Antibiotic Resistance from the Farm to the Table

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ…ภัยเงียบที่นับวันจะทวีความรุนแรง

 

By: Centers for Disease Control and Prevention

National Center for Emerging and Zoonotic Infectious Diseases (NCEZID)

Division of Foodborne, Waterborne, and Environmental Diseases (DFWED)

www.cdc.gov

Full article THEN

 

โดยทั่วไปสัตว์ทุกชนิดจะมีแบคทีเรียในลำไส้ การให้ยาปฏิชีวนะกับสัตว์จะทำให้แบคทีเรียจำนวนมากตาย แต่สำหรับเชื้อแบคทีเรียดื้อยานั้นกลับจะสามารถมีชีวิตเหลือรอดและเจริญเติบโตต่อไปได้ เมื่อสัตว์ผ่านเข้าสู่โรงเชือดและกระบวนการแปรรูป เชื้อเหล่านั้นก็จะปนเปื้อนเข้าไปในเนื้อผลิตภัณฑ์หรือติดไปกับผลิตภัณฑ์สัตว์ชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในสิ่งแวดล้อมหรือในอุจจาระสัตว์ และอาจแพร่กระจายไปสู่แหล่งน้ำหรือระบบชลประทานต่อไปได้

เชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่ปนเปื้อนในเนื้อสัตว์สามารถแพร่สู่คนได้หลายทาง อาทิ การหยิบจับ หรือรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก หรือเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อีกทางหนึ่งคือการสัมผัสกับอุจจาระสัตว์ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นจากแหล่งน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภค รวมถึงการว่ายน้ำหรือใช้น้ำในทางการเกษตรจากแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนอุจจาระสัตว์ ทางสุดท้ายคือมาจากการสัมผัสหรืออุ้มสัตว์โดยตรง

ยาปฏิชีวนะต้องได้รับการใช้อย่างมีความรับผิดชอบทั้งในมนุษย์และสัตว์ เนื่องจากการใช้ยาดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาการของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ ทำให้เชื้อดื้อยา และแพร่กระจายไปในมนุษย์และสัตว์ได้ อย่างไรก็ตาม ยาปฏิชีวนะก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีที่มีสัตว์ป่วยเป็นโรค เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ทว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะและวิธีการที่ถูกต้องสำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นสำคัญ

 

Antibiotic resistance is the ability of bacteria to resist the effects of an antibiotic – that is, the bacteria are not killed, and their growth is not stopped. Resistant bacteria survive exposure to the antibiotic and continue to multiply in the body, potentially causing more harm and spreading to other animals or people.

 

People can be exposed to resistant bacteria from animals:

– From handling or eating raw or undercooked food from animals or produce contaminated with resistant bacteria

– From contact with animal stool (either directly or when it gets into water for drinking, swimming or growing plants)

-From touching or caring for animals

 

Antibiotics must be used responsibly in both humans and animals because both uses help bring about the development, persistence, and spread of resistant bacteria. Antibiotics are valuable tools for reducing animal disease and suffering from bacterial infections, but decisions about which antibiotics to use in food animals and how to use them must be made with consideration of their potential impact on human health.

The Basics of a Food Product Marketing Plan

พื้นฐานการจัดทำแผนการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร

Domenick Celentano

thebalance.com

 

Translated By Editorial Team

Food Focus Thailand Magazine

editor@foodfocusthailand.com

Full article TH-EN

 

หลายครั้ง ที่ปรึกษาทางด้านอาหารมักมองหาคำตอบและลืมที่จะถามคำถาม (ที่ถูกต้อง) ดังนั้น ในฐานะที่ปรึกษาด้านการตลาด เราจำเป็นจะต้องโฟกัสไปที่คำถามเป็นอย่างแรก (เพื่อหาสมดุลและมุมมอง) ก่อนที่จะเริ่มให้คำปรึกษาต่อเจ้าของธุรกิจว่าเราควรเดินไปทางไหน ในบทความต่อไปนี้เป็นรายการคำถามและตัวอย่างความรู้สึกร่วมที่ธุรกิจต่างๆ ควรตั้งคำถามในการประเมินตัวเองด้านการตลาด

ทดสอบระดับการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ

ผู้บริโภครู้จักแบรนด์คุณหรือไม่ ทวิตเตอร์เป็นแพลตฟอร์มที่ดีสำหรับธุรกิจในด้านอาหารในการสอบถามผู้บริโภคว่าพวกเขาต้องการอะไร นอกจากนี้ อีกอย่างหนึ่งที่คุณทำได้คือการทำแบบสำรวจภายในร้านขายของ ซึ่งอาจจะทำพร้อมกับการแจกตัวอย่างอาหารที่กำลังจะเปิดตัวก็ได้ อีกวิธีหนึ่งคือ ขอให้แบรนด์อื่นที่ไม่ใช่คู่แข่งในทำแบบสอบถามในเว็บไซต์ของพวกเขาพร้อมค่าตอบแทน

ศึกษาว่าผู้บริโภคชอบสินค้าของคุณหรือไม่

การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแบรนด์อย่างเดียวคงไม่พอ คุณจะต้องทำให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นมากขึ้น ตั้งจุดชิมอาหารแบบไม่เปิดเผยแบรนด์ขึ้นในสถานที่สักแห่ง และให้ผู้บริโภคได้ลองชิมสินค้าของคุณและของคู่แข่ง และลองดูว่าพวกเขาชอบแบบไหนมากกว่ากัน ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องรู้ให้ได้ว่าทำไม โดยเหตุผลอาจเป็นเพราะรสชาติ แพ็คเกจ หรือสิ่งที่ผู้บริโภคเชื่อว่าเป็นจุดยืนของแบรนด์ของคุณ

การแสดงจุดยืนของสินค้าผ่านข้อความเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก และจะช่วยให้คุณสามารถจินตนาการถึงประสบการณ์ที่แบรนด์สามารถนำเสนอให้กับผู้บริโภคได้ในภาพรวม โดยหากคุณเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภครู้ว่าสินค้าของคุณนั้นมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนมูลนิธิต่าง ๆ

กระบวนการเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการรับรู้ของผู้บริโภคต่อสินค้าของคุณ

ดูว่าผู้บริโภคจดจำสินค้าคุณได้หรือไม่

บริษัทผู้ผลิตเกลือรายใหญ่เลือกเปลี่ยนแพ็คเกจของตัวเองครั้งหนึ่ง โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวกลุ่มลูกค้าเชื้อสายฮิสปานิค ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามคาด พวกเขาสูญยอดขายไป แพ็คเกจสินค้าต้องทำหน้าที่มากกว่าปกป้องสิ่งที่อยู่ภายใน

 

Too often, food consultants look for answers without first asking the (right) questions. As a marketing consultant, you should always focus on the questions first (to gain balance and perspective) before counseling a business owner on what direction to take. Here is a comprehensive list of questions and sentiments for any business conducting a marketing self-examination.

 

Gauge Your Company’s Brand Awareness Level

Do consumers even know your brand exists? Twitter is becoming a food entrepreneur’s best friend to ask the consumer what is on their mind. One thing you can do is conduct in-store surveys. This can be combined with food demo’s you are already planning. Another idea is asking non-competing brands to poll customers on their website, with a promise to reciprocate.

 

Find out If Consumers Prefer Your Products

Brand awareness is simply not enough. You need a brand to be your brand evangelists. Set up a blind taste test at a neutral location, letting consumers sample your product and that of your competitor(s). Find out which brand they prefer, and most importantly, find out why. Is it the taste, the packaging, or what they believe you stand for?

 

Developing a product positioning statement is a must to help you think about your entire brand experience. Make sure the public knows if your process is “green” or if you support a favorite charity.

 

All of these factors contribute to an improved product perception.

 

Find out If Consumers Recognize Your Products

A major salt company once changed its package without telling Hispanic demographic, one of its key user groups. It’s no surprise; they lost sales. Food packaging needs to do more than protecting your product.

