NSF Certifies First Malaysian Bottled Water Client for Beverage Quality

Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage brand, has earned certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216

 Kuala Lumpur, Malaysia  (April 7, 2026)—NSF, a leading global organization dedicated to protecting human health, has awarded its first accredited product certification for bottled water and beverages in Malaysia.  Spritzer, a leading Malaysian bottled beverage company, received certification to ANSI-Accredited Product Certification Body – Accreditation #0216 for three of its product lines: Natural Mineral Water, Distilled Drinking Water and Sparkling Natural Mineral Water.

“With this first certification for bottled water and beverages in Malaysia, NSF is expanding its footprint in the APAC region, supporting even more businesses in their efforts to prioritize quality and safety,” said Sutida Ketudut, Managing Director, NSF APAC. “NSF’s Bottled Water and Packaged Ice certifications help clients to stand out in a highly competitive market, while ensuring that consumers have a verified, reliable option for drinking water and beverages.”

NSF developed the Bottled Water Certification program, which includes comprehensive guidelines and requirements specifically for bottled water. It is the only accredited product certification program that offers analysis for bottled water, including microbiological, chemical and radiological analyses in accordance with national and international regulations.

Dr. Chuah Chaw Teo, a key executive and the Research and Development (R&D) Director at Spritzer Bhd, received an official certificate from Sutida Ketudut, Managing Director of APAC, NSF.

Spritzer’s certified products can now carry the official NSF certification mark and be listed on NSF website, helping consumers and retailers to easily identified verified products. The popular beverage brand was founded in 1989 and offers innovative, sustainable and delicious hydration solutions.

NSF’s certification process involves a thorough product and manufacturing facility analysis. The products must be produced in a manufacturing facility that is inspected annually for compliance with international regulations, such as the United States Food and Drug Administration (FDA), Environmental Protection Agency (EPA), China Natural Mineral Water and European Union (EU). Additionally, the facility must undergo a rigorous annual or biannual audit to verify it meets all certification requirements.

Learn more about NSF’s beverage quality certification.

About NSF

NFI is an independent, global services organization dedicated to improving human and planet health for more than 80 years by developing public health standards and providing world-class testing, inspection, certification, advisory services and digital solutions to the food, nutrition, water, life sciences and consumer goods industries. NSF has 40,000 clients in 110 countries and is a World Health Organization (WHO) Collaborating Center on Food Safety and Water Quality.

About Spritzer
For over three decades, Spritzer has been synonymous with excellence in the bottled water industry. From its humble beginnings in 1989 to its current status as a pioneer and innovator, the group’s journey reflects a steadfast commitment to quality, sustainability, and customer satisfaction. As Spritzer continues to lead the way forward, it not only quenches the thirst of millions but also sets a refreshing standard for responsible and innovative business practices in Malaysia.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Grand Halal Bangkok 2026: โอกาสใหม่ของอาหารไทยในตลาดฮาลาลพรีเมียม

          อุตสาหกรรมฮาลาลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก จากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ปัจจุบันมูลค่าตลาดฮาลาลโลกอยู่ที่ประมาณ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนสูงเกือบร้อยละ 60 ของตลาดทั้งหมด แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการอาหารทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

          ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพสูงในตลาดฮาลาล ด้วยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของวัตถุดิบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหารฮาลาลมากกว่า 15,000 ราย และสถานประกอบการกว่า 3,500 แห่ง ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารฮาลาลอยู่ที่ประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่ก็สะท้อนถึงโอกาสในการเติบโตอีกมากในอนาคต

          จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือ ระบบการรับรองฮาลาลที่มีความน่าเชื่อถือ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งมีบทบาทในการกำกับดูแลมาตรฐาน ตรวจสอบกระบวนการผลิต และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ ส่งผลให้สินค้าอาหารฮาลาลของไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก

          ในยุคปัจจุบัน แนวคิด “Halal-Toyyiban” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมฮาลาล โดยไม่ได้เน้นเพียงความถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความสะอาด ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการผลิต เช่น ระบบตรวจสอบย้อนกลับ เทคโนโลยียืดอายุอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

          นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพรีเมียม ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ การเล่าเรื่องแบรนด์ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สะท้อนถึงคุณภาพและเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารออร์แกนิก และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายตลาดคือ ความร่วมมือระดับนานาชาติ ผ่านข้อตกลงการยอมรับมาตรฐานร่วมกัน (MRA) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภค

          ท่ามกลางโอกาสและการแข่งขันในตลาดโลก งาน Grand Halal Bangkok 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับนักลงทุนและคู่ค้าจากทั่วโลก ภายในงานรวบรวมธุรกิจฮาลาลครบวงจร ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม การเงิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดสู่การขยายตลาดในระยะยาว

 

สร้างความมั่นใจในทุกการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปกป้องแบรนด์จากความเสี่ยง ด้วยโซลูชันจาก METTLER TOLEDO

เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569 บริษัท เมทเล่อร์-โทเลโด(ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “สร้างความมั่นใจในทุกการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ปกป้องแบรนด์จากความเสี่ยง” ณ โรงแรมราชบุระ จังหวัดราชบุรี โดยบรรยากาศภายในงานนั้นเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิคเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ ภายในงานผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงานของเครื่องมือต่างๆ    จากบริษัทฯ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detection) เครื่องเอกซเรย์ (X-ray Inspection) และเครื่องชั่งบนสายพาน (Checkweigher)

มากกว่าความรู้ คือการได้ “สัมผัสจริง” และ “คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ”

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา คือ การสาธิตการทำงานของเครื่องตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นทั้งลักษณะการใช้งานจริงและความสามารถในการตรวจจับที่ตอบโจทย์สำหรับโรงงานอาหารโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังมีช่วง Q&A ที่เปิดโอกาสให้ถาม-ตอบ แชร์ประสบการณ์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับทีมวิศวกรฝ่ายขายและฝ่ายบริการผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ ซึ่งช่วยคลายข้อสงสัยและสามารถนำแนวทางไปปรับใช้ในโรงงานได้ทันที เรียกว่าได้ความรู้แบบครบองค์เพื่อนำไปต่อยอดแบรนด์ให้แข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

 

METTLER TOLEDO ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านที่ร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 บริษัทฯ มีกำหนดจัดสัมมนา ณ จังหวัดสมุทรสาคร ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี

สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในสายการผลิต การประกันคุณภาพ (QA/QC) การควบคุมคุณภาพ (QC) หรือผู้ที่มีความสนใจในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด และอยู่ในจังหวัดสมุทรสาครหรือพื้นที่ใกล้เคียง สามารถติดต่อเพื่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ผ่านช่องทาง LINE Official Account: @mtth เว็บไซต์ www.mt.com/webinars โทรศัพท์ 0 2723 0300 หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Food Focus Thailand

FOOMA JAPAN 2026: A Global Platform for Food Processing Innovation and Technology

FOOMA JAPAN 2026: เวทีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก

           สัมผัสประสบการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงกับ FOOMA JAPAN 2026 งานแสดงเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ธีม “The Shift is On.” ที่สะท้อนถึงการเป็น “จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง” ของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในยุคใหม่

           FOOMA JAPAN ถือเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมอาหารที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารไว้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่เครื่องจักรแปรรูปอาหาร ระบบการผลิต เครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์แช่แข็งและทำความเย็น เทคโนโลยีตรวจจับและกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไปจนถึงระบบจัดการของเสียในโรงงานอาหาร ความน่าสนใจนี้จะทำให้งาน FOOMA JAPAN แตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่นๆ

           ในแต่ละปี งานนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วโลก โดยมีผู้แสดงสินค้าประมาณ 1,000 บริษัท และมีผลิตภัณฑ์รวมกว่า 7,000 รายการ พร้อมดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 110,000 คนภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการจัดแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีล้ำสมัยในพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

 

           หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ FOOMA JAPAN คือการนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องจักรแปรรูปอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านคุณภาพ ความทนทาน และความแม่นยำสูง เครื่องจักรเหล่านี้จะช่วยลดการหยุดชะงักในกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนด้านแรงงานผ่านระบบอัตโนมัติขั้นสูง อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวด และสามารถปรับแต่งตามความต้องการของผู้ผลิตอาหารในแต่ละประเทศได้อย่างยืดหยุ่น

           นอกจากนี้ FOOMA JAPAN 2026 ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะในด้าน Robotics, Internet of Things (IoT) และ Food Technology ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารในยุคดิจิทัล ภายในงานมีโซนพิเศษ เช่น “Innovation Hub” ที่รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ “Startup Zone” ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัปกว่า 30 รายได้นำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึง “Academic Plaza” ที่เป็นพื้นที่สำหรับนักวิจัยและสถาบันการศึกษาจากทั่วโลกในการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านอาหารและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

           ในมิติของความเป็นสากล FOOMA JAPAN ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงคณะผู้แทนจากประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้ามาเพื่อศึกษาและนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมของตนเอง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตอาหารญี่ปุ่น เช่น เครื่องทำซูชิและข้าวปั้นอัตโนมัติ เครื่องผลิตเส้นราเมน และระบบการผลิตเครื่องปรุงรสแบบดั้งเดิม

           อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดสัมมนาและกิจกรรมให้ความรู้ที่มุ่งเน้นตลาดต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการอาหาร โดยในปี พ.ศ. 2569 จะมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศญี่ปุ่น

           FOOMA JAPAN 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้า แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

 

           Experience transformation at FOOMA JAPAN 2026, the world’s leading food processing technology exhibition, held from June 2–5, 2026, at Tokyo Big Sight in Tokyo, Japan. Under the theme “The Shift is On.”, the event positions itself as a “starting point of change,” driving the future of the global food processing industry.

           FOOMA JAPAN is recognized as one of the most comprehensive and largest food industry exhibitions in the world. It brings together a full spectrum of technologies and solutions across the entire food production value chain. Exhibits range from food processing machinery and manufacturing systems to packaging equipment, refrigeration and freezing technologies, foreign object detection systems, and waste management solutions. This all-in-one concept distinguishes FOOMA JAPAN from many other international exhibitions that typically focus on specific segments.

           Each year, the event attracts strong participation from industry professionals worldwide. Approximately 1,000 companies exhibit, showcasing more than 7,000 products and solutions. Over the course of four days, the exhibition welcomes more than 110,000 visitors, creating a vibrant environment filled with cutting-edge machinery and innovations displayed across the expansive halls of Tokyo Big Sight.

           A major highlight of FOOMA JAPAN is the global reputation of Japanese food processing machinery. Known for its exceptional quality, durability, and precision, Japanese technology plays a critical role in ensuring stable production with minimal downtime. Advanced automation systems help improve productivity and reduce labor costs, while strict hygiene standards ensure food safety and compliance. Additionally, many manufacturers offer highly customizable solutions tailored to meet the specific needs of different food cultures and markets around the world.

 

           FOOMA JAPAN 2026 also serves as a key platform for innovation, particularly in areas such as robotics, the Internet of Things (IoT), and food technology (Food Tech). Dedicated zones such as the “Innovation Hub” highlight cutting-edge developments, while the “Startup Zone” features over 30 emerging companies presenting new ideas and disruptive technologies. The “Academic Plaza” provides a space for universities and research institutions to showcase the latest advancements in food science and future technologies.

           The exhibition continues to expand its international reach, attracting visitors from over 60 countries. Many international participants attend specifically to explore advanced solutions for producing Japanese food products, such as automated sushi and onigiri machines, ramen noodle production equipment, and integrated systems for traditional seasonings like soy sauce and miso. Delegations from developing and emerging economies also participate to identify opportunities for adopting Japanese technologies and fostering industrial collaboration.

           Another key feature of FOOMA JAPAN 2026 is its lineup of seminars and knowledge-sharing sessions focused on global markets. These sessions aim to support business expansion for food manufacturers. In 2026, a special seminar hosted by the Embassy of India in Japan will provide valuable insights into the Indian market, one of the fastest-growing and most promising markets in the global food industry.

           More than just an exhibition, FOOMA JAPAN 2026 is a hub for innovation, collaboration, and opportunity. It offers attendees the chance to stay ahead of industry trends, connect with global leaders, and discover new pathways for growth in the evolving food sector. Registration for the event opens on April 1, 2026.

Continue reading “FOOMA JAPAN 2026: A Global Platform for Food Processing Innovation and Technology”

ยุคแห่งความสดชื่น: แนวคิดใหม่ของตลาดเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “การเติมความชุ่มชื้น” กำลังก้าวข้ามบทบาทของการดับกระหายสู่การเป็นเครื่องดื่มที่ผสานความสดชื่นเข้ากับคุณประโยชน์ด้านพลังงาน การฟื้นฟูร่างกาย และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและสภาพอากาศที่ร้อนจัดของภูมิภาค ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมในตลาดเครื่องดื่ม

