Seafood leading company invest in ‘Insect protein’ pet food starts up company

บริษัทชั้นนำด้านอาหารทะเล ร่วมหุ้น สตาร์ทอัพขนมสัตว์เลี้ยงจาก โปรตีนแมลง
Seafood leading company invest in ‘Insect protein’ pet food starts up company

บริษัท ไทยยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ได้เข้าลงทุนในบริษัท ออร์ก้าฟีด ด้วยงบกองทุน venture fund ที่มุ่งเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโปรตีนทางเลือก สารอาหารเพื่อสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจอาหาร เพื่อร่วมมือและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยบริษัท ออร์ก้าฟีด นับเป็นสตาร์ทอัพแนวหน้าของประเทศไทยในการผลิตขนมสัตว์เลี้ยงที่มีส่วนผสมจากแมลง (แบรนด์ Laika) ผลิตจากหนอนแมลงวันลายที่ทานอาหารส่วนเกินที่สะอาดหรือผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นตามโรงงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การลงทุนและการร่วมมือต่อจากนี้จะช่วยสนับสนุนธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยูเนี่ยน (ในนามบริษัท ไอ-เทล) สอดรับกับแนวทางของบริษัทในการนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการให้ดียิ่งขึ้น

“เราเชื่อว่าโปรตีนจากแมลงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืน และจะช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงได้ ทั้งในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการและความยั่งยืน และด้วยความร่วมมือและการลงทุนครั้งนี้จะทำให้เราสามารถขยายธุรกิจและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสิ่งแวดล้อมได้ เรายินดีที่จะได้ร่วมงานกับไทยยูเนี่ยนต่อไป โดยเฉพาะกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์ของไทยยูเนี่ยน” นายอิทธิกร เทพมณี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัท ออร์ก้าฟีด จำกัด กล่าว

“นวัตกรรมและความยั่งยืนนับเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเรา โดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนสู่การเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงมากขึ้น ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนและดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้บริษัทของเราขยายธุรกิจในสินค้ากลุ่มดังกล่าวมากยิ่งขึ้น เช่น การนำโปรตีนจากแมลงมาใช้ในการผลิต ซึ่งมีผลต่อสิ่งแวดล้อม (การปล่อยคาร์บอน การใช้น้ำและดิน) น้อยกว่าโปรตีนจากฟาร์มชนิดอื่นๆ มาก  ออร์ก้าฟีดจะช่วยเราตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของธุรกิจอาหารสัตว์ยั่งยืน เรามีความยินดีที่ได้ร่วมลงทุนในครั้งนี้ และร่วมงานกับออร์ก้าฟีดต่อไป” นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าว

Thai Union Group PCL (Thai Union) announced that its Corporate Venture Capital (CVC) Fund has invested in Orgafeed, one of the leading insect-based pet treat start-ups in Thailand.

Orgafeed produces sustainable pet food and pet treats based on insect protein (Laika brand). They use black soldier fly larvae, which are raised on a diet from pre-consumed food waste, supporting circular economy principles. The investment in Orgafeed, and further collaboration will support the future growth of Thai Union Pet Care (now “i-Tail”) and is in line with new roadmap that utilizes innovation to enhance the nutritional aspect of the Company’s products.

“We believe that insect protein is a sustainable choice that helps to raise the standard of the pet food industry, both in terms of nutritional benefits and sustainability. With this partnership and investment from Thai Union Group, we will be able to scale both our business as well as the positive impacts on the environment. We look forward to this journey together with Thai Union Group and their pet care experts and professionals.”  Ittikorn Thepmani, Orgafeed’s co-founder and Circular Economy Officer (CEO) said

“At Thai Union, innovation and sustainability are two important pillars of our business. The pet industry is experiencing strong humanization and premiumization trends, which has led to customers looking for healthier and more sustainable products, thus driving our portfolio towards sustainable pet products, such as insect protein, where the environmental impact (emissions, land and water usage) is significantly lower than other kinds of farmed protein, Orgafeed will help us better serve our customers, especially in the sustainable pet food segment. We’re very pleased to be participating in this round of funding and are looking forward to exploring collaboration opportunities with them.” said Roy Chan, CEO of i-Tail, Thai Union.

 

EU เตรียมเห็นชอบให้ตั๊กแตน (migratory locust) เป็นแมลงที่มีความปลอดภัยต่อการบริโภค

คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการด้านพืช สัตว์ อาหาร และอาหารสัตว์ (EU Standing Committee on Plants, Animals, Food and Feed : PAFF) ในวันที่ 28 กันยายน 2564 ลงมติเห็นชอบให้ตั๊กแตน (migratory locust) มีความปลอดภัยต่อการบริโภค

สืบเนื่องจากการที่ European Food Safety Authority (EFSA) ได้แถลงผลการพิจารณาเอกสารข้อมูล (dossier) ของ Fair Insects (บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์) โดยมีมติให้ตั๊กแตน (แช่แข็ง อบแห้ง และบดละเอียด) เป็นแมลงที่มีความปลอดภัยต่อการบริโภคและสามารถใช้เป็นอาหารและส่วนประกอบของอาหารได้ โดยนับเป็นแมลงชนิดที่สอง (รองจากหนอนนก) ที่ EFSA ให้การรับรองด้านความปลอดภัยอาหารหลังจากที่ Regulation (EU) 2015/2283 ว่าด้วย อาหารใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปจะดำเนินการออกกฎระเบียบรับรองการขึ้นทะเบียนตั๊กแตนเป็นอาหารใหม่ในช่วงเดือนธันวาคม 2564

ตั๊กแตนในกลุ่มแมลงมีองค์ประกอบของสารไคติน (chitin*) ในปริมาณสูงกว่าอาหารอื่น ๆ เช่นเดียวกับในสัตว์น้ำกลุ่มครัสเตเชียน (กุ้ง กั้ง และปู) และไรฝุ่น (dust mites) ซึ่งการบริโภคแมลงสามารถอาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้อาหารได้ (food allergen) ซึ่งขึ้นอยู่กับความไวต่อโปรตีนจากแมลงของแต่ละบุคคล ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงกำหนดให้ต้องมีการติดฉลากระบุข้อมูลความเสี่ยงต่อการแพ้โปรตีนดังกล่าว

By: Office of Agricultural Affairs Royal Thai Embassy Brussels -September 27, 2021

www.thaieurope.net

 

คาดกินเจปี64ไม่คึกคัก-คนกรุงรัดเข็มขัด เม็ดเงินหดตัว 8.2%

แม้สถานการณ์โควิด-19 และการเข้าถึงวัคซีนจะเริ่มมีสัญญาณบวก แต่สถานการณ์น้ำท่วมและราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เป็นปัจจัยเฉพาะหน้าเพิ่มเติมที่เข้ามากระทบความเชื่อมั่น ฉุดรั้งกำลังซื้อ และอาจสร้างความไม่สะดวกต่อการใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ที่เทศกาลกินเจกำลังจะมาถึงในวันที่ 6-14 ตุลาคมนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เทศกาลกินเจปี 2564 คนกรุงเทพฯ จะมีเม็ดเงินค่าใช้จ่ายตลอดช่วงเทศกาลอยู่ที่ 3,600 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับเทศกาลกินเจปีก่อน ซึ่งนอกจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว ยังเป็นผลจากจำนวนคนที่กินเจลดลง อีกทั้งยังปรับลดจำนวนวันในการกินเจลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่บางส่วนยังคง Work From Home จึงไม่เอื้อต่อการจับจ่ายในช่องทางการกินเจที่คุ้นเคยอย่างร้านอาหารข้างทางบริเวณที่ทำงาน ขณะที่ช่องทางร้านสะดวกซื้อและเดลิเวอรี่/ออนไลน์มีแนวโน้มที่คนจะหันมาใช้บริการมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ในเรื่องของความหลากหลายของสินค้า และบริการจัดส่งที่สะดวกขึ้น

ในระยะข้างหน้า ตลาดอาหารวีแกนน่าจะเติบโตขึ้นไม่เฉพาะแต่ในช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น แต่จากพฤติกรรมของคนไทยที่หันมาเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี การจะเพิ่มอัตราการบริโภคและยอดขายได้มากหรือน้อยนั้นคงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ผู้บริโภคจะให้น้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นราคา รสชาติ ความหลากหลายของสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย เป็นต้น

 

By : Kasikorn Research Center

อุตสาหกรรมอาหารพลิกฟื้น-โค้งสุดท้ายปี 64 ยังโตแกร่งสวนโควิด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารของไทยในช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 ว่า การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกพบว่า มีมูลค่า 622,700 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่ผ่อนคลายมาตรการ Lockdown หลังจากสัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ประชาชนสามารถออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน ธุรกิจบริการร้านอาหารต่างๆ มีการฟื้นตัว โดยการส่งออกไปจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.0 เนื่องจากมีความต้องการสินค้าจำนวนมากเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน ส่วนการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปก็มีสัญญาณการฟื้นตัวเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าส่งออกในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง จำพวกกุ้ง ปลา ปลาหมึก สับปะรดกระป๋อง ที่มีการขยายตัวตามช่องทางจำหน่ายในธุรกิจบริการร้านอาหารที่กำลังฟื้นตัว ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับ Pent up demand หรือความต้องการที่ถูกอั้นไว้ในช่วงที่ออกนอกบ้านไม่ได้และร้านอาหารถูกปิดเป็นเวลาหลายเดือน

            

ด้าน นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารไทยใน 5 เดือนหลังยังจะโตแกร่งสวนทางโควิด-19 โดยคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 การส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 มูลค่า 427,300 ล้านบาท ทั้งปีประเมินว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 การส่งออกจะมีมูลค่า 1,050,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 จากปี 63 จึงเร่งขอความร่วมมือโรงงานโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าประเมินตนเอง Online ในแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid (TSC) และการสุ่มตรวจประเมินโรงงาน (Onsite) เพื่อแนะนำการใช้มาตรการต่างๆ ในเชิงรุก เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารสามารถทำรายได้จากการส่งออกและเป็นภาคส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

แหล่งที่มาสำนักข่าวอินโฟเควสท์