Innovative Functional Flours: Enhancing Healthy Bakery as Wheat Flour Alternatives

นวัตกรรมแป้งเชิงหน้าที่: ทางเลือกใหม่เพื่อการทดแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์เบเกอรีสุขภาพ

 

 

             แป้งสาลีเป็นโครงสร้างหลักที่สร้างเนื้อสัมผัสและกลิ่นรสของเบเกอรี อย่างไรก็ตาม เทรนด์สุขภาพและข้อจำกัดของผู้บริโภคที่แพ้กลูเตน ส่งผลให้เกิดการพัฒนา “แป้งเชิงหน้าที่” เช่น สตาร์ชดัดแปร แป้งทนย่อย และแป้งจากถั่วพัลส์ เพื่อใช้ทดแทนบางส่วน โดยยังคงคุณภาพทางประสาทสัมผัสใกล้เคียงผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม

– สตาร์ชดัดแปร (Modified Starch) พัฒนาผ่านกระบวนการทางเคมี กายภาพ และเอนไซม์ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแป้งดั้งเดิม ช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัส ชะลอปรากฏการณ์สเตลลิ่ง (Staling) และยืดอายุการเก็บรักษา นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารทดแทนไขมันในรูปแบบโอเลโอเจล และใช้ในเทคนิคไมโครเอนแคปซูเลชันเพื่อกักเก็บกลิ่นรสหรือนำส่งสารสำคัญ เช่น โพรไบโอติกส์ ให้ทนต่อความร้อน

– แป้งทนย่อย (Resistant Starch) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยชะลอการปลดปล่อยกลูโคส เพิ่มความอิ่ม และเป็นพรีไบโอติกส์ส่งเสริมจุลินทรีย์ดีในลำไส้ พบได้ตามธรรมชาติหรือผ่านการดัดแปรโครงสร้าง ช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ในผลิตภัณฑ์

– แป้งจากถั่วพัลส์ (Pulse Flours) เช่น ถั่วลูกไก่และเลนทิล เป็นแหล่งโปรตีนและใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลและส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหาร

             นวัตกรรมแป้งเชิงหน้าที่เหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการยกระดับเบเกอรีสู่ “อาหารฟังก์ชัน” ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านคุณสมบัติทางกายภาพ ประโยชน์ต่อร่างกาย และการสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต

Continue reading “Innovative Functional Flours: Enhancing Healthy Bakery as Wheat Flour Alternatives”

Strengthening Thailand’s Food Industry through a Unified Innovation Ecosystem

เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมแบบบูรณาการ

 

 

            อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากบทบาท “ครัวของโลก” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหาร” ที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในฉบับนี้ ดร. เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและกลยุทธ์ในการยกระดับผู้ประกอบการผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของหน่วยงานในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

            Food Innopolis ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการเชื่อมโยงและปิดช่องว่าง (Gap) ระหว่างภาคการศึกษาซึ่งมีองค์ความรู้และศักยภาพด้านงานวิจัย กับภาคเอกชนที่ต้องการนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลัก 3 ประการ ได้แก่ “Visibility” คือ การทำให้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยและนักวิจัยเป็นที่รับรู้และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “Accessibility” คือ การเพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ได้สะดวกยิ่งขึ้น และ “Connectivity” การเชื่อมโยงเครือข่ายโรงงานต้นแบบ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้โจทย์อุตสาหกรรมอาหารอย่างครบวงจรและเป็นระบบ

            นอกจากนี้ ดร. เอกอนงค์ ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มกลุ่มอาหารที่น่าจับตามองและประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อย (Low-processed Food) ซึ่งเป็นโจทย์วิจัยในการสร้างสมดุลระหว่างการลดกระบวนการแปรรูปกับการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้เพียงพอต่อการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังได้กล่าวถึงทรัพยากรมนุษย์ที่นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหาร

            สามารถติดตามบทสัมภาษณ์จาก ดร. เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เพิ่มเติมได้ในนิตยสาร Food Focus Thailand ฉบับพฤษภาคม 2569

