Upcycling Marine Ingredients: Better Lives for Pets

คุณค่าจากวัตถุดิบทางทะเล สู่โภชนาการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง

            แนวโน้ม Pet Humanization กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของเจ้าของสัตว์เลี้ยง จากการมองหาเพียงโภชนาการพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความยั่งยืน และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ความต้องการทางโภชนาการยังแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่การสนับสนุนพัฒนาการของสมองและการมองเห็นในลูกสุนัขและลูกแมว ไปจนถึงการดูแลผิวหนัง เส้นขน กระดูก ข้อต่อ และสุขภาพในสัตว์เลี้ยงสูงวัย

            วัตถุดิบจากทะเลจึงมีศักยภาพในการต่อยอดจาก Human Nutrition สู่ Pet Nutrition โดยเฉพาะการนำส่วนต่างๆ ของปลาทูน่า เช่น หัว หนัง และกระดูก มาเพิ่มมูลค่าผ่านแนวคิด Upcycling of Co-products และพัฒนาเป็นส่วนผสมฟังก์ชัน ได้แก่ น้ำมันโอเมก้า 3 จากปลาทูน่า คอลลาเจนเปปไทด์ และแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า

            น้ำมันทูน่าที่มี DHA สูงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสูตรที่มุ่งเน้นสุขภาพสมอง การรับรู้ และดวงตา โดยเฉพาะในลูกสุนัข ลูกแมว และสัตว์เลี้ยงสูงวัย ขณะที่คอลลาเจนเปปไทด์จากปลาทูน่ามีศักยภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ด้านผิวหนังและเส้นขน รวมถึงข้อต่อและการเคลื่อนไหว ส่วนแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่าในรูปไฮดรอกซีอะพาไทต์ยังประกอบด้วยฟอสฟอรัส คอลลาเจน และแร่ธาตุอื่นๆ จึงสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพกระดูก ฟัน และการเคลื่อนไหว

            อย่างไรก็ตาม โภชนาการที่ดีต้องมาพร้อมกับความน่ากิน (Palatability) เพื่อให้สัตว์เลี้ยงยอมรับและรับประทานอย่างต่อเนื่อง วัตถุดิบจากปลาทูน่าจึงมีข้อได้เปรียบจากกลิ่นและรสตามธรรมชาติ และสามารถตอบโจทย์ทั้งคุณค่าทางโภชนาการและความน่ากินในสูตรเดียวกัน

            การเลือกวัตถุดิบให้เหมาะกับช่วงวัยและความต้องการด้านสุขภาพ ควบคู่กับคุณภาพ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความน่ากิน และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาโภชนาการเพื่อ Better Lives for Pets อย่างยั่งยืน

Continue reading “Upcycling Marine Ingredients: Better Lives for Pets”

Novel Meat Fermentation Technology: Advanced Microbial Science in Meat Processing

ศาสตร์แห่งการหมักเนื้อสัตว์ด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์สมัยใหม่

            การหมักเนื้อสัตว์เป็นหนึ่งในวิธีการถนอมอาหารที่มีประวัติยาวนาน ตั้งแต่ salami และ fermented sausage ไปจนถึงแหนมและไส้กรอกอีสาน โดยอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ ก่อให้เกิดกรด กลิ่น รส และคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้สามารถคัดเลือก ควบคุม และติดตามการทำงานของจุลินทรีย์ได้แม่นยำขึ้น นำไปสู่แนวคิด Novel Meat Fermentation Technology ที่มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพสม่ำเสมอ ปลอดภัย และลดความแปรปรวนในระดับอุตสาหกรรม

            จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์เนื้อหมักจำนวนมากอาศัย spontaneous fermentation อุตสาหกรรมจึงหันมาใช้ starter culture หรือจุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกและเติมในปริมาณที่กำหนด เพื่อให้การหมักเริ่มต้นได้รวดเร็วและควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ Lactic Acid Bacteria (LAB) ซึ่งสร้างกรดแลคติก ลดค่า pH ส่งผลต่อเนื้อสัมผัส และช่วยจำกัดการเจริญของจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการ

            การคัดเลือก starter culture ยังต้องพิจารณาความปลอดภัยของสายพันธุ์ รวมถึงความสามารถในการสร้าง biogenic amines ขณะที่ LAB บางสายพันธุ์สามารถสร้าง bacteriocins ซึ่งนำไปสู่แนวคิด protective culture และ biopreservation ที่สามารถทำงานร่วมกับปัจจัยอื่นตามหลัก hurdle technology เช่น pH, water activity เกลือ อุณหภูมิ การทำแห้ง และบรรจุภัณฑ์

