IFF Health to Enter Strategic Collaboration With BY-HEALTH

IFF Health, Shanghai, announces a strategic partnership for R&D of anti-aging ingredients with BY-HEALTH Co., a leading Chinese maker of dietary supplements and raw materials. This multinational, Asia-Pacific company was founded in 2002 and has adhered to a differentiated global quality strategy for a long time.

According to the World Health Organization, by 2050 the global population of people over the age of 60 will more than double to 2 billion. Economic stresses and increasingly better health and nutrition will combine to keep these seniors working and active. Moreover, the population of those living past 80 years is projected to nearly triple to almost half a billion. Yet the biology of aging minds and bodies can’t be denied.

While the senior population continues to grow and consumers are living longer, 57% of global consumers expect to be fit and healthy in old age, according to Euromonitor. To keep the healthy but aging balance required, it is paramount to focus on developing ingredients and technologies that truly support this rapidly expanding demographic.

Together, IFF Health and BY-HEALTH are researching the production and international development of true, science-based anti-aging ingredient formulations. The formulations will have special focus on fighting cellular oxidative stress, support of intracellular health such as of the mitochondria, and telomerase research. Telomeres are the repetitive nucleotide sequences that cap chromosomes and protect them from deterioration or from fusing with neighboring chromosomes and preventing healthy cell replication and turnover. They have been identified as being key factors in the process of aging.

“Our purpose at IFF Health demands more than just being a healthy ingredients company,” says Raimund Hoenes, PhD, General Manager IFF Health. “This requires a committed partner to put uncommon sense to work in order to reinvent and refocus our industry. But more than giving consumers new products to support their healthy lifestyle, it’s also about how we deliver that capacity. BY-HEALTH’s focus on innovative research and development matches our commitment to quality, safety, science, and innovation. We’re honored to partner with BY-HEALTH and look forward to a fruitful collaboration.”

As a collaborative effort committed to, and driven by, scientific research, the IFF Health and BY-HEALTH teams will investigate ingredient synergies that will not only be marked by high efficacy but superior applicability to better-for-you food and beverage applications.

BY-HEALTH is known for establishing the first fully “transparent” manufacturing facility in the Chinese health food industry, and one of the most advanced production bases worldwide for vitamins and dietary supplements, exercising the strictest quality control. The factory is open to the public, its global raw materials are fully traceable, and the production process visible. The facility employs some 200 detection points of internal control to carry out production under standards that surpass national standards, all in order to ensure customer confidence and provide the highest quality products.

Plant-based Milk Trend in London: ชาวอังกฤษนิยมผลิตภัณฑ์นมจากพืชเพิ่มขึ้น

จากผลการสำรวจของ Mintel พบว่าผู้บริโภคชาวอังกฤษกำลังให้ความนิยมผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากพืชเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัลมอนต์ ข้าวโอ๊ต มะพร้าว และถั่ว จากการสำรวจในช่วง 3 เดือน (ธ.ค.-ก.พ. 2562) พบว่าร้อยละ 23 ของชาวอังกฤษนิยมบริโภคนมที่ผลิตจากพืช โดยเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี แม้ว่านมที่ผลิตจากพืชจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนทั้งปริมาณและมูลค่าไม่มากนัก คือคิดเป็นเพียงร้อยละ 4 และร้อยละ 8 ของนมทั้งหมดในปี 2561 เนื่องจากการนำผลิตภัณฑ์นมจากพืชมาใช้ปรุงอาหารและเครื่องดื่มร้อนยังมีข้อจำกัด โดยมีเพียงร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์นมจากพืชเท่านั้นที่ถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เมื่อเทียบกับร้อยละ 42 ของผลิตภัณฑ์นมวัว สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มร้อน พบว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์นมจากพืชทำเครื่องดื่มร้อนคิดเป็นร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับผู้ใช้นมวัวในการทำเครื่องดื่มร้อนซึ่งมีร้อยละ 82 อย่างไรก็ตาม ชาวอังกฤษร้อยละ 21 เชื่อว่านมที่ผลิตจากถั่วช่วยเพิ่มรสชาติให้เครื่องดื่มมากกว่านมวัว ทั้งนี้ ตลาดผลิตภัณฑ์นมจากพืชยังมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้น โดยร้อยละ 65 ของผู้ใช้นมจากพืชยินดีที่จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นมจากพืชเพื่อเป็นทางเลือกในการปรุงอาหาร

Photo: valeria_aksakova 

นอกจากนี้ การวิจัยของ Mintel ยังพบว่า ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์นมได้ให้ความสำคัญกับจริยธรรมและสิ่งแวดล้อมในการผลิต โดยร้อยละ 33 ของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์นมในการประกอบอาหารและเครื่องดื่มมีความสนใจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของสินค้าว่ามีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิลหรือไม่ ในขณะที่ร้อยละ 27 ของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์นมให้ความสนใจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจฟาร์มนมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 15 ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของสัตว์

Emma Clifford ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ทางเลือกการบริโภคผลิตภัณฑ์นมจากพืชได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การครองตลาดหลัก โดยการเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อสุขภาพ จริยธรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีรสนิยมการบริโภคที่ชื่นชอบความหลากหลาย นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงไปสู่กระแสการบริโภคสินค้าที่ผลิตจากพืชซึ่งมีราคาที่สูงนั้น จะมีส่วนช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตลาดในภาพรวม ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีความสนใจที่จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นมจากพืชที่นำมาใช้/ปรุงอาหารให้เหมาะกับการบริโภคในโอกาสต่างๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้ผลิตภัณฑ์นมจากพืชมากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน เปิดเผยว่า จากกระแสรักสุขภาพและมีความชื่นชอบในการบริโภคสินค้าเครื่องดื่มที่มีนวัตกรรมและความหลากหลาย ทำให้ชาวอังกฤษหันมานิยมผลิตภัณฑ์นมจากพืชทดแทนผลิตภัณฑ์นมจากสัตว์มากขึ้น ได้แก่ อัลมอนต์ ข้าวโอ๊ต มะพร้าว และถั่ว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะครองตลาดหลักในอนาคต ในขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าว มะพร้าว จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะขยายการส่งออกสินค้าดังกล่าวมายังตลาดสหราชอาณาจักรได้มากขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากพืชมายังตลาดสหราชอาณาจักร ควรศึกษาและพัฒนาสินค้าให้มีนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า รวมถึงการผลิตและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมทางการค้า ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร

————————————————————————————————————————————–

ที่มา:

Mintel.com

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน

กว่างซีฯ ชูไทย หุ้นส่วนยุทธศาสตร์: เชื่อมโยงเส้นทางการค้า การลงทุน ร่วมส่งเสริมสินค้าเกษตร

จากการมาเยือนไทยของ นายฉิน ลู่เพ่ย รองประธานเขตกว่างซีฯ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยกับกว่างซีฯ 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งมีผลต่อการเชื่อมโยงเส้นทางการค้า การลงทุน และการร่วมส่งเสริมสินค้าเกษตร

ความเป็นหุ้นส่วนเชื่อมโยงการค้าการลงทุน นายฉิน ลู่เพ่ยเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนได้กำหนดเส้นทางท่าเรือชินโจวให้เป็นข้อต่อยุทธศาสตร์เชื่อมการขนส่งสินค้าเข้าสู่จีนตะวันตก โดยมีเส้นทางรถไฟ จากชายฝั่งตะวันออกไปยังจีนตอนใน ซึ่งเส้นทางนี้จะมีไทยเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์เชื่อมจีน-อาเซียน ทั้งทางบก-ผ่านด่านเมืองผิงเสียง และทางทะเล จากท่าเรือแหลมฉบังสู่ท่าเรือชินโจว การเชื่อมโยงนี้จะทำให้เกิดความสะดวกในการขนส่งสินค้า และเกิดการร่วมลงทุนระหว่างกัน พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอให้จีนช่วยดูแลและคุ้มครองนักธุรกิจไทยในกว่างซีฯ รวมทั้งส่งเสริมนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าปัจจุบันจีนมีการปรับปรุงนโยบายด้านการลงทุนให้สอดคล้องกับต่างประเทศและมีความต่อเนื่อง รัฐบาลกว่างซีฯ ยินดีให้การคุ้มครองนักลงทุนไทยและให้การสนับสนุนให้นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยทั้งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ตามข้อเสนอของฝ่ายไทย

หนึ่งในความเป็นหุ้นส่วนเชื่อมโยงการค้า การลงทุน ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่ ความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร ซึ่งไทยได้เสนอความร่วมมือในสินค้าผลไม้และรังนก โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีกำหนดจัดเทศกาลผลไม้ไทยทั่วจีน และใช้นครหนานหนิงเป็นเมืองตั้งต้นของการจัดงานในช่วงเดือนเมษายน 2563 ก่อนดำเนินการในเมืองต่างๆ อีก 9 เมือง หลังจากที่ได้เคยจัดงานไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนตุลาคมที่นครหนานหนิง และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ทั้งนี้ รัฐบาลกว่างซีแจ้งว่า ยินดีสนับสนุน และเข้าร่วมพิธีเปิดงานในวันที่ 25 เมษายน 2563 พร้อมช่วยประชาสัมพันธ์การจัดงานดังกล่าว อีกทั้ง ยินดีให้ไทยเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดำเนินการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยเฉพาะรังนกไทย

สำหรับการเดินทางครั้งนี้  รองประธานเขตกว่างซีฯ ยังมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความร่วมมือด้านการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศกับไทย ซึ่งรัฐบาลจีนได้กำหนดให้ปีหน้าเป็นปีเศรษฐกิจดิจิตอลจีน-อาเซียน และเห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายทั้งสองด้านของจีน และยังได้ดำเนินโครงการ Topthai flagship store ซึ่งเป็นการนำสินค้าไทยพรีเมียมไปจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ของจีน

Italian Cuisine Week ครั้งที่ 4: การศึกษาด้านอาหาร…รสชาติแห่งวัฒนธรรม”

สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน หน่วยงานรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจของบริษัทสัญชาติอิตาเลียนในต่างประเทศและส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในประเทศอิตาลี จัดงาน “Italian Cuisine Week ครั้งที่ 4” ในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Food Education: A Taste of Culture การศึกษาด้านอาหาร…รสชาติแห่งวัฒนธรรม”

ในโอกาสนี้ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนได้เผยแพร่หนังสือ “Italian Cuisine in Thailand: Discovering Italy in 20 Regions” คู่มือเพื่อการค้นหาอาหารอิตาเลียนชั้นเลิศในประเทศไทย โดยสำนักงานฯ ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อส่งเสริมการจัดงานสัปดาห์อาหารครั้งนี้โดยเฉพาะ

ในค่ำคืนแห่ง “ออสปิตาลิตา อิลาเลียนา (Ospitalita’ Italiana)” ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ บริษัทสัญชาติอิตาเลียน 7 แห่งได้จัดแสดงและนำเสนอรสชาติอาหารแนวใหม่แก่บรรดาผู้เข้าร่วมงานที่บริเวณโต๊ะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ อาทิ เมนูเนื้อตัดเย็น (โคลด์คัต) อาหารแป้งแบบปลอดกลูเตน ผักดอง กรานาเสิร์ฟกับทรัฟเฟิล ไวน์ต่าง ๆ เครื่องดื่มสปิริต (อมาโร) ซึ่งนำเสนอโดย สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารและไวน์แนวใหม่เหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบโดยเชฟจากร้านอาหารซึ่งใช้รังสรรค์เมนูพิเศษเพื่อผู้เข้าร่วมงานนี้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีโซนการจัดแสดงสินค้าจากบริษัทสัญชาติอิตาเลียนที่ตกแต่งอย่างสวยงามและการลิ้มลองอาหารรสเลิศมากมาย ในโอกาสนี้ หอการค้าไทย-อิตาเลี่ยน ก็ได้จัดพิธีมอบรางวัล Awarding Ceremony at Ospitalita’ Italiana เพื่อยกย่องร้านอาหารอิตาเลียนชั้นเยี่ยม 20 แห่งในประเทศไทย ซึ่งผ่านการคัดเลือกตามมาตรฐานที่เคร่งครัดที่กำหนดโดยสถาบันวิจัยด้านการท่องเที่ยวอิตาเลียน (Italian Institute for Research in Tourism: INSART) โดยได้มีการกำหนดมาตรฐานอันเข้มงวดทั้ง 10 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์และความโดดเด่นในแบบอิตาเลียน (Identity and Italian Distinctiveness) การรับรองแขก (Reception) การจัดวางที่เหมาะสม (Mise en place) ครัว (Kitchen) รายการอาหาร (Menu) การนำเสนออาหาร (Gourmet offer) รายการไวน์ (Wine list) การใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (Extra Virgin Olive Oil) ประสบการณ์และคุณสมบัติ (Experience and competence) และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการคุ้มครองถิ่นกำเนิดและการคุ้มครองแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PDO and PGI products)

มร.จูเซปเป ลามัคเคีย ผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน กรุงเทพฯ กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้จัดเทศกาลในครั้งนี้ซึ่งเราหวังว่าจะสามารถเผยแพร่ความเป็นอิตาลีให้เป็นที่รู้จักในเมืองไทย ทั้งในด้านเมนูอาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม และแนวทางการปรุงอาหาร งานครั้งนี้จะนำเสนอเมนูอาหารจากอิตาลีมากมาย รวมถึงไวน์ชั้นเยี่ยมแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน”

Italian Festival Thailand 2019 ถือเป็นเทศกาลระยะยาว โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนได้เฉลิมฉลองความเป็น “อิตาลี” ผ่านการจัดอีเว้นท์หลายรูปแบบ สำหรับงานสัปดาห์อาหารครั้งนี้สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับตราสินค้าชั้นนำสัญชาติอิตาเลียนและร้านอาหารชั้นเลิศมากกว่า 20 รายในประเทศไทย เพื่อให้งาน “Italian Cuisine Week ครั้งที่ 14” นำเสนอเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารอิตาเลียนให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมากยิ่งขึ้น

Top Trends Driving the Meat Industry in 2020 – Ep. 3 Sustainability

ความต้องการของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยซึ่งส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารในหลายๆ ด้าน ที่ผ่านมาในต่างประเทศให้การยอมรับและมีความต้องการมากขึ้นที่จะทราบข้อมูลที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์พร้อมปรุง เวลาเราไปซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตในกลุ่มสินค้าแบบเดียวกัน หากสินค้าแบรนด์ใดที่ให้ข้อมูลที่มาที่ไปกับผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคก็รู้สึกยินดีที่จะซื้อสินค้านั้นมากกว่าแบรนด์อื่น ในอีกทางหนึ่งเทรนด์สุขภาพและคลีนลาเบลก็ยังคงเป็นเทรนด์ฮิตที่ฝังลึกลงไปในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคมากขึ้นด้วยเช่นกัน

แม้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปจะเผชิญกับความท้าทายมากมายจากความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ความท้าทายสำคัญที่กำลังมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการอุตสาหกรรมอาหารขณะนี้นั่นก็คือ เทรนด์ด้านความยั่งยืนที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลเทรนด์สำคัญเรื่องความยั่งยืนของอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ในงานสัมมนา Food Focus Thailand Roadmap 49: Meat & Poultry Edition 2019 # Trend & Ideation ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

ต้องยอมรับว่าเรื่อง Sustainability หรือความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปนั้นเกี่ยวเนื่องถึงผลิตภัณฑ์ Plant-based meat หรือผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบจากพืช เนื่องจากทุกวันนี้กระแส Plant-based meat ยิ่งใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์นี้ยังต้องอาศัยการบูรณาการจากหลายๆ ฝ่ายด้วย

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์แบ่งเป็น

Animal cell culture คือ การเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื้อสัตว์ในห้องปฏิบัติการ

Non-animal cell culture คือ การเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ไม่ได้ใช้เนื้อเยื่อสัตว์ เช่น การนำโปรตีนจากเชื้อราหรือแบคทีเรียมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ

Recombinant protein คือ การเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอนไซม์ทางเทคโนโลยีชีวภาพมาสร้างเนื้อเยื่อเพื่อให้เกิดเนื้อเยื่อคล้ายเนื้อเยื่อสัตว์

Alternative protein ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ นั่นก็คือ Plant-based meat คือการใช้โปรตีนจากพืชมาทำให้เหมือนเนื้อสัตว์ จะเห็นว่าแบรนด์ผู้นำในตอนนี้อย่าง Beyond Meat ก็นำโปรตีนจากพืชมาทำผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์ได้หลากหลาย

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ให้ประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงการเลือกใช้โปรตีนทดแทน โดยเฉพาะโปรตีนพืชซึ่งมีมากมายหลายชนิด มีการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเปิดเผยว่า หากคุณจะต้องเลือกแห่งโปรตีนจากพืชเพื่อมาทดแทนจากสัตว์มันก็พอมีไกด์ไลน์อยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้วนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งถ้าเราเปรียบเทียบโปรตีนสัตว์กับโปรตีนพืช เช่น โปรตีนถั่วเหลือง กับเวย์โปรตีนจากนม โปรตีนจากพืชส่วนใหญ่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนและมักจะเชื่อมต่ออยู่กับสารอื่นๆ เช่น ไขมัน ดังนั้น การสกัดโปรตีนพืชออกมาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และการใช้ Solvent ในการสกัดมากเกินไปก็อาจส่งผลให้โปรตีนเกิดการเสียสภาพและสูญเสียคุณสมบัติไป นอกจากนี้ ถ้าเปรียบเทียบโปรตีนสัตว์กับโปรตีนพืชพบว่า โปรตีนพืชมักจะมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ที่แย่กว่าโปรตีนจากสัตว์ เช่น ละลายได้น้อยกว่า เกิดอิมัลชันได้น้อยกว่า เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของการผลิตผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์

อย่างไรก็ตาม หากคุณจะต้องหาแหล่งของโปรตีนใหม่ที่ยั่งยืน ควรจะเลือกโครงสร้างของโปรตีนให้คล้ายๆ กันกับโครงสร้างของโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อทำให้คุณสมบัติเชิงหน้าที่ไม่ต่างกันมากนัก

ยกตัวอย่าง Beyond Meat ทำจากโปรตีนจากถั่ว (Pea) ในขณะที่ Impossible Burger นั้นทำมาจากโปรตีนถั่วเหลือง (Soy) จากการสำรวจและเปรียบเทียบความชอบของผู้บริโภคนั้นพบว่า Beyond Meat ได้รับการตอบรับที่ดีกว่า จากการวิเคราะห์อินกรีเดียนท์พบว่าในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์มีฮีโมโกลบินซึ่งเมื่อมีการย่างจะทำให้เนื้อสัตว์มีความชุ่มของเนื้อ โดยผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ของ Impossible Burger นั้นพบว่ามีโปรตีนชนิดหนึ่งในรากถั่ว ชื่อว่า Soy Leghemoglobin ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไมโอโกลบินในเนื้อสัตว์ เมื่อผู้ผลิตนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทำให้ผลิตภัณฑ์มีลักษณะปรากฏที่ดี

อย่างไรก็ตาม ในการผลิตโปรตีนจากพืชเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์นั้นต้องใช้อินกรีเดียนท์มากมายจึงเหมือนกับว่าการผลิตอาหารที่เติมแต่งส่วนผสมจำนวนมาก ซึ่งในทางปฏิบัติการผลิตอาหารใดก็ตามควรตั้งอยู่บนความสมดุลและความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

รวมพล 11 กุนซือวงการวิจัย เป็น “บอร์ดอำนวยการ สกสว.” เปิดประชุมนัดแรก เร่งเครื่องพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมประเทศ

ศาสตราจารย์ปิยะวัติ บุญ-หลง ประธานกรรมการคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ (สกสว.) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 สกสว. อาคาร เอส เอ็ม ทาวเวอร์ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานของ สกสว. ภายใต้พันธกิจที่ได้รับมอบหมาย หลังมีการปฏิรูประบบวิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นมา โดยรายนามคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประกอบด้วย 1.ศาสตราจารย์ปิยะวัติ บุญ-หลง ประธานกรรมการ 2.ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 3.ผู้อำนวยการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) 4.นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ 5.ศาสตราจารย์อมเรศ ภูมิรัตน 6.ศาสตราจารย์สมชาย วงศ์วิเศษ 7.ศาสตราจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ 8.ศาสตราจารย์อัญญา ขันธวิทย์ 9.รองศาสตราจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ 10.รองศาสตราจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร และ 11. ผู้อำนวยการ สกสว.

ศาสตราจารย์นายแพทย์ สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว. ได้อัปเดตสถานการณ์ความก้าวหน้าการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในการประชุมครั้งนี้ว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้อนุมัติให้มีหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ “พีเอ็มยู” (Program Management Unit; PMU) จำนวน 7 หน่วยงาน ประกอบไปด้วย 1) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 2) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) 3) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน (สวก.) 4) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) 5) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) 6) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ 7) หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ซึ่งทั้ง บพค. บพข. และ บพท. เป็น 3 หน่วยบริหารและจัดการทุนหน่วยใหม่ในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ มีมติให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดรับคำขอข้อเสนอโครงการวิจัยผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุน (พีเอ็มยู)

ส่วนทางด้านการจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. โดยผ่านกองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมชี้แจงงบประมาณ ซึ่งแบ่งออกเป็นโครงการวิจัย “แฟลกชิพ” หรือ โครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศ และโครงการปกติ โดยจะเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 นี้

ทั้งนี้ ตาม พรบ. สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ.2562 ได้ระบุว่าในการทำงานของ สกสว. จะต้องมีคณะกรรมการอำนวยการ สกสว. มาทำหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการของ สกสว. ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่วางไว้ จากการเปิดโผรายชื่อของ “บอร์ดอำนวยการ” ตามประกาศการแต่งตั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริหารและบุคลากรของ สกสว. เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า องค์กรได้รับเกียรติจากกุนซือผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาระบบวิจัยของประเทศ มาเป็นพลังสำคัญที่ทำให้การดำเนินการของ สกสว. ภายใต้บทบาทสำคัญครั้งใหม่ ดำเนินไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวทิ้งท้าย

 

Top Trends Driving the Meat Industry in 2020 – Ep. 2 Natural Meat

Natural… เทรนด์สำคัญลำดับต่อมา โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลด้าน Natural Meat หรือความเป็นธรรมชาติของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้อินกรีเดียนท์ธรรมชาติในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค…

มาดูกันว่าภาคอุตสาหกรรมจะมีแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามเทรนด์ธรรมชาตินี้ได้อย่างไรบ้าง…

Natural Meat หรือความเป็นธรรมชาติของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์นั้นหมายความว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปจะต้องไม่มีการเติมสารเคมี หรือสามารถบอกได้ว่าเป็นคลีนลาเบล ซึ่งพบว่าปัจจุบันสินค้ามักจะมีการกล่าวอ้างถึงคำที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ Natural เช่น …