Continue reading “Strengthening Thailand’s Food Industry through a Unified Innovation Ecosystem”

The Science Behind the Sip: Tracing Flavors in Alcoholic Beverages

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังแก้วโปรด: แกะรอยมิติกลิ่นรสในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

 

            เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการกลั่น (fermented beverages) และเครื่องดื่มที่ผ่านการกลั่น (distilled beverages หรือ spirits)

            การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนผสมหลัก ได้แก่ วัตถุดิบตั้งต้น น้ำ และยีสต์ โดยเฉพาะ Saccharomyces cerevisiae โดยทั่วไปเครื่องดื่มประเภทหมักจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินร้อยละ 15-18 ABV เนื่องจากความเป็นพิษของเอทานอลต่อเซลล์ยีสต์ สำหรับสุรากลั่นซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 40-50 ABV จำเป็นต้องอาศัยการกลั่น เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเอทานอล

            สารประกอบให้กลิ่นรสในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ สารประกอบให้กลิ่นรสปฐมภูมิ (primary flavor compounds) เกิดจากวัตถุดิบตั้งต้นโดยตรง เช่น เทอร์พีน และเฮกซานาล ในเตกีลาที่ให้กลิ่นพืชผักและสมุนไพรสีเขียว หรือโวลาไทล์ไทออล และเมทอกซีไพราซีน ในองุ่นโซวีญง บลอง

            สารประกอบให้กลิ่นรสขั้นทุติยภูมิ (secondary flavor compounds) เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการหมัก เช่น ยีสต์ผลิตเอนไซม์คาร์บอน-ซัลเฟอร์ ไลเอส ที่ปลดปล่อยโวลาไทล์ไทออล หรือเอสเทอร์ในรัม เช่น เอทิลบิวทิเรตที่ให้กลิ่นสับปะรด

            สารประกอบให้กลิ่นรสขั้นตติยภูมิ (tertiary flavor compounds) เกิดจากการบ่ม เช่น ในคอนยัค การสลายตัวของลิกนิน ให้สารวานิลลิน การคั่วเนื้อไม้สร้างสารฟูรฟูรัล และการเกิดเอสเทอริฟิเคชันซ้ำ (re-esterification) ก่อให้เกิดสารประกอบแรนซิโอ

Continue reading “The Science Behind the Sip: Tracing Flavors in Alcoholic Beverages”

From Sensors to Senses:The Integration of Advanced Instrumental Analysis into Sensory Evaluation

การบูรณาการเทคโนโลยีวิเคราะห์เชิงเครื่องมือขั้นสูงสู่การประเมินทางประสาทสัมผัส

 

 

ในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้เน้นเพียงคุณค่าทางโภชนาการหรือสุขภาพ แต่ยังต้องตอบโจทย์ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของผู้บริโภค ทั้งกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส แนวคิด “From Sensors to Senses” จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากเครื่องมือวิเคราะห์กับการรับรู้ของมนุษย์ผ่านการประเมินทางประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร

อย่างไรก็ตาม การประเมินแบบดั้งเดิมโดยมนุษย์ยังมีข้อจำกัด เช่น ความแปรปรวน ความเหนื่อยล้า และต้นทุนสูง เทคโนโลยีเชิงเครื่องมือจึงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Electronic Nose (E-nose) สำหรับวิเคราะห์กลิ่นด้วยหลักการ fast GC และ FID เพื่อสร้าง odor fingerprint, Electronic Tongue (E-tongue) ใช้ multi-sensor electrodes และ potentiometric sensors สร้าง taste fingerprint และ Texture Analyzer สำหรับวัดคุณสมบัติทางกล เช่น hardness, chewiness และ elasticity ด้วยวิธี Texture Profile Analysis (TPA)

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณที่แม่นยำ ใช้ใน product fingerprinting การควบคุมคุณภาพ และการเปรียบเทียบสูตร แต่ยังสะท้อนเพียง chemical perception ไม่สามารถแทน human perception ได้ ดังนั้น การประเมินโดยมนุษย์ เช่น Descriptive Analysis, Hedonic Test, Discrimination Test และ Consumer Test ยังคงจำเป็น โดยเฉพาะในการวัดความชอบและการยอมรับ