            อีกแนวทางคือการออกแบบ mixed starter culture หรือ microbial consortium ให้จุลินทรีย์หลายกลุ่มทำงานร่วมกัน เพื่อควบคุมทั้งกรด สี กลิ่นรส และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการคัดเลือก indigenous starter culture จากอาหารหมักพื้นถิ่นของไทย ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอในการผลิตพร้อมรักษาเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์

            ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Metagenomics และ Metabolomics ช่วยให้นักวิจัยมองเห็นทั้งองค์ประกอบของชุมชนจุลินทรีย์และสารที่เกิดขึ้นระหว่างการหมัก เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะช่วยเชื่อมโยงจุลินทรีย์กับ metabolic pathway และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ละเอียดขึ้น และอาจต่อยอดสู่ predictive modeling และ machine learning ในอนาคต

            Novel Meat Fermentation Technology จึงไม่ใช่การแทนที่ภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่คือการนำวิทยาศาสตร์มา “ออกแบบการหมัก” ให้ควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

Continue reading “Novel Meat Fermentation Technology: Advanced Microbial Science in Meat Processing”

From Testing to Prediction: Non-Destructive Technologies for Smarter Nutritional Analysis

From Testing to Prediction: เทคโนโลยี Non-Destructive สู่การวิเคราะห์โภชนาการอัจฉริยะ

            การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการแบบดั้งเดิม หรือ Wet Chemistry เช่น Kjeldahl, Soxhlet และ Lane-Eynon เป็นวิธีมาตรฐานที่ให้ผลแม่นยำและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ต้องแลกมาด้วยการทำลายตัวอย่าง ระยะเวลาการวิเคราะห์ที่ยาวนาน การใช้สารเคมี และการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญกับอุปกรณ์เฉพาะทาง จึงอาจไม่ตอบโจทย์การตรวจสอบอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในสายการผลิต

            ความท้าทายดังกล่าวผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี Non-Destructive Testing (NDT) ที่ใช้รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ เพื่อวัดการดูดกลืน การสะท้อน หรือการกระเจิงของแสงจากตัวอย่างอาหาร โดยนำข้อมูลสเปกตรัมมาวิเคราะห์ร่วมกับ Chemometrics, Machine Learning และ AI เพื่อประเมินองค์ประกอบทางเคมีและคุณลักษณะด้านคุณภาพโดยไม่ทำลายตัวอย่าง

            หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้แพร่หลายคือ Near-Infrared Spectroscopy (NIR) ซึ่งมีจุดเด่นด้านความรวดเร็ว ไม่ต้องใช้สารเคมี และสามารถวิเคราะห์หลายองค์ประกอบพร้อมกัน เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และใยอาหาร ทั้งยังมีการพัฒนาไปสู่อุปกรณ์แบบพกพาสำหรับใช้งานนอกห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม NIR ยังมีข้อจำกัดกับตัวอย่างที่หนาหรือทึบแสง และต้องอาศัยแบบจำลอง Calibration ที่เหมาะสม

            ขณะที่ Hyperspectral Imaging (HSI) ผสานข้อมูลเชิงสเปกตรัมเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ ทำให้สามารถมองเห็นการกระจายตัวขององค์ประกอบในแต่ละจุดของตัวอย่างได้ละเอียดกว่า NIR ขณะที่ Raman Spectroscopy ให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างโมเลกุลที่ละเอียดและมีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์สารประกอบเฉพาะทาง แม้ต้นทุนและความซับซ้อนของอุปกรณ์ยังเป็นข้อจำกัด

            อนาคตของเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังมุ่งสู่การผสาน AI, Machine Learning, Deep Learning และ Neural Networks รวมถึงการพัฒนาเซนเซอร์ให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง และติดตั้งบนสายการผลิตได้โดยตรง เมื่อข้อมูลการวิเคราะห์สามารถเชื่อมต่อกับระบบโรงงานแบบเรียลไทม์ การควบคุมคุณภาพจึงมีโอกาสเปลี่ยนจากการ “สุ่มตรวจ” ไปสู่การ “เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง” และจากการตรวจสอบคุณภาพที่ปลายทาง สู่การคาดการณ์และควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ระหว่างกระบวนการผลิต

Continue reading “From Testing to Prediction: Non-Destructive Technologies for Smarter Nutritional Analysis”

VEGAPOINT 21 ช่วยตรวจจับระดับและป้องกันการล้นของถังเยื่อผลไม้

VEGAPOINT 21 ช่วยตรวจจับระดับและป้องกันการล้นของถังเยื่อผลไม้

            Ceres เป็นหนึ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศแอฟริกาใต้ และมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งเพาะปลูกผลไม้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความสำเร็จของธุรกิจผลไม้ในพื้นที่คือสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเอื้อต่อการเพาะปลูกเป็นอย่างดี และมีแสงแดดเฉลี่ยถึง 300 วันต่อปี ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ตลอดทั้งปี

เติบโตจากผลผลิตสดสู่ธุรกิจน้ำผลไม้

            ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตน้ำผลไม้แห่งนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลด้านอาหารและเครื่องดื่มอันทรงเกียรติมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จคือ ผลไม้จะถูกเก็บเกี่ยวและนำเข้าสู่กระบวนการผลิตโดยตรง ทำให้เส้นทางจากหุบเขา Ceres สู่ผู้บริโภคมีระยะทางสั้น ปัจจุบันน้ำผลไม้ของบริษัทมีให้เลือกถึง 11 รสชาติ ตั้งแต่แอปเปิล ลูกแพร์ พีช และลิ้นจี่ ไปจนถึงน้ำผลไม้ผสมหลากหลายสูตร

ความท้าทายในการตรวจวัดระดับ

            เซนเซอร์จาก VEGA ถูกนำมาใช้งานในกระบวนการผลิตของบริษัทมาเป็นเวลาหลายปี ครอบคลุมทั้งถังเก็บน้ำและสารเคมี ระบบบำบัดน้ำเสีย และกระบวนการพาสเจอไรซ์

            อย่างไรก็ตาม จุดตรวจวัดหนึ่งที่เป็นความท้าทายคือถังที่ใช้รวบรวมเศษเหลือจากกระบวนการผลิต เยื่อผลไม้ในรูปของสารละลายน้ำประกอบด้วยเซลลูโลสและวัสดุของแข็งอื่นๆ ผสมกัน ในอดีต ถังดังกล่าวเกิดปัญหาล้นเป็นครั้งคราว เนื่องจากสวิตช์วัดระดับแบบสั่นที่ใช้งานอยู่มักทำงานผิดพลาด

            เซลลูโลสถูกสะสมอยู่บน Tuning Forks จนทำให้เซนเซอร์ทำงานผิดปกติและไม่สามารถสั่งเปลี่ยนสถานะได้อย่างถูกต้องเมื่อถังถูกระบายออก นอกจากนี้ กรดจากผลไม้ยังสร้างความยุ่งยากเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดการเติมของเหลวเกินระดับถัง เนื่องจากปั๊มไม่สามารถเริ่มทำงานได้ทันเวลาหรือหยุดทำงานเร็วเกินไป การทำความสะอาดพื้นและบริเวณโดยรอบถังจึงต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานจำนวนมาก

VEGAPOINT 21 ทางเลือกใหม่สำหรับการตรวจจับระดับของเหลว

            บริษัทจึงได้ทดลองใช้ VEGAPOINT 21 ซึ่งเป็นสวิตช์วัดระดับสำหรับตรวจจับของเหลวที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก โดยใช้หลักการ Capacitive Point Level Measurement เซนเซอร์และถังจะทำหน้าที่เป็นขั้วไฟฟ้าสองขั้วของตัวเก็บประจุ เมื่อระดับของเหลวเปลี่ยนแปลง จะทำให้ค่าความจุไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะถูกแปลงเป็นสัญญาณสวิตช์

            การติดตั้งสามารถดำเนินการได้โดยลูกค้าเอง การเชื่อมต่อทำได้ง่าย และไม่มีปัญหาในการตั้งค่าและการเริ่มเดินระบบ นอกจากนี้ VEGAPOINT ยังสามารถทำงานได้แม้ในสภาวะการวัดที่ท้าทาย เช่น ความปั่นป่วน ฟองอากาศ การสั่นสะเทือนจากภายนอก หรือการเปลี่ยนแปลงของตัวกลาง แม้มีคราบสะสมบริเวณปลายโพรบ สวิตช์วัดระดับยังสามารถทำงานได้เมื่อระดับน้ำที่เหลืออยู่สัมผัสกับโพรบ

จุดเด่นของ VEGAPOINT Series

– ปรับให้เหมาะกับการใช้งานได้ง่าย

– มีความไวต่อคุณสมบัติของตัวกลางต่ำ จึงไม่จำเป็นต้องปรับตั้งค่าเพิ่มเติม

– ขนาดกะทัดรัด สามารถติดตั้งได้ทั้งบนถัง ภาชนะ และท่อขนาดเล็ก

– คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงการนำไปประยุกต์ใช้กับจุดตรวจวัดอื่นๆ ในอนาคต

            VEGAPOINT 21 จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับการตรวจสอบระดับในกระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะจุดที่มีความท้าทายจากคุณสมบัติของตัวกลางและการสะสมของวัสดุบนเซนเซอร์
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการใบเสนอราคา โทร. 02 700 9240 อีเมล: info.th@vega.com เว็บไซต์: www.vega.com

Less but Better: Rethinking Meat Protein in the GLP-1 Era

บริโภคน้อย แต่ได้คุณค่ามากขึ้น: โอกาสใหม่ของโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในยุค GLP-1

            การเติบโตของการใช้ยากลุ่ม glucagon-like peptide-1 (GLP-1) receptor agonists ซึ่งรวมถึงยาฉีดบางชนิดที่ผู้บริโภครู้จักกันในชื่อ “ปากกาลดน้ำหนัก” ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเฉพาะด้านสุขภาพและการควบคุมน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารด้วย เมื่อความอยากอาหารและปริมาณการบริโภคลดลง คำถามสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอาหารจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ผู้บริโภคจะบริโภคน้อยลงเพียงใด” แต่คือ “อาหารที่ผู้บริโภคเลือกจะต้องมอบคุณค่าที่มากขึ้นเพียงใด” โดยเฉพาะโปรตีน ซึ่งกำลังทวีความสำคัญมากขึ้น

            สำหรับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และสัตว์ปีก แนวโน้มนี้อาจเปิดโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนมุมมองจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมมอบโปรตีนคุณภาพสูงและคุณค่าทางโภชนาการที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “More Value per Bite” ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค GLP-1

 

ออกแบบเนื้อสัตว์ให้ตอบโจทย์ “More Value per Bite”

            แนวคิด More Value per Bite สามารถนำมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่มีขนาดบริโภคเหมาะสม แต่ยังคงให้โปรตีนและสารอาหารที่มีคุณค่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Bina และคณะ ที่เสนอถึงโอกาสของผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงให้คุณค่าจากโปรตีน ดังนี้

– เพิ่มคุณค่าโปรตีน ในขนาดที่พอดี: นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการออกแบบอาหารที่ให้โปรตีนสูงในปริมาณที่เหมาะสมและรับประทานได้สะดวก ขณะเดียวกัน การออกแบบให้เป็นหนึ่งหน่วยบริโภค (single portion) หรือแบ่งรับประทานได้ง่าย ยังช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมปริมาณได้เหมาะสมกับความต้องการ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ควรรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสที่ผู้บริโภคยอมรับ เพราะโปรตีนสูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผลิตภัณฑ์ยังไม่ตอบโจทย์ประสบการณ์การบริโภค

– จากโปรตีนสูงสู่คุณค่าทางโภชนาการที่รอบด้าน: แนวคิด More Value per Bite ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มโปรตีนให้สูงที่สุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับสูตรเพื่อลดองค์ประกอบที่ต้องการควบคุม อย่างไรก็ตาม การปรับสูตรจำเป็นต้องพิจารณาถึงคุณค่าทางโภชนาการควบคู่กับรสชาติ เนื้อสัมผัส และอายุการเก็บรักษา

Continue reading “Less but Better: Rethinking Meat Protein in the GLP-1 Era”

3 Sodium Reduction Innovations: A New Frontier for the Health & Wellness Food Industry

3 นวัตกรรมลดโซเดียม: ทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ

            “จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าอาหารอร่อย แม้จะใช้โซเดียมน้อยลง” กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของนักวิทยาศาสตร์อาหารทั่วโลก เพราะเกลือไม่ได้มีหน้าที่ให้รสเค็มเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความกลมกล่อม ปรับสมดุลรสชาติ สร้างเนื้อสัมผัส ยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ และยืดอายุการเก็บรักษา การลดเกลือจึงต้องอาศัยการบูรณาการ Food Science, Sensory Science และ Food Engineering เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งระบบ

 

นวัตกรรมที่ 1: เกลืออนุภาคขนาดเล็ก

            ความเค็มที่รับรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณโซเดียมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเร็วที่ไอออนโซเดียมเข้าถึงตัวรับรสบนลิ้น งานวิจัยพัฒนาผงปรุงรสที่มีขนาดอนุภาค 250, 150 และ 105 ไมครอน พบว่าเมื่อขนาดอนุภาคเล็กลง ผู้บริโภครับรู้รสเค็มได้ชัดเจนขึ้น โดยสูตรขนาด 105 ไมครอนได้รับคะแนนความชอบสูงที่สุด และมีโซเดียมประมาณ 21 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค สะท้อนแนวคิด Food Structure Engineering ที่ใช้การออกแบบโครงสร้างทางกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรส

 

นวัตกรรมที่ 2: High-Pressure Processing (HPP)

            ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เกลือและฟอสเฟตมีบทบาทต่อการสร้างโครงสร้างเจลของโปรตีน หากลดลงโดยไม่มีเทคโนโลยีสนับสนุน อาจทำให้เนื้อสัมผัสยุ่ย แห้ง และเกิดการสูญเสียน้ำระหว่างการปรุง HPP จึงถูกนำมาใช้ช่วยสร้างโครงสร้างโปรตีนใหม่ โดยการใช้ความดัน 300 MPa เป็นเวลา 2 นาที ร่วมกับเกลือร้อยละ 0.75 และฟอสเฟตร้อยละ 0.1 สามารถลดเกลือได้ร้อยละ 25 และฟอสเฟตได้ร้อยละ 50 ขณะที่คุณสมบัติด้านเนื้อสัมผัสยังใกล้เคียงสูตรมาตรฐาน

 

นวัตกรรมที่ 3: เห็ดฟางกับรสอูมามิจากธรรมชาติ

            เห็ดฟางมีกรดกลูตามิกและ 5′-นิวคลีโอไทด์ เช่น 5′-GMP และ 5′-IMP ซึ่งช่วยเสริมรสอูมามิและชดเชยความอร่อยที่ลดลงจากการใช้เกลือน้อยลง นอกจากนี้ กลิ่นของเห็ดยังอาจช่วยเสริมการรับรู้ความเค็มผ่าน Cross-modal Interaction ระหว่างกลิ่นและรสชาติ

            ทั้ง 3 แนวทางสะท้อนว่า การพัฒนาอาหารลดโซเดียมไม่จำเป็นต้องแลกกับความอร่อย แต่ต้องอาศัยการเลือกวัตถุดิบ เทคโนโลยีการแปรรูป และการออกแบบประสบการณ์การรับรสอย่างเหมาะสม

Continue reading “3 Sodium Reduction Innovations: A New Frontier for the Health & Wellness Food Industry”

Decoding the Formula for the Success of “Mini Bologna with Fresh Chilies” Turning Cost-Reduction Challenges into Industrial Food Innovations

ถอดสูตรสำเร็จ ‘มินิโบโลน่าพริกสด’ พลิกโจทย์ลดต้นทุนสู่บทพิสูจน์นวัตกรรมอาหารระดับอุตสาหกรรม

            ต้นทุนวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทไส้กรอกที่ราคาวัตถุดิบมีความผันผวน การพัฒนาสูตรอาหารเพื่อบริหารต้นทุนจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนไม่ใช่เพียงการลดสัดส่วนวัตถุดิบราคาสูง แต่คือการเพิ่มทางเลือกในการปรับเปลี่ยนสูตร โดยยังคงรักษามาตรฐานความอร่อย เนื้อสัมผัส และคุณภาพ

            ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ปทุมธานีจึงต่อยอดจากสูตรโบโลน่าเนื้อสุกร 100% สู่การพัฒนา “ไส้กรอกมินิโบโลน่าพริกสด” สูตรผสมเนื้อสุกรและเนื้อไก่ เพื่อ ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ พร้อมชูจุดเด่นด้วยพริกสดและขนาดพอดีคำ

            การศึกษาพัฒนาสูตรจำนวน 4 สูตร ได้แก่ เนื้อสุกร 100%, สุกร 70% และไก่ 30%, สุกร 50% และไก่ 50% และสุกร 30% และไก่ 70% ผลการทดสอบทางประสาทสัมผัสกับผู้ทดสอบ 30 คน พบว่าสูตรสุกร 70% และไก่ 30% ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด เมื่อนำไปทดสอบกับผู้บริโภค 100 คน พบการยอมรับ 100% และมีคะแนนความชอบโดยรวมเฉลี่ย 7.76 ± 0.99 โดย 84% ยืนยันว่าจะตัดสินใจซื้ออย่างแน่นอน

            การปรับสัดส่วนวัตถุดิบยังสามารถลดต้นทุนผลิตภัณฑ์อิมัลชันได้ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพและเนื้อสัมผัส ขณะเดียวกันยังสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน รสชาติใหม่และอัตลักษณ์ไทย ผลิตภัณฑ์ใส่ใจสุขภาพ รวมถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มและการควบคุมปริมาณ สะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนจากการลดต้นทุนสู่การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

Continue reading “Decoding the Formula for the Success of “Mini Bologna with Fresh Chilies” Turning Cost-Reduction Challenges into Industrial Food Innovations”