Point Level Measurement Transformation:จากค่าการวัดพื้นฐานสู่ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ

 

            ในยุคที่โรงงานอุตสาหกรรมกำลังก้าวสู่ระบบอัตโนมัติและการผลิตอัจฉริยะPoint Level Measurement” กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเคมี พลังงาน อาหารและยา โดยระบบตรวจวัดระดับต้องสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำเพื่อควบคุมจุดวิกฤตของกระบวนการ เช่น การป้องกันการล้นของถังเก็บ การป้องกันปั๊มทำงานโดยไม่มีของเหลว รวมถึงการควบคุมสภาวะการผลิตให้มีเสถียรภาพ

            ปัจจุบันเทคโนโลยี Level Switch ได้พัฒนาไปไกลกว่านั้น ด้วยความสามารถในการเก็บข้อมูลกระบวนการ วิเคราะห์สถานะการทำงาน ตรวจสอบความผิดปกติ และเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลของโรงงาน ทำให้ระบบตรวจวัดระดับกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างโรงงานอัจฉริยะ

เลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกสภาวะการผลิต

            ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสำหรับ Point Level Detection หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบ Capacitive, Conductive, Microwave, Radiometric และ Mechanical ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับสภาวะที่มีความท้าทาย เช่น ของเหลวที่มีความหนืดสูง การเกิดฟอง อุณหภูมิสูง หรือแรงดันสูง

            หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในด้านความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ คือ Vibrating Level Switch ซึ่งทำงานด้วยหลักการ Tuning Fork โดยเซนเซอร์จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของความถี่และแอมพลิจูดเมื่อสัมผัสกับของเหลว ทำให้สามารถตรวจวัดระดับได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ขึ้นกับความหนาแน่น ความหนืด หรือการเกิดฟองของผลิตภัณฑ์

            จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีนี้ คือ ไม่จำเป็นต้องปรับตั้งค่าเมื่อมีการเปลี่ยนชนิดของผลิตภัณฑ์ จึงช่วยลดภาระการบำรุงรักษา และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการออกแบบที่ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว จึงช่วยลดการสึกหรอและเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์

ครอบคลุมทุกการใช้งาน: ตั้งแต่ถังเก็บจนถึงกระบวนการผลิต

            Vibrating Level Switch ได้รับการออกแบบให้มีพื้นผิวเรียบ ลดจุดสะสมของผลิตภัณฑ์ รองรับกระบวนการ CIP/SIP และผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัย เพื่อให้เหมาะกับกระบวนการผลิตที่ต้องการความสะอาดสูง นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์ เช่น ปั๊มและระบบลำเลียง ด้วยฟังก์ชัน Dry-Run Protection รวมถึงสามารถทำงานได้ในสภาวะที่มีแรงดันสูง อุณหภูมิสูง และสื่อที่มีความรุนแรง โดยยังคงให้สัญญาณที่เสถียรและเชื่อถือได้

            แนวโน้มของ Point Level Measurement กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เซนเซอร์ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ตรวจจับระดับ แต่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการบริหารจัดการโรงงาน ด้วยฟังก์ชัน Self-Diagnosis, Bluetooth Communication, Automatic Test Report และ Real-Time Data Transmission เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มความปลอดภัย ลดเวลาหยุดเดินเครื่อง ลดต้นทุนการบำรุงรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการใบเสนอราคา โทร. 02 700 9240 อีเมล: info.th@vega.com เว็บไซต์: www.vega.com

Steam Smoke Technology: Redefining Safe and Sustainable Food Smoking 

Steam Smoke Technology: นิยามใหม่ของการรมควันอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน 

            เทคโนโลยีการรมควันแบบดั้งเดิมมักอาศัยการเผาไหม้ไม้หรือขี้เลื่อยโดยตรง ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ใช้เวลานาน ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ยาก รวมถึงอาจก่อให้เกิดสารปนเปื้อนจากการสันดาป โดยเฉพาะ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) และ benzo(a)pyrene ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็ง อีกทั้งยังทำให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักของผลิตภัณฑ์เนื่องจากการรมควันแบบดั้งเดิมมีความชื้นในห้องรมควันต่ำ

            ในทางตรงกันข้าม Steam Smoke Technology อาศัยไอน้ำร้อนยิ่งยวดร่วมกับเศษไม้ในการสร้างควันคุณภาพสูง โดยสารประกอบที่ให้สีและกลิ่นรสจะควบแน่นลงบนผลิตภัณฑ์โดยตรง ส่งผลให้ลดเวลาการรมควันได้ถึงร้อยละ 40 อีกทั้งยังให้ควันที่สะอาด ปราศจากเขม่า (Soot-free Smoke) และช่วยลดปริมาณสาร PAH และ benzo(a)pyrene ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            จุดเด่นที่สำคัญอีกประการคือ ความสม่ำเสมอของสีและกลิ่น โดยสีที่เกิดจากระบบไอน้ำจะซึมลึกและติดทนกว่าเมื่อสัมผัสกับน้ำหรือไอน้ำ ซึ่งแตกต่างจากการรมควันแบบดั้งเดิมที่สีอาจไม่สม่ำเสมอหรือซีดจางได้ง่าย นอกจากนี้ ระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศด้วยไมโครโพรเซสเซอร์และพัดลมอัตโนมัติยังช่วยให้อากาศและควันกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีความสม่ำเสมอ และลดอัตราการเสียหายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียน้ำหนัก ด้วยการรักษาความชื้นสัมพัทธ์ในกระบวนการผลิตให้สูงถึงร้อยละ 99 ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์แห้งเกินไป และช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักได้มากกว่าร้อยละ 3 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีดั้งเดิม         

            เทคโนโลยีรมควันสมัยใหม่นี้ ไม่เพียงแต่รักษาคุณค่าทางโภชนาการและสนับสนุนความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงงานสามารถผลิตไส้กรอกหรือเนื้อรมควันที่เป็น “ธรรมชาติ 100%” โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่งกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาด (Clean-Label) และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาอาหารที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Steam Smoke Technology จึงกำลังยกระดับการรมควันอาหารสู่มาตรฐานใหม่ ช่วยให้ผู้ผลิตลดการสูญเสีย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง   

Continue reading “Steam Smoke Technology: Redefining Safe and Sustainable Food Smoking “

Unpacking the New Era of Ready-to-Eat Food:Redefining Convenience Through Personalized Nutrition

ถอดรหัสเทรนด์อาหารพร้อมทานยุคใหม่: ความสะดวกสบายที่ตอบโจทย์โภชนาการเฉพาะบุคคล

 

            การเติบโตของตลาดอาหารพร้อมทานแช่เย็นและแช่แข็งกำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาหารพร้อมทาน จากอาหารแปรรูปที่เคยถูกมองว่ามีคุณค่าทางโภชนาการจำกัด สู่ผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งความสะดวก คุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ

            หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของตลาดอาหารพร้อมทานได้ชัดเจน คือการเติบโตของแนวคิด “Meal Prep Lifestyle” ที่จากเดิมเป็นพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ อาทิ กลุ่มผู้รักการออกกำลังกายหรือผู้ควบคุมโภชนาการ ปัจจุบันได้ขยายบทบาทสู่การเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของคนวัยทำงาน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเลือกซื้ออาหารพร้อมทานแช่เย็นและแช่แข็งในรูปแบบ Meal Set สำหรับการบริโภคตลอดทั้งสัปดาห์หรือทั้งเดือน โดยหลายแบรนด์เริ่มพัฒนาโปรแกรมอาหารที่ครอบคลุมมากถึง 40 มื้อต่อเดือน พร้อมระบุข้อมูลด้านโภชนาการอย่างละเอียด ทั้งแคลอรี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนการรับประทานได้สะดวกยิ่งขึ้น

            นอกจากนี้ อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพจึงเริ่มพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์เป้าหมายเฉพาะด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น High-Protein Meals สำหรับผู้ที่ต้องการรักษามวลกล้ามเนื้อเพิ่มความอิ่ม และสนับสนุนการออกกำลังกาย Low-Carb และ Low-Calorie Meals สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก Plant-Based Ready Meals สำหรับผู้บริโภคที่ทานมังสวิรัติและมองหาทางเลือกโปรตีนจากพืชที่ยั่งยืน Functional Foods ที่เสริมใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารเฉพาะทาง รวมถึง Portion-Controlled Meals ที่ช่วยบริหารพลังงานต่อมื้อและสนับสนุนการควบคุมแคลอรีในระยะยาว

            แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังมองหาอาหารที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสุขภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก การสร้างมวลกล้ามเนื้อ การดูแลสุขภาพลำไส้ การลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในระยะยาว ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาอาหารพร้อมทานให้มีความแม่นยำทางด้านโภชนาการมากขึ้น และสามารถสื่อสารคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน

Continue reading “Unpacking the New Era of Ready-to-Eat Food:Redefining Convenience Through Personalized Nutrition”

Innovative Freezing Technologies and Precision Shelf-life Analytics

เทคโนโลยีแช่แข็งเชิงนวัตกรรมและการพยากรณ์อายุผลิตภัณฑ์เที่ยงตรงสูง

            อุตสาหกรรมอาหารพร้อมบริโภคทั้งรูปแบบแช่เย็นและแช่เยือกแข็งนั้นมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ความท้าทายสำคัญที่ผู้ผลิตต้องเผชิญ คือ การรักษาคุณภาพทางประสาทสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการให้ใกล้เคียงกับอาหารสดมากที่สุด ควบคู่ไปกับการรับรองความปลอดภัยและยืดอายุการเก็บรักษา เพื่อลดปัญหาขยะอาหารซึ่งเป็นภาระทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมระดับโลก

            ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการผลิตในกลุ่ม Emerging Technologies โดยเฉพาะนวัตกรรมการแช่เยือกแข็งรูปแบบใหม่ และการวิเคราะห์อายุการเก็บรักษาแบบความเที่ยงตรงสูง (Precision Shelf-life Analytics) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อพลิกโฉมการจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น

            หนึ่งในความท้าทายกระบวนการแช่แข็งแบบดั้งเดิม คือ การเกิดผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ทำลายโครงสร้างระดับเซลล์ของอาหาร ส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักหลังการละลาย (Drip Loss) และสูญเสียความแน่นเนื้อ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เทคโนโลยีการแช่แข็งสมัยใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมการเกิดนิวเคลียส (Nucleation) และการพัฒนาของผลึกน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กและกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ การแช่แข็งด้วยความเร็วสูง (Ultra-Fast Freezing) เช่น Cryogenic Freezing, Liquid Nitrogen Freezing, Impingement Freezing และเทคนิค Hydrofluidisation (HFM) ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการถ่ายเทความร้อน และลดระยะเวลาการผ่านช่วงอุณหภูมิวิกฤตของการเกิดผลึกน้ำแข็ง เทคนิคดังกล่าวใช้ของเหลวเย็นหรือสารแขวนลอยผลึกน้ำแข็ง (Ice Slurries) เป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าอากาศ ทำให้อาหารผ่านช่วงอุณหภูมิวิกฤตของการเกิดผลึกน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โครงสร้างเซลล์ของอาหารยังคงความสมบูรณ์ไว้ได้

            การผสานรวมระหว่างเทคโนโลยีการแช่แข็งที่รักษาโครงสร้างเซลล์ไว้อย่างสมบูรณ์เข้ากับ Precision Shelf-life Analytics ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเซนเซอร์อัจฉริยะ กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญของการผลิตอาหารพร้อมบริโภคในอนาคต นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้บริโภค แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ลดขยะอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย

Continue reading “Innovative Freezing Technologies and Precision Shelf-life Analytics”

ถอดรหัส Carbon-Based Protein เมื่อคาร์บอนกลายเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตสนค. เตรียมดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ “โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)” ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเสนอให้ดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี พ.ศ. 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย

 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พบว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” กำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก

 

 

          ผอ.สนค. ระบุว่า แนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้คือ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม “ของเสียทางสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล

          ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO2 สูงถึง 239.6 ล้านตัน1 สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.79 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก2 แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization; CCU)3 มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง

          จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว

          ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 18.54 แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น

 

          สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

          อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก “ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิม” สู่การเป็น “ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

          ผอ.สนค. เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน”  โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง

Continue reading “ถอดรหัส Carbon-Based Protein เมื่อคาร์บอนกลายเป็นแหล่งโปรตีนแห่งอนาคตสนค. เตรียมดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก”

อาหารว่างสำหรับเด็กยุคใหม่: สมดุลระหว่างความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ

By:       Christian Philippsen

Managing Director

BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ช่วงปิดภาคเรียนเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ รับประทานอาหารว่างบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบิสกิต ขนมปัง ขนมอบ ซีเรียลบาร์ หรือเครื่องดื่มรสหวาน ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากทั้งเด็กและผู้ปกครองด้วยความสะดวกในการรับประทานและพกพา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มด้านสุขภาพในปัจจุบันทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อาหารว่างที่เด็กชื่นชอบจะสามารถมอบคุณค่าทางโภชนาการที่ดีขึ้นได้หรือไม่ โดยไม่สูญเสียรสชาติ เนื้อสัมผัส และความคุ้นเคยที่ผู้บริโภคคาดหวัง

 

เบื้องหลังอาหารว่างยอดนิยม กับโจทย์ด้านโภชนาการ

การรับประทานอาหารว่างเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผลิตภัณฑ์จำนวนมากนั้นพัฒนาภายใต้โจทย์ด้านรสชาติ อายุการเก็บรักษา ต้นทุน และความสะดวก มากกว่าการตอบโจทย์ด้านโภชนาการในระยะยาว

โดยเฉพาะ “น้ำตาล” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ได้ให้เพียงความหวาน แต่ยังมีบทบาทต่อสี กลิ่น รส เนื้อสัมผัส ปริมาตร และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มเบเกอรี ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ดังนั้น การลดปริมาณน้ำตาลจึงไม่ใช่เพียงการตัดออกหรือใช้สารให้ความหวานทดแทน แต่จำเป็นต้องอาศัยการปรับสูตรอย่างรอบด้าน

ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้จำกัดการบริโภคน้ำตาลอิสระไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และหากลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 จะยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้น1 จากการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF ใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าร้อยละ 72 ของอาหารว่างและอาหารสำหรับเด็กเล็กมีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น2

ผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ปกครอง ล้วนให้ความสำคัญกับข้อมูลบนฉลากมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลต่ำ ใยอาหารสูง ดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) หรือมีคุณสมบัติส่งเสริมสุขภาพลำไส้ อย่างไรก็ตาม หากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพไม่สามารถรักษารสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีไว้ได้ ก็ยากที่จะได้รับการยอมรับจากเด็ก

 

แนวทางการพัฒนาของว่างเพื่อสุขภาพ โดยไม่ลดทอนความอร่อย

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการ “ลด” ส่วนประกอบที่ไม่พึงประสงค์ แต่ยังรวมถึงการ “เพิ่ม” วัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการโดยไม่กระทบคุณภาพของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือ การใช้ใยอาหารพรีไบโอติกส์จากรากชิโครี เช่น อินนูลิน (Inulin) และโอลิโกฟรุกโตส (Oligofructose) ซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ โดยเฉพาะกลุ่ม Bifidobacteria 3 และช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารในผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย เช่น บิสกิต ซีเรียลบาร์ ผลิตภัณฑ์นม ขนมหวาน และเครื่องดื่ม นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพ ใยอาหารชนิดละลายน้ำเหล่านี้ยังช่วยรักษาโครงสร้าง เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเดิมได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิตมากนัก

อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจคือการเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตคุณภาพสูงแทนน้ำตาลบางส่วน โดยไม่ได้มุ่งลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด เนื่องจากเด็กยังต้องการพลังงานสำหรับการเรียนรู้ การเล่น และการเจริญเติบโต แต่ให้ความสำคัญกับชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า

ตัวอย่างเช่น Palatinose™ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่าน้ำตาลทั่วไป ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ลดความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือด และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในซีเรียลบาร์ เครื่องดื่ม เบเกอรี และขนมหวาน โดยยังคงรสชาติที่ผู้บริโภคยอมรับได้

 

โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร

แนวโน้มผู้บริโภคสะท้อนชัดเจนว่า ครอบครัวยังคงต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวก แต่ไม่ต้องแลกกับคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่เด็กยังคงเลือกอาหารจากรสชาติและความคุ้นเคย ดังนั้น การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มใยอาหาร ลดน้ำตาล และเลือกใช้คาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน

ท้ายที่สุด อนาคตของตลาดอาหารว่างสำหรับเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม แต่คือการยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคบริโภคอยู่ทุกวันให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นอย่างแนบเนียน เมื่ออาหารว่างสามารถผสานความอร่อยเข้ากับส่วนผสมที่ดีกว่า ทั้งการลดน้ำตาล เพิ่มใยอาหาร และใช้คาร์โบไฮเดรตคุณภาพ ก็จะเปลี่ยนจาก “ของว่าง” ให้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ส่งเสริมสุขภาพได้อย่างยั่งยืน

 

เอกสารอ้างอิง / References

1World Health Organization. (2015). Guideline: Sugars intake for adults and children. https://www.who.int/publications/i/item/9789241549028

2UNICEF Viet Nam. (2023, December 19). New study reveals high sugar and salt content in commercial foods marketed for young children in Southeast Asia. https://www.unicef.org/vietnam/press-releases/new-study-reveals-high-sugar-and-salt-content-commercial-foods-marketed-young

3https://www.beneo.com/wp-content/uploads/2021/10/beneo-paper-chicory-root-fibers-us-201908v5-web-usletter.pdf

ProXES กำหนดทิศทาง “Physical AI” สำหรับอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร

วิสัยทัศน์แห่งอนาคต คือ การผสานความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ ข้อมูลกระบวนการผลิต และเครื่องจักรอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ProXES ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์อนาคตสำหรับโซลูชันการแปรรูปอาหารอัจฉริยะ โดยบริษัทมีเป้าหมายในการยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตเครื่องจักรแปรรูป ไปสู่การเป็นผู้เล่นใน “ระบบนิเวศการแปรรูป (Processing Ecosystem)” ที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ เข้ากับข้อมูลกระบวนการที่มีโครงสร้าง เครื่องจักรที่เชื่อมต่อกัน และปัญญาประดิษฐ์

กระบวนการอุตสาหกรรมจำนวนมากยังคงพึ่งพาประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน การปรับตั้งค่าด้วยตนเอง และการทดลองแบบลองผิดลองถูกเป็นหลัก อีกทั้งความรู้สำคัญต่างๆ มักกระจายอยู่ตามทีม สถานที่ และสภาพแวดล้อมการผลิตที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ProXES จึงมุ่งทำให้ความเชี่ยวชาญเหล่านี้สามารถเข้าถึงและต่อยอดได้ในวงกว้าง โดยการแปลงองค์ความรู้เชิงประยุกต์ของมนุษย์ให้กลายเป็น “กระบวนการอัจฉริยะ” จากความเชี่ยวชาญเชิงประยุกต์สู่กระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

Marc Setzen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ProXES กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนาและบริหารจัดการกระบวนการแปรรูปอาหารในอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ Technology Centers ของเรายังช่วยให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เชิงประยุกต์และข้อมูลกระบวนการที่มีคุณค่าได้ เมื่อเรานำความรู้นี้มาจัดโครงสร้างและทำให้ AI สามารถนำมาใช้งานได้จริง จะทำให้เราก้าวจากการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ไปสู่ระบบอัจฉริยะที่เรียนรู้จากกระบวนการ สามารถระบุโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราจึงไม่ใช่การใช้ AI เพื่อ AI แต่คือการยกระดับการผลิตให้ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้นสำหรับลูกค้า”

เป้าหมายระยะยาวคือ การก้าวข้ามข้อจำกัดของเครื่องจักรแต่ละเครื่องและสูตรการผลิตแบบคงที่ โดย ProXES กำลังสำรวจแนวทางที่ซอฟต์แวร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีการแปรรูปสามารถทำงานร่วมกันในระบบอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงแนวคิด “Physical AI” ที่เชื่อมโยงความฉลาดเชิงดิจิทัลเข้ากับสภาพแวดล้อมการผลิตจริง

Technology Centers: รากฐานสู่การขยายองค์ความรู้เชิงอุตสาหกรรม

Technology Centers ทั้ง 5 แห่งของ ProXES ทั่วโลกถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาในครั้งนี้ โดยเป็นพื้นที่ที่ผสานการใช้งานจริงของลูกค้าเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการและการทดสอบภายใต้สภาวะที่ใกล้เคียงการผลิตจริง โดยข้อมูลจากสูตร วัตถุดิบ พารามิเตอร์การผลิต และผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ จะถูกนำมาวิเคราะห์และแปลงเป็นองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของกระบวนการ รวมถึงแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต องค์ความรู้เหล่านี้จะสามารถต่อยอดไปสู่โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI และแพลตฟอร์มความรู้ด้านการแปรรูประดับโลก ขณะเดียวกัน Technology Center แห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดในกรุงเทพฯ ยังช่วยขยายเครือข่ายดังกล่าวและเพิ่มมิติความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาค ผ่านความใกล้ชิดกับตลาดเอเชียที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

แนวทางการพัฒนาแบบเป็นขั้นตอนสู่การผลิตอัจฉริยะ

วิสัยทัศน์ของ ProXES ดำเนินไปตามแนวทางแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมและจัดโครงสร้างข้อมูลจากกระบวนการและการทดลอง ไปจนถึงการทำให้ความรู้นี้สามารถนำไปใช้ได้ข้ามเครื่องจักรและการประยุกต์ใช้งานต่างๆ รวมถึงการต่อยอดสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบคลาวด์สำหรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ ดิจิทัลทวิน อัลกอริทึมแบบปรับตัว และระบบการผลิตที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้หรือผู้ควบคุมเครื่องจักร แต่เป็นการเสริมศักยภาพ (Augment) ให้ความเชี่ยวชาญเหล่านั้น เพื่อให้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีความสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก้าวสู่การผลิตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

ระบบอัจฉริยะที่ก้าวหน้าขึ้นจะสามารถสนับสนุนรูปแบบการผลิตที่ยืดหยุ่นและลดการใช้ทรัพยากร ProXES มุ่งผสานเทคโนโลยีการแปรรูป ความเชี่ยวชาญเชิงประยุกต์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้เกิดการผลิตที่สามารถขยายได้ มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน

 

Continue reading “ProXES กำหนดทิศทาง “Physical AI” สำหรับอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร”

aT ปิดฉากความสำเร็จของคณะผู้ประกอบการเกาหลีในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2026 ณ กรุงเทพมหานคร สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 97.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำศักยภาพอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MAFRA) ร่วมกับองค์การการค้าเกษตรและประมงเกาหลี (aT: Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) ประกาศความสำเร็จของการนำผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าภายในพาวิลเลียนเกาหลี (Korea Pavilion) ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรเกาหลีบนเวทีนานาชาติ พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นและการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

THAIFEX-Anuga Asia ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดของเอเชีย โดยในปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 12 อาคารจัดแสดง และมีผู้ประกอบการจาก 56 ประเทศเข้าร่วมกว่า 3,590 บริษัท นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และนักธุรกิจจากทั่วโลก

 

ภายในพาวิลเลียนเกาหลี ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย aT (Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation) มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้จำนวน 59 บริษัท เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ K-Food หลากหลายประเภทที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และ aT ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงและได้รับความนิยมในตลาดท้องถิ่น อาทิ อาหารสตรีทฟู้ดและเครื่องดื่ม พร้อมมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและลิ้มลองผลิตภัณฑ์จริง นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าในรูปแบบดั้งเดิม

 

ความนิยมของ K-Content ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยต่อวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในหมู่ผู้บริโภคต่างชาติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเกาหลีที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความสะดวกในการบริโภคได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าและคู่ค้าทางธุรกิจในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เจรจาธุรกิจกับคู่ค้าเกี่ยวกับราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต จนนำไปสู่มูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 97.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากการเจรจาธุรกิจ พาวิลเลียนเกาหลียังได้รับความสนใจอย่างคึกคักจากผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมชิมอาหารสตรีทฟู้ดเกาหลียอดนิยม อาทิ มันหวานเผา ต๊อกบกกี และออมุก ตลอดจนการประกอบอาหารภายใน 15 นาที และการสาธิตเมนูอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ ความหลากหลาย และเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี พร้อมสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคได้รู้จัก K-Food มากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การจัดงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” ในวันแรกของการจัดงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเกาหลีใต้ได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้นำเข้าและคู่ค้าจากประเทศไทย โดยมีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ซื้อรายสำคัญมาเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในงานมีการนำเสนออาหารเกาหลีและเครื่องดื่มดั้งเดิมของเกาหลี ซึ่งช่วยสะท้อนเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารเกาหลี พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

 

บรรยากาศงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ “K-Food Night” โดยมีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ผู้แทนภาครัฐ และผู้ซื้อรายสำคัญเข้าร่วมงาน

 

นายพาซอน (Pasorn) ผู้ซื้อจากภาคธุรกิจจัดจำหน่ายของประเทศไทยที่เข้าร่วมงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ K-Food Night กล่าวว่า “ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความท้าทาย ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินใจซื้อที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแสและความต้องการด้านอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบการอาหารเกาหลีสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในอนาคต”

 

ด้านนายจอน กีชาน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งออกอาหารของ aT กล่าวว่า “ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่มีรสชาติดีและสะดวกต่อการบริโภคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาเซียนถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารเกาหลี ดังนั้น aT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเกาหลีใต้ในการสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดัน K-Food ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกต่อไป”

 

บรรยากาศผู้เข้าชมงานและการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเกาหลีใต้และผู้ซื้อภายในพาวิลเลียนเกาหลีในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026