พาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อน Creative Economy เผยเตรียมเยือนสหราชอาณาจักร แสวงหาความร่วมมือ เชื่อมโยงโอกาสธุรกิจ

สหราชอาณาจักร, 10 – 15 เมษายน 2561

 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรในระหว่างวันที่ 10 – 15 เมษายน 2561 ที่ผ่านมานี้ว่า การเดินทางดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy โดยจะพบหารือกับหน่วยงานของ สหราชอาณาจักรที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“ภาคธุรกิจสร้างสรรค์ของสหราชอาณาจักรถือได้ว่าประสบความสำเร็จ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาด้านนวัตกรรม การเยือนสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ จะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อน Creative Economy ของทั้งสองประเทศ โดยมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือและเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการของไทย ตลอดจนเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในชุมชนฐานราก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

 

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้รับผิดชอบการดำเนินการตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy ของกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หน่วยงานสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดเข้าพบและหารือ ประกอบด้วย ผู้จัดงาน London Craft Week ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จัดงานแสดงผลงานด้านหัตถรรมที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากสหราชอาณาจักรและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมกว่า 200 ราย โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 13 พฤษภาคม 2561 ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอยู่ระหว่างหารือกับผู้จัดงาน London Craft Week ถึงความร่วมมือในการจัดงานลักษณะเดียวกันในประเทศไทย

 

หน่วยงานที่สองได้แก่ Creative England  เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยร่วมกับพันธมิตรและนักลงทุนจากบริษัทเอกชนต่างๆ ให้บริการและสนับสนุนด้านเทคนิค สร้างเครือข่าย เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับประเทศและนานาชาติ หน่วยงานที่สามได้แก่  Cockpit Arts เป็นศูนย์บ่มเพาะทางธุรกิจสำหรับนักสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์แห่งเดียวในสหราชอาณาจักร ทำหน้าที่สนับสนุนผู้ที่เริ่มต้นอาชีพและผู้ที่ได้จัดตั้งธุรกิจแล้วให้ประกอบธุรกิจได้ทั้งในและต่างประเทศ และหน่วยงานที่สี่ ได้แก่ Nesta เป็นองค์กรการกุศลด้านนวัตกรรม ทำหน้าที่แสวงหาแนวทางและแก้ไขปัญหาความท้าทายในปัจจุบัน เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การบริการสาธารณะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกำหนดเยือนเมืองคาร์ดีฟซึ่งเป็นเมือง Creative City ที่สำคัญของสหราชอาณาจักร เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคของไทยสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ต่อไป

 

สำหรับการค้าระหว่างประเทศของไทยกับสหราชอาณาจักรในปี 2560 มีมูลค่ารวม 7,019.90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 4,079.21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้ามูลค่า 2,940.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2561 (มกราคม – กุมภาพันธ์) ไทยส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรมูลค่า 676.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ และแผงวงจรไฟฟ้า ด้านการนำเข้ามีมูลค่า 469.63 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา เครื่องจักรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม

 

 

 

สสว.จับมือสถาบันอาหาร หนุนเครือข่าย SME กลุ่มมะพร้าวและกล้วย คาดสร้างมูลค่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท

กรุงเทพฯ, 23 เมษายน 2561

 

สสว. ผนึกสถาบันอาหาร ขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2561 หนุนรวมกลุ่มธุรกิจเกษตรมะพร้าวต่อเนื่องจากปี 2560 หลังสร้างยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท เพิ่มเครือข่ายใหม่กลุ่มธุรกิจเกษตรกล้วย ตั้งเป้ารวม 17 เครือข่าย มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ช่วยพัฒนาคุณภาพการผลิต การแปรรูป การเก็บรักษา สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ มั่นใจ SME ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 2,300 ราย  คาดเกิดการลงทุน และการจ้างงานเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 เชื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้ถึง 70 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

 

สำหรับกลุ่มเครือข่ายมะพร้าว เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปี 2560 ซึ่งมีเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 3,300 ราย สร้างการรวมกลุ่มได้ 26 เครือข่าย พัฒนาผู้ประสานงานเครือข่าย 80 ราย เพิ่มพื้นที่ปลูกใหม่ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ ส่งเสริมการทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างยอดขายเบื้องต้นได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูป ซึ่งในปี 2561 นี้จะเป็นการต่อยอดขยายผล โดยการคัดเลือกเครือข่ายกลุ่มมะพร้าวเดิมบางส่วนมาเข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายรายใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกใหม่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแผนต่อไป

 

ส่วนกลุ่มเครือข่ายกล้วย เป็นการดำเนินการปีแรก  โดยกล้วยที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ กล้วยหอม กล้วยไข่ และกล้วยน้ำว้า มีผลผลิตรวมกันมากกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการบริโภคกล้วยสดของตลาดต่างประเทศ โดยพบว่าในปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าส่งออกกล้วยสดราว  467 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 41 เป็นการส่งออกไปจีนสูงสุดที่มูลค่า 340 ล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 65 ล้านบาท และฮ่องกง 44 ล้านบาท ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากกล้วยในลักษณะของสินค้าโอทอปประจำท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อการบริโภคในประเทศเป็นหลัก

ทั้งนี้โครงการฯ จะเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกกล้วย เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด ตามมาตรฐานการส่งออก การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเก็บรักษา การยืดอายุ การดูแลบรรจุภัณฑ์ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกกล้วยโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม(GAP) มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์กล้วยให้ได้คุณภาพมากขึ้น ตลอดจนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งในมิติของขนมขบเคี้ยว อาหารหวาน เป็นต้น

 

สถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานดำเนินการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าวและกล้วย ปี 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,300 ราย เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม  17 เครือข่ายตามเป้าหมาย แบ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมะพร้าว 1,350 ราย และอุตสาหกรรมกล้วย 950 ราย  โดยสถาบันอาหารจะนำผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องไปจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินการธุรกิจให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ อาทิ จัดอบรมหลักสูตรมาตรฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาคลัสเตอร์ การตลาดและการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังให้การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ได้แก่ การนำสินค้าไปจำหน่ายในงานแสดงสินค้าต่างประเทศ หรือจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เป็นต้น

 

ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ทาง www.nfi.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณโกสีย์ และคุณภาสกร โทรศัพท์  02 422 8688 ต่อ 9206-7  E-mail : khosee@nfi.or.th , patsakorn.ball@gmail.com

                                                                                   

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ

กรุงเทพฯ, เมษายน 2561
ด้วยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ผู้สนใจ สามารถติดต่อขอรับแบบฟอร์มและยื่นใบสมัคร พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบการสมัคร ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการกำหนด จำนวน 8 ชุด (ต้นฉบับ 1 ชุด พร้อมรับรองสำเนา 7 ชุด) โดยแยกเป็น 2 ซอง คือ ซองใบสมัครและหลักฐานประกอบการสมัคร และซองเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ปิดผนึกจ่าหน้าซองถึงประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ยื่นใบสมัครด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจเป็นหนังสือให้ผู้อื่นซึ่งเป็นผู้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายแล้วมายื่นแทนได้ที่ สำนักผู้ว่าการ ชั้น 5 อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เลขที่ 35 หมู่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0 2577 9185 ในวันทำการตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน– 16 พฤษภาคม 2561 เวลา 8.30-16.30 น. ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ www.tistr.or.th

ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ตํ่ากว่าระดับปริญญาโทและมีคุณวุฒิทางด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท มีอายุไม่เกิน 58 ปี และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักผู้ว่าการ โทร 0 2577 9185

HKTDC จับมือ WORLDEX เดินหน้าชูโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากลผ่านฮ่องกง

กรุงเทพฯ, 26 มีนาคม 2561
องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ร่วมกับ บริษัท เวิลด์เด็กซ์ จี. อี. ซี. จำกัด จัดงานสัมมนาสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้หัวข้อ “ฮ่องกง ประตูสู่เวทีนานาชาติ และโอกาสทางการค้าสู่ตลาดจีน สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย” ขึ้น ณ ห้อง Auditorium ชั้น 10 C-ASEAN อาคารไซเบอร์เวิลด์ โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ นางสาวรพีพร สุทาธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและข้อมูล สถาบันอาหาร ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์และแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารไทย รวมถึงช่องทางการให้การสนับสนุนผู้ประกอบการของหน่วยงานภาครัฐและความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมเพื่อต่อยอดธุรกิจ

นอกจากนี้ ภายในงาน HKTDC ยังได้ร่วมให้ข้อมูลด้านงานแสดงสินค้าในฮ่องกงที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้สามารถขยายตลาดสู่สากลได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกหลายงาน ซึ่งหนึ่งในงานที่น่าสนใจก็คือ HKTDC Food Expo 2018 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2561 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-664-6488 ต่อ 402

Purextract ร่วมกับ JJING จัดสัมมนา “Oligopin Pine Bark Extract”

Purextract ร่วมกับ JJING จัดสัมมนา “Oligopin Pine Bark Extract”
กรุงเทพฯ, 28 มีนาคม 2561
Purextract ร่วมกับ Jebsen & Jessen Ingredients (Thailand) จัดสัมมนาให้ความรู้ด้านส่วนผสมอาหารจากเปลือกสนธรรมชาติ ภายใต้หัวข้อ “Oligopin Pine Bark Extract” โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก H.E. Mr Gilles Garanchon เอกอัคราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เป็นประประธานเปิดงาน ณ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ สารสกัดธรรมชาติจากเปลือกสนฝรั่งเศส (French Maritime Pine) มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่โดดเด่น สามารถกระตุ้นการสร้างและเพิ่มอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งเป็นสาระสำคัญและจำเป็นในร่างกายที่มีอยู่ในผิวหนัง หลอดเลือด กล้ามเนื้อ หัวใจ และ กระดูก

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวโปรแกรม Agrifuture Insights ร่วมกับองค์กรการเกษตรแห่งเยอรมัน ในงาน AGRITECHNICA ASIA 2018

กรุงเทพฯ, 2561

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาวงการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมเปิดตัวโปรแกรม Agrifuture Insights งานสัมมนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรอย่างเจาะลึก นำมาเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก โดยร่วมมือกับองค์กรการเกษตรแห่งเยอรมัน (ดีแอลจี) ผู้จัดงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านเครื่องจักรกลการเกษตรอันดับหนึ่งอย่าง AGRITECHNICA ภายใต้ชื่อ AGRITECHNICA ASIA 2018 ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

ภายใต้โปรแกรม Agrifuture Insights ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการผลิตสินค้าเกษตรที่น่าสนใจสำหรับภาคเกษตรกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทางกระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับหัวข้อสัมมนาเป็นอย่างมาก พร้อมเสนอแนวทางการแก้ปัญหาและวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับเกษตรกรท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

ที่มาของโปรแกรม Agrifuture Insights เกิดจากวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ซึ่งในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเกษตรจากกระทรวงเกษตรฯ และอัครทูตฝ่ายการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ – อัครราชทูต ชุมเจตน์ กาญจนเกษร ศึกษาดูงาน AGRITECHNICA 2017 ณ ประเทศเยอรมนี และร่วมหารือกับองค์การเกษตรเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและนวัตกรรมด้านเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อหาแนวทางพัฒนาภาคเกษตรกรของไทยให้ก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับสากล มุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานใหม่ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ผ่านงานสัมมนาเชิงลึกสำหรับเกษตรกรยุค 4.0 โดยเฉพาะ