แนวโน้มปัจจุบันคือการบูรณาการข้อมูลจากเครื่องมือและมนุษย์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการใช้สถิติ เช่น PCA และ PLS เพื่อสร้าง predictive model โดยผู้บริโภคยังคงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ในท้ายที่สุด

Continue reading “From Sensors to Senses:The Integration of Advanced Instrumental Analysis into Sensory Evaluation”

เรดาร์วัดระดับ: คำตอบของความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการยุคใหม่

 

 

           ในห้องปฏิบัติการสมัยใหม่ แม้กระบวนการส่วนใหญ่จะถูกออกแบบให้เป็นอัตโนมัติอย่างแม่นยำ แต่ “การวัดระดับของเหลว” หลายจุดยังคงพึ่งพาวิธีการแบบเดิม เช่น ลูกลอยหรือการชั่งน้ำหนัก ซึ่งเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง

           QuACX จึงพัฒนา QuACX:smartRMS ระบบมอนิเตอร์อัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีเรดาร์ VEGAPULS 42 ซึ่งเป็นเซนเซอร์ขนาดกะทัดรัดที่วัดระดับแบบไม่สัมผัส ให้ความแม่นยำสูงถึง ±2 มิลลิเมตร แม้ในสภาวะที่มีไอน้ำ โฟม หรือฟิลเตอร์

 

เทคโนโลยีที่เข้าใจความต้องการของห้องแล็บอย่างแท้จริง

           VEGAPULS 42 มาพร้อมลำคลื่นวัดแคบเพียง 12° ช่วยตรวจวัดของเหลวในภาชนะคอแคบได้อย่างแม่นยำ สามารถจับการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเพียงเล็กน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           ในระบบ QuACX สามารถเชื่อมต่อเซนเซอร์ได้สูงสุด 6 จุด เพื่อตรวจสอบทั้งขวดสารและภาชนะของเสียแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ IO-Link ที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลและการควบคุมเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังติดตั้งง่ายด้วยการตั้งค่าเพียงครั้งเดียวและถ่ายโอนไปยังอุปกรณ์อื่นได้ทันที

           จุดเด่นอีกประการคือ ไฟ LED แบบ 360° ที่แสดงสถานะได้อย่างชัดเจนจากระยะไกล ไม่ต้องบำรุงรักษา พร้อมรองรับมาตรฐาน GMP และ FDA อย่างครบถ้วน

 

เมื่อความแม่นยำทำให้ทุกกระบวนการเดินหน้าอย่างไร้สะดุด

           ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนไม่ต่างจากสายการผลิตยา ทุกขั้นตอนต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ข้อมูลการวัดที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ QuACX:smartRMS ช่วยเติมเต็มมาตรฐานระดับเภสัชกรรม ครอบคลุมทั้งการควบคุมระดับ การชั่ง และการตรวจวัดแบบอัตโนมัติ โดยมี VEGAPULS 42 เป็น “ตาข่ายนิรภัย” ที่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้

 

หากการวัดผิดพลาด…ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่คิด

           ในระบบ HPLC ความผิดพลาดของการวัดระดับอาจก่อให้เกิดปัญหา เช่น การไหลไม่สม่ำเสมอ ความดันแปรปรวน การสึกหรอของอุปกรณ์ หรือแม้แต่ผลวิเคราะห์คลาดเคลื่อน ซึ่งทั้งหมดสามารถป้องกันได้ด้วยการวัดระดับอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ

 

ข้อได้เปรียบของเรดาร์—วัดได้ดีกว่าอย่างพิสูจน์ได้

           QuACX:smartRMS มอบคุณค่าเหนือระดับ ทั้งการตรวจจับล่วงหน้า การควบคุมอัตโนมัติ ความแม่นยำสูงที่ไม่ถูกรบกวนจากสี โฟม หรือไอระเหย รวมถึงความเข้ากันได้กับระบบ HPLC และการจัดการของเสียอย่างปลอดภัย