จาก “เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา” สู่ “เครื่องดื่มสำหรับทุกคน”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes) ได้ขยายบทบาทจากเครื่องดื่มสปอร์ตดริงก์สู่เครื่องดื่มรูปแบบ “water-like” เพื่อตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยทั้งคลายความอ่อนเพลียจากสภาพอากาศร้อนและดูแลสุขภาพเบื้องต้น ส่งผลให้อิเล็กโทรไลต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสูตรเดิม แต่ขยายสู่หมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น functional water เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมฟังก์ชัน และเครื่องดื่มเพื่อการฟื้นฟูร่างกาย นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังผลักดันให้เกิดการพัฒนาเครื่องดื่มที่ผสานความสะดวกในการดื่มเข้ากับคุณค่าด้านฟังก์ชัน อาทิ เครื่องดื่มรีไฮเดรชัน เครื่องดื่มไฮโปโทนิก และน้ำดื่มเสริมอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งยังคงมอบประสบการณ์การดื่มที่ใกล้เคียงกับน้ำดื่มทั่วไปได้อย่างลงตัว

Coconut Water Effect: เมื่อ “ธรรมชาติ” ผสานกับ “คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน”

น้ำมะพร้าวถือเป็นตัวอย่างเด่นของการยกระดับแนวคิด “อิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติ” ในตลาดเครื่องดื่ม จากวัตถุดิบดั้งเดิมสู่การปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สอดคล้องเทรนด์ “better-for-you” โดยในช่วง 12–24 เดือนที่ผ่านมา น้ำมะพร้าวถูกนำมาใช้ทั้งในสูตรสปอร์ตดริงก์และเป็นเบสของเครื่องดื่มที่ผสานกับกลิ่นรสต่างๆ โดยจุดแข็งสำคัญของน้ำมะพร้าว คือ การเป็นแหล่งอิเล็กโทรไลต์ตามธรรมชาติ รสชาติอ่อน ดื่มง่าย ให้ภาพลักษณ์คลีนเลเบลและแคลอรีต่ำ อีกทั้งยังมีความหวานตามธรรมชาติที่ช่วยลดน้ำตาลในสูตรได้ โดยยังคงความสดชื่นและรักษาคุณประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว

โอกาสของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่ามกลางผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอากาศร้อนจัด แนวโน้มของเครื่องดื่มเติมความสดชื่นมีแนวโน้มจะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียง “เทรนด์” และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ซึ่งการนำวัตถุดิบที่อุดมด้วยอิเล็กโทรไลต์อย่างน้ำมะพร้าวมาประยุกต์ใช้ในหมวดเครื่องดื่มต่างๆ สามารถพลิกภาพลักษณ์เครื่องดื่มในหมวดสปอร์ตดริงก์ให้มีความทันสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน การจับคู่รสชาติก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยุคใหม่ โดยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถพิจารณาใช้ผลไม้เขตร้อนหรือวัตถุดิบที่คุ้นเคยในทวีปเอเชียเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตัวอย่างกลิ่นรสที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของความสดชื่น ได้แก่ แตงโม เสาวรส เลมอน ฝรั่ง ว่านหางจระเข้ และพิสตาชิโอ

KH Roberts พร้อมสนับสนุนแบรนด์ของคุณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โดดเด่น ด้วยโซลูชันด้านรสชาติและกลิ่นที่หลากหลาย ช่วยเปิดโอกาสให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างสรรค์แนวคิดกลิ่นรสใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

ร่วมค้นหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับแบรนด์ของคุณ ติดต่อทีมงานของ KH Roberts เพื่อเริ่มต้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มที่แตกต่างได้แล้ววันนี้ เว็บไซต์ https://www.kh-roberts.com/home-th/ โทร +66 2 862 3055-58

Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสกับการปลดล็อกขีดจำกัดการเติบโตของนมปราศจากแลคโตส

 

 

ภาวะการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งพบในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ ร้อยละ 65 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมปราศจากแลคโตสเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะขยายมูลค่าจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2569 เป็นเกือบ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2578

เทคโนโลยีหลักในการผลิตนมปราศจากแลคโตสมี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. การใช้เอนไซม์แลคเตส (Enzymatic Hydrolysis) ซึ่งย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส ทำให้ย่อยง่ายขึ้น กระบวนการไม่ซับซ้อน มีความยืดหยุ่นสูง และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน แม้จะทำให้รสชาติมีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  2. การกรองด้วยเมมเบรน (Membrane Filtration) ซึ่งแยกแลคโตสออกทางกายภาพ ให้รสชาติใกล้เคียงกับนมปกติ และสามารถปรับโครงสร้างสารอาหารได้ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการดำเนินงาน รวมถึงต้องจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการ

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่มักใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแลคโตสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ในประเทศไทย การติดฉลาก “ปราศจากแลคโตส” อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. และต้องมีข้อมูลยืนยันที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เนื่องจากใช้งานง่ายและยืดหยุ่น ส่วนการกรองด้วยเมมเบรนเหมาะกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน ทั้งสองแนวทางช่วยเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์สุขภาพ และสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

By: 
Walaiporn Timbuntam, Ph.D.
QA/RA Manager
Amano Enzyme Asia Pacific Co., Ltd.

Continue reading “Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy”

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): ความเสี่ยงเงียบในวัตถุดิบจากพืช

 

 

ความปลอดภัยอาหารเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขที่มิได้จำกัดเฉพาะการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสารพิษจากธรรมชาติที่อาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยหนึ่งในกลุ่มสารพิษจากพืชที่ได้รับความสนใจ คือ Pyrrolizidine Alkaloids (PAs) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิที่พืชสังเคราะห์ขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูพืช ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบสารพิษดังกล่าวในธรรมชาติกว่า 600 ชนิด โดยมักสะสมอยู่ในรูปของ N-oxide derivatives (PANOs)

PAs จัดเป็นสารพิษจากพืชที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ทั้งในระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง การได้รับสารในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับ ในขณะที่การได้รับอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมและการก่อมะเร็ง

PAs สามารถพบได้ในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะในวงศ์ Asteraceae, Boraginaceae และ Fabaceae การปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารมักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปะปนของวัชพืชในระหว่างกระบวนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว อาหารที่มีรายงานการปนเปื้อนบ่อย ได้แก่ ชา ชาสมุนไพร เครื่องเทศ น้ำผึ้ง ธัญพืช และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพร โดยความกังวลเกี่ยวกับความเป็นพิษของ PAs ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ โดยมีการกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงและค่าปริมาณสูงสุดในอาหารในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานเฉพาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์ PAs ด้วยเทคนิคที่มีความไวและความจำเพาะสูง เช่น LC–MS/MS มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมการปนเปื้อน

ดังนั้น PAs จึงเป็นสารพิษจากธรรมชาติที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการจัดการความปลอดภัยอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

 

By: 
Pitchaya Pothinuch, Ph.D.
Faculty of Food Technology
Rangsit University
pitchaya.p@rsu.ac.th

Continue reading “Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials”

Siam Paragon Solutions จับมือพันธมิตรญี่ปุ่น ปักหมุดประเทศไทยสู่ Food Machinery Solutions Hub ระดับสากล

การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง Siam Paragon Solutions Co., Ltd. จากประเทศไทย และ Nishihara Manufacturing Co., Ltd. จากประเทศญี่ปุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ไทย สะท้อนการผสานจุดแข็งขององค์กรชั้นนำจากสองประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโซลูชันเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการจัดตั้งฐานการผลิตและประกอบเครื่องแพ็คสุญญากาศของ Nishihara ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน การผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ระยะเวลาการส่งมอบ และความเสี่ยงจากความผันผวนของซัพพลายเชน ทำให้ผู้ประกอบการอาหารไทยสามารถเข้าถึงเครื่องแพ็คสุญญากาศมาตรฐานญี่ปุ่นได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับระบบอาหารปลอดภัย

โครงการนี้ยังขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Food Inspection Solutions ที่มุ่งสนับสนุนให้โรงงานอาหารสามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบรรจุ ขณะที่การจำหน่ายและบริการหลังการขายยังคงดำเนินการผ่าน Senta Pack Machinery & Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง

ผสานจุดแข็งไทย–ญี่ปุ่น สร้างคุณค่าอุตสาหกรรมอาหารแบบครบวงจร

สำหรับ Siam Paragon Solutions การร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการ ไปสู่การเป็น Strategic Industrial Partner ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร ระบบสนับสนุนไลน์ผลิต และโซลูชันการตรวจสอบอาหาร เข้ากับมาตรฐานวิศวกรรมและองค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องแพ็คสุญญากาศจาก Nishihara

องค์ความรู้และมาตรฐานการผลิตแบบญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการประกอบ ความเที่ยงตรงของชิ้นส่วน ไปจนถึงขั้นตอนการทดสอบก่อนส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการนำแนวคิด Design for Manufacturing (DFM) และระบบควบคุมคุณภาพมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรม

ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน พร้อมก้าวสู่บทบาท Food Machinery Solutions Hub” ที่รวบรวมโซลูชันด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีตรวจสอบอาหาร และอุปกรณ์สำหรับไลน์การผลิตไว้ในที่เดียว เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคให้สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง