DITP ชี้โอกาสน้ำตาลไทย หลังรัฐบาลเมียนมาอนุญาตธุรกิจนำเข้าเพื่อส่งออกน้ำตาลอีกครั้ง

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผยรัฐบาลเมียนมาได้กลับมาอนุญาตการ Re-export น้ำตาล หลังจากที่สั่งระงับไป แนะผู้ส่งผลิตและผู้ค้าน้ำตาลในประเทศไทยเร่งบุกตลาด มั่นใจขยายตลาดได้เพิ่มแน่นอน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 รัฐบาลเมียนมาได้กลับมาอนุญาตการ Re-export น้ำตาล หลังจากที่สั่งระงับไปส่งผลให้ธุรกิจน้ำตาลกลับมาสร้างรายได้และเพิ่มปริมาณการจ้างงานในประเทศเมียนมามากขึ้นทธุรกิจด้านการ Re-export น้ำตาลถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากราคาขายสำหรับการ Re-export น้ำตาลมีมูลค่าสูงถึง 600 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งสูงกว่าการนำเข้าน้ำตาลของประเทศเมียนมาที่มูลค่าเพียง 480 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ทั้งนี้ รายการปริมาณการนำเข้าน้ำตาลนั้นต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำตาลที่จะทำการส่งออกต่อไปโดยผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตทุกรายต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้าและ Re-export หากผู้ประกอบการรายใดนำเข้าน้ำตาล ผ่านระบบ Re-export เพื่อขายภายในตลาดเมียนมาจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย

ในปี 2558-2559 กระทรวงพาณิชย์เมียนมา ได้มีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการเมียนมาสามารถ Re-export สินค้าน้ำตาล ทำให้เมียนมามีการส่งออกน้ำตาลมากกว่า 70,000 ตัน มูลค่า 394 ล้านเหรียญสหรัฐ และ ในปี 2559-2560 การส่งออกน้ำตาลมีมูลค่าพุ่งสูงกว่า 2,000,000 ตัน มูลค่า 1.12 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ประกอบการเมียนมานั้นมีการนำเข้าน้ำตาล จากประเทศไทยและอินเดียเป็นหลัก โดยน้ำตาลเหล่านี้ จะถูกส่งต่อไปยังประเทศจีน เนื่องจากคุณภาพของน้ำตาลที่ผลิตในประเทศเมียนมานั้นยังไม่ได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการส่งออกได้ จนกระทั่งมีการถูกระงับการอนุญาต Re-export น้ำตาลไป เมื่อวันที่ 22กันยายน 2017

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวเสริมว่า น้ำตาลถือเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกหลักไปยังประเทศเมียนมาเพื่อ Re-export ต่อไปยังประเทศจีน แต่หลังจากที่ได้มีการระงับการออกใบอนุญาต ในการ Re-export สินค้าน้ำตาลชั่วคราว ทำให้ยอดการส่งออกทั้งในประเทศไทยและประเทศเมียนมาต่างลดลง ดังนั้น การกลับมาอนุญาตการ Re-export น้ำตาลอีกครั้ง เป็นผลดีต่อผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำตาลในประเทศไทยที่ส่งออกไปยังประเทศเมียนมา

สนใจส่งออกน้ำตาลไปเมียนมา ติดต่อ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครย่างกุ้ง
อีเมล์ ditpyangon@gmail.com หรือโทรสายตรงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169

กรมการค้าต่างประเทศเป็นสักขีพยานลงนาม MOU การผนึกกำลังร่วมวิจัยของบริษัทบุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่สากล

กรุงเทพฯ, 9 พฤศจิกายน 2561 – นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ ห้องประชุม 802 สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ในการสร้างความร่วมมือด้านการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้าน Flavour กลิ่นรสอาหาร ภายใต้โครงการพัฒนากลิ่นรสด้วยกระบวนการชีวนวัตกรรม (Flavour throughout Bioinnovation) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมการผลิตสารให้กลิ่นรสอาหารในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการภายใต้โครงการ API Connect ของสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานวิจัย ซึ่งนอกจากจะเป็นการยกระดับการพัฒนาสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้ได้มาตรฐานที่มีพื้นฐานของข้อมูลและงานวิจัยรองรับแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้งานวิจัยสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ หรือที่เรียกว่า “Market-led Research” มากยิ่งขึ้น

นายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ ประธานบริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลกก็ตาม แต่ยังคงต้องการการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สารให้กลิ่นรสสำหรับอาหาร เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตอาหาร ใช้เพื่อสร้างสรรค์รสชาติใหม่ และทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยมีมูลค่าการนำเข้าปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากเหตุผลดังกล่าว บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญและดำเนินธุรกิจด้านกลิ่นรสอาหารร่วมกับต่างประเทศมานานได้มองเห็นศักยภาพของผลิตผลทางการเกษตรของไทยที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารให้กลิ่นรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้สร้างโรงงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลิ่นรสอาหารภายใต้แบรนด์ “BOON FLAVOUR” ซึ่งเป็นนวัตกรรมสินค้าเกษตรที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เปิดมุมมองใหม่ให้กับสินค้าเกษตรของไทย สร้างจุดเด่นในการแข่งขัน และสามารถขยายผลเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน สำหรับการพัฒนาในด้านนี้ต้องอาศัยนวัตกรรมและความร่วมมือจากหน่วยงานเฉพาะทาง เพราะกลิ่นรสในอาหารไม่เพียงแต่เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสรรค์รสชาติใหม่ที่มีเอกลักษณ์ให้กับอาหารเท่านั้น แต่ยังสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของความเป็นไทยและอาหารไทยได้อีกด้วย ซึ่งความสำเร็จในอนาคตของโครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือนี้จะสามารถเพิ่มศักยภาพของการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเกษตรของไทยในการผลิตสารให้กลิ่นรสอาหารที่มีเอกลักษณ์ เป็นนวัตกรรมสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มมูลค่าที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่งคงจะต้องทำงานร่วมกับสถาบัน APi อย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ รศ. ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่าโครงการพัฒนากลิ่นรสด้วยกระบวนการชีวนวัตกรรมนั้นจะมีฐานการปฏิบัติการอยู่ที่กลุ่มสาขาวิชาชีวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอัจฉริยะ (School of Bioinnovation and Bio-based Product Intelligence) มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีปัจจัยสนับสนุนการวิจัยในการผลิต Flavour ตั้งแต่ต้นน้ำ เริ่มจากการผลิตพืชวัตถุดิบให้มีสารให้กลิ่นรสในปริมาณสูงด้วยระบบ Plant Factory ที่ทันสมัย ควบคุมคุณภาพได้ ซึ่งเป็นการเกษตรแนวใหม่ที่ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่มหาวิทยาลัย Chiba ประเทศญี่ปุ่น โดยคณะวิทยาศาสตร์เองได้พัฒนาองค์ความรู้เรื่องการสร้างสารให้กลิ่นรสโดยเชื้อจุลินทรีย์ การวิเคราะห์สารให้กลิ่นรสด้วยเทคนิคชั้นสูง วัสดุเพื่อการรักษากลิ่นรสให้คงตัว ตลอดจนผลของกลิ่นรสที่มีต่อระบบประสาทและร่างกาย เป็นต้น ซึ่งเป็นโครงการที่มีความร่วมมือด้านวิจัยกับหลายหน่วยงานทั้งในคณะฯ และส่วนงานอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ สถาบันโภชนาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น ในโอกาสนี้ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า คณะวิทยาศาสตร์มุ่งเป้าหมายในการเป็นสถาบันหลักของประเทศด้านการศึกษา วิจัย และบริการวิชาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้สังคมประจักษ์ถึงความสำคัญของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสังคมและผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Value-based Economy) ตามนโยบาย Thailand 4.0 ดังนั้น คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีความร่วมมือทางด้านงานวิจัยและการสร้างนวัตกรรมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ SMEs รวมทั้งการสร้าง Deep-tech Startup ต่างๆ คณะวิทยาศาสตร์ ได้เร่งสร้างปัจจัยเกื้อหนุน อาทิ การสร้างระบบสนับสนุน Startup คือ โครงการ VentureClub@MUSC ช่วยในการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ของอาจารย์และนักศึกษาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สร้างเป็นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป

พาณิชย์เดินหน้าขยายตลาดข้าวทั่วโลก รองรับผลผลิตฤดูกาลใหม่เป็นไปตามนโยบายการตลาดนำการผลิต

12 พฤศจิกายน 2561

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าจากการที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผนึกกำลังกับกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา และภาคเอกชนจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวแห่งประเทศไทยกับสมาคมโรงสีข้าวไทย ร่วมจัดงาน The International Rice and Rice Products Business Matching ระหว่างวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2561 โดยเชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกกว่า 28 ประเทศ 165 บริษัท พบกับผู้ส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวของไทย จำนวน 171 ราย นั้น ปรากฏว่าเกิดการจับคู่ทางการค้ามากกว่า 1,000 คู่ สามารถตกลงสั่งซื้อสินค้าทันทีภายในงานจำนวน 46.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8.5 ข้าวที่มีการสั่งซื้อมากที่สุด ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องชนิดต่างๆ เป็นต้น รวมยอดสั่งซื้อภายใน 1 ปี คาดว่าจะมีจำนวนมากกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าครั้งนี้ จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งนับเป็นมาตรการส่งเสริมตลาดเพื่อดูดซับผลผลิตในช่วงต้นฤดูและสร้างความมั่นใจด้านการตลาดให้แก่เกษตรกร ในปี 61/62 แม้ว่าราคาข้าวของไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ จะมีผลผลิตจำกัดทำให้ราคาค่อนข้างสูง แต่ลูกค้าจากต่างประเทศยังมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทย ผนวกกับการให้บริการอย่างมืออาชีพของผู้ประกอบการไทย จึงส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของ Ms Po Leng, Export Manager จากซูเปอร์มาร์เก็ต 759 ฮ่องกง ให้ความเห็นว่า บริษัทเน้นการจำหน่ายสินค้าคุณภาพดีที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งข้าวหอมมะลิไทยสามารถครองใจลูกค้าส่วนใหญ่ในฮ่องกงได้ดี และปีนี้ยังมีแผนขยายการนำเข้าข้าวสีชนิดต่างๆ ทั้ง ไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องมะลิและข้าวกล้องรวม ต่อเนื่องจากปีที่แล้วด้วย นอกจากนั้น คณะผู้ซื้อจากต่างประเทศได้มีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งทำให้ผู้นำเข้ามีโอกาสรับทราบถึงกระบวนการขั้นตอนการผลิต พร้อมทั้งการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐาน จึงเป็นการตอกย้ำให้ผู้นำเข้าจากทั่วโลกมีความประทับใจในคุณภาพข้าวของไทยเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการขยายตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวในปี 2562 มุ่งเพิ่มกิจกรรมทั้งด้านออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันไป อาทิ การมอบรางวัลมิตรแท้ข้าวไทยดีเด่น (Best Friend of Thai Rice Award) ให้แก่ ผู้นำเข้า/กระจายสินค้าไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายในการขยายตลาดอย่างยั่งยืน การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยร่วมกับผู้นำกระแสการค้า (Trade Influencer) ซึ่งเป็นการเจาะกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังในการบริโภคสูง ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพดี โดยเฉพาะตลาดจีน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในขณะที่ด้านออนไลน์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ พิธีลงนามความร่วมมือกับ JD.com พร้อมทั้งประกาศการสั่งซื้อสินค้าข้าว ข้าวสี และผลิตภัณฑ์ข้าวจากเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย พิธีลงนามความร่วมมือกับ King Wai Group เพื่อคัดเลือกสินค้าอาหาร อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าว วางจำหน่ายในศูนย์จำหน่ายสินค้านำเข้า IMX 365 exhibition hall ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ และเว็บไซต์ KJT.com cross border e-commerce แห่งแรกของจีน 3) วางแผนการตลาดการจัดซื้อสินค้าข้าวและผลไม้ร่วมกับ Hema Fresh ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้จะดำเนินการได้ทันทีตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2561

New: Start-up Day at FRUIT LOGISTICA 2019 Application deadline is 19 November 2018

 

Berlin, 23 October 2018

“If you start me up – I’ll never stop.” This line from a Rolling Stones song describes the need for an incentive to get the ball rolling. FRUIT LOGISTICA now offers this incentive to young, creative and innovative companies. Focusing on the theme “Disrupt Agriculture”, the first Start-up Day event will take place on 8 February 2019 in conjunction with the leading trade fair for the global fresh produce trade.

On Friday, 8 February, Hall 9 will serve as a networking hub for start-ups and established companies across the value chain. The start-up area is the place to be for anyone interested in making contact and conducting business with start-up companies. Highlights include the Start-up Stage, where young enterprises present their pioneering business concepts, technologies and visions of the future.

All start-ups working on the development of smart solutions aimed at improving efficiency and sustainability in the fresh produce industry are invited to apply for Start-up Day. The main focus is on B2B business models and innovative technologies in the following fields: agtech, digital farming, crop science, postharvest technology, logistics/supply chain management, packaging and packing technology.

Start-up Day participation is free of charge. A final selection of applications will be made by Messe Berlin. Interested start-ups are invited to apply here before 19 November.

FRUIT LOGISTICA Berlin – 6 to 8 February 2019 Connect to Change
For further information: www.fruitlogistica.com/en/Exhibitors/Start-UpDay/

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี…FRUIT LOGISTICA Start-up Day
ภายในงานแสดงสินค้า FRUIT LOGISTICA Berlin 2019: 6-8 กุมภาพันธ์ 2562

เปิดรับสมัครผู้ประกอบการและนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่กำลังสนใจพัฒนาธุรกิจผักและผลไม้สดจากทั่วโลกให้ได้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์และเปิดมุมมองของธุรกิจภายในงาน FRUIT LOGISTICA Start-up Day ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ภายใต้ธีม “Disrupt Agriculture”

สตาร์ทอัพหน้าใหม่ไฟแรงจะได้นำเสนอแผนธุรกิจกับนักลงทุนและนักธุรกิจระดับชั้นนำที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด ผ่านมุมมองด้านนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มมิ่ง เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมด้านการผลิตผลิตผลสดจากทั่วโลก

มาร่วมสร้างประสบการณ์และแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพของสินค้าผักและผลไม้สดของไทย
ลงทะเบียนฟรี ตั้งแต่วันนี้ ถึง 19 พฤศจิกายน นี้ เท่านั้น…ช้าไม่ได้นะ

แบรนด์ไทยฉลองชัยชนะจากการประกวดแบรนด์ระดับโลก 2018 ที่พระราชวังเคนซิงตัน

ลอนดอน, 31 ตุลาคม 2561 – การประกวดรางวัลแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ซึ่งเป็นการประกวดรางวัลที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีแบรนด์ 270 แบรนด์ จาก 33 ประเทศ ได้รับยกย่องว่าเป็น “Brand of the Year” หรือแบรนด์อันทรงคุณค่าของปีนี้ ภายในงานที่ถูกจัดขึ้นอย่างสวยงามและสมเกียรติ ณ ห้องโถงในพระราชวังเคนซิงตัน
โดยมีแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ได้แก่ Beijing Tong Ren Tang, BMW, Cartier, Club Med, JinkoSolar, Johnnie Walker, Lego, L’Oréal, Louis Vuitton, Nescafé, Rolex, Samsung, Schwarzkopf และ Yakult
ส่วนแบรนด์ไทยที่ได้รับรางวัลในปีนี้ คือ Aurora (เครื่องประดับ) Bangkok Bank (ธนาคาร) Beymen (ห้างสรรพสินค้า) Café Amazon (ค้าปลีก-ร้านกาแฟ) King Power (ค้าปลีก-สินค้าปลอดภาษี) M–150 (เครื่องดื่มชูกำลัง) Monsoon Valley (ไวน์) PTT (ปั๊มน้ำมัน) SB Square Design (เฟอร์นิเจอร์) Siam Paragon (ศูนย์การค้า) Thai Life Insurance (ประกันชีวิต) Tipco (น้ำดื่มผลไม้) Tops Market (ซูเปอร์มาร์เก็ต) และ TrueOnline ( Broadband / ISP)
ผู้ชนะจะถูกประเมินโดยใช้ 3 หลักเกณฑ์ คือ คุณค่าของแบรนด์ การวิจัยการตลาดของลูกค้า และการโหวตออนไลน์ โดยร้อยละ 70 ของคะแนนโหวตนั้นมาจากลูกค้า ซึ่งแบรนด์ในลักษณะธุรกิจเดียวกันจากประเทศเดียวกันจะมีผู้ชนะเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น
“รางวัลนี้ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของแบรนด์หลายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมากที่สุดในโลก ด้วยค่าเฉลี่ยผู้ชนะเพียง 6 แบรนด์ต่อประเทศ ดังนั้น จึงเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลเหล่านี้” Richard Rowles ประธาน World Branding Forum กล่าว
ในปีนี้การประกวดถูกแบ่งออกเป็น 2 รอบ โดยมีแบรนด์จากฝั่งอเมริกาและแคริบเบียนได้รับรางวัลไปล่วงหน้าจากงานที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่นิวยอร์ก และมีลูกค้าที่เข้าร่วมโหวตในครั้งนั้นมากกว่า 230,000 คน จากทั่วโลก
“ในปีนี้มีผู้เข้าชิงรางวัลมากกว่า 4,500 แบรนด์ จาก 57 ประเทศ โดยมี 351 แบรนด์ จาก 49 ประเทศ เป็นผู้ชนะ – 81 แบรนด์จาก 16 ประเทศ ได้รับรางวัลที่นิวยอร์ก และ 270 แบรนด์ จาก 33 ประเทศ ได้รับรางวัลที่ลอนดอน บางประเทศก็ไม่ได้รางวัลกลับไปเพราะแบรนด์เหล่านั้นไม่ได้รับผลโหวตที่มากพอที่จะถึงเกณฑ์ตัดสิน” Peter Pek ประธานเจ้าหน้าที่การประกวด กล่าว
ในปีที่ 5 นี้ การประกวดได้ถูกจัดขึ้นโดย World Branding Forum ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ไม่แสวงหากำไร มุ่งเน้นเพื่อที่จะยกระดับมาตรฐานการทำตราสินค้าหรือแบรนด์ดิ้ง ซึ่งองค์กรนี้ได้เป็นผู้จัดการและสนับสนุนแผนงานด้านการศึกษามากมาย ทั้งนี้ ทางองค์กรยังมีการลงข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับตราสินค้าและแบรนด์ดิ้งลงบนเว็บไซด์ขององค์กรที่มีผู้รับข่าวสารมากกว่า 23.69 ล้านคนทั่วโลก

 

แม่โขงสานต่อแคมเปญ Mekhong Thai Spirit Cocktails 2018 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ต่อยอดแนวคิดเชิดชูวัตถุดิบท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยรังสรรค์ค็อกเทลระดับโลก

 

 

กรุงเทพฯ, 1 พฤศจิกายน 2561 – Mekhong [แม่โขง] แบรนด์สุราไทยที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยและร่วมเชิดชูความเป็นไทยมาเกือบ 80 ปี เปิดแคมเปญ Mekhong Thai Spirit Cocktails 2018 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 หลังแคมเปญในปีที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างมาก เดินหน้าเฟ้นหาสุดยอดค็อกเทลสัญชาติไทยจากวัตถุดิบพื้นบ้านและสุราไทยชั้นดี ถ่ายทอดเรื่องราวความภูมิใจแห่งสยามประเทศในงานประกาศรางวัลระดับโลกที่คนในวงการร้านอาหารทุกคนต่างรอคอย MICHELIN Guide Thailand 2019 Star Revelation and Gala Dinner ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 นี้

คุณสรรศิริ ยอดเมืองเจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า “แม่โขง ได้ริเริ่มจัดแคมเปญ Mekhong Thai Spirit Cocktails ขึ้นในปี 2560 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดค็อกเทลสัญชาติไทยในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเสนอเอกลักษณ์ของสุราไทยและส่วนผสมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในเวทีโลก แคมเปญที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยเราได้คัดเลือกค็อกเทลสัญชาติไทยอย่าง “ขุนศึก” จากร้านบ้านสุริยาศัย และ “ทอง” จากร้านเทพฯ บาร์ เป็นตัวแทนเครื่องดื่มค็อกเทลเสิร์ฟในงานประกาศรางวัลระดับโลกที่คนในวงการร้านอาหารทุกคนต่างรอคอยอย่าง MICHELIN Guide Bangkok 2018 Award Ceremony and Gala Dinner ดังนั้น สืบเนื่องจากความสำเร็จของแคมเปญในปีที่ผ่านมา แม่โขงต้องการเดินหน้าผลักดันให้ค็อกเทลสัญชาติไทยได้เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้างมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดแคมเปญ Mekhong Thai Spirit Cocktails 2018 ขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยความพิเศษของแคมเปญในปีนี้คือ การให้ความสำคัญกับการนำวัตถุดิบท้องถิ่น หรือ Local ingredients มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ค็อกเทลไทยร่วมกับสุราแม่โขง เชิดชูรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของวัตถุดิบของไทยและสร้างสรรค์ค็อกเทลที่ไม่สามารถหาได้ที่ใดในโลก นอกจากนั้นเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับมิกโซโลจิสต์ชาวไทยที่มีความสามารถ เราได้ขยายแคมเปญไปทั่วประเทศ จนสามารถคัดสรรค็อกเทลไทยทั้งหมด 11 ชนิด จากร้าน 11 แห่ง โดยมิกโซโลจิสต์ทุกท่านตั้งใจสร้างสรรค์ค็อกเทลสูตรพิเศษ นำเสนอเรื่องราวและเสน่ห์ของความเป็นไทยในหลากหลายมิติ ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย ค็อกเทลแต่ละแก้วมีรสชาติและเรื่องราวที่โดดเด่นไม่ซ้ำกัน”
“ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา แม่โขงได้เชิญชวนคนไทยร่วมกันให้คะแนนค็อกเทลที่ตนเองชื่นชอบจากทั้ง 11 ร้านดังผ่านทางเฟซบุ๊คของแม่โขงและมาจากการตัดสินของคณะกรรมการในค่ำคืนนี้ ได้แก่ คุณเดชพงษ์ กาญจนลักษณ์ Master Blender ผู้ปรุงสูตรและเจ้าของสูตรของแม่โขง คุณฟิลลิปส์ บิสชอป มิกโซโลจิสต์ชื่อดังที่คว้ารางวัล Best Bar อันดับ 1 ของเอเชียและอันดับ 3 ของโลก คุณอโน ชุ่มอินทร์จักร กูรูด้านค็อกเทล เชฟชุมพล แจ้งไพร เซเลบริตี้เชฟแนวหน้าของเมืองไทย และคุณอาริยา สมรรถไท Assistant Brand Manager บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดย 2 สุดยอดค็อกเทลที่ชนะการตัดสินในปีนี้ ได้แก่ ‘รินคำลำโขง’ จาก Pullman Bangkok King Power และ ‘นวล’ จาก TEP BAR จะได้ไปเสิร์ฟภายในงาน MICHELIN Guide Thailand 2019 Star Revelation and Gala Dinner ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2561 นี้ นับเป็นโอกาสอันดีของค็อกเทลไทยและมิกโซโลจิสต์ชาวไทย ที่จะได้แสดงผลงานของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ต่อบุคคลที่เป็นผู้นำในวงการอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลก”

คุณเอกชัย คงศรี มิกโซโลจิสต์ จาก Pullman Bangkok King Power ผู้รังสรรค์ค็อกเทล ‘รินคำลำโขง’ กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ค็อกเทลแก้วนี้ว่า ‘รินคำลำโขง’ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของสุราแม่โขง นั่นก็คือ ลำน้ำโขงที่ไหลไปหล่อเลี้ยงมากมายหลายชีวิตให้เจริญเติบโตและงอกงาม กระทั่งก่อให้เกิดพืชพรรณสมุนไพรต่างๆ ในจุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน เริ่มจุดแรกที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยได้นำเอาชาขึ้นชื่อ ซึ่งประกอบไปด้วยข่า ตะไคร้ ใบเตย มาผสมลงไปเพื่อสื่อถึงจุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่านจุดแรกในประเทศไทย ต่อมาที่จังหวัดเลย ในจุดที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน ก่อให้เกิดมะขามหวานเมืองเลย ซึ่งมีรสชาติดีเยี่ยม ผ่านไปจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย ก่อให้เกิดกล้วยเบรคแตก ของดีระดับห้าดาวประจำจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดนี้มาผสมเข้าด้วยกัน ทำให้ได้รสชาติที่แตกต่าง สื่อถึงความเจริญงอกงามเมื่อแม่น้ำโขงไหลผ่านไปยังจุดนั้นๆ

คุณวัชระ วโรดม มิกโซโลจิสต์จากร้าน TEP BAR ซึ่งเป็นร้านที่คว้าชัยชนะต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 กล่าวว่า ‘นวล’ คือสีของเมล็ดข้าวที่สีแล้วจนนวลพร้อม หล่อเลี้ยงชีวิตชาวไทยมากว่า 5,000 ปี ค็อกเทล ‘นวล’ จึงได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการใช้ส่วนผสมของน้ำข้าวขาวดอกมะลิ พันธุ์ 105 พันธุ์พระราชทาน เป็นสายพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม เข้ากันได้ดีกับ “แม่โขง” The Spirit of Thailand ที่มีปลายข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบ ทำให้สัมผัสแรกมีความหอมละมุนลิ้นจากน้ำนมข้าวที่ได้จากเมล็ดข้าวที่จะต้องเก็บเกี่ยวในช่วงหลังจากดอกข้าวจะร่วง มีความหวานที่ปลายลิ้นจากน้ำหญ้าหวานซึ่งมีความหวานจากธรรมชาติ รสเปรี้ยวบางๆ จากน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอมมะลิสูตรลับของครัวเทพบาร์ และยังมีความหอมอร่อยของข้าวเกรียบว่าวและข้าวตังสูตรชาววังที่เคลือบบนปากแก้วให้ได้สัมผัสรสของข้าวที่ต่างบริบทกัน”

“แม่โขง ในฐานะสุราสัญชาติไทยที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 2484 ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ของไทยมาโดยตลอด ผ่านรสชาติที่มาจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาไทย น้ำตาลจากอ้อยและปลายข้าวเหนียวถูกนำมากลั่นในวิธีแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับสมุนไพรไทยและเครื่องเทศ ตามสูตรที่ได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นแบรนด์สุราที่เป็นที่รู้จักของคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างดี เราตระหนักดีถึงบทบาทของเราในการช่วยส่งเสริมและถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้แพร่หลายในวงกว้าง จึงเป็นที่มาของการริเริ่มจัดและสานต่อแคมเปญนี้ เพื่อจุดประกายให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในวัตถุดิบของไทย รวมถึงสุราไทยอย่างสุราแม่โขงที่สามารถนำไปรังสรรค์ค็อกเทลที่เป็นตัวแทนบอกเล่าเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนความสามารถของมิกโซโลจิสต์ไทย รวมทั้งยกระดับวงการค็อกเทลไทยสู่มาตรฐานระดับสากล” คุณสรรศิริ กล่าวสรุป

Ing. E. Vezzadini Uses Interroll in its Butter Packaging Machinery

Sant’Antonino, 25 October 2018 – The Italian company is the market leader for butter packaging machinery and has selected Interroll Drum Motors to help convey its delicate product on its machines. Ing E.Vezzadini & C. S.r.l.’s packaging machines are mainly used in creameries around the world, as well as by food processing companies producing cheese spread and margarine.

Packaging machines for this type of product combine precision mechanics and electronics, and the extent to which the machines can be customized is extremely high. Vezzadini products are distinguished by their premium quality and artisan manufacturing. The company’s automated machines must produce packs of butter at a rate of 100 blocks a minute. All of this has to happen with the utmost precision and the greatest possible fluidity.

Interroll, one of the world’s leading producers of high-quality key products and services for internal logistics, is providing stainless steel drum motors—certified by the European Hygienic Engineering and Design Group (EHEDG)—for the machinery used by Ing. E. Vezzadini & C. S.r.l. in Reggio Emilia, Italy.

The decision to use a drum motor from Interroll was influenced by the company’s need to make its packaging machines less bulky, more efficient and 100 percent safe with regard to hygiene. The high-efficiency Interroll Drum Motor is easy to fit, covers a vast range of services and is virtually maintenance-free. It provides the clear benefit of using less bulky drum motors in place of conventional gear motors. The fact that the motor, gearbox and bearings are housed inside the drum means that drum motors require a lot less space than other types of motors. The belt conveyor can be made more compact and installed in smaller spaces. Moreover, drum motors are considerably faster and easier to fit: On average, in fact, they can be installed in 25 percent less time than is required to install a conventional drive system with multiple components, according to a recent study by the University of Parma. Reducing the number of components results in lower costs to manufacture the belt conveyor and purchase the components themselves.

Interroll Drum Motors are perfect for use in the food industry as their IP66/IP69k rating satisfies EHEDG hygienic equipment design criteria, follows the Ecolab cleaning procedure, and complies with US Food and Drug Administration (FDA) and European Union EC 1935-2004 regulations.

Low-wear Interroll Drum Motors provide full performance even in harsh environments where water, fine dust, grit, chemical substances, fats and oils are present. They can even be subjected to high-pressure cleaning.

Moreover, thanks to their smooth, stainless steel surface and fully encapsulated hermetic structure, Interroll Drum Motors are exceptionally hygienic.
Interroll Drum Motors offer up to 78 percent efficiency in asynchronous design and as much as 83 percent efficiency in synchronous design, clearly demonstrating just how energy efficient they are. They have no protruding parts and, with their fixed external shafts, they are probably the safest motors on the market for ultramodern handling systems. Being internal, the components of the motors are protected from outside influences, which means they require almost no maintenance.

Representatives of the Ing. E. Vezzadini management expressed their satisfaction with what is considered a significant technological improvement in the prestigious company’s machines: “We have been designing and building automatic packaging machines for dairy products and cooking fats for over 60 years. Our market is the entire world; to maintain our leading position in our field, we need to focus on continuous improvement. To this effect, Interroll has enabled us to take a huge step forward, not only in terms of technology but also in terms of sustainability and quality.”

Claudio Carnino, Interroll Italy Commercial Director and Country Manager Italy, says: “Ing E. Vezzadini’s decision is yet a further confirmation of the superiority of Interroll’s Drum Motor. This also has been verified by a comparative study conducted by the University of Parma. The Interroll Drum Motors are now enabling Ing. E. Vezzadini to progress in terms of efficiency, reducing the bulkiness of its machinery and ensuring hygiene.”

วชิระภูเก็ตร่วมใจ ต้านภัยโรคอ้วน ครั้งที่ 2 “เปลี่ยนชีวิตใหม่คนอ้วน”

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เป็นประธานในการเปิดงานประชุมวิชาการ “วชิระภูเก็ตร่วมใจ ต้านภัยโรคอ้วน” ครั้งที่ 2 “เปลี่ยนชีวิตใหม่คนอ้วน” เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องโรคอ้วนแก่แกนนำชุมชน ผู้ป่วยโรคอ้วนและผู้ที่มีความเสี่ยงโรคอ้วนและประชาชนที่สนใจทