Future Food Hub เข้าร่วมเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security เปิดความร่วมมือระดับโลก ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและการลงทุนระบบอาหารแห่งเอเชีย-แปซิฟิก

เปิดผลการศึกษา World Bank’s Agri-Food Business Consultation โดย นายสันติ อาภากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD LAB, Bio Buddy และ Future Food Hub ร่วมกับ ดร. การดี เลียวไพโรจน์ Chief Foresight Officer, FutureTales LAB by MQDC ชี้โอกาสพัฒนากลไกเงินทุนใหม่เพื่อขับเคลื่อน Food Security เชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดและโครงการระดับนานาชาติ พร้อมเปิดรับพันธมิตรผ่าน Future Food Hub และชวนต่อยอดความร่วมมือใน Future Food Leader Summit ปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “Hack Your Health”

ในวันที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นโจทย์สำคัญของโลก ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น ประเทศไทยกำลังมีโอกาสก้าวไกลกว่าบทบาทผู้ผลิตและส่งออกอาหาร สู่การเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมนวัตกรรม เทคโนโลยี เงินทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อร่วมสร้างระบบอาหารที่มั่นคงและยั่งยืน

TASTEBUD LAB และ Future Food Hub ประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน นักลงทุน นักวิจัย และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่สามารถนำไปปฏิบัติและขยายผลได้จริง ทั้งในประเทศไทย ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และพื้นที่ที่มีความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารสูง เช่น ทวีปแอฟริกา

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน Executive Roundtable ภายใต้หัวข้อ “From Dialogue to Investment” ณ Future Food Hub กรุงเทพมหานคร ในช่วงสัปดาห์การประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี

 

เปิดมุมมองการลงทุน Food Security ระดับโลก เชื่อมศักยภาพไทยสู่โอกาสใหม่

เวที “From Dialogue to Investment” ได้รับเกียรติจาก ดร. Conrad Rein เลขาธิการ Global Flagship Initiative for Food Security ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรกว่า 20 แห่ง ทั้งองค์กรระหว่างประเทศ ภาครัฐ สถาบันการเงิน นักลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย อาทิ Bayer Foundation, UNIDO, UNCDF, UOB Thailand, IGES, EEC, ARDA, FutureTales LAB by MQDC, BHIRAJ BURI GROUP และ FoSTAT เพื่อสำรวจโอกาสขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารผ่านนวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การเชื่อมประเทศไทยเข้ากับกระแสการลงทุนด้าน Food Security ระดับโลก โดย Global Flagship Initiative for Food Security มีสมาชิกประมาณ 50 ราย และโครงการอยู่ระหว่างดำเนินงานราว 20 โครงการ มุ่งเชื่อมองค์กรระหว่างประเทศ ภาครัฐ เอกชน และนักลงทุน เพื่อพัฒนาโครงการที่สามารถสร้างผลกระทบและขยายผลได้จริง

ขณะเดียวกัน ผู้แทนจาก Institute for Global Environmental Strategies (IGES) สะท้อนทิศทางการลงทุนของ ADB ซึ่งมีกรอบสนับสนุนรวม 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2573 สำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและการเกษตรอย่างยั่งยืน รวมถึงโอกาสพัฒนากลไกทางการเงินด้าน Climate-Smart Agriculture ในประเทศไทย ซึ่งอาจช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

 

ปลดล็อกช่องว่างเงินทุน สู่โครงการ FoodTech และ AgriTech

อีกประเด็นสำคัญจากการหารือคือ ช่องว่างด้านเงินทุนระหว่างการพัฒนานวัตกรรมกับการขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการ FoodTech และ AgriTech แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านวิจัย เทคโนโลยี วัตถุดิบ และอุตสาหกรรมอาหาร

การนำเสนอข้อค้นพบจาก World Bank’s Agri-Food Business Consultation จึงนำไปสู่การหารือเรื่องการพัฒนา Catalytic Finance หรือกลไกเงินทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น และเปิดทางให้ภาครัฐ องค์กรพัฒนา และนักลงทุนเอกชนสามารถร่วมสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพได้

นายสันติ อาภากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD LAB, Bio Buddy และ Future Food Hub กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของโลก แต่จำเป็นต้องมีกลไกทางการเงินที่เชื่อมโยงนวัตกรรมในประเทศเข้ากับเงินทุนและพันธมิตรระดับสากลอย่างเป็นระบบ โดย Future Food Hub พร้อมร่วมพัฒนาและเป็นพื้นที่สำหรับขับเคลื่อนกลไกดังกล่าวในประเทศไทย

 

Future Food Hub เชื่อมไทยสู่เครือข่าย Food Security โลก

การเข้าร่วมเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security ถือเป็นก้าวสำคัญของ TASTEBUD LAB และ Future Food Hub ในการเชื่อมผู้ประกอบการ นักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ระบบอาหารในแต่ละพื้นที่

ความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีเกษตร นวัตกรรมวัตถุดิบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปสู่ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและภูมิภาคแอฟริกา

Future Food Hub ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Bio Buddy และ BHIRAJ BURI GROUP โดยมี TASTEBUD LAB ร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายนวัตกรรมอาหาร มุ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อม Innovation, Business และ Investment ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดลองตลาด การสร้างพันธมิตร ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน

หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ Joint Scoping Exercise ระยะเวลา 60–90 วัน เพื่อศึกษารูปแบบกลไกทางการเงินที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย โดย Future Food Hub พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการหรือ Living Lab สำหรับการทดลองและต่อยอดโครงการนำร่อง

 

จาก Climate-Smart Agriculture สู่ Future Food

การหารือยังสะท้อนโอกาสของประเทศไทยในการสร้างมูลค่าใหม่จาก Climate-Smart Agriculture, Future Food, Functional Food, Longevity, Smart Farming และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเชื่อมความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและตลาดโลก

“From Dialogue to Investment” จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อม องค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และพันธมิตร เพื่อพัฒนาโครงการ Food Security ที่สามารถเกิดขึ้นจริง ขยายผล และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบอาหารในระยะยาว

TASTEBUD LAB และ Future Food Hub เตรียมสานต่อความร่วมมือผ่าน Future Food Leader Summit ปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “Hack Your Health” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้นำธุรกิจ นักวิจัย ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ นักลงทุน และองค์กรพันธมิตร ร่วมสำรวจอนาคตของอาหาร สุขภาพ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพราะอนาคตของอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราผลิตได้มากเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเชื่อมความรู้ เงินทุน และผู้คน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ดีขึ้นให้กับโลกได้อย่างไร


สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อหารือแนวทางความร่วมมือได้ที่ https://www.tastebudlab.com/future-food-hub-1

EU เริ่มบังคับใช้แล้ว! กฎเหล็ก Anti-Greenwashing เตือนผู้ส่งออกอาหารไทยเร่งเช็กฉลากด่วน

สรุปสาระสำคัญ มาตรการคุมเข้มการฟอกเขียว และแนวทางการปรับตัวด้านบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพื่อรับมือมาตรฐานใหม่ของสหภาพยุโรป

 

สหภาพยุโรป (EU) ยกระดับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดด้วยการออก Directive (EU) 2024/825 ว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่วิถีสีเขียว (Empowering Consumers for the Green Transition; EmpCo) ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 และกำหนดให้ประเทศสมาชิกแปลงเป็นกฎหมายภายในให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยมีผลบังคับใช้จริงทั่วทั้ง EU ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหลักของ EU ทั้ง Directive 2005/29/EC (Unfair Commercial Practices Directive) และ Directive 2011/83/EU (Consumer Rights Directive) โดยมุ่งขจัดปัญหา “การฟอกเขียว” (Greenwashing) และการอ้างข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเท็จ คลุมเครือ หรือหลอกลวง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้สร้างแบรนด์ และผู้ส่งออกสินค้าอาหารและเครื่องดื่มไทยที่วางจำหน่ายในตลาด EU ที่ต้องเร่งทบทวนข้อความโฆษณา ตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน และฉลากบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด

 

5 ข้อห้ามหลักทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Blacklisted Practices Under Directive 2024/825)

Directive (EU) 2024/825 ได้เพิ่มข้อกำหนดใน Annex I ของ Directive 2005/29/EC โดยระบุพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมและสั่งห้ามเด็ดขาดในทุกกรณี (Blacklisted Practices) ดังนี้:

1. ห้ามการกล่าวอ้าง “Carbon Neutral” จากการซื้อเครดิตคาร์บอน (Offsetting Ban): ห้ามโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์ ลดลง หรือเป็นบวก (เช่น ‘Climate Neutral’, ‘CO2 Neutral Certified’, ‘Carbon Positive’, ‘Climate Net Zero’, ‘Climate Compensated’, ‘Reduced Climate Impact’) หากการกล่าวอ้างนั้นพึ่งพาการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) นอกห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ การเคลมเรื่องคาร์บอนจะทำได้เฉพาะกรณีที่เกิดจากการลดผลกระทบจริงตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle) ภายในห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์เท่านั้น

2. ห้ามใช้คำกล่าวอ้างสิ่งแวดล้อมแบบทั่วไปที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Generic Environmental Claims Ban): ห้ามใช้คำอ้างกว้างๆ เช่น ‘Eco-friendly’, ‘Green’, ‘Climate Friendly’, ‘Biodegradable’, ‘Biobased’, หรือ ‘Carbon Friendly’ หากผู้ประกอบการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ (Recognised Excellent Environmental Performance) เช่น ได้รับ EU Ecolabel หรือมาตรฐาน ISO 14024 Type I หรือไม่ได้ระบุเงื่อนไขจำเพาะไว้บนสื่อหรือบรรจุภัณฑ์เดียวกันอย่างชัดเจน (เช่น ระบุชัดเจนว่า “100% of energy used to produce this packaging comes from renewable sources”)

3. ห้ามแสดงตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนที่จัดทำขึ้นเองโดยขาดการรับรอง (Unverified Sustainability Labels Ban): ห้ามการใช้ตราสัญลักษณ์ หรือฉลากความยั่งยืน (Sustainability Labels) ที่ไม่ได้อ้างอิงจากระบบการรับรองของหน่วยงานภายนอก (Third-party Certification Scheme) หรือไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยระบบการรับรองต้องเปิดกว้าง โปร่งใส และมีการตรวจสอบอิสระตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 17065 ทั้งนี้ ฉลากความยั่งยืนจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศนอก EU จะถูกห้ามใช้ เว้นแต่จะอยู่บนฐานของระบบการรับรองภายนอกที่ถูกต้อง

4. ห้ามกล่าวอ้างครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ ทั้งที่มีผลจริงเฉพาะบางส่วน: ห้ามทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมด หรือครอบคลุมธุรกิจทั้งหมดของบริษัท หากในความเป็นจริงเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น การอ้างว่าผลิตภัณฑ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล ทั้งที่มีเพียงบรรจุภัณฑ์เท่านั้นที่ใช้วัสดุรีไซเคิล

5. ห้ามนำข้อกำหนดตามกฎหมายมาอ้างเป็นจุดเด่นทางการค้า: ห้ามนำข้อบังคับตามกฎหมายที่สินค้าทุกรายการในหมวดนั้นๆ บนตลาด EU ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว มาแสดงว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษหรือจุดเด่นเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์

(ข้อสังเกตเพิ่มเติม: สำหรับการอ้างเป้าหมายสิ่งแวดล้อมในอนาคต เช่น การมุ่งสู่ Net Zero ผู้ประกอบการต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน สมจริง มีเป้าหมายวัดผลได้ตามกรอบเวลา มีการจัดสรรงบประมาณ และต้องได้รับการตรวจสอบและติดตามผลโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผลการประเมินต้องเปิดเผยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้)

 

เจาะลึกผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มส่งออกไทย

– ฉลากบรรจุภัณฑ์และคำโฆษณา (Packaging & Claims): ข้อความยอดนิยมบนซองอาหารและบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม เช่น “100% Eco-Friendly Packaging”, “Biobased Snack” หรือ “Carbon Neutral Beverage” จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เว้นแต่จะมีเอกสารประเมินวงจรชีวิต (LCA) หรือใบรับรองมาตรฐานสากลสนับสนุน รวมถึงการใช้รูปภาพหรือองค์ประกอบกราฟิก เช่น ใบไม้สีเขียว หรือหยดน้ำ ที่สื่อถึงความยั่งยืนก็อาจถูกจัดเป็นการเคลมสิ่งแวดล้อมหรือฉลากความยั่งยืนที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่ด้วยเช่นกัน

– ข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารอินทรีย์ (Organic Claims): สำหรับคำว่า “Organic”, “Bio” หรือ “Eco” ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ภายใต้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2018/848 จะถือเป็นกฎหมายเฉพาะ (Lex Specialis) ที่มีความสำคัญเหนือกว่า UCPD จึงยังคงสามารถใช้ระบุบนผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ตามมาตรฐาน EU ได้ตามปกติ

– การบริหารสต็อกสินค้าและบรรจุภัณฑ์เก่า (Old Stock Management): สำหรับสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ที่ผลิต พิมพ์ฉลาก หรือวางจำหน่ายก่อนวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 ผู้กำกับดูแลของ EU (CPC Network) ได้จัดทำแนวปฏิบัติร่วมกัน (Common Understanding) โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติได้ เช่น การใช้สติ๊กเกอร์ปิดทับข้อความเดิม หรือการติดป้ายชี้แจงเพิ่มเติม ณ จุดขาย เพื่อป้องกันความสับสนและไม่สร้างภาระด้านต้นทุนหรือขยะบรรจุภัณฑ์มากเกินจำเป็น

 

แผนการปรับตัว 4 ขั้นตอน สำหรับผู้ประกอบการก่อน ก.ย. 2569

1. ตรวจสอบฉลากและข้อความการตลาด (Label & Claim Audit): ทบทวนฉลาก บรรจุภัณฑ์ และสื่อโฆษณาออนไลน์ของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งออกไปยัง EU เพื่อยกเลิกข้อความที่เป็นการอ้างสิทธิ์ทั่วไป (Generic Claims) หรือตราสัญลักษณ์ที่คิดขึ้นเองโดยไม่มีระบบรับรอง

2. ปรับกลยุทธ์ด้านคาร์บอนจากการ Offset เป็นการลดจริงในห่วงโซ่คุณค่า: ยุติการใช้คำว่า Carbon Neutral ที่พึ่งพาการซื้อคาร์บอนเครดิตภายนอกองค์กร และเปลี่ยนมามุ่งเน้นการคำนวณและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จริงในกระบวนการแปรรูปอาหารและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (LCA)

3. เลือกใช้ระบบการรับรองมาตรฐานสากล (Third-party Certification): กรณีที่ต้องการแสดงตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน ควรเลือกใช้ฉลากที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 17065 หรือฉลากสิ่งแวดล้อมระดับภาครัฐ

4. เตรียมระบบข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Verifiable Evidence): จัดทำระบบเอกสารสืบย้อน (Traceability) และหลักฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการตรวจสอบจากคู่ค้าใน EU และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างโปร่งใส

 

Directive (EU) 2024/825 ไม่เพียงแต่เป็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในยุโรปเท่านั้น แต่ยังถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ผู้ส่งออกอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเร่งปรับตัวและสร้างความน่าเชื่อถือในการสื่อสารด้าน ESG อย่างแท้จริง การเตรียมความพร้อมทางเทคนิคและฉลากบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU อย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / References

– European Commission. (n.d.). Sustainable consumption. European Commission Topics: Consumers. Retrieved from https://commission.europa.eu/topics/consumers/consumer-rights-and-complaints/sustainable-consumption_en

– European Commission. (2026, September). Questions & Answers: Directive (EU) 2024/825 on empowering consumers for the green transition. Directorate-General for Justice and Consumers. Retrieved from https://commission.europa.eu/document/download/3c257883-bb2a-4dd9-a6dc-501d587bb34f_en

– European Parliament, & Council of the European Union. (2024). Directive (EU) 2024/825 of the European Parliament and of the Council of 28 February 2024 amending Directives 2005/29/EC and 2011/83/EU as regards empowering consumers for the green transition through better protection against unfair practices and through better information. Official Journal of the European Union, L 2024/825. Retrieved from http://data.europa.eu/eli/dir/2024/825/oj

ครั้งแรกของไทยกับความร่วมมือขับเคลื่อนมาตรฐานสากล IDDSI เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย

 

สถาบันอาหาร ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ผนึกกำลังครั้งสำคัญขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสู่สังคมสูงวัย เปิดตัวการรับรองมาตรฐานสากล IDDSI สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก พร้อมลงนามความร่วมมือทางวิชาการและส่งมอบนวัตกรรมเครื่องมือทดสอบฝีมือคนไทย เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม

 

(วันที่ 1 ตุลาคม 2569) ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร จัดงาน “FOOD INNOVATION FOR AGING SOCIETY: ขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารไทยสำหรับสังคมสูงวัย” ขึ้น โดย นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต้อนรับและเปิดงาน ระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ โภชนาการ และความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเคี้ยวหรือกลืนลำบาก อาหารจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการดำรงชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สถาบันอาหารในฐานะหน่วยงานส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานสากล มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมทางห้องปฏิบัติการและองค์ความรู้ในการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ เนื้อสัมผัส ความหนืด รวมถึงระดับและลักษณะของอาหารปรับเนื้อสัมผัสตามมาตรฐาน IDDSI อีกทั้งยังมีศักยภาพในการให้บริการ พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารเพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ การร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. ในครั้งนี้ จึงเป็นการนำองค์ความรู้และเครื่องมือทดสอบอย่าง Flow Tester และ Fork Tester มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบากตามกรอบมาตรฐานสากล IDDSI อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และการจัดทำ Roadmap” โดยระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อาหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ รศ. ดร.เติมศักดิ์ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูลที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุไทยเชิงลึก 2. การพัฒนามาตรฐาน ระบบทดสอบ และการรับรองที่น่าเชื่อถือ ผ่านการขับเคลื่อนมาตรฐาน IDDSI และการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน 3. การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือทดสอบ และ 4. การจัดทำ Roadmap อาหารสำหรับผู้สูงอายุของประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางระยะสั้น กลาง และยาว ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำจนถึงการใช้ประโยชน์จริงในระบบบริการสุขภาพ

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส เอ็มเทค สวทช. บรรยายในหัวข้อ “มาตรฐาน IDDSI และการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester: ยกระดับอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก สู่มาตรฐานเพื่อสังคมสูงวัย” โดยกล่าวว่า ความสำคัญของมาตรฐานสากล IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) ซึ่งแบ่งอาหารและเครื่องดื่มเป็น 8 ระดับ (0-7) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากจากการเสื่อมถอยของอวัยวะภายในช่องปาก ไม่ให้เกิดภาวะสำลักจนนำไปสู่ปอดติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ เอ็มเทค สวทช. ได้ออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ตามแนวคิด User-oriented Design เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำจากการทดสอบด้วยมือแบบดั้งเดิม อุปกรณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเบา ผลิตได้ภายในประเทศ และปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้การแสดงฉลากอาหารปรับเนื้อสัมผัสต้องมีผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการหรือหน่วยงานที่ใช้เครื่องมือมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งเอ็มเทค สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ภาคเอกชนเพื่อจำหน่ายแก่โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุแล้ว รวมถึงเปิดให้บริการทดสอบความหนืดแก่ผู้ประกอบการที่สนใจ

 

ภายในงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยเอ็มเทค และ สถาบันอาหาร เพื่อร่วมกันผลักดันการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบเฉพาะทางสู่การเป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) สำหรับฉลาก IDDSI การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโครงสร้างอาหารและบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต ตลอดจนพัฒนาเทคนิคการตรวจวัดแบบรวดเร็ว (Rapid Test) พร้อมกันนี้ได้มีพิธีมอบเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จากเอ็มเทค สวทช. ให้แก่สถาบันอาหาร เพื่อใช้เป็นฐานรากสำคัญในการเสริมศักยภาพด้านการบริการวิชาการ การตรวจวิเคราะห์ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของสังคมผู้สูงวัยอย่างยั่งยืนต่อไป

 

เอ็มเทค สวทช. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่าย และเปิดรับบริการทดสอบความหนืดของอาหารและเครื่องดื่มตามมาตรฐาน IDDSI ติดต่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการทดสอบความหนืด ได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (คุณชนิต วานิกานุกูล) โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 อีเมล chanitw@mtec.or.th

 

Advanced Food Powders:Spray Drying and Microencapsulation Innovations from Research to Commercialization

อาหารผงยุคใหม่: นวัตกรรมสเปรย์ดรายและไมโครเอนแคปซูเลชันจากงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

อาหารผงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่นมผง กาแฟ เครื่องดื่มสำเร็จรูป ไปจนถึงเครื่องปรุงรสและส่วนผสมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือโจทย์สำคัญในการรักษาคุณค่าของวัตถุดิบ ควบคุมกลิ่นรส การกระจายตัว และความคงตัวระหว่างการเก็บรักษา

            หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ Spray Drying หรือการทำแห้งแบบพ่นฝอย ซึ่งเปลี่ยนสารละลาย สารแขวนลอย หรืออิมัลชันให้เป็นละอองขนาดเล็กและทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นอนุภาคผงที่สามารถออกแบบคุณสมบัติให้เหมาะกับการใช้งานได้ ขณะเดียวกัน Microencapsulation ช่วยกักเก็บสารสำคัญไว้ภายในวัสดุห่อหุ้ม เพื่อปกป้องสารให้กลิ่น น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว สีธรรมชาติ หรือวิตามินจากการเสื่อมสภาพ รวมถึงช่วยบดบังรสขมหรือควบคุมการปลดปล่อยสาร

            หัวใจของการพัฒนาอาหารผงจึงไม่ได้อยู่ที่กระบวนการทำแห้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยง “สูตร – กระบวนการ – โครงสร้าง – คุณสมบัติ” เข้าด้วยกัน ปัจจัยอย่างชนิดและสัดส่วนวัสดุห่อหุ้ม ขนาดหยดอิมัลชัน อุณหภูมิอากาศ อัตราป้อน และการสร้างละออง ล้วนส่งผลต่อการคงเหลือของสารสำคัญ ขนาดอนุภาค การไหล และความคงตัวของผง

            นอกจากคุณสมบัติในสภาวะแห้งแล้ว ยังต้องประเมินพฤติกรรมเมื่อนำไปใช้งานจริง เช่น การเปียกน้ำ การกระจายตัว การคืนรูป การจับตัวเป็นก้อน และประสบการณ์ด้านกลิ่นรสและเนื้อสัมผัส

            เมื่อก้าวจากห้องปฏิบัติการสู่โรงงาน Pilot Scale จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะการขยายขนาดเครื่องจักรอาจทำให้รูปแบบการไหลของอากาศ การกระจายตัวของละออง และการสัมผัสความร้อนเปลี่ยนไป การพัฒนาสูตรจึงต้องเดินควบคู่กับการประเมินผลได้ ความคงตัว ต้นทุนพลังงาน วัสดุห่อหุ้ม และการใช้งานจริง

 

 

Continue reading “Advanced Food Powders:Spray Drying and Microencapsulation Innovations from Research to Commercialization”

Unlocking the Value of Livestock By-Products as High-Value Ingredients for Pet Food

ปลดล็อกมูลค่าผลพลอยได้ปศุสัตว์สู่ส่วนผสมมูลค่าสูงในอาหารสัตว์เลี้ยง

            ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดผลพลอยได้และเศษเหลือทิ้ง (By-products & Co-products) จากกระบวนการชำแหละในปริมาณมหาศาล ทั้งอวัยวะภายใน โครงกระดูก เลือด หนัง ไขมัน และขนสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกลดระดับมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ราคาต่ำหรือทิ้งทำลาย การอัปไซเคิลวัตถุดิบเหล่านี้สู่อาหารสัตว์เลี้ยงจึงเป็นแนวทางสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยลดขยะโปรตีนและเพิ่มมูลค่าให้กับห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มมูลค่ารวมจากปศุสัตว์

            ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงผลักดันให้อุตสาหกรรมมองหาส่วนผสมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ ความน่ากิน (Palatability) และความยั่งยืน การนำเศษเนื้อสัตว์และเครื่องในมาแปรรูปเป็นสารเพิ่มความน่ากิน (Palatants) ทั้งในรูปแบบน้ำและผง จึงเป็นตัวอย่างของการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

            ในมิติด้านเทคโนโลยี การย่อยสลายด้วยเอนไซม์ (Enzymatic Hydrolysis) มีบทบาทสำคัญในการย่อยสายโปรตีนจากโครงกระดูก ข้อต่อ และผลพลอยได้จากสัตว์ปีกให้กลายเป็นโมเลกุลเปปไทด์ขนาดเล็ก ขณะที่การแช่เยือกแข็งและการอบแห้งความร้อนต่ำสามารถเปลี่ยนเครื่องใน เช่น ตับและปอด ให้เป็นขนมสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียม นอกจากนี้ การย่อยตัวเอง (Autolysis) และการหมักยังสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นรสและลดต้นทุนการแปรรูป

            การสร้างกลิ่นหอมดึงดูดใจสัตว์เลี้ยงยังอาศัยปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard Reaction) ซึ่งก่อให้เกิดสารระเหยที่ให้กลิ่นเนื้อสัตว์ปรุงสุก โดยความต้องการด้านกลิ่นรสของสุนัขและแมวมีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาสารแต่งกลิ่นรสให้เหมาะสมกับการรับรู้ของสัตว์แต่ละชนิด

            สำหรับอาหารเม็ด กระบวนการอัดรีดที่ใช้ความร้อนและความดันสูงอาจทำให้สารกลิ่นรสสูญเสียไปได้ง่าย จึงมีการนำระบบเคลือบหลังการอัดรีด การเคลือบหลายชั้น และไมโครเอนแคปซูเลชันมาใช้ เพื่อช่วยเพิ่มการคงอยู่ ความคงตัว และการนำส่งสารแต่งกลิ่นรส

            อย่างไรก็ตาม การนำผลพลอยได้ทางปศุสัตว์มาใช้ประโยชน์จำเป็นต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งการจำแนกประเภทวัตถุดิบ การประเมินการเสื่อมเสียของโปรตีน และข้อกำหนดทางกฎหมาย การอัปไซเคิลจึงเป็นแนวทางที่ผสานเทคโนโลยีชีวภาพ เคมีปฏิกิริยา และระบบการนำส่ง เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้เป็นส่วนผสมมูลค่าสูง พร้อมตอบโจทย์ความน่ากิน โภชนาการ และเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

Continue reading “Unlocking the Value of Livestock By-Products as High-Value Ingredients for Pet Food”

End-of-Line Automation: Unlocking Hidden Costs with Low-Maintenance Engineering Solutions

End-of-Line Automation: ปลดล็อกต้นทุนแฝงด้วยโซลูชันวิศวกรรมที่ช่วยลดภาระค่าบำรุงรักษา

 

            พื้นที่ท้ายไลน์ผลิต ไม่ว่าจะเป็นสถานีบรรจุสินค้า ระบบจัดเรียงสินค้าบนพาเลท หรือระบบจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ (AS/RS) ล้วนทำงานภายใต้การเคลื่อนไหวแบบไดนามิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งแขนหุ่นยนต์ที่หมุนซ้ำ ระบบ AS/RS ที่เคลื่อนที่ขึ้น-ลง และกลไกบรรจุภัณฑ์ที่ทำงานด้วยความเร็วสูง การเคลื่อนไหวจำนวนมากจึงเร่งการสึกหรอของชิ้นส่วน และเมื่อส่วนประกอบสำคัญขัดข้อง อาจนำไปสู่ Unplanned Downtime ซึ่งสร้างต้นทุนจากการหยุดผลิต ค่าแรงช่าง และการบำรุงรักษา

            การประเมินระบบอัตโนมัติจึงไม่ควรมองเพียงราคาจัดซื้อ แต่ต้องพิจารณา Total Cost of Ownership (TCO) ตลอดอายุการใช้งาน ทั้งค่าบำรุงรักษา สารหล่อลื่น แรงงาน และต้นทุนจากการหยุดเครื่อง การเปลี่ยนอะไหล่เร็วเกินไปอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ขณะที่การใช้งานจนชิ้นส่วนเสียหายเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดไลน์โดยไม่คาดคิด

            หนึ่งในแนวทางลดภาระดังกล่าวคือ Motion Plastics โดยเฉพาะ Dry-Running Plastic Bearings ที่ออกแบบให้ทำงานโดยไม่ต้องใช้น้ำมันหรือจาระบีภายนอก สารหล่อลื่นชนิดแข็งภายในวัสดุช่วยลดแรงเสียดทานและการสึกหรอ ขณะที่การไม่ใช้สารหล่อลื่นภายนอกช่วยลดการสะสมของฝุ่น และคุณสมบัติต้านการกัดกร่อนเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นหรือสารเคมีทำความสะอาด

            อีกปัจจัยสำคัญคือการคำนวณ Service Life จากภาระ ความเร็ว และอุณหภูมิ เพื่อช่วยวางแผนรอบการเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างเหมาะสม ลดการเปลี่ยนก่อนเวลา และลดความเสี่ยงจากความเสียหายฉับพลัน

            แม้แบริ่งจะเป็นเพียงชิ้นส่วนขนาดเล็ก แต่มีผลต่อความพร้อมของเครื่องจักรและต้นทุนการผลิตโดยตรง การออกแบบโดยคำนึงถึงอายุการใช้งาน การบำรุงรักษา และ TCO ตั้งแต่ต้น จึงช่วยสร้างระบบท้ายไลน์ที่ทนทาน ลด Downtime และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “End-of-Line Automation: Unlocking Hidden Costs with Low-Maintenance Engineering Solutions”

China’s Push into Thailand’s Chicken Market:How Thai Producers Can Turn Pressure into Opportunity

เมื่อจีนเดินเกมรุก บุกตลาดไก่ไทย: ชี้ทางรอดผู้ผลิตไทย พลิกเกมรับ ปรับสมรภูมิ

            อุตสาหกรรมไก่ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากจีนในสองด้านพร้อมกัน ทั้งการฟื้นตัวของตลาดส่งออกไปจีนที่ยังมีข้อจำกัด และความเป็นไปได้ที่จีนจะเข้ามาจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกในตลาดไทย โดยสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้ยื่นขอเปิดตลาดอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ครอบคลุมไก่แช่แข็ง ไก่ปรุงสุก และผลพลอยได้ เช่น ตับไก่และตับห่าน ขณะที่ไทยยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยงและยังไม่มีการอนุมัตินำเข้า

            สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังขยายบทบาทจากประเทศผู้นำเข้าไปสู่ผู้ส่งออกไก่รายสำคัญ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จีนส่งออกเนื้อไก่ 546,000 ตัน เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเข้าแข่งขันในตลาดที่มีความสำคัญต่อไทย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง รัสเซีย และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน การส่งออกไก่สด แช่เย็น และแช่แข็งของไทยยังได้รับผลกระทบจากการระงับสิทธิ์นำเข้าจากโรงงานไทยบางแห่ง

            หากไก่จีนเข้าสู่ตลาดไทย ปัจจัยที่ต้องจับตาคือ ราคา โครงสร้างผู้ผลิต มาตรฐานสินค้า และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ผลิตรายย่อยที่พึ่งพาตลาดในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพึ่งการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

            สำหรับไก่สดและแช่แข็ง การลดต้นทุนอาหารสัตว์ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงของต้นทุนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพ FCR และการใช้วัตถุดิบโปรตีนทางเลือกเป็นแนวทางสำคัญ ส่วนชิ้นส่วนไก่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Customized Cuts และมาตรฐานเฉพาะทาง เช่น Halal ขณะที่เครื่องในและผลพลอยได้ ยังมีโอกาสต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

            ด้านไก่แปรรูป ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ควรเดินหน้าสู่ผลิตภัณฑ์ Ready-to-Cook, Ready-to-Use และ Ready-to-Eat รวมถึงสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการใช้ Digital Traceability และการกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

            แรงกดดันจากจีนจึงสะท้อนโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมไทยว่า การแข่งขันในระยะยาวอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ถูกกว่า แต่คือการลดต้นทุนในจุดที่ลดได้ และเพิ่มมูลค่าในจุดที่สร้างความแตกต่างได้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไก่ไทยทั้งในประเทศและตลาดโลก

Continue reading “China’s Push into Thailand’s Chicken Market:How Thai Producers Can Turn Pressure into Opportunity”