อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ

By: Christian Philippsen
Managing Director
BENEO Asia-Pacific Pte. Ltd.

 

ในอดีต ความพรีเมียมของอาหารมักถูกสะท้อนผ่านวัตถุดิบที่หายาก และราคาอาหารที่สูงเกินเอื้อม แต่ในปัจจุบัน นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไปสู่การเลือกบริโภคอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เช่น โยเกิร์ตเสริมใยอาหาร อาหารว่างดัชนีน้ำตาลต่ำในช่วงพักประชุม หรือเครื่องดื่มที่ช่วยรักษาความสมดุลพลังงานตลอดทั้งวัน

 

อาหารพรีเมียมยุคใหม่: มากกว่าราคา คือคุณค่า
ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย เมนูอาหาร และสินค้าบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต ล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค นั่นคือ อาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้พลังงานหรือความสุขอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนของตัวตน ความรู้ และการใส่ใจสุขภาพในระยะยาว อาจกล่าวได้ว่า อาหารกลายเป็นความหรูหราในมิติใหม่ที่ไม่ได้วัดกันที่ความฟุ่มเฟือย หากแต่อยู่ที่ เจตนารมณ์ในการเลือกบริโภคอย่างมีความหมาย

 

จากการสร้าง “ภาพลักษณ์” สู่การสร้าง “คุณค่า”
ในอดีต อาหารระดับพรีเมียมจะเน้นที่รูปลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองลึกไปถึง “ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากบริโภค”1 โดยมักตั้งคำถามว่า

– อาหารนี้ดีต่อสุขภาพอย่างไร?

– ให้พลังงานเพียงพอตลอดทั้งวันหรือไม่?

– ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารหรือไม่?

 

พฤติกรรมนี้ทำให้ “ส่วนประกอบของอาหาร” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อมากกว่าจะเป็นเพียงข้อมูลบนฉลาก โดยข้อมูลจากสภาข้อมูลอาหารระหว่างประเทศยังสะท้อนว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกอาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยส่งเสริมระบบขับถ่ายและให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง2 โดยพิจารณาทั้งปริมาณใยอาหาร การลดน้ำตาล และคุณสมบัติเชิงฟังก์ชัน ควบคู่ไปกับรสชาติและความสะดวกในการบริโภค ในบริบทนี้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเชิงฟังก์ชันอาจสร้างมูลค่าในสายตาผู้บริโภคได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เน้นแค่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกนัยคือ “ความพรีเมียม” กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของความฟุ่มเฟือยไปสู่เรื่องของ “ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ”

 

สุขภาพลำไส้: เทรนด์สำคัญของอาหารยุคใหม่

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์3 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ระบบย่อยอาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวม ทั้งในด้านการย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริโภคจึงหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้มากขึ้น

ใยอาหารพรีไบโอติกส์ เช่น ใยอาหารจากรากชิโครี (อินนูลินและโอลิโกฟรุกโตส) เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยทำหน้าที่เป็นอาหารของแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่าง Bifidobacteria ซึ่งช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ จากงานวิจัยระบุว่า การเติมส่วนผสมเหล่านี้ในอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน4 อีกทั้ง ยังมีหลักฐานรองรับจากการศึกษามากกว่า 30 ปี และการทดลองในมนุษย์มากกว่า 200 งาน ที่ยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของใยอาหารจากรากชิโครี
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพลังงานที่คงที่ มากกว่าความอิ่มชั่วคราว

“ความพรีเมียม” กำลังกลายอีกตัวชี้สำคัญของวิธีที่ผลิตภัณฑ์จะส่งมอบพลังงานให้แก่ร่างกาย เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามมาด้วยอาการเหนื่อยล้า หงุดหงิด หรือสมาธิสั้นลง ในทางกลับกัน ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นกับคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมช้า เนื่องจากให้ความอิ่มที่ยาวนานกว่า

ไอโซมอลทูโลสa เป็นคาร์โบไฮเดรตดัชนีน้ำตาลต่ำที่ร่างกายสามารถย่อยได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ โดยพบได้ตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง จากงานวิจัยระบุว่า ส่วนผสมนี้ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น รวมถึงอาจส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางสติปัญญาและอารมณ์ในระยะยาว5 สำหรับผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับความเครียดและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ พลังงานที่สม่ำเสมอจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่ระงับความหิวชั่วคราว แต่เพื่อรักษาความรู้สึกกระฉับกระเฉงตลอดทั้งวัน