 

โซลูชันที่ออกแบบเพื่อห้องปฏิบัติการยุคใหม่

           เหมาะสำหรับห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพ ห้องวิจัยในสายเคมีและชีววิทยา รวมถึงองค์กรที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเข้มงวด VEGAPULS 42 ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่ยังลดภาระงานและต้นทุน พร้อมยกระดับการควบคุมกระบวนการอย่างครบวงจร

Continue reading “เรดาร์วัดระดับ: คำตอบของความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการยุคใหม่”

Frozen Dough Solutions for Industrial-Quality Bakery Products

โดว์แช่แข็ง: โซลูชันสำหรับเบเกอรีคุณภาพสูงระดับอุตสาหกรรม

 

 

              ตลาดโดว์แช่แข็ง (Frozen Dough) ทั่วโลกมีมูลค่า 26.24 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2568 และคาดว่าจะเติบโตจาก 27.57 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2569 เป็น 44.33 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.12 ต่อปี

 

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดเบเกอรีแช่แข็ง

              การเติบโตของตลาดเบเกอรีแช่แข็งได้รับแรงขับเคลื่อนจากทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สดใหม่ และหลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโดว์แช่แข็งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มเบเกอรีทั่วไปและเบเกอรีระดับพรีเมียม ขณะเดียวกัน การลดลงของแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางและการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก ทำให้ผู้ผลิตเบเกอรีจำเป็นต้องพึ่งพาส่วนผสมที่มีความเสถียรต่อกระบวนการผลิตมากขึ้นในหลายมิติ ได้แก่

– รักษาปริมาตรและเนื้อสัมผัสของขนมให้สมบูรณ์แบบ แม้จะผ่านการแช่แข็งยาวนานตลอดอายุการเก็บรักษา

– ยกระดับคุณภาพให้เทียบเท่าขนมที่อบสดใหม่แบบวันต่อวัน

– ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาผลิตภัณฑ์คลีนเลเบล

– คงรูปลักษณ์และเสน่ห์ของขนมสไตล์ดั้งเดิม แม้จะใช้กระบวนการผลิตสมัยใหม่

– เสริมความทนทานให้โครงสร้างขนม ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมตั้งแต่โรงงานจนถึงจุดจำหน่าย

– คืนชีพความสดใหม่หลังการอบ หมดกังวลเรื่องขนมเหนียว กระด้าง หรือแตกกราย คงความกรอบและหอมกรุ่นได้ยาวนานขึ้น

– มอบประสบการณ์การลิ้มรสเบเกอรีที่เหมือนอบสดจากร้าน

– สร้างจุดเด่นที่แตกต่างเพิ่มเอกลักษณ์ให้สินค้าโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด

– สนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตโดยไม่เสียคุณภาพหลัก

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีด้านส่วนผสมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตเบเกอรีในระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีโดว์แช่แข็งจึงกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขนมอบให้มีความสม่ำเสมอ คงเสถียรภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


Continue reading “Frozen Dough Solutions for Industrial-Quality Bakery Products”

Magnesium: Unlocking the Body’s Stress Response

แมกนีเซียม: กลไกสำคัญในการควบคุมวงจรความเครียดของร่างกาย

            ความเครียดไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกไม่สบายใจ ความอึดอัด หรือภาวะทางอารมณ์เท่านั้น แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่าเป็นภาวะขาดสมดุลทางชีวภาพที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการที่เผชิญอยู่นั้นเกินกว่าศักยภาพที่รับรู้ว่าจะสามารถรับมือได้ เมื่อสมองรับรู้ถึงภาวะคุกคาม ร่างกายจะตอบสนองผ่านระบบหลัก 2 ระบบที่ทำงานในเวลาใกล้เคียงกัน ได้แก่

1.  ระบบ SAM (Sympathetic-Adrenal-Medullary) เป็นกลไกการตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที โดยสมองจะส่งสัญญาณไปยังต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น และมีการลำเลียงเลือดไปยังกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า “การตอบสนองแบบสู้หรือหนี” (Fight or Flight)

