Category: News
ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสมัครเข้ารับรางวัล “อุตสาหกรรมดีเด่น ประจำปี 2564 ประเภทการเพิ่มผลผลิต”
Anuga Foodtec 2022
Aleph Farms and Mitsubishi Bring Cultivated Meat to Japan
Aleph Farms and Mitsubishi Bring Cultivated Meat to Japan
Collaboration to bring cultivated meat to Japan will help the country meet climate change and food security goals
REHOVOT, Israel — Aleph Farms, Ltd., and Mitsubishi Corporation’s Food Industry Group signed a Memorandum of Understanding (MoU) to bring cultivated meat to the Japanese table. Aleph Farms will provide its proven, scalable manufacturing platform (BioFarm™) for cultivation of whole-muscle steaks. Mitsubishi Corporation will provide its expertise in biotechnology processes, branded food manufacturing, and local distribution channels in Japan.

“The MoU with Mitsubishi Corporation’s Food Industry Group marks an important milestone for us, as we methodically build the foundations of our global go-to-market activities with selected partners,” notes Didier Toubia, Co-Founder and CEO of Aleph Farms.
Mitsubishi Corporation is a global integrated business enterprise that develops and operates a global network of 1,700 group companies in 90 countries. With yearly revenue of US$140B, Mitsubishi Corporation is comprised of 10 Business Groups covering virtually every industry. The Food Industry Group covers food resources, fresh foods, consumer products, and food ingredients, and is active in every link of the food supply chain, from the production and sourcing of raw materials to the manufacturing of finished food products.

“The cooperation demonstrates Aleph Farms’ strategy of working together with the food and meat industries to ensure a successful integration of cultivated meat within the ecosystem, while maximizing the positive impact we make,” adds Toubia. “We are excited to bring cultivated meat production closer to the Japanese market.”
This cooperation takes a lead role in the fight against climate change, especially now that the Japanese government stipulated a goal of achieving zero greenhouse gas emissions. In April 2020, Aleph Farms committed to eliminating emissions associated with its meat production by 2025 and reach the same net-zero emissions across its entire supply chain by 2030. As the demand for meat continues to rise with evolving lifestyles, the cooperation will also provide actionable solutions to overcome the societal challenges to the local population surrounding the domestic meat supply. This includes implementing stable food channels of quality nutrition.
“This is part of a network of ‘BioFarm to Fork’ strategic partnerships being developed by Aleph Farms in APAC, LATAM, and Europe, following the successful 2019 Round-A strategic investment by Cargill and the Migros Group in Switzerland,” reports Gary Brenner, VP of Market Development at Aleph Farms.
Aleph Farms and Mitsubishi Corporation are members of the “Cellular Agriculture Study Group”, a consortium implementing policy proposals under the Japanese Center for Rule-Making Strategy. The consortium brings together a range of experts on the definition and construction of cellular agricultural foods. It also adds clarification of conditions for Japanese products and technologies to have international competitiveness and establishes mechanisms for coexistence and division of roles with existing industries.
ทูตพาณิชย์บุกขยายตลาดชูโมเดลใหม่ เจาะจังหวัดหวินห์ลงในเวียดนามใต้
ทูตพาณิชย์บุกขยายตลาดชูโมเดลใหม่ เจาะจังหวัดหวินห์ลงในเวียดนามใต้
เวียดนาม, 6 มกราคม 2564 – นางสุภาพร สุขมาก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งได้เน้นการรุกเจาะตลาดในเมืองเศรษฐกิจรองที่มีศักยภาพของแต่ละประเทศ สำหรับตลาดเวียดนามได้กำหนดนำคณะผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าไทย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Vietnam – Thailand Trade and Agricultural Product Exchange Fair ภายใต้ Thailand Pavilion ระหว่างวันที่ 4-11 มกราคม 2564 ณ จังหวัดหวินห์ลง เวียดนามตอนใต้

ในครั้งนี้ ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าไทยในเวียดนามให้ความสนใจเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายใต้ Thailand Pavilion จำนวน 16 บริษัท รวม 22 คูหา นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าในคูหา Thailand Pavilion แล้ว สคต. ณ นครโฮจิมินห์ ยังได้ประสานงานกับผู้นำเข้า และบริษัท Expo International Trading Group Joint Stock Company เพื่อนำเข้าสินค้าคุณภาพดีจากไทยที่ต้องการบุกขยายตลาดมายังเวียดนาม และจัดจำหน่ายในรูปแบบมินิมาร์ทหรือซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย รวมทั้งสินค้าวิสาหกิจชุมชนไทยที่มีคุณภาพ ภายใต้โมเดล EXPO MART