  • No Additive
  • GMO-free
  • Hormone-free
  • Antibiotic-free
  • Allergen-free
  • Nitrite/nitrate-free
  • Phosphate-free

คำกล่าวอ้างเหล่านี้จะสื่อถึงความเป็นธรรมชาติของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ทั้งนี้ จากการสอบถามข้อมูลของผู้บริโภคในยุโรปและเลือกดูผลิตภัณฑ์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่า “No Additive” เป็นคำที่มีการกล่าวอ้างสำหรับสินค้าในกลุ่ม Natural มากที่สุด รองลงมาก็คือการสื่อตรงๆ ว่า “From Natural” ซึ่งพบประมาณ 17% อย่างไรก็ตาม ในแถบเอเชียรวมถึงไทยแม้จะมีสินค้าในกลุ่มนี้ไม่มากเท่าต่างประเทศแต่ก็ถือเป็นโอกาสทางการตลาดสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการพัฒนาสินค้าเพื่อเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาตินี้

เมื่อนึกถึง “Natural” เรามักนึกถึงอะไรก็ตามที่ไม่มีสารเคมี มาจากธรรมชาติจริงๆ ซึ่งถ้ามองถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ตั้งแต่จุดของการเลี้ยงสัตว์ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการไม่ใช้ฮอร์โมนเร่ง ไม่ใช้สารปฏิชีวนะ ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ แต่ถ้ามองในภาพรวมของกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป ทุกวันนี้มีสารเคมีสังเคราะห์ที่เราใช้และเราจะต้องใช้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นไปในรูปแบบที่เราต้องการ นั่นคือสารในกลุ่มไนไตรและฟอสเฟต ดังนั้น ถ้าเราต้องการผลิตสินค้าที่เป็นคลีนลาเบล หรือเป็นธรรมชาติ เราจำเป็นต้องหาสารผสมอาหารใดก็ตามที่มาทดแทนสารในกลุ่มดังกล่าวนี้

วัตถุประสงค์ของการใช้สารในกลุ่มฟอสเฟต

อินกรีเดียนท์สำคัญอย่างหนึ่งที่นิยมเติมในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปนั่นคือ ฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารเคมีที่เติมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่ม อุ้มน้ำ ในเนื้อสัตว์จะมีโปรตีนที่สำคัญ 2 ชนิด นั่นคือ Actin และ Myosin ถ้าสัตว์มีชีวิต สัตว์เคลื่อนที่อยู่ มีพลังงานอยู่ จะมีการหดตัวเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวทำให้โปรตีนทั้งสองชนิดจับกันเกิดเป็น Actomyosin และมีพลังงานเกิดขึ้นเพื่อที่จะยืดออกหรือคลายกล้ามเนื้อออก เป็นไปในลักษณะนี้เรื่อยๆ แต่พอเมื่อใดก็ตามที่สัตว์ถูกเชือดจะไม่มีพลังงานพอที่จะคลายการจับกันของ Actomyosin นี้ออก เราจึงต้องรอ โดยจะไม่นำสัตว์ที่เพิ่งเชือดเสร็จมาแปรรูปทันที

ในกระบวนการผลิตเมื่อมีการเติมฟอสเฟตลงไปในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ร่วมกับเกลือโซเดียมคลอไรด์ซึ่งมีประจุลบ เกลือจะเข้าไปที่กล้ามเนื้อและเกิดการผลักกันกับประจุลบของโปรตีนในกล้ามเนื้อทำให้เกิดเป็นช่องว่างของกล้ามเนื้อ ยิ่งช่องว่างใหญ่แสดงว่าในผลิตภัณฑ์สามารถมีน้ำเข้าไปได้มาก ในขณะที่ฟอสเฟตจะขัดขวางการสร้างพันธะของ Actin และ Myosin ส่งผลให้ช่องว่างในเซลล์กล้ามเนื้อของเนื้อสัตว์ขยายได้ใหญ่ขึ้น ดังนั้น การมีโซเดียมคลอไรด์กับฟอสเฟตอยู่ด้วยกันทำให้ปริมาณน้ำสามารถเข้าไปจับกับโปรตีนในกล้ามเนื้อของเนื้อสัตว์ได้ ผลิตภัณฑ์จึงสามารถอุ้มน้ำได้มาก

อินกรีเดียนท์ธรรมชาติที่มักใช้ทดแทน…ฟอสเฟต

หากต้องการใช้อินกรีเดียนท์ธรรมชาติเพื่อทดแทนฟอสเฟต สามารถใช้ Native starch หรือ Hydrocolloid ต่างๆ ในด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ฟอสเฟตนั้น ในระดับงานวิจัยพบว่าการใช้เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ หรือ High pressure จะทำให้ช่วยลดการใช้ฟอสเฟตในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ การใช้สารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเพื่อทดแทนฟอสเฟตนั้นมีโอกาสเกิด Gel pocket หรือลิ่มเจลในผลิตภัณฑ์ซึ่งจุดนี้จะไม่เป็นที่ต้องการในผลิตภัณฑ์

วัตถุประสงค์ของการใช้สารในกลุ่มไนไตร

1. ไนไตรมีคุณสมบัติเฉพาะที่จะไปยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งเป็นแบคทีเรียก่อโรคที่อันตรายมากที่สุด โดยเชื้อดังกล่าวสามารถผลิตสารพิษโบทูลินในสภาวะสุญญากาศได้ ซึ่งไนไตรมีความจำเพาะที่จะไปขัดขวางกระบวนการขนส่งสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดการเจริญเติบโต

2. ไนไตรมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีสีชมพูเมื่อผ่านกระบวนการให้ความร้อน การเกิดสีชมพูของผลิตภัณฑ์ที่เติมไนไตร หรือ Cured meat เกิดจากไนไตรที่เติมลงไปจะเปลี่ยนเป็นสารไนตริกออกไซด์ที่ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของไมโอโกลบินซึ่งเป็นรงควัตถุในเนื้อสัตว์เกิดเป็นไนตริกออกไซด์ไมโอโกลบิน มีสีแดงสด จากนั้นเมื่อนำเนื้อนี้ไปให้ความร้อน รงควัตถุจะถูกเปลี่ยนเป็นรงควัตถุไนโตรซิลฮีโมโครมซึ่งมีสีชมพูอ่อนตามที่เราเห็นในไส้กรอกหรือเบคอนทุกวันที้ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตหลายรายพยายามที่จะเติมสีธรรมชาติ หรือสีสังเคราะห์ อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบคือ สีที่เติมเข้าไปนั้นไม่สเถียร และหาสีที่จะเติมเพื่อทดแทนไนไตรได้ยาก เนื่องจากไนไตรมีความสเถียรสูงมากเมื่อผ่านกระบวนการแปรรูป…จึงเป็นความต้องการอย่างหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ยังมีการใช้สารไนไตรในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอยู่

3. ไนไตรเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากชนิดหนึ่ง สามารถช่วยป้องกันกลิ่นหืน ช่วยยืดอายุการเก็บได้ดี นอกจากนี้ ไนไตรยังให้กลิ่นเฉพาะ หรือ Curing flavor ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของสินค้ากลุ่มไส้กรอก แฮม และเบคอน โดยเกลิ่นเฉพาะนี้เกิดจากไนไตรทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมันต่างๆ ในเนื้อสัตว์ อย่างไรก็ตาม การเติมไนไตรมักเติมคู่กับ Reducing agent เช่น Ascorbic acid, Ascorbate, Erythorbic acid หรือ Erythorbate เป็นต้น Reducing agent เหล่านี้จะช่วยเร่งการเปลี่ยนโซเดียมไนไตรให้เป็นไนตริกออกไซด์ ซึ่งถ้าเราไม่มี Reducing agent จะเกิดการเปลี่ยนได้ช้ามาก จึงต้องเติมคู่กันเพื่อเร่งปฏิกิริยาสีชมพูของผลิตภัณฑ์ที่เติมไนไตร แต่สิ่งที่คนกังวลในทุกวันนี้ก็คือไนไตรสามารถทำปฏิกิริยากับหมู่เอมีนในโปรตีนของเนื้อสัตว์ เวลานำไปให้ความร้อนในกระบวนการผลิต เช่น การทอด ย่าง จะเกิดเป็นสารก่อมะเร็งที่ชื่อว่าไนโตรซามีน ซึ่งประเด็นนี้คือความกังวลของผู้บริโภค นอกจากนี้ไนไตรที่อยู่ในรูปอิสระหากเข้าไปในร่างกายจะสามารถเข้าไปที่กระเพราะอาหารและทำปฏิกิริยากับโปรตีนเกิดไนโตรซามีนในกระเพราะอาหารของเราได้ หรืออีกทางหนึ่งคือถ้าเรากินผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่มีไนโตรซามีนเข้าไป ไนโตรซามีนก็อาจจะเขาไปสะสมในกระเพาะอาหารของเราได้เช่นกัน ดังนั้น การใช้ไนไตรในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จึงเป็นความกังวลของผู้บริโภค

กฎหมายการเติมไนไตรเดิกำหนดว่าสามารถเติมได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่ถ้าคนที่อยู่ในวงการนี้จะรู้ว่า ณ วันนี้กฎหมายเปลี่ยนไปโดยไม่ได้กำหนดปริมาณไนไตรว่าต้องเติมเท่าใด แต่สิ่งที่กฎหมายกำหนดคือไนไตรที่เหลือในผลิตภัณฑ์ โดยกฎหมายฉบับล่าสุดที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เมื่อปี 2559 คือ ผลิตภัณฑ์กลุ่มเนื้อสัตว์ที่มีการเติมไนไตรนั้นจะต้องมีปริมาณไนไตรตกค้างในผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 80 ppm. …จะเห็นว่ากฎหมายไม่ได้บังคับที่เติมเท่าใด แต่กำหนดว่าไนไตรที่เหลือในผลิตภัณฑ์ต้องไม่เกินเท่าใด เนื่องจากไนไตรที่เติมเท่ากันไม่ได้จำเป็นว่าต้องเหลือตกค้างเท่ากัน…

อินกรีเดียนท์ธรรมชาติที่มักใช้ทดแทน…ไนไตร

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปให้เป็นกลุ่ม “Natural” นั่น ผู้ผลิตจะไม่มีการเติมไนไตรสังเคราะห์เข้าไป แต่จะใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดคื่นช่าย (Celery extract) ร่วมกับเหลือสมุทร (Sea salt) เนื่องจากอินกรีเดียนท์ทั้งสองชนิดนี้มีไนเตรทอยู่ ในทางการเกิดปฏิกิริยาไนเตรทจะถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีชมพูเมื่อผ่านกระบวนการให้ความร้อน

ในผักบางชนิด เช่น ผักโขม เซอลารี่ นั้นมีไนเตรทโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่การใช้สารธรรมชาติก็ยังต้องมีการเติมสารตัวช่วยเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาการเกิดไนไตร นั่นคือ เอนไซม์ไนเตรทรีดักเทส หรือเติมจุลินทรีย์เข้าไปช่วยให้เกิดปฏิกิริยาเพื่อให้ได้ไนไตรในการทำหน้าที่ให้เนื้อมีสีชมพู อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการผลิตแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติก็ยังต้องเติม Reducing agent โดยใช้ในรูปแบบของกรดจากผลไม้ เช่น บีทรูท สารสกัดเชอร์รี่ เป็นต้น เพื่อให้เกิดการ Curing โดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ธรรมชาตินี้ สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์อาจไม่ได้มองเพียงการเติมสารทดแทนไนไตรเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงการเติมสารทดแทนอื่นๆ จากธรรมชาติด้วย เพื่อให้เป็นธรรมาชาติจริงๆ สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระก็อาจใช้สารทดแทนเป็นอินกรีเดียนท์ในกลุ่มเครื่องเทศ โรสแมรี่ เป็นต้น

ในทุกวันนี้สินค้ามีมากขึ้นเรื่อยๆ และมีสินค้าจากต่างประเทศนำเข้ามามากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ แม้จะเติมในรูปสารสกัดผักก็ตาม แต่เราก็ยังเติมในรูปไนเตรทหรือไนไตรอยู่ ดังนั้นหากเติมมากเกินไปก็จะมีผลต่อปริมาณไนไตรตกค้างในผลิตภัณฑ์สุดท้ายได้เช่นกัน แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหากมีปริมาณไนเตรทหรือไนไตรตกค้างอยู่ เมื่อรับประทานเข้าไปสารตกค้างดังกล่าวก็จะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในร่างกายและก่อเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นมาได้

นวัตกรรมการแปรรูปอาหารและสมุนไพร สู่ Thailand 4.0

สมาคมเครื่องจักรกลไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย ร่วมด้วยบริษัท ยูโร เบสท์ เทคโนโลยี จำกัด ได้จัดงานสัมมนาครั้งที่ 40: นวัตกรรมการแปรรูปอาหารและสมุนไพร สู่ Thailand 4.0 ขึ้น ณ ศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา

ในโอกาสนี้ นายแพทย์มรุต ได้กล่าวถึงเป้าหมายของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกว่ามีสามประการ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง การสรรหาและรักษาวัตถุดิบสมุนไพรไทย โดยมีเป้าประสงค์ให้สมุนไพรได้รับการปลูกในประเทศไทย ใช้ในประเทศไทย และส่งออกไปยังต่างประเทศโดยแปรรูปให้อยู่ในรูปของสารสกัด นอกจากนี้หากสามารถผลิตขึ้นได้ภายในประเทศจะเป็นการลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้ ประการที่สอง สืบสานองค์ความรู้ของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้คงอยู่ และประการที่สาม คือ การต่อยอดให้เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ

ด้านอาจารย์ณัฐ เตรียมชัยศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูโร เบสท์ เทคโนโลยี จำกัด และอาจารย์พิเศษ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับชุดเครื่องจักรแปรรูป ได้แก่ เครื่องสกัดความเร็วสูง (Hi-speed extractor) เครื่องระเหยข้น (Hi-nutrition evaporator) เครื่องอบแห้งแบบพ่นฝอย (Hi-yield spray dryer) และเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย (Hi-yield essential oil distiller) พร้อมทั้งพาชมการสาธิตผลิตผงแห้งด้วยเทคโนโลยีของเครื่องอบแห้งแบบพ่นฝอย และเครื่องจักรแปรรูปต่างๆ โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพร กว่า 60 ท่าน

น้ำตาล 0% เทรนด์ใหม่สำหรับคนอยากกินอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด

HAPe Stevia หญ้าหวาน น้ำตาล 0% …
#กินอร่อยแบบแฮปปี้ ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาลอีกต่อไป

คุณธัญยธรณ์ โสดากุล หรือคุณพีท ซีอีโอ หนุ่มไฟแรงจากบริษัท บุญถึง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย HAPe Stevia หญ้าหวาน สารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถทดแทนความหวานเทียบเท่าน้ำตาลได้เผยถึงเทรนด์สุขภาพและแนวคิดที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาทำธุรกิจที่จะมาปฏิวัติความอร่อย

“ปัจจุบันคนไทยเราป่วยด้วยโรค NCDs (Non-communicable Diseases) หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศไทย หรือเกือบ 20% ของประชากรชาวไทย ซึ่งโรค NCDs เหล่านี้เป็นโรคที่เรียกได้ว่าอันตรายพอๆ กับโรคติดต่อเลยทีเดียว และอัตราการเสียชีวิตจากโรค NCDs ในไทยก็สูงถึงประมาณ 300,000 คนต่อปี (ข้อมูลอัพเดทล่าสุดจากองค์การอนามัยโลกในปี 2016) หรือเรียกได้ว่ามีคนไทยเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนี้ชั่วโมงละ 34 คนเลยทีเดียว  ซึ่งถ้าเราสามารถหาทางป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ขึ้นกับตัวเราเองและคนรอบข้างได้ ก็จะเป็นเรื่องทีดีมาก การกินถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค NCDs การกินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง หรือสารสังเคราะห์ให้ความหวานมากจนเกินไป อาจทำให้เราต้องเผชิญกับโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือถ้าร้ายแรงมากก็อาจจะเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งถ้าเราหันมาดูแลเรื่องการกินมากขึ้น ใส่ใจมากขึ้น เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน และค่อยๆ ดูแลคนรอบข้าง และคนรู้จัก ก็จะสามารถช่วยคนเหล่านั้นลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรค NCDs ได้” คุณธัญยธรณ์ กล่าว

“ผมมีแนวคิดว่า อยากจะทำให้อัตราการเสียชีวิตด้วยโรค NCDs โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคเบาหวาน ในหมู่คนไทย มีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง จากในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น จากร้านอาหารและของหวานที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยข้อมูลล่าสุดนั้นอัตราการเสียชีวิต จากโรคเบาหวานของคนไทยสูงถึง 12,000 คนต่อปี ซึ่งภายใน 5 ปีนี้ ทาง HAPe และพันธมิตรร้านอาหารและร้านค้าหวังว่าอัตราการป่วยเป็นโรคเบาหวานของ คนไทย ในปี 2567 จะลดเหลือเพียง 10,000 คนต่อปี เตรียมบอกลาน้ำตาลในเลือดกันได้เลย หากเราหันมาใส่ใจในเรื่องการกินมากขึ้น และ HAPe Stevia หญ้าหวาน น้ำตาล 0% ขอเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวานของคนไทย” คุณธัญยธรณ์ กล่าว

HAPe Stevia หญ้าหวาน น้ำตาล 0% วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ให้ความหวาน 6 หยด เทียบเท่าน้ำตาล 2 ช้อนชา หรือเรียกได้ว่าเราสามารถลดแคลอรีจากการเปลี่ยนมาบริโภคหญ้าหวานแทนน้ำตาล ได้ถึง 60 กิโลแคลอรี

———————————————————————————————————————————-

Reference:

www.gamapserver.who.int/gho/interactive_charts/ncd/mortality/total/atlas.html

www.hfocus.org/content/2016/11/12992

Top Trends Driving the Meat Industry in 2020 – Ep.1 Transparency

ส่องเทรนด์อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่น่าสนใจจากงานสัมมนา Food Focus Thailand Roadmap 49: Meat & Poultry Edition 2019 # Trend & Ideation ซึ่งได้นำเสนอแนวโน้มและเทรนด์ฮิตในวงการอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค กระแสรักษ์โลก โปรตีนจากพืช และอีกหลากหลายความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

Transparency, Natural, Sustainability3 เทรนด์สำคัญต่อไปนี้ได้รับการถ่ายทอดโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้แชร์ข้อมูลด้านเทรนด์สำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกภายใต้การวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค และวิทยาศาสตร์เนื้อสัตว์ที่พร้อมตอบโจทย์ด้านนวัตกรรม…มาดูกันว่าวงการอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และผู้บริโภคเขามองอะไรในปี 2020 นี้…

Transparency ความโปร่งใส

ในทุกวันนี้ ถ้าเราเลือกได้…เวลาเราไปซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตในกลุ่มสินค้าแบบเดียวกัน เช่น เนื้อสัตว์ตัดแต่งพร้อมปรุง หากสินค้าแบรนด์ใดที่ให้ข้อมูลที่มาที่ไปกับเราได้เราก็รู้สึกยินดีที่จะซื้อสินค้านั้นมากกว่าแบรนด์อื่น ซึ่งการให้ข้อมูลว่าเนื้อหมูนี้มาจากโรงงานใด เลี้ยงอย่างไร มาจากฟาร์มใด มีการขนส่งมาอย่างไร เหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงที่มาที่ไปของสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้

จากการสำรวจผู้บริโภคเมื่อปี 2018 พบว่าผู้บริโภค 75% หันมาเลือกซื้อสินค้าที่พวกเขาสามารถทราบถึงข้อมูลและความโปร่งใสของสินค้าแม้ว่าสินค้านั้นจะมีราคาสูง ดังนั้น การให้ข้อมูลกับผู้บริโภคจึงเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม Transparency มักมาคู่กับคำว่า Traceability แต่ในส่วนของ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตจะมองเพื่อตรวจสอบผลิตภัณฑ์ย้อนกลับไปเพื่อดูที่มาที่ไป แต่ถ้าในมุมมองของผู้บริโภคนั้น Transparency หรือความโปร่งใส่จะมองทั้งระบบ คล้ายกับนำจิ๊กซอ Traceability มาต่อกันเป็นภาพใหญ่ ฉะนั้นสองคำนี้มักจะถูกพูดไปด้วยกัน ดังนั้น การทำข้อมูล Traceability ที่ถูกต้องเพื่อให้เกิด Transparency หรือความโปร่งใสในมุมของผู้บริโภคจะนำไปสู่กระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัย และที่สำคัญคือสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัย

การทำระบบ Traceability ที่ประสบความสำเร็จจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลขนาดใหญ่ หรือระบบคลาวด์ที่มีการเก็บข้อมูลตั้งแต่ฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ เช่น ในซูเปอร์มาร์เก็ตกรุงวอชิงตันพบว่าก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจเลือกซื้อหมูสดแพ็กนั้น ผู้บริโภคจะพิจารณาเรื่องความโปร่งใสของเนื้อหมูสดที่แพ็กในถาด โดยสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจก็คือ เนื้อหมูนี้ผ่านการเลี้ยงมาอย่างไร มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือมีกระบวนการแปรรูปมาอย่างไร…

มาดูทางด้านการทำระบบความโปร่งใส่กันบ้าง…การทำระบบ Transparency เริ่มจากอะไร?

การทำระบบ Transparency เริ่มจากฟาร์ม โดยเกษตรกรจะเป็นผู้เก็บข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ เช่น ประเภท สายพันธ์สัตว์ที่เลี้ยง เพศ อายุ น้ำหนัก ถัดมาคือการบันทึกข้อมูลของสัตวแพทย์ที่มาให้ยา ฉีดวัคซีน และข้อมูลการให้อาหารสัตว์โดยนักสัตวบาล ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเก็บบันทึกไว้ในระบบคลาวด์ จนมาถึงโรงเชือดก็จะเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำหนัก ภาวะผิดปกติใดใดหรือไม่ จนกระทั่งมาถึงโรงงานผลิตจะเก็บข้อมูลต่อเนื่องไปอีกว่าเนื้อหมูที่ผ่านกระบวนการเข้ามานั้นมาจากไหน แปรรูปเป็นอะไรออกไป ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกบันทึกและรวบรวมในระบบซึ่งสามารถพิมพ์ออกมาในรูปแบบ QR code ติดบนสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปได้

Transparency หรือความโปร่งใสของสินค้าอาหารได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคยุโรปที่เลือกพิจารณาสินค้าจากความโปร่งใสของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อมากขึ้น … Transparency จึงเป็นเทรนด์สำคัญที่มีผลต่อการผลิตสินค้าและเป็นช่องทางที่ผู้ผลิตจะสามารถใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้