FRUIT LOGISTICA 2018

Powerful Presence of Fresh Produce Sector in Berlin

Full article THEN

 

 

FRUIT LOGISTICA ได้แสดงถึงจุดยืนของผู้นำแห่งงานแสดงสินค้าผักและผลไม้สดระดับโลกมาโดยตลอด ครั้งนี้ได้ส่งมอบความพิเศษไปยังผู้เข้าชมงานกว่า 77,000 คน ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก่อน และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้เข้าชมงานในระดับผู้บริหารจำนวนมาก ตลอดจนภาพรวมของธุรกิจภายในงานยังจัดว่าอยู่ในระดับที่ดีถึงดีมากด้วย

 

ความประทับใจจากผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าและผู้เข้าชมงาน

ผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าและผู้เข้าชมงานต่างให้คะแนนสูงสุดกับงานในครั้งนี้ ร้อยละ 90 ของผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าให้ความเห็นว่าการจัดงานในปีนี้ประทับใจมาก โดยตลอด 3 วันของการจัดงานเป็นโอกาสทองที่ผู้เข้าร่วมงานสามารถวางแผนทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ทั้งปี ร้อยละ 46 ของผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าได้รับรายการสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 90 มีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับทางธุรกิจที่ดีหลังจากจบงานแล้ว

 

การจัดงานในปีนี้ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญสำหรับผู้ร่วมจัดแสดงสินค้า คือ การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ส่งเสริมภาพลักษณ์บริษัท และสร้างธุรกิจใหม่ โดยผู้เข้าชมงานร้อยละ 96 ยกให้งานแสดงสินค้านี้มีส่วนในความสำเร็จของธุรกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมร้อยละ 95 ของผู้เข้าชมงานจะบอกต่องานแสดงสินค้านี้ไปยังผู้อื่น และผู้เข้าชมงานอีกร้อยละ 83 ได้รับโอกาสการติดต่อทางธุรกิจใหม่ๆ โดยมากกว่า 3 ใน 4 กล่าวว่าช่องทางการติดต่อที่ได้รับจากงานนี้มีความน่าเชื่อถือและช่วยสานสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีได้ต่อไป

 

FRUIT LOGISTICA underlines its status as the leading trade fair for the global fresh produce trade. We had the privilege of welcoming over 77,000 trade visitors – more than ever before. We were particularly delighted to see the large number of trade visitors at the management level. Business results ranged from good to excellent.

 

Exhibitors and Trade Visitors Highly Satisfied

FRUIT LOGISTICA received top marks from exhibitors and trade visitors alike. Some 90 percent of exhibitors reported a positive overall impression of this year’s FRUIT LOGISTICA. Many participants were able to lay the foundation for a successful business year during the three days of FRUIT LOGISTICA: 46 percent of the exhibitors achieved new orders at the event, and 90 percent said they expect excellent to satisfactory post-trade-fair business.

 

Key objectives for FRUIT LOGISTICA 2018 exhibitors included strengthening customer relations, promoting their company, and developing new business. These objectives were largely achieved. Business results at the event received a positive assessment from 96 percent of trade visitors – which explains why 95 percent of respondents said they would recommend FRUIT LOGISTICA to others. Some 83 percent of trade visitors generated new business contacts. More than three quarters said that these contacts are likely to generate business deals following the event.

 

Save the Date

FRUIT LOGISTICA 2019 will take place in Berlin from 6-8 February. www.fruitlogistica.de

Saving Money – Reducing Environmental Impact with The New Air Recycling System

เทคโนโลยีการนำอากาศกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการเป่าขึ้นรูปขวดเพื่อการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

Krones AG

Full article TH-EN

ระบบการนำอากาศกลับมาใช้ใหม่ที่ถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุด1ขณะนี้ สำหรับการเป่าขึ้นรูปขวดถูกนำมาใช้ในเครื่องเป่าขึ้นรุปขวดในปัจุบัน โดยเมื่อนำมาใช้ร่วมกับกระบวนการ Pre-blow-moulding, Intermediate blow-moulding และการ Stretching ด้วยแล้ว จะทำให้การเป่าขึ้นรูปขวดมีประสิทธิภาพสูงและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก เพราะเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าช่วยให้สามารถประหยัดพลังงานในการบีบอัดอากาศที่ใช้ในการขึ้นรูปขวดได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยปกติ ขวดหรือบรรจุภัณฑ์ PET จะถูกผลิตจากเครื่องเป่าขึ้นรูปขวดเทคโนโลยีล้ำสมัย2 โดยอาศัยแรงดันอากาศประมาณ 30 ถึง 35 บาร์ จนกระทั่ง อากาศอัดที่เหลืออยู่ในขวดนั้นจะถูกแรงดันภายในดันออกจนลดลงเหลือเพียง 10 บาร์ ซึ่งในระหว่างกระบวนการตรงนี้มีแรงดันที่สูญเสียไปมากถึง10 ถึง 35 บาร์ เลยทีเดียว