ทั้งนี้ โมเดล EXPO MART จะเป็นโมเดลนำร่องต้นแบบ ซึ่งจะนำมาพัฒนาเป็นเครือข่ายร้านมินิมาร์ทและซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าไทยที่ครอบคลุมทุกจังหวัดของเวียดนาม โดยบริษัทฯ ได้กำหนดแผนจัดตั้งสาขาให้ครอบคลุมทั้ง 25 จังหวัดเมืองรองทางตอนใต้ของเวียดนามภายในปี 2564 ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคในเมืองรองของเวียดนามสามารถเข้าถึงสินค้าไทยได้มากขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169
กรมประมงประสานโมเดิร์นเทรด สะพานปลา ห้องเย็น เปิดช่องทางกระจายสินค้าสัตว์น้ำ พร้อมสั่งการประมงจังหวัดทั่วประเทศ เปิดตลาดขาย “กุ้ง”
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ กระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยในพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และชาวประมง ตลอดจนผู้ประกอบการในทุกภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายเข้มงวดและเพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวัง ตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างรัดกุม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมทั้งกำชับให้กรมประมงดูแลช่วยเหลือความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรทุกภาคการผลิตโดยเร็วที่สุด

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ และการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครเป็นแหล่งการค้าสินค้าประมงที่สำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งตลาดกลางและกิจการห้องเย็นที่กระจายสินค้าจำหน่ายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะสินค้ากุ้งทะเลที่เป็นสินค้าหลักของหมวดสินค้าประมง ซึ่งปกติปริมาณผลผลิตจากฟาร์มเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลมาจากพื้นที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลทั่วประเทศ จะถูกจำหน่ายไปยัง 2 ส่วน คือ
(1) โรงงานแปรรูป (ร้อยละ 80) ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบ และ (2) การเข้าสู่การซื้อขายที่ตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร (ร้อยละ 20) ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตกุ้งทะเล รวม 2 เดือน ตั้งแต่มกราคม-กุมภาพันธ์ 2564 มีปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดอีกราว 33,000 ตัน นอกจากนี้ ในส่วนของกุ้งก้ามกราม ยังได้มีการคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งจะมีปริมาณอีกกว่า 8,000 ตัน ดังนั้น กรมประมงจะต้องเร่งดำเนินการมาตรการเร่งด่วนเพื่อระบายสินค้าทั้ง 2 ชนิด ออกสู่ตลาด และช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา

โดยขณะนี้ กรมประมงได้กำหนดแนวทางในการกระจายผลผลิตกุ้งและสินค้าสัตว์น้ำ ดังนี้
1. เปิดสถานที่ให้เกษตรกรนำกุ้งมาจำหน่ายโดยตรงแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งเปิดจำหน่ายออนไลน์ผ่านทาง Fisheries Shop ของกรมประมง
2. มอบหมายให้ประมงจังหวัดทั่วประเทศ นำผลผลิตสัตว์น้ำมาจัดจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งขณะนี้มีการนำร่องจำหน่ายกุ้งก้ามกรามในพื้นที่จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี แล้ว โดยมีประชาชนให้ความสนใจมาเลือกซื้อกุ้งเป็นจำนวนมาก
3. ขอความร่วมมือห้องเย็นโรงงานแปรรูปในการรับซื้อกุ้งทะเล
4. ประสานความร่วมมือกับกรมการค้าภายในนำสินค้าปลอดภัยมาจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดต่างๆ เช่น บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด เพื่อกระจายสินค้า
5. ประสานความร่วมมือในการหาตลาดใหม่ๆ ในการกระจายสินค้าสัตว์น้ำ เช่น ตลาดไท
6. ประสานความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ในการจำหน่ายสินค้าผ่านทาง Call Center และ เว็บไซต์ www.ohlalashopping.com
7. ประสานความร่วมมือกับกองทัพบกในการรับซื้อกุ้ง เพื่อนำไปเป็นอาหารให้กับกำลังพล
8. ประสานความร่วมมือกับกรมอนามัยในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเป็นแหล่งจำหน่ายกุ้ง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการช่วยกระจายกุ้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอีกด้วย อาทิ สมาคมสื่อมวลชนเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศิลปินดารา เป็นต้น
โดยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 กรมประมงได้มีการประชุมหารือร่วมกับตลาดไท นำโดยนายโอฬาร พิทักษ์
ที่ปรึกษาตลาดไท และนายโชคชัย คลศรีชัย กรรมการผู้จัดการ เพื่อเตรียมหาตลาดอาหารทะเลแหล่งใหม่รองรับและกระจายสินค้าสัตว์น้ำ โดยจะมีการพัฒนาพื้นที่กว่า 2,300 ตารางเมตร เปิดให้เป็นโซนจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำปลอดภัย ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำในภาวะวิกฤตโควิด-19 ซึ่งจะเปิดให้เกษตรกรที่เดือดร้อนไม่มีช่องทางการขายสินค้ามาจำหน่ายได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมประมง ส่วนสถานที่ทางตลาดไทได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในเรื่องของการเฝ้าระวังตรวจวัดอุณหภูมิให้กับทั้งค้าและผู้ขายในทุกจุดทั่วตลาดไท และยังมีการสุ่มตรวจ swab test กับผู้ค้าในพื้นที่ ตลอดจนการหยุดการจำหน่ายสินค้าที่มาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งกรมประมงคาดว่าจะเริ่มดำเนินการกระจายและจำหน่ายสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ ได้ภายในเดือนมกราคม 2564 และในอนาคตจะร่วมกันพัฒนาให้เป็นตลาดสัตว์น้ำยุคใหม่ ตลาดกลางสินค้าสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย สินค้าคุณภาพปลอดภัย เกษตรกรจำหน่ายเอง ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สามารถเข้าสู่กลไกการค้าได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และผู้บริโภคก็ได้สินค้าดี ราคาเหมาะสมด้วย

สำหรับสถานการณ์ความตื่นตระหนกต่อการบริโภคกุ้งในขณะนี้ กรมประมงเชื่อมั่นว่าคลายลงแล้ว และประชาชนผู้บริโภครับรู้รับทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้องว่ากุ้งและสินค้าสัตว์น้ำไม่ได้เป็นพาหะของโรคโควิด-19 อย่างแน่นอน แต่การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ จึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก ไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก ควรล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง และดูแลตัวเองให้ดี ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19…แล้วเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน…อธิบดีกรมประมง กล่าว
DITP เตรียมบุกเจาะตลาดอินเดียด้วยการเจรจาออนไลน์
อธิบดีกรมประมง…ย้ำชัด “สัตว์น้ำ” ปลอดภัยไร้โรค “โควิด-19” แจงผู้บริโภคให้วางใจ…เน้นสุขอนามัยในการรับประทาน

23 ธันวาคม 2563 – นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ ซึ่งแหล่งแพร่กระจายโรคมาจากตลาดกุ้งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้ขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ อีกทั้งยังกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ รวมถึงการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค กรมประมงจึงขอย้ำชัดอีกครั้งว่า ยังไม่มีรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 อยู่ในตัวของสัตว์น้ำแต่อย่างใด โดยสัตว์น้ำเป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่มีปอด แต่ใช้เหงือกในการหายใจ และยังมีความแตกต่างของผิวเซลล์ ซึ่งปลามีโครงสร้างไม่เหมือนคนทั้งหมด ทำให้โอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์เข้าสู่เซลล์ของสัตว์น้ำเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ โรคซาร์ส (SARS) และเมอร์ส (MERS) ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน (อ้างอิงข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายสัตว์แพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจเกิดขึ้นได้จากการขาดสุขอนามัยที่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ จึงขอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านการผลิตที่มีมาตรฐาน เน้นให้ความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยเป็นสำคัญ โดยไม่ควรรับประทานอาหารสัตว์น้ำที่ดิบหรือไม่สุก และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับสัตว์น้ำโดยตรง อาจใช้ถุงมือหรืออุปกรณ์ในการหยิบหรือตัก และล้างทำความสะอาดสัตว์น้ำเป็นอย่างดีก่อนทำการปรุงอาหารทุกครั้ง ซึ่งเชื้อไวรัสโควิด-19 จะถูกทำลายด้วยความร้อนที่ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที และหากความร้อนสูงขึ้นระยะเวลาที่เชื้อถูกทำลายจะสั้นลง (อ้างอิงข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมประมงยังได้เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยและสุขอนามัยในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคตลอดสายการผลิต โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่วางจำหน่ายก่อนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยในกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ พร้อมติดตาม เฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การคัดกรองลูกเรือประมงและคนประจำเรือในช่วงเวลาเข้า-ออก ณ ท่าเทียบเรือประมงทุกแห่ง การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของโควิด-19 ในแรงงานที่เข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูป เป็นต้น
DITP ร่วมกดแตรส่งออก “มะพร้าวอ่อน” สู่ตลาดจีน ภายใต้โครงการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”

ประเทศไทย, 28 ธันวาคม 2563 – กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วมกดแตรสัญญาณ นำร่องส่งออก “มะพร้าวอ่อน” สู่ตลาดจีน ปริมาณ 100 ตัน หลังลงนามความร่วมมือ 3 ฝ่าย “กองทัพบก-พาณิชย์-เกษตร” ในการผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและกดแตรสัญญาณการเริ่มส่งสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ภายใต้โครงการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ โดยเป็นการส่งออกมะพร้าวอ่อน จำนวน 5 ตู้คอนเทนเนอร์ จากเกษตรกรสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ปริมาณ 100 ตัน จากท่าเรือแหลมฉบังไปยังประเทศจีน คาดว่าจะส่งถึงจีนได้ในช่วงต้นเดือนมกราคม และจะนำไปขายก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน
สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นความต่อเนื่องหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง 3 ฝ่าย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ในการช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้จุดแข็งที่แต่ละหน่วยงานมี เช่น กองทัพบกจะใช้ที่ดินและกำลังพลในการพัฒนากิ่งพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลในด้านการผลิตที่ตลาดต้องการ และกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่การตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“การส่งออกสินค้าเกษตร นำร่องมะพร้าวอ่อนไปจีนในครั้งนี้ เป็นการเปิดตัวความร่วมมือระหว่าง 3 ฝ่าย และคาดว่าจะมีการส่งออกสินค้าเกษตรได้เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรไทยอีกหลายรายการ เช่น ลำไย สับปะรด และทุเรียน เป็นต้น”
ปัจจุบัน ไทยส่งออกมะพร้าวอ่อนไปทั่วโลก ในช่วง 11 เดือน ของปี 2563 (มกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่า 3,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปจีน มูลค่า 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% หรือคิดเป็นสัดส่วน 75% ของยอดการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด
กรมประมง…ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบ คุมเข้ม!! กุ้งไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง…หนุนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในไทยและตลาดโลก

สงขลา, 28 ธันวาคม 2563 – เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบ ตั้งแต่การเลี้ยง กระทั่งการแปรรูปเพื่อส่งออก หนุนสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย พร้อมยืนหยัดและเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดโลก
ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งทะเล” ถือเป็นสินค้าสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าจากการส่งออกและนำรายได้เข้าสู่ประเทศกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยกรมประมงได้ให้ความสำคัญและเข้มงวดกับกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเล เพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ในปัจจุบันต่างหันมาใส่ใจต่อความปลอดภัยทางด้านอาหารมากยิ่งขึ้น
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตกุ้งทะเลในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งแหล่งวัตถุดิบ และแหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก โดยในระดับฟาร์มเลี้ยงได้ตรวจฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) พบว่าเกษตรกรได้ดูแลและบริหารจัดการฟาร์มตามหลักการต่างๆ ของ GAP อย่างเข้มงวด อาทิ ด้านสถานที่ การเลี้ยง การให้อาหารและปัจจัยการผลิต การจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ รวมถึงสุขอนามัยฟาร์ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการตรวจสอบการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งในฟาร์มเลี้ยงและร้านค้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของกรมประมงที่มีการควบคุมและเฝ้าระวังการใช้ยา รวมทั้งสารเคมีในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งทะเลอย่างสม่ำเสมอ จึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตกุ้งทะเลจากมาตรฐาน GAP มีคุณภาพ ถูกหลักสุขอนามัย ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในโอกาสนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้งทะเลแช่แข็ง ซึ่งเป็นโรงงานที่กรมประมง เคยส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพร้อมแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตสินค้า ให้ปลอดภัยอย่างเข้มงวด และในครั้งนี้ทางกรมประมงได้เดินทางมาทวนสอบการดำเนินการซ้ำอีกครั้ง โดยผลปรากฏว่าทางโรงงานมีการดำเนินการตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด และได้เข้มงวดในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานของวัตถุดิบที่รับเข้ามาแปรรูป การขนส่ง การนำวัตถุเข้าโรงงาน ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพกุ้ง ความสด สะอาด รวมถึงขั้นตอนในการควบคุมกระบวนการแปรรูปให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อการส่งออก ตั้งแต่การรับสินค้าเข้าจนกระทั่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจะส่งออก อีกทั้งยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทางเคมีและจุลชีววิทยาของโรงงานด้วย

นอกจากนี้ โรงงานยังได้เพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สำหรับการคัดกรองบุคลากรก่อนเข้า-ออกโรงงาน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมประมงและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้ดำเนินการสุ่มตัวอย่างสินค้าสัตว์น้ำที่จะส่งออกจากโรงงานแปรรูป เพื่อทวนสอบระบบการควบคุมการผลิต และติดตามคุณภาพสินค้า โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้า ณ โรงงานผลิต เพื่อตรวจวิเคราะห์ คุณภาพทางจุลินทรีย์ เคมี และกายภาพ และเมื่อสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานตามข้อกำหนดก็จะออกใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (Health Certificate) เพื่อให้สินค้าสามารถส่งออกได้ต่อไป

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า จากการตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า “ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย” มีความพร้อมและศักยภาพที่จะยืนหยัดอยู่ในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งต่อไป ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก


