packaging Production
บทบาทของระบบอัจฉริยะในกระบวนการบรรจุแบบปลอดเชื้อ ความปลอดภัยในอาหารถือเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา พบว่าบริษัทค้าปลีกร้อยละ 60 มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ และกว่าร้อยละ 80 มองว่าความเสี่ยงทางการเงินเกิดจากการเรียกคืนผลิตภัณฑ์แทบทั้งสิ้นโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม หากเกิดข้อผิดพลาดของระบบการบรรจุแบบปลอดเชื้อขึ้นก็อาจนำไปสู่การปนเปื้อนในขั้นรุนแรงได้ รวมถึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านการเงินและความไว้วางใจของผู้บริโภคในอนาคต วิธีการติดตามและแก้ไขปัญหาแบบเดิมอาจไม่ได้เจาะลึกและตอบสนองข้อมูลเพื่อป้องกันการปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น บริษัทผู้นำด้านโซลูชันเทคโนโลยีการบรรจุ จึงนำเสนอโซลูชันใหม่ ที่จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมคุณภาพด้วยระบบ Aseptic Intelligence (AI) เพื่อจัดการและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วยการผสานข้อมูลให้ครอบคลุมในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตแบบปลอดเชื้อ โดยที่ผู้ผลิตสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการระบบควบคุมคุณภาพได้อีกด้วย บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับสายการผลิต โซลูชันนี้เป็นระบบการตรวจสอบคุณภาพอัจฉริยะสำหรับกระบวนการบรรจุแบบปลอดเชื้อที่สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านอุปกรณ์มือถือ เดสก์ท็อป หรืออินเตอร์เฟซระหว่างพนักงานกับเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่ในไลน์การผลิตและห้องปฏิบัติการ โดยมีการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยการผลิตเข้ามาไว้ในระบบดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมในทุกส่วนงานที่สำคัญ เช่น แผนการสุ่มตัวอย่าง การจัดการห้องปฏิบัติการ การตรวจสอบย้อนกลับ การวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (HACCP) การรับรองการสอบเทียบ และสถานะคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จึงช่วยให้มองเห็นภาพรวมของการผลิตได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การรวมข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันยังช่วยให้สามารถติดตามจุดควบคุมวิกฤต (CCP) ได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงสามารถตรวจสอบแนวโน้มการผลิตและเข้าถึงข้อมูลค่า CCP ได้ตามที่ต้องการ จึงช่วยรักษาความปลอดภัยในกระบวนการผลิตและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการวางแผนงานในอนาคตได้อย่างแม่นยำ ประกันคุณภาพผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับและการปรับเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น กุญแจสำคัญในการทำงานที่มีประสิทธิภาพของโซลูชันนี้ คือ ความสามารถในการติดตามขวดได้ทุกขั้นตอน โดยแต่ละขวดจะถูกกำหนดรหัสจำเพาะที่มีการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายละเอียดของแม่พิมพ์ขวด (Preform) และฝาที่ใช้ สูตรผลิตภัณฑ์ พารามิเตอร์การผลิต และเหตุการณ์หรือสัญญาณเตือนที่สำคัญ นอกจากนี้ […]
SENSORS ENABLE SAFE PROCESSES FOR PERFECT FOOD
คุณภาพของอาหารและการผลิตด้วยสุขอนามัยที่ดีเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้บริโภค ทั้งนี้อุปกรณ์การผลิตจาก VEGA สามารถตอบโจทย์การผลิต ทั้งการวัดระดับและความดันได้อย่างง่ายดายด้วยมาตรฐานการรับรองด้านสุขอนามัยจาก FDA, ISPE GAMP, ASME-BPE, EHEDG และ 3-A Sanitary ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารและยา รวมถึงสามารถเชื่อมต่อการผลิตได้อย่างง่ายดาย รวดเร็วและยืดหยุ่น อีกทั้งยังมีความทนทานต่อการทำงานในทุกสภาวะ รวมถึงรองรับการทำความสะอาดแบบ CIP ท่านสามารถเลือกใช้งานอุปกรณ์เซนเซอร์ได้ตามความเหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้ – เซนเซอร์วัดระดับ ได้แก่ VEGAPULS 42, VEGAPULS 6X– เซนเซอร์วัดระดับแบบจำเพาะ ได้แก่ VEGASWING 61, VEGAPOINT– เซนเซอร์วัดแรงดัน เช่น VEGABAR 28 เพื่อวัดแรงดันแก๊ส ไอน้ำ และของเหลว– โซลูชันระบบดิจิทัลที่ง่ายต่อการตรวจสอบ โดยใช้งานผ่าน Bluetooth ที่สามารถเชื่อมต่อและตรวจสอบการทำงานผ่านมือถือได้ ผู้ประกอบการที่กำลังมองหาเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์ในด้านความแม่นยำ สุขอนามัย การใช้งานที่หลากหลาย และมีความคงทน ท่านสามารถร่วมค้นหาโซลูชันจากวีก้า อินสตรูเมนท์ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.vega.com หรือ E-mail: info.th@vega.com
Supplier Finder October 2024