การสูญเสียดังกล่าวข้างต้นสามารถป้องกันได้ด้วยการติดตั้งระบบการนำอากาศกลับมาใช้ใหม่ที่คิดค้นล่าสุด1 ซึ่งก็คือการติดตั้ง วาล์วแบบ Multi-stage snifting ที่จุดขึ้นรูปขวดทั้ง 20 จุดของเครื่องเป่าขึ้นรูปขวดเทคโนโลยีล้ำสมัย2 พร้อมกับการสร้างเซอร์กิตสำหรับอากาศอัดเพิ่มอีก 2 จุด ซึ่งให้ผลดังนี้
– อากาศแรงดันสูงจากขวดอยู่จะถูกบีบอัดออกสู่ขั้นตอนของ Intermediate blow-moulding
– ขวดใหม่ที่เข้ามาจะถูกเป่าขึ้นรูปเบื้องต้นโดยใช้อากาศแรงดันต่ำที่6 ถึง 10 บาร์
– หลังจากนั้น จึงเข้าสู่ขั้นตอนของ Intermediate blow-moulding ที่คราวนี้จะใช้อากาศแรงดันสูงที่รีไซเคิลได้จากขั้นตอนการเป่าขึ้นรูปขั้นสุดท้าย
– ซึ่งจะทำให้เหลือเพียงแค่การเป่าขึ้นรูปขวดขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่ต้องขึ้นรูปด้วยอากาศแรงดันสูงที่ 30 ถึง 35 บาร์ โดยสำหรับเครื่องเป่าขึ้นรูปขวดเทคโนโลยีล้ำสมัย2 นั้นมีความจำเป็นต้องใช้อากาศแรงดันสูงใหม่ที่ 35 บาร์ เท่านั้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยลดภาระงานของคอมเพรสเซอร์แรงดันสูงอย่างมาก

The new air recycling system1 prepares the final blow-moulding air inside the machine, with the aid of the additional process stages of pre-blow-moulding, intermediate blow-moulding and stretching. This verifiably reduces the consumption of highly compressed air – and thus the energy costs as well.

Usually, the PET containers are produced in the high technology blow moulding machine2 using a blowing pressure of 30 to 35 bar. Hitherto, the compressed air remaining in the bottle had been pressure-relieved into a 10-bar compressed-air network. However, this entailed losing the pressure differential between 10 and 35 bar.

This is prevented by a feature called a new air recycling system1 where a multi-stage snifting valve is installed at each of the twenty blow-moulding stations of the blow moulder2, and two additional compressed-air circuits are created
– The high-pressure air from the containers is now pressure-relieved into an intermediate blow-moulding stage.
– New bottles are pre-blow-moulded using fresh low-pressure air at six to ten bar.
– This is followed by intermediate blow-moulding using the recycled high-pressure air obtained beforehand from the final blow-moulding stage.
– Only for final blow-moulding at 30 to 35 bar does the high technology blow moulding machine2now still need new high-pressure air at 35 bar. This change-over perceptibly eases the workload of the high-pressure compressor.

#FFT April 2018

Trust the Truth Ensuring Food Safety and Quality for Today’s Demanding Consumers

คุณพชร สังข์ทอง / Mr.Potchara Sungtong
Business Manager, Microbiology Thailand
Thermo Fisher Scientific (Thailand) Co., Ltd.

Full article TH-EN

“เมื่อกล่าวถึงเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยอาหารย่อมไม่มีใครยอมประนีประนอมได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าโซลูชันทางจุลชีววิทยาทั้งหมดของบริษัท เทอร์โม ฟิชเชอร์ ไซเอนทิฟิค จำกัด ได้รับการพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านความต้องการของห้องปฏิบัติการทดสอบทางอาหารซึ่งมีความเฉพาะเจาะจง โซลูชันการทำงานของเราครอบคลุมตั้งแต่อาหารเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพทางจุลชีววิทยาซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทดสอบความปลอดภัยอาหาร ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยอาหารที่เป็นเลิศสำหรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน” คุณพชร สังข์ทอง ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ แผนกจุลชีววิทยา บริษัท เทอร์โม ฟิชเชอร์ ไซเอนทิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ถึงเวลาแล้วที่ความแม่นยำแบบ 100% จะมาพร้อมกับผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคเพื่องานวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น Salmonella และ Listeria นั้นมีการใช้ชุดทดสอบซึ่งเป็นวิธีทางเลือกที่ให้ผลที่รวดเร็วกว่าวิธีดั้งเดิม แต่ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีบางประการทำให้เกิดผลบวกเทียมและผลลบเทียม

โดยส่วนมากผลบวกเทียมและผลลบเทียมที่ได้นั้นเกิดมาจากองค์ประกอบของอาหาร เช่น เปอร์เซ็นต์เกลือ เครื่องเทศ วัตถุเจือปนอาหารชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อยืดอายุของผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีผลกระทบกับชุดทดสอบทำให้เกิดความไม่แน่นอนจากผลบวกเทียมและผลลบเทียมข้างต้น ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการออกผลดังกล่าวจากห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงทางด้านโมเลกุลที่เรียกว่า “Multiplex PCR” ซึ่งเป็นการทำ PCR โดยใช้ไพรเมอร์ ทำให้เกิดการตรวจสอบว่าผลที่ออกมานั้นมีความถูกต้องว่าเป็นผลบวกจริงและผลลบจริง จากคุณสมบัติดังกล่าวทำให้ผู้ใช้งานเกิดความมั่นใจในการรายงานผลได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อผลิตภัณฑ์ “SureTect” ทั้งยังรายงานผลได้อย่างรวดเร็วในวันถัดไป หรือที่เรียกว่า “Next Day Solution” จึงทำให้มีความนิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายในยุคดิจิทัลนี้

“When it comes to food safety and quality, no one can afford to compromise. That’s why all microbiology solutions are developed with a deep understanding of the unique needs of the food testing laboratory. From culture media to quality control organisms, our comprehensive workflow solutions are designed to bring the best in food safety testing and ensuring food safety and quality for today’s demanding consumers.” said Mr.Potchara Sungtong, Business Manager, Microbiology Thailand, Thermo Fisher Scientific (Thailand) Co., Ltd.

 

Its Time to be SureRapid Food Pathogen Detection

“Currently, detecting pathogenic bacteria such as Salmonella and Listeria for food safety is done by testing kit, which delivers the result faster than the traditional method. However, some technology limitations cause false positivity and false negativity”. said Mr.Potchara as well as revealed the new technology of SureTect™ Real-Time PCR System.

 

“Those error results are due to food ingredients such as the percentage of salt, spices, and food additives that are added to prolong the shelf life of foods. Some ingredients interact with the test kit which triggers falsely positive and falsely negative results, and later delay the issuing of the result from the lab. Nonetheless, with advanced molecular technology like “Multiplex PCR” which creates PCR process using primer instead of reaction agent, user can be more confident in the test results. This is why we named our product “SureTech”. We also deliver our test result quickly by the next day (Next Day Solution), which is why the technology is widely deployed in the digital era.”

#FFT April 2018

Marketing Strategies of Healthful Foods for Small Retail Food Stores

กลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกของสหรัฐอเมริกา

Healthy Eating Research

Translated By: Editorial Team

Food Focus Thailand Magazine

editor@foodfocusthailand.com

Full article TH-EN

อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่พบได้ตามร้านค้าปลีกนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากทั่วสหรัฐ ทั้งในแง่ของสถานที่ตั้งของร้านค้า โดยชุมชนที่มีประชากรผิวขาวเป็นส่วนใหญ่มักมีซูเปอร์มาร์เกตและร้านของชำเจ้าดังรายใหญ่อยู่มาก 2 ถึง 4 เท่าของชุมชนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี ในทางกลับกัน ชุมชนที่ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้น้อยหรือชุมชนคนผิวสีมักมีร้านของชำขนาดเล็ก เช่น ร้านตามหัวมุมถนนหรือร้านสะดวกซื้อ โดยร้านค้าเหล่านี้มักจะขยายสินค้าจำพวกอาหารและเครื่องดื่มที่แพ็คสำเร็จมาแล้ว ซึ่งให้พลังงานมากแต่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหารเท่าใดนัก นอกจากนี้ ร้านเหล่านี้ยังไม่ค่อยจำหน่ายสินค้าอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพหรือเครื่องปรุงหลักในการทำอาหารต่างๆ เช่น ผลไม้ ผัก อาหารที่มีธัญพืชเป็นส่วนประกอบหลัก และนมไขมันต่ำ

 

ดังนั้น บางชุมชนจึงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงร้านค้าที่มีสินค้าเพื่อสุขภาพวางจำหน่าย และข้อจำกัดเหล่านี้มักเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในเชิงอาหารและสุขภาพ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการวางกลยุทธ์ต่างๆ ในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ชุมชนที่ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้มากขึ้น

 

กลยุทธ์หนึ่ง คือ การเชิญชวนให้ร้านชำรายใหญ่และซูเปอร์มาร์เกตที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในชุมชนที่มีรายได้น้อยและชุมชนผิวสีเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม การเปิดสาขาใหม่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก และไม่ชัดเจนว่ากลยุทธ์นี้จะเป็นไปได้และ/หรือเหมาะสมหรือไม่

 

กลยุทธ์ที่สอง คือ การพัฒนาอาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกประจำชุมชนเหล่านี้ให้มีคุณภาพด้านสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ การประเมิน “ร้านหัวมุมเพื่อสุขภาพ” ก่อให้เกิดความสำเร็จในการเพิ่มตัวเลือกของการเข้าถึงอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางสุขภาพมากขึ้น ในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งโปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่นๆ ตามร้านขายของขนาดเล็ก

 

The healthfulness of foods and beverages found in retail food stores differs widely across the United States, both by location of the store as well as by store type. Communities with predominantly white residents have two to four times more supermarkets and large-chain grocery stores than communities of color. In contrast, lower-income and communities of color have more small food outlets, such as small food stores (‘corner stores’) and convenience stores. These small food stores primarily tend to sell pre-packaged foods and beverages that are high in calories and poor in nutrients. They are also less likely to sell healthy, staple foods such as fruits and vegetables, whole grain-rich foods, and low-fat dairy products.

Thus, some communities have limited access to stores that carry healthful foods, and these limitations likely contribute, at least in part, to disparities in diet and health. As such, several strategies are now being implemented in many locations across the United States to increase access to healthy foods in underserved communities.

 

One strategy is to attract grocery stores or supermarkets that currently are not located in these lower-income neighborhoods and communities of color. However, opening a new store requires substantial investments, and it is not clear that this strategy is feasible and/or appropriate in all settings.

 

A second strategy is to improve the healthfulness of foods and beverages sold by existing food retailers in underserved communities, including retailers that are both small and large in size. Evaluations of “healthy corner store” programs have demonstrated success in increasing the availability, visibility, affordability, promotion, and sales of healthy foods and beverages in small stores.

#FFT April 2018

ติดปีกแบรนด์ไทยคุณภาพ ติดตลาดโลก

กรุงเทพฯ, 15 มีนาคม 2561

จากนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจ โดยการผลักดันสินค้าและบริการไทยให้เป็นที่นิยมในตลาดโลก รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาศักยภาพการผลิต ให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ทั่วโลกไว้วางใจ ทั้งในด้านการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีธรรมาภิบาลและมีการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขานรับนโยบายดังกล่าว โดยตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อและผู้บริโภค จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมตรา Thailand Trust Mark หรืองาน “T Mark Festival 2018” เพื่อสร้างประสบการณ์โดยตรงกับนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้บริโภคชาวไทย รวมทั้งตอกย้ำการสร้างการรับรู้ในตราสัญลักษณ์ T Mark รวมถึงแบรนด์สินค้าไทยที่มีคุณภาพและได้รับเครื่องหมายการันตีมาตรฐานคุณภาพตรา T Mark กว่า 30 บริษัท

โครงการ Thailand Trust Mark เริ่มต้นเมื่อปี 2555 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดําเนินการตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้รับตราสัญลักษณ์ T Mark โดยมุ่งผลักดันและยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าของผู้ประกอบการไทยให้มุ่งไปสู่ตลาดศักยภาพสูง (Dynamic Market) มากขึ้น เช่น ตลาด CLMV ตลาดจีนที่มีอิทธิพลต่อทั่วโลกในขณะนี้ ปัจจุบันการประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 95 ของประเทศและมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้าของตรา T Mark นี้ จะต้องผ่านเกณฑ์เกณฑ์มาตรฐานการผลิต เกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว ของกระทรวงอุตสาหกรรม และเกณฑ์มาตรฐานแรงงานไทย ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งนับว่าเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง 3 กระทรวง

ในด้านการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีการค้าโลกนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ T Mark อย่างเข้มข้นขึ้น โดยเจาะตลาดเป้าหมาย เน้นกลุ่มประเทศที่ให้ความสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคมและแรงงาน อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน โดยเน้นสื่อสารในประเด็นสำคัญ คือ มาตรฐาน คุณภาพกระบวนการผลิต และภาพลักษณ์องค์กรที่ดีทั้งในด้านการใช้แรงงานที่เป็นธรรมตามหลักมาตรฐานสากล การดำเนินงานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าและบริการจากประเทศไทย และปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามปฏิญญาความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและผู้ประกอบธุรกิจในไทยเห็นประโยชน์และตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งนำไปดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งนับได้ว่า ตรา T Mark เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้และการขับเคลื่อนในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในภาคธุรกิจอีกด้วย

ในปีนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จับมือกับบริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด จัดงาน T Mark Festival 2018 เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ Thailand Trust Mark ไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น โดยเนรมิตพื้นที่บริเวณลาน Outdoor Multi-Purpose Area ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้า T Mark กว่า 30 บูธ ภายใต้คอนเซปต์ “ช็อปเพลิน เดินชิล สินค้าดี กิจกรรมโดน” ทั้งยังมีกิจกรรม “Heart-Made Quality Workshop” เวิร์คช้อปพิเศษสอนทําอาหาร และสินค้าที่ระลึกแบบไทยๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ในกลุ่มผู้บริโภคให้เกิดความประทับใจและจดจําตรา T Mark

สสว. สถาบันอาหาร คณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ ทำ MOU พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2561

สสว. ผนึก สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับ สำนักงานคณะกรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร พัฒนาบุคลากรด้านวิชาการ ด้านมาตรฐานกิจการฮาลาล ด้านการวิจัยและพัฒนา ต่อยอดธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SME ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลให้เข้มแข็งและยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มประเทศมุสลิมและนานาประเทศ

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม และนายอรุณ บุญชม ประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และรองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ระหว่าง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กับสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหารของทุกฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิชาการ ด้านมาตรฐานกิจการฮาลาล ด้านการวิจัยและพัฒนา อันจะเสริมสร้างอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มประเทศมุสลิมและมิใช่มุสลิมทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ขอบเขตความร่วมมือพอสังเขป ดังนี้ 1) การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการฮาลาลแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และพัฒนาผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนาระบบการจัดการในสถานประกอบการ ให้เป็นไปตามมาตรฐานฮาลาลร่วมกัน 2) การสนับสนุนการศึกษา วิจัย และการประสานความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ตรวจสอบ เพื่อยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานฮาลาล 3) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความชำนาญด้านการบริหารงานและการบริการระหว่างกัน 4) การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงาน 5) การบริการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ฮาลาลทางด้านเคมี ชีวภาพ และกายภาพ ตามมาตรฐานสากล โดยห้องปฏิบัติการของสถาบันอาหาร และ 6) พัฒนาช่องทางการตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SME

อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เนื่องจากตลาดอาหารฮาลาลเป็นตลาดที่มีผู้ผลิตทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือชาวมุสลิมกระจายอยู่มากกว่า 1,800 ล้านคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศหนี่งในผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก แต่ยังมีผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการทางศาสนาและหลักการผลิตอาหารฮาลาล ทำให้มองไม่เห็นโอกาสของตลาดสินค้าอาหาร ฮาลาล ในการต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับธุรกิจการผลิตอาหารฮาลาล ความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) สถาบันอาหาร และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่รับรองและควบคุมมาตรฐานฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยเฉพาะสถานประกอบการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งยังสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการด้านมาตรฐานอาหาร เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการยื่นขอการรับรองมาตรฐานฮาลาล ซึ่ง สสว.และสถาบันอาหารได้ร่วมกันดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดมุสลิมในประเทศและตลาดฮาลาลทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

เบอร์ทอลลี่® รับมอบรางวัล “ผลิตภัณฑ์คุณภาพแห่งชาติของประเทศอิตาลีประจำปี 2018” เป็นปีที่สามติดต่อกัน

กรุงเทพฯ, 22 มีนาคม 2561

เบอร์ทอลลี่® แบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งในประเทศไทย รับมอบรางวัล “ผลิตภัณฑ์คุณภาพแห่งชาติของประเทศอิตาลีประจำปี 2018” เป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงคุณค่าและเป็นรางวัลประเภทคุณภาพผลิตภัณฑ์เพียงรางวัลเดียวในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดของน้ำมันมะกอกระดับสากล โดยผลการตัดสินนั้นมาจากการชิมน้ำมันมะกอกแบบปิดตา (Blind sensory tasting)

“รางวัลผลิตภัณฑ์คุณภาพแห่งชาติของประเทศอิตาลีประจำปี 2018 นับว่าสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของ เบอร์ทอลลี่ในฐานะแบรนด์น้ำมันมะกอกอันดับหนึ่งในประเทศไทย จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์อันยาวนานกว่า 153 ปีของเราที่พร้อมมอบผลิตภัณฑ์เปี่ยมคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย” มร. อัลแบร์โต้ เปเรซ มาร์ติน ผู้อำนวยการเบอร์ทอลลี่ประเทศไทยและเอเชีย กล่าว

รางวัลนี้เป็นการตัดสินจากผู้บริโภคชาวอิตาเลียนกว่า 300 คน จากการชิมน้ำมันมะกอกแบบปิดตา เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคทราบแบรนด์ที่ตนเองชิมอยู่ ซึ่งผลการตัดสินล้วนมาจากโสตประสาทสัมผัสและความนิยมชมชอบของผู้บริโภค ทั้งด้านรสชาติ ความสม่ำเสมอ และกลิ่นหอมของน้ำมันมะกอก

“เราเข้าใจถึงความต้องการและรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบเป็นอย่างดี เราจึงสามารถผลิตน้ำมันมะกอกที่ได้รับรางวัลระดับโลกได้ โดยรางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของเบอร์ทอลลี่ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุดแก่ผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก” มร. เปเรซ มาร์ติน กล่าวสรุป

สินค้าออร์แกนิกไทยสุดฮอตในเยอรมนี

เยอรมนี, 14 มีนาคม 2561

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเผยสินค้าออร์แกนิกไทยสุดฮอต ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าแห่ช็อป หลังนำเข้าร่วมงาน BIOFACH 2018 มียอดสั่งซื้อทันที 13 ล้านบาท และคาดว่าจะซื้อภายใน 1 ปีสูงถึง 190 ล้านบาท ระบุน้ำตาลมะพร้าว ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า เครื่องแกง น้ำมะพร้าวได้รับความนิยมสูง

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งเป็นแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในโลก ที่เมืองนูเรมเบิร์ก เยอรมนี เมื่อเร็วๆนี้ว่า กรมฯ ได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานทั้งหมด 22 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร เครื่องดื่มอินทรีย์และผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เช่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ผักและผลไม้ ชา กาแฟ น้ำตาลมะพร้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวจากข้าว เป็นต้น โดยได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า เป็นอย่างมาก และมียอดการสั่งซื้อทันที 416,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 13 ล้านบาท และคาดว่าจะมียอดสั่งซื้อภายใน 1 ปี ประมาณ 5,792,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 190 ล้านบาท

สำหรับงาน BIOFACH 2018 เป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจอินทรีย์ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในงานจะมีเฉพาะการเจรจาธุรกิจ โดยการจัดงานในปี 2561 มีผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า2,535 บริษัท โดยร้อยละ 71 ของผู้เข้าร่วมงานมาจาก 80 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เข้าชมงาน 51,453 คน จาก 129 ประเทศทั่วโลก ใช้พื้นที่จัดแสดงสินค้า 71,400 ตารางเมตร และมีพื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษ 3,064ตารางเมตร ส่วนคูหาประเทศไทยมีขนาดพื้นที่ 191.93 ตารางเมตร โดยกรมฯ ได้จัดให้มีกิจกรรมพิเศษการสาธิตการทำอาหารเพื่อประชาสัมพันธ์อาหารไทย และดึงดูดความสนใจของผู้นำเข้า และผู้ชมงาน ซึ่งตลอดการจัดงานได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเข้ามาร่วมชิมอาหารไทยกันเป็นจำนวนมาก และในพื้นที่ส่วนกลางที่กรมฯ จัดไว้สำหรับการเจรจาการค้า ก็ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า มาเจรจากันเป็นจำนวนมากด้วย