2. ระบบ HPA (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal) เป็นกลไกการตอบสนองต่อความเครียดที่ทำงานช้ากว่าระบบ SAM แต่มีผลต่อร่างกายในระยะยาว โดยเริ่มจากสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมน CRH (Corticotropin Releasing Hormone) เพื่อกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมน ACTH (Adrenocorticotrophic Hormone) ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ผลิตคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกายในระยะยาว

            ในระยะสั้น การตอบสนองดังกล่าวถือเป็นกลไกการปรับตัวที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อระบบดังกล่าวยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะความเครียดเรื้อรัง ส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การหดตัวของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน และทำให้สมองสูญเสียความสามารถในการยับยั้งความวิตกกังวล

 

แมกนีเซียม: ตัวปิดสวิตช์ระบบความเครียด

            เมื่อสมองรับรู้ถึงภัยคุกคาม วงจรความเครียดจะเริ่มทำงานผ่านแกน HPA ส่งผลให้มีการผลิตคอร์ติซอล ขณะเดียวกัน ระบบประสาทซิมพาเทติกจะถูกกระตุ้นให้หลั่งอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับการตอบสนองแบบ “สู้หรือหนี” ในกระบวนการนี้ แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวควบคุมเชิงยับยั้งในหลายระดับของวงจรความเครียด โดยทำหน้าที่เป็นโคแฟกเตอร์ (Cofactor) ของเอนไซม์ tryptophan hydroxylase ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์เซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ นอกจากนี้ แมกนีเซียมยังมีบทบาทในการยับยั้งตัวรับ NMDA เพื่อลดการกระตุ้นเซลล์ประสาทที่มากเกินไป
จากกลูตาเมต (Glutamate) รวมถึงช่วยกระตุ้นตัวรับ GABA-A ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งและช่วยลดความวิตกกังวล โดยมีกลไกบางส่วนคล้ายคลึงกับยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีน (Benzodiazepines) ยิ่งไปกว่านั้น แมกนีเซียมยังมีส่วนช่วยลดการหลั่ง ACTH ทางอ้อม ส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายลดลง และช่วยรักษาสมดุลของระบบตอบสนองต่อความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “Magnesium: Unlocking the Body’s Stress Response”

ProPak Asia 2026: Navigating New Horizons in Processing & Packaging

ProPak Asia 2026: เปิดโลกใหม่ด้านอุตสาหกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์

           ProPak Asia 2026 งานแสดงสินค้าชั้นนำระดับเอเชียด้านเทคโนโลยีการผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจัดโดยอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ยังคงเดินหน้าเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมเข้ากับเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ระดับโลก เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

           จากความสำเร็จของการจัดงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 2,000 แบรนด์จาก 42 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานกว่า 72,000 คนจากทั่วโลก สำหรับในปี พ.ศ. 2569 นี้ พร้อมขยายพื้นที่การจัดงานขึ้นถึงร้อยละ 30 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70,000 ตารางเมตร เพื่อนำเสนอโซลูชันครอบคลุมในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการแปรรูป เครื่องดื่ม การติดฉลาก เภสัชกรรม คลังสินค้า และอื่นๆ ผ่าน 9 โซนอุตสาหกรรม ได้แก่ ProcessingTechAsia, DrinkTechAsia, PharmaTechAsia, PackagingTechAsia, PackagingSolutionsAsia, Lab&TestAsia, Coding Marking & LabellingAsia, Coldchain Logistics Warehousing & FactoryAsia และโซนใหม่ล่าสุดอย่าง DigitalizationAsia

           ProPak Asia 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะรวบรวมแบรนด์ชั้นนำด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์จากทั่วโลก พร้อมกิจกรรม สัมมนา และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืนผ่านความร่วมมือและนวัตกรรม

Continue reading “ProPak Asia 2026: Navigating New Horizons in Processing & Packaging”