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้กล่าวคำปราศรัย ภายในงานประชุม AgriMachinery International Conference ในงาน AGRITECHNICA 2017 ภายใต้หัวข้อ “เครื่องจักรกลการเกษตรสัญชาติยุโรปจะตอบโจทย์ต่อการเกษตรในภูมิภาคอาเซียนได้หรือไม่? ว่า “บริษัทชั้นนำจากทวีปฝั่งตะวันตกหลายแบรนด์ได้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยมีงาน AGRITECHNICA ASIA เป็นตลาดแห่งแรก แสดงให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย”

“ความร่วมมือกันในครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายการพัฒนาของประเทศไทย เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 โดยกระทรวงฯ มุ่งเน้นการปรับโครงสร้าง เพื่อปรับปรุงคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ และสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนด้านการลงทุนในภาคเกษตรกรรมของไทย โดยมีแผนดำเนินงานและส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้และโครงการริเริ่มต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการพึ่งพาแรงงานในภาคการเกษตร”

อนึ่ง Agrifuture Insights เป็นโปรแกรมนำร่องขององค์กรการเกษตรแห่งเยอรมนี ในการสำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรในระดับนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ได้เข้าร่วมและเปิดตัวโปรแกรม

“ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับทางองค์กรการเกษตรแห่งเยอรมัน นับเป็นการผลักดันและส่งเสริมให้พันธกิจระหว่างประเทศเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม งานสัมมนาในครั้งนี้จะนำมาซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ตลอดจนการเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าใจและนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกสำหรับโปรแกรม Agrifuture Insights เพราะเรามีความมั่นใจในการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และเห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับเกษตรเกษตรอย่างยั่งยืน” เจน เครเมอร์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีแอลจี เซอร์วิส กล่าว

เครือข่ายลดบริโภคเค็มเปิดตัวเว็บไซต์เพื่อผู้บริโภค www.lowsaltthai.com

กรุงเทพฯ, 2561

ผศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า เครือข่ายลดบริโภคเค็มและสมาคมโรคไตได้เปิดตัวเว็บไซต์เพื่อผู้บริโภคให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า www.lowsaltthai.com เพื่อเป็นช่องทางแสวงหาความรู้พื้นฐานและเป็นการส่งเสริมพัฒนาให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงการลดการบริโภคเค็ม ภายในรายละเอียดของเว็บไซต์ได้มีการวางเนื้อหาที่หลากหลายให้มีความน่าสนใจในแต่ละด้าน เริ่มต้นจากที่มาของเครือข่ายลดบริโภคเค็ม รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เครือข่ายลดบริโภคเค็มได้ทำการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคม มีการแนะนำความรู้เกี่ยวกับโครงการงานวิจัยต่างๆ อาทิ โครงการขับเคลื่อนเพื่อลดการบริโภคโซเดียมของคนไทยผ่านการอ่านฉลาก โครงการ Food Safety Forum: ลดเกลือโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป โครงการการผลิตเครื่องตรวจความเค็มในตัวอย่างอาหารและปัสสาวะเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนทั่วไป เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีสื่อต่างๆ ที่เป็นอาร์ตเวิร์คด้านการรณรงค์ลดการบริโภคเค็มและสื่อ TVC ต่างๆ อาทิ เพลง”ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ของมนต์สิทธิ์ คำสร้อย หรือโฆษณาลดเค็มครึ่งหนึ่งในเวอร์ชั่นรูปแบบต่างๆ ซึ่งผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถเก็บข้อมูลหรือดาวน์โหลดนำไปใช้งานในด้านการศึกษาหรือนำไปใช้ในกิจกรรมของโรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นวิทยาทานการใช้เนื้อหาร่วมกันและเป็นการรณรงค์เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์ให้เข้าถึงสังคมและเป็นการช่วยรณรงค์ลดการบริโภคเค็มด้วยอีกทางหนึ่ง

ผศ. นพ.สุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ยังสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ทั้งไฟล์ภาพและเสียง ผ่านหน้าหลัก Less Salt Youtube Channel หรือผ่านคอลัมน์สื่อ TVC ในเว็บไซต์ หรือต้องการนำสูตรเมนูอาหารลดเค็ม (โซเดียม) ก็มีให้เลือกหลายสูตร หลากหลายเมนูอาหาร หรือจะเลือกใช้งานพูดคุย สนทนา หรือแสดงความคิดเห็น แนะนำ ผ่านโซเชียลมีเดียช่องทางอื่นๆ ก็สามารถทำได้ เช่น ผ่านเฟสบุ๊กได้ที่ ลดเค็มครึ่งหนึ่งห่างไกลโรค หรือ ไลน์ได้ที่ @Lowsaltthailand

นิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลนวัตกรรม

กรุงเทพฯ, 2561

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัด “โครงการประกวดแนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่” ระหว่างการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมแนวคิดสร้างสรรค์ระดับนิสิตบนพื้นฐานของนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนสู่การพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และส่งเสริมแนวคิดของนิสิตสู่การผลิตและการบริการเชิงพานิชย์

โดยในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) บริษัท เพียวฟู้ดส์ จำกัด และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) จัดการแข่งขันในรอบตัดสินในวันที่ 30 มกราคม 2561 ที่ผ่านมานั้น โดยมีผลงานเข้าประกวดทั้งหมด 106 ผลงาน และได้ผู้ชนะเลิศประเภทต่างๆ ดังนี้ ประเภทการออกแบบสร้างสรรค์ ได้แก่ ทีม Somtam Shake นำเสนอโดยนางสาวอรพินท์ ฉิมไพบูลย์ และนางสาวพรพิมล แซ่ลิ้ม นิสิตภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ โดยแนวคิดส้มตำแบบใหม่เพื่อสะดวกเหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ประเภทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ ทีม Anticap นำเสนอโดยนายธีรนาถ ก่อมงคลกูล และนายจามีกร อัฒนวานิช นิสิตภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ โดยแนวคิดน้ำยาล้างมือมาอยู่ในรูปแบบแคปซูลง่ายต่อการใช้งานและพกพาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ของผู้บริโภค ประเภทนวัตกรรม ได้แก่ ทีม Wonder film นำเสนอโดย นายณัฐพงศ์ อติพลังกูล และนางสาวอารดา ทรายขาว นิสิตภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ โดยแนวคิดนี้จะเป็นแนวคิดการพัฒนาฟิล์มห่อ มีเอนไซม์ปาเปนช่วยให้เนื้อนุ่มและบนบรรจุภัณฑ์ยังมี Smart label บอกระดับความนุ่มของเนื้ออีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 3 รางวัล ได้แก่ NCD Eating Buddy เว็บไซต์ให้บริการอาหารเพื่อกลุ่มคนที่เป็นโรคกลุ่ม NCDs จากนิสิตภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบอกเก็บเสื้อกันฝน ซึ่งเป็นอุปกรณ์เก็บเสื้อกันฝนเพื่อเพิ่มความสะดวก จากนิสิตภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ และ Packaging for Sanitary Pad ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับผ้าอนามัยที่มีการดีไซน์ตอบโจทย์ปัญหาสำหรับผู้หญิง จากนิสิตภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ เป็นต้น

สถาบันอาหาร จับมือ สศอ. เปิดตัว 9 เมนูใหม่ เฟ้นสูตรมาตรฐานอาหารไทยต้นแบบ “รสไทยแท้”

กรุงเทพฯ, 2561

ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) จัดทำเกณฑ์มาตรฐานอาหารไทยต้นแบบ “รสไทยแท้” เปิดตัวอาหารคาวหวาน 9 เมนูน้องใหม่ หลังสำรวจจากร้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศราว 100 ร้าน พบเป็นรายการอาหารยอดนิยมของชาวต่างชาติ ทั้งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำมาแปรรูปและต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้ และมีส่วนผสมเป็นวัตถุดิบไทย ระดมผู้เชี่ยวชาญเฟ้นหาสูตรมาตรฐาน ร่วมปรุงและทดสอบรสชาติ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์รสชาติ E-Tongue และเครื่องมือวัดกลิ่น E-Nose ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อใช้อ้างอิงรับรองเครื่องหมาย “รสไทยแท้” มอบให้ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารที่เข้าร่วมโครงการต่อไป

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปี 2561 นี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบประมาณให้สถาบันอาหารดำเนินงานในโครงการ “ยกระดับมาตรฐานรสไทยแท้อุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก (Authentic Thai Food for the World)” เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตอาหารในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการอาหารของไทยให้มีคุณภาพปลอดภัยและมีคุณค่าโภชนาการที่เหมาะสม รักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของอาหาร “รสไทยแท้”

“โครงการนี้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2560 โดยได้สำรวจความต้องการในการกำหนดเมนูอาหารไทยเพื่อจัดทำมาตรฐาน “รสไทยแท้” ด้วยการสัมภาษณ์ถึงเมนูอาหารยอดนิยมที่ลูกค้าชื่นชอบจากร้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศราว 100 ร้าน โดยในประเทศเน้นกลุ่มจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในแต่ละภาค อาทิ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี เป็นต้น ส่วนต่างประเทศ พิจารณาประเทศที่มีร้านอาหารไทยจำนวนมาก อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา สเปน และสหราชอาณาจักร เป็นต้น”

นายยงวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการคัดเลือกรายการอาหารเพื่อการจัดทำมาตรฐานอาหารไทยต้นแบบ “รสไทยแท้” นั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 1) ต้องเป็นรายการอาหารที่อยู่ในความนิยมของผู้บริโภคของชาวไทยและชาวต่างชาติ 2) ต้องเป็นรายการอาหารที่สามารถนำมาแปรรูปและต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์เป็นรูปแบบต่างๆ อาทิ ซอสสำเร็จรูป และผงปรุงรสอาหารชนิดต่างๆ หรือเป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานที่สามารถผลิตและจำหน่ายได้โดยยังคงรสชาติเดิมไม่เปลี่ยน มีการเก็บรักษาได้ยาวนาน และ 3) ต้องเป็นอาหารไทยที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบไทย ซึ่งในปี 2561 นี้ได้กำหนดให้มีการจัดทำมาตรฐาน“รสไทยแท้” ทั้งหมดจำนวน 9 เมนู แบ่งเป็น อาหารคาว 7 เมนู ได้แก่ ทอดมันปลา ฉู่ฉี่กุ้ง กุ้งซอสมะขาม ห่อหมกทะเล แกงเผ็ดเป็ดย่าง ยำวุ้นเส้นทะเล และแกงกะหรี่ไก่ อาหารหวาน 2 เมนู ได้แก่ บัวลอย และข้าวเหนียวสังขยา

“ในวันนี้เป็นการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานอาหารไทยต้นแบบคาวหวานรวม 9 เมนู โดยผู้เชี่ยวชาญอาหารไทยที่ร่วมปรุงได้แก่ อาจารย์วันดี ณ สงขลา ผู้อำนวยการโรงเรียนครัววันดี อาจารย์พงศ์อนันต์ ศิริแสงไพรวัลย์ ผู้แทนสูตรอาจารย์ศรีสมร คงพันธุ์ เชฟบุญเชิด ศรสุวรรณ จากสมาคมเชฟประเทศไทย เชฟชุมพล
แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็กอาหารไทย อาจารย์นฤมล เปียซื่อ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อาจารย์ณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และอาจารย์อภิญญา มานะโรจน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช”

“ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหารไทยเข้าร่วมทดสอบรสชาติอาหารหลายท่าน ได้แก่ นายวิศิษฏ์ ลิ้มประนะ ประธานคณะอนุกรรมการศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธ์ จากสมาคมเชฟประเทศไทย อาจารย์นฤมล นันทรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหารไทย ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหารไทย มาดามนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ เจ้าของร้านอาหาร บลู เอเลเฟ่นท์ และอาจารย์ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ เจ้าของร้านอาหาร Simmer by Praha (ซิมเมอร์ บาย ปราก)”

นายยงวุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อได้ข้อสรุปในการกำหนดสูตรและรสชาติมาตรฐานโดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว จะเป็นการผนวกศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยเข้าสู่การวิเคราะห์รสชาติให้ได้เกณฑ์มาตรฐาน กลิ่น และสีสัน ด้วยเครื่องมือตรวจวัดรสชาติอาหารไทย E-Tongue และ E-Nose เพื่อประมวลค่าต่างๆ ขององค์ประกอบที่ทำให้อาหารแต่ละชนิดมีกลิ่นและรส ทำการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้กับอาหารไทยที่ต้องการวิเคราะห์ จนทำให้เกิดมาตรฐานรสชาติอาหารไทยในที่สุด

หลังจากนั้นจะจัดทำคู่มืออ้างอิงมาตรฐานอาหารไทย 2 ภาษา เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์มาตรฐาน“รสไทยแท้” โดยจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร และภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร มีเป้าหมายในการยกระดับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 1,000 คน นอกจากนี้ เตรียมจัดงานกาล่าดินเนอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เมนูอาหารต้นแบบ “รสไทยแท้” ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ภูเก็ต สงขลา เชียงใหม่ ชลบุรี และกรุงเทพฯ ในลำดับต่อไป

“ในปี 2561 นี้ เราเปิดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงงานที่มีความพร้อม หรือมีฐานการผลิตในผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง/พร้อมรับประทาน หรือซอสสำเร็จรูปตามเมนูที่สถาบันอาหารได้รับรองมาตรฐาน “รสไทยแท้” ไว้แล้ว มาสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวน 25 โรงงาน และ 25 ร้านอาหาร โดยจะได้รับคำปรึกษาด้านวัตถุดิบ รสชาติอาหาร เทคนิคการปรุง สุขลักษณะที่ดีในการปรุง กระบวนการควบคุมคุณภาพ การตรวจวิเคราะห์คุณภาพตามมาตรฐานรสไทยแท้ และตรวจวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยในอาหาร เมื่อผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้จะได้รับอนุญาตให้ใช้ตรามาตรฐาน “รสไทยแท้” เพื่อรับรองคุณภาพรสชาติอาหารไทย และทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง ไปจนถึงอาหารไทยพร้อมเสิร์ฟจะไม่ถูกดัดแปลงจนมีอัตลักษณ์ที่ผิดเพี้ยน เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป”

อนึ่ง การจัดทำมาตรฐาน “รสไทยแท้” เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2559 รวม 13 เมนู แบ่งเป็น อาหารคาว 11 เมนู ได้แก่ ส้มตำไทย ผัดไทย กะเพราหมู ต้มยำกุ้งน้ำใส ผัดเปรี้ยวหวานกุ้ง มัสมั่นไก่ สะเต๊ะไก่ ลาบหมู ต้มข่าไก่ พะแนงเนื้อ แกงเขียวหวานไก่ และอาหารหวาน 2 เมนู ได้แก่ ทับทิมกรอบ และข้าวเหนียวมูนมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา สถาบันอาหารได้เน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐานอาหารไทยให้แพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการและสาธิตการปรุงเมนูอาหาร “รสไทยแท้” ในงาน Food and Hospitality World 2016 ณ เมืองกวางโจว ประเทศจีน และงาน International Green Week 2018 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นต้น

เบลเจี้ยนฟรายส์ มันฝรั่งทอดแบบดั้งเดิมสัญชาติเบลเยียม ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปีนี้

กรุงเทพฯ, 28 มีนาคม 2561

วัฒนธรรมฟรีตค็อตของชาวเบลเยียม (ร้านมันฝรั่งทอด) ได้รับการยกย่องเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หรือมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ เบลเจี้ยนฟรายส์จึงโด่งดังไปทั่วโลกจากการยกย่องขององค์การยูเนสโก ในขณะเดียวกัน มันฝรั่งทอดแบบดั้งเดิมสัญชาติเบลเยียมกำลังบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะประเทศที่ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ผู้ส่งออกเบลเจี้ยนฟรายส์กำลังหาทางเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทย

ร้านเบลเจี้ยนฟรายส์ สามารถพบได้ทุกเมืองหรือทุกหมู่บ้านในประเทศเบลเยียม ประเทศเบลเยียมเพิ่งจะได้รับการยกย่องร้านมันฝรั่งทอดให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยเจ้าฟ้าชายลอรองต์ เจ้าชายแห่งประเทศเบลเยียม ด้วยก้าวแรกสู่ระดับโลกจากการยกย่องโดยองค์การยูเนสโก ประเทศเบลเยียมจึงขึ้นแท่นเป็นประเทศส่งออกของทอดเป็นอันดับหนึ่ง

การที่ประเทศเบลเยียมขึ้นเป็นประเทศอันดับ 1 ในด้านการส่งออกนั้น ได้รับการสนับสนุนจากตัวเลขการขยายตัวของมันฝรั่งแบบดั้งเดิมสัญชาติเบลเยียมในประเทศไทย เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2560 บริษัทผู้ส่งออกมันฝรั่งของเบลเยียม 5 แห่งได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Food & Hotel Thailand ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการแสดงศักยภาพในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสำหรับผู้ประกอบการ (B2B) ภายใต้แบรนด์มันฝรั่งทอดแบบดั้งเดิมสัญชาติเบลเยียมที่มีคุณภาพจากใจกลางทวีปยุโรป พร้อมทั้งเป็นการขยายเครือข่ายและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันฝรั่งในตลาดไทยอีกด้วย

บริษัท Agristo, Bart’s Potato Company, Clarebout Potatoes, Ecofrost และ Mydibel ตัวแทนธุรกิจครอบครัวยักษ์ใหญ่ที่สุด 5 แห่งในอุตสาหกรรมประเทศเบลเยียม ส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันฝรั่งและผลิตภัณฑ์พิเศษหลากหลายชนิดให้กับกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยทุกบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล

การรวมตัวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญสนับสนุนการขายใน 5 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมทุนโดยสหภาพยุโรป “เบลเจี้ยนฟรายส์ สูตรต้นตำรับ ความอร่อยระดับสากล” นอกจากประเทศไทยแล้ว แคมเปญนี้ยังจัดตั้งขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งได้รับการประสานงานโดย Belgium’s VLAM (Flanders’ Agricultural Marketing Board) และได้รับการสนับสนุนจาก Belgapom สมาคมผู้ค้าอุตสาหกรรมมันฝรั่งและผลิตภัณฑ์แปรรูปของเบลเยียม

นายโรเมน คูลล์ เลขาธิการสมาคม Belgapom ยืนยันว่า ปี 2560 เป็นปีแห่ง “การก้าวสู่ประชาคมโลก” ของเบลเจี้ยนฟรายส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเล็งเห็นโอกาสในการขยายการส่งออกสู่ภูมิภาคนี้ “เพราะภูมิภาคนี้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก เนื่องด้วยชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว และประชากรวัยหนุ่มสาว ควบคู่ไปกับมาตรฐานอาหารและนวัตกรรมของยุโรป พร้อมด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และประเพณีการรับประทานของทอดของเบลเจี้ยนฟรายส์ จะสามารถขับเคลื่อนความต้องการของตลาดอาหารทอดได้ อุตสาหกรรมมันฝรั่งทอดแช่แช็งในเบลเยียมพร้อมที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมดั้งเดิมสู่สากล เนื่องจากมันฝรั่งทอดของเรามีเอกลักษณ์และแตกต่างจากมันฝรั่งทอดที่มาจากประเทศอื่นๆ”

ทั้งนี้ เบลเจี้ยนฟรายส์ใช้ชื่อเฟซบุ๊กประจำประเทศไทยว่า www.facebook.com/BelgianFriesTh