 

เมื่อผู้ผลิตต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนและคุณค่า
สำหรับผู้ผลิตอาหาร นิยามความพรีเมียมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านหนึ่ง ผู้ผลิตต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ มีฉลากที่โปร่งใส และมอบประสบการณ์การบริโภคที่น่าพึงพอใจนั้นกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ส่วนผสมเชิงฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นใยอาหารพรีไบโอติกส์ สารทดแทนน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ มักมีต้นทุนที่สูงกว่าวัตถุดิบทั่วไป แต่ในทางกลับกัน ส่วนผสมเหล่านี้ก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เช่นกัน ทั้งการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ การสนับสนุนการกล่าวอ้างสรรพคุณบนบรรจุภัณฑ์ และการตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคที่รอบรู้มากขึ้น

ความท้าทายจึงอยู่ที่การเชื่อมช่องว่างดังกล่าว เพราะการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ผลิตจะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนสามารถ “ส่งมอบคุณค่าที่มากกว่า” ทั้งในด้านโภชนาการ คุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

 

นิยามใหม่ของ “ความเพลิดเพลิน” ในการบริโภค

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะละทิ้งเพลิดเพลินในการรับประทานแต่กำลังนิยามคำว่า “ความเพลิดเพลิน” ขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขนมอบเนื้อนุ่มที่เสริมใยอาหาร เครื่องดื่มรสหวานที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง หรือไอศกรีมที่มีน้ำตาลต่ำแต่ยังคงรสชาติหวานละมุนและเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นข้นเช่นเดิม

การสร้างสมดุลเช่นนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสูตร ทั้งด้านเนื้อสัมผัส รสชาติ และความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ จึงทำให้การเลือกใช้วัตถุดิบและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อทำได้สำเร็จ ผลิตภัณฑ์จะสามารถตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายสุขภาพระยะยาวของผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนนิยามใหม่ของ “ความพรีเมียม” ในโลกของอาหารยุคใหม่

 

เมื่อเรื่อง “สุขภาพ” กลายเป็น “สถานะทางสังคม” ของผู้บริโภค

หากอาหารกำลังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนสถานะทางสังคม นิยามดังกล่าวไม่ได้ผูกติดกับความหรูหราหรือราคาสูงอีกต่อไป แต่สะท้อนการตระหนักรู้ การเลือกอย่างมีวิจารณญาณ และการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ไปจนถึงอาหารที่มอบคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน สิ่งเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความปรารถนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ให้คุณค่ากับ “สุขภาวะที่ดี” มากกว่าการแสดงออกถึงสถานะทางสังคม

สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของความสำเร็จในอนาคต ซึ่งไม่ได้วัดกันที่ราคาหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปได้ดีเพียงใด

Continue reading “อาหารกับนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิต: จากความเพลิดเพลินสู่การเลือกอย่างตั้งใจ”

See What’s New in the Star Items May 2026

พบกับผลิตภัณฑ์ดาวเด่น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนผสมอาหาร และอื่นๆ

ที่น่าสนใจ

Functional Starch:A Key Milestone Toward a Healthier and More Sustainable Food Industry

แป้งฟังก์ชัน: พลังนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโลกที่ยั่งยืน

 

 

แป้งประกอบด้วยอะมิโลสและอะมิโลเพกทิน ซึ่งมีโครงสร้างกึ่งผลึก ความแตกต่างขององค์ประกอบและโครงสร้างส่งผลต่อสมบัติสำคัญ เช่น การเกิดเจล ความหนืด ความคงตัว และความสามารถในการถูกย่อย แป้งที่มีอะมิโลสสูงมักย่อยช้ากว่า เนื่องจากเกิดการคืนตัวได้ดี แนวทางการพัฒนาแป้งฟังก์ชันจึงมุ่งปรับโครงสร้างโมเลกุลเพื่อควบคุมอัตราการย่อยและการปลดปล่อยกลูโคส โดยเพิ่มสัดส่วนของแป้งย่อยช้าและแป้งต้านการย่อย ซึ่งมีส่วนช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาลและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ทั้งนี้ สมบัติเชิงหน้าที่จำเป็นต้องได้รับการยืนยันผ่านการทดสอบเชิงระบบทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและทางคลินิก

แป้งฟังก์ชันสามารถแบ่งได้เป็นหลายกลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) แป้งควบคุมการย่อย ที่ออกแบบโครงสร้างเพื่อชะลอการย่อยและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผ่านเทคโนโลยี เช่น heat–moisture treatment และการดัดแปรด้วยเอนไซม์ (2) แป้งพรีไบโอติกส์ ที่ทนต่อการย่อยและถูกหมักในลำไส้ใหญ่เพื่อกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และการสร้างกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทีเรต (3) แป้งปรับเนื้อสัมผัสและเลียนแบบไขมัน ที่ช่วยลดพลังงานแต่ยังคงความครีมมีและความนุ่มผ่านการควบคุมโครงสร้างระดับไมโคร และ (4) แป้งตัวพาและห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ ที่ช่วยเพิ่มความคงตัวและควบคุมการปลดปล่อยของสารสำคัญ เช่น วิตามินหรือโพรไบโอติกส์ นอกจากนี้ ยังมี (5) แป้งฉลากสะอาดและยั่งยืน ซึ่งเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์

Continue reading “Functional Starch:A Key Milestone Toward a Healthier and More Sustainable Food Industry”

Sensory and Instrumental Evaluation: Advancing Modern Food Quality

Sensory and Instrumental Evaluation: กุญแจสู่คุณภาพอาหารยุคใหม่

 

ในบริบทของอุตสาหกรรมอาหารที่มีการแข่งขันสูง ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงความปลอดภัยหรือคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส” ของผู้บริโภค การประเมินทางประสาทสัมผัสจึงเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยง R&D กับระบบ QC และ QA เพื่อสร้างความสม่ำเสมอและความพึงพอใจ

Sensory Evaluation คือการประเมินคุณลักษณะของอาหารผ่านการมองเห็น กลิ่น รสชาติ การสัมผัส และเสียง แม้มีความเป็นอัตวิสัย แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือได้ด้วย trained panel การควบคุมสภาพแวดล้อม และการใช้สถิติ โดย QC ใช้ตรวจสอบความสม่ำเสมอ เช่น ความหนืดหรือความกรอบ ส่วน QA ใช้กำหนดมาตรฐานและการปล่อยสินค้า

เพื่อลดความผันแปรจากการประเมินโดยมนุษย์ จึงมีการนำเครื่องมือวิเคราะห์มาใช้ร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวัดความหนืด การวิเคราะห์เนื้อสัมผัส และการควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อจำลองการเก็บรักษา โดยแนวโน้มสำคัญในปัจจุบันคือการเชื่อมโยงค่าที่วัดได้เชิงเครื่องมือเข้ากับการรับรู้ของมนุษย์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้แบบจำลองทางสถิติ เช่น PLSR เพื่อทำนายผลการรับรู้และลดการพึ่งพา panel ในการประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์

การบูรณาการดังกล่าวช่วยลดความแปรปรวน เพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้การประเมินทางประสาทสัมผัสเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ QC และ QA เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสม่ำเสมอและตอบโจทย์ผู้บริโภค

Continue reading “Sensory and Instrumental Evaluation: Advancing Modern Food Quality”

Transforming Industrial Warehouse and Logistics Systems with Digital Technologies

พลิกโฉมระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

 

ในยุคที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุน แรงงาน และความต้องการด้านความโปร่งใสของข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความสูญเสีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

บทความนี้จึงเป็นการนำเสนอภาพรวมของเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบคลังสินค้าและการขนส่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย และการควบคุมสินค้าภายในคลังสินค้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินงานในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่ต้องรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเทคโนโลยีระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีพาเลทอัจฉริยะและระบบติดตามสินทรัพย์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data การประมวลผลบนคลาวด์และ Fog Computing รวมถึงการใช้โดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการเกษตรที่ยั่งยืน

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบคลังสินค้าและโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่การจัดเก็บ การเคลื่อนย้าย ไปจนถึงการควบคุมข้อมูลอย่างแม่นยำและปลอดภัย การบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

Continue reading “Transforming Industrial Warehouse and Logistics Systems with Digital Technologies”

Nutritional Science & Precision Food Architecture for the Silver Economy

วิทยาศาสตร์ โภชนาการ และการออกแบบอาหารเฉพาะบุคคลสำหรับสังคมผู้สูงวัย

 

 

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2568 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมด ความท้าทายวิกฤตที่พบคือ การได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและภาวะเปราะบาง งานวิจัยระบุว่าผู้สูงวัยมีความต้องการโปรตีนสูงกว่าวัยผู้ใหญ่ปกติ โดยควรได้รับอยู่ที่ 1.0–1.2 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน และอาจสูงถึง 1.5 กรัมในกลุ่มที่มีอาการเจ็บป่วยหรืออยู่ในระยะฟื้นฟูร่างกาย

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร จำเป็นต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากล เช่น IDDSI และ UDF เพื่อรับประกันความปลอดภัยในกลุ่มผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก โดยศูนย์นวัตกรรมอาหารเบทาโกรได้กำหนดมาตรฐานเนื้อสัมผัสอาหาร 5 ระดับ เพื่อใช้เป็น “ภาษากลาง” เชื่อมโยงความต้องการทางคลินิกเข้ากับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด BAHT เพื่อจำแนกพฤติกรรมผู้สูงวัยออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

– B – Balanced Seekers: เน้นความสมดุล

– A – Available Seekers: เน้นความสะดวก

– H – Health Disciplinarians: เน้นด้านสุขภาพ

– T – Tradition Innovators: เน้นรสชาติดั้งเดิมที่ผสานนวัตกรรม

การบูรณาการองค์ความรู้เหล่านี้นำไปสู่แนวคิด BEST Framework (Balance, Elderly, Standards, Taste) เครื่องมือเชิงปฏิบัติในการออกแบบอาหารเฉพาะบุคคล ที่ตอบโจทย์มิติทางชีวภาพ พฤติกรรม และความคาดหวังของผู้บริโภค อนาคตของโภชนาการผู้สูงวัยจึงไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้าเฉพาะทาง แต่คือการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนเพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกาย ลดภาระด้านสาธารณสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

Continue reading “Nutritional Science & Precision Food Architecture for the Silver Economy”

Innovative Functional Flours: Enhancing Healthy Bakery as Wheat Flour Alternatives

นวัตกรรมแป้งเชิงหน้าที่: ทางเลือกใหม่เพื่อการทดแทนแป้งสาลีในผลิตภัณฑ์เบเกอรีสุขภาพ

 

 

             แป้งสาลีเป็นโครงสร้างหลักที่สร้างเนื้อสัมผัสและกลิ่นรสของเบเกอรี อย่างไรก็ตาม เทรนด์สุขภาพและข้อจำกัดของผู้บริโภคที่แพ้กลูเตน ส่งผลให้เกิดการพัฒนา “แป้งเชิงหน้าที่” เช่น สตาร์ชดัดแปร แป้งทนย่อย และแป้งจากถั่วพัลส์ เพื่อใช้ทดแทนบางส่วน โดยยังคงคุณภาพทางประสาทสัมผัสใกล้เคียงผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม

– สตาร์ชดัดแปร (Modified Starch) พัฒนาผ่านกระบวนการทางเคมี กายภาพ และเอนไซม์ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแป้งดั้งเดิม ช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัส ชะลอปรากฏการณ์สเตลลิ่ง (Staling) และยืดอายุการเก็บรักษา นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารทดแทนไขมันในรูปแบบโอเลโอเจล และใช้ในเทคนิคไมโครเอนแคปซูเลชันเพื่อกักเก็บกลิ่นรสหรือนำส่งสารสำคัญ เช่น โพรไบโอติกส์ ให้ทนต่อความร้อน

– แป้งทนย่อย (Resistant Starch) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยชะลอการปลดปล่อยกลูโคส เพิ่มความอิ่ม และเป็นพรีไบโอติกส์ส่งเสริมจุลินทรีย์ดีในลำไส้ พบได้ตามธรรมชาติหรือผ่านการดัดแปรโครงสร้าง ช่วยลดค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ในผลิตภัณฑ์

– แป้งจากถั่วพัลส์ (Pulse Flours) เช่น ถั่วลูกไก่และเลนทิล เป็นแหล่งโปรตีนและใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลและส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหาร

             นวัตกรรมแป้งเชิงหน้าที่เหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการยกระดับเบเกอรีสู่ “อาหารฟังก์ชัน” ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านคุณสมบัติทางกายภาพ ประโยชน์ต่อร่างกาย และการสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต

Continue reading “Innovative Functional Flours: Enhancing Healthy Bakery as Wheat Flour Alternatives”

Strengthening Thailand’s Food Industry through a Unified Innovation Ecosystem

เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมแบบบูรณาการ

 

 

            อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากบทบาท “ครัวของโลก” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหาร” ที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในฉบับนี้ ดร. เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและกลยุทธ์ในการยกระดับผู้ประกอบการผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของหน่วยงานในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

            Food Innopolis ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการเชื่อมโยงและปิดช่องว่าง (Gap) ระหว่างภาคการศึกษาซึ่งมีองค์ความรู้และศักยภาพด้านงานวิจัย กับภาคเอกชนที่ต้องการนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์หลัก 3 ประการ ได้แก่ “Visibility” คือ การทำให้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยและนักวิจัยเป็นที่รับรู้และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “Accessibility” คือ การเพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ได้สะดวกยิ่งขึ้น และ “Connectivity” การเชื่อมโยงเครือข่ายโรงงานต้นแบบ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้โจทย์อุตสาหกรรมอาหารอย่างครบวงจรและเป็นระบบ

            นอกจากนี้ ดร. เอกอนงค์ ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มกลุ่มอาหารที่น่าจับตามองและประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อย (Low-processed Food) ซึ่งเป็นโจทย์วิจัยในการสร้างสมดุลระหว่างการลดกระบวนการแปรรูปกับการยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้เพียงพอต่อการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังได้กล่าวถึงทรัพยากรมนุษย์ที่นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหาร

            สามารถติดตามบทสัมภาษณ์จาก ดร. เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เพิ่มเติมได้ในนิตยสาร Food Focus Thailand ฉบับพฤษภาคม 2569

Continue reading “Strengthening Thailand’s Food Industry through a Unified Innovation Ecosystem”

The Science Behind the Sip: Tracing Flavors in Alcoholic Beverages

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังแก้วโปรด: แกะรอยมิติกลิ่นรสในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

 

            เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการกลั่น (fermented beverages) และเครื่องดื่มที่ผ่านการกลั่น (distilled beverages หรือ spirits)

            การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนผสมหลัก ได้แก่ วัตถุดิบตั้งต้น น้ำ และยีสต์ โดยเฉพาะ Saccharomyces cerevisiae โดยทั่วไปเครื่องดื่มประเภทหมักจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินร้อยละ 15-18 ABV เนื่องจากความเป็นพิษของเอทานอลต่อเซลล์ยีสต์ สำหรับสุรากลั่นซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 40-50 ABV จำเป็นต้องอาศัยการกลั่น เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเอทานอล

            สารประกอบให้กลิ่นรสในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ สารประกอบให้กลิ่นรสปฐมภูมิ (primary flavor compounds) เกิดจากวัตถุดิบตั้งต้นโดยตรง เช่น เทอร์พีน และเฮกซานาล ในเตกีลาที่ให้กลิ่นพืชผักและสมุนไพรสีเขียว หรือโวลาไทล์ไทออล และเมทอกซีไพราซีน ในองุ่นโซวีญง บลอง

            สารประกอบให้กลิ่นรสขั้นทุติยภูมิ (secondary flavor compounds) เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการหมัก เช่น ยีสต์ผลิตเอนไซม์คาร์บอน-ซัลเฟอร์ ไลเอส ที่ปลดปล่อยโวลาไทล์ไทออล หรือเอสเทอร์ในรัม เช่น เอทิลบิวทิเรตที่ให้กลิ่นสับปะรด

            สารประกอบให้กลิ่นรสขั้นตติยภูมิ (tertiary flavor compounds) เกิดจากการบ่ม เช่น ในคอนยัค การสลายตัวของลิกนิน ให้สารวานิลลิน การคั่วเนื้อไม้สร้างสารฟูรฟูรัล และการเกิดเอสเทอริฟิเคชันซ้ำ (re-esterification) ก่อให้เกิดสารประกอบแรนซิโอ

Continue reading “The Science Behind the Sip: Tracing Flavors in Alcoholic Beverages”