The Taste of Innovation – Handtmann Co-extrusion System

ยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารด้วยระบบ Co-extrusion System โซลูชันอัจฉริยะที่ช่วยให้การผลิตไส้กรอกเป็นเรื่องง่าย ตอบโจทย์การผลิตในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ

– Coex Kit 87-36: เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ไส้กรอกสอดไส้ เช่น ไส้กรอกทั่วไปหรือไส้กรอกค็อกเทล โดยการอัดและทวิสไส้จะทำงานด้วย Holding Device และยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบราวแขวนอัตโนมัติได้อีกด้วย

– Coex Kit 87-40: เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผลิตภัณฑ์สอดไส้ขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้งานควบคู่กับเครื่องคลิป เช่น โบโลน่า แฮม ยอ และอื่นๆ

 

พบกับโซลูชันใหม่!!

           Coex Forming System: ผลิตภัณฑ์แบบเลเยอร์ที่ประกอบด้วยสองส่วนหลัก เสมือนลักษณะของเบคอนตามธรรมชาติ อัตราส่วนปริมาณเนื้อแดงและเนื้อขาวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 70/30 ถึง 80/20 นอกจากนี้ส่วนเนื้อขาวและเนื้อแดงยังสามารถสลับตำแหน่งกันได้ (Reverse layering) เช่น Chicken Strips, Vegan Bacon และ Pork Bacon เป็นต้น

ท่านที่สนใจนวัตกรรมและเทคโนโลยีจาก Handtmann แวะมาเยี่ยมชมได้ที่งาน ProPak Asia 2026 Hall C3 / Booth C3-AS42 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ในวันที่ 10-13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Continue reading “The Taste of Innovation – Handtmann Co-extrusion System”

Pregelatinized Starch: Enhancing Quality and Texture in Modern Foods

แป้งพรีเจลาตินไนซ์: นวัตกรรมเสริมคุณภาพและปรับเนื้อสัมผัสในอาหารยุคใหม่

 

ในกระบวนการผลิตอาหาร ผู้ผลิตมักเผชิญข้อจำกัดด้านเวลาและอุณหภูมิ ทำให้แป้งไม่สุกเต็มที่และแสดงคุณสมบัติได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยแป้งพรีเจลาตินไนซ์ ซึ่งผ่านการทำให้สุกล่วงหน้าด้วยวิธีสเปรย์ดรายหรือดรัมดราย จนพร้อมใช้งานทันทีและให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม

ประโยชน์ของแป้งพรีเจลาตินไนซ์ มีดังนี้

(1) ละลายได้ในน้ำเย็น

(2) สร้างความข้นหนืดโดยไม่ต้องใช้ความร้อน

(3) ให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม

(4) ให้ความคงทนต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ระยะยาว

(5) ผลิตได้จากแป้งดัดแปรทุกประเภท

(6) ทนต่อกระบวนการผลิตในสภาวะต่างๆ เช่น ให้ความร้อนซ้ำหรือการแปรรูปขั้นตอนต่างๆ

(7) ใช้งานได้กับอาหารหลายประเภท ตั้งแต่ซอส ซุป น้ำสลัด ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มผง ไส้ขนมและเค้ก

ในอาหารคาว เช่น ซอส ซุป และน้ำสลัด แป้งชนิดนี้ช่วยเพิ่มความหนืดได้ทันทีทั้งในน้ำร้อนและน้ำเย็น เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ไม่ผ่านความร้อน ช่วยให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ลดการแยกชั้น และคงคุณภาพได้ดีทั้งอุณหภูมิห้องและแช่เย็น สำหรับเบเกอรี เช่น ไส้ขนมและเค้ก แป้งพรีเจลาตินไนซ์ช่วยให้ได้ความหนืดและความคงตัวสม่ำเสมอ ด้วยคุณสมบัติละลายน้ำเย็น เพิ่มความหนืดรวดเร็ว และรักษาคุณภาพระยะยาว จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารยุคใหม่

Continue reading “Pregelatinized Starch: Enhancing Quality and Texture in Modern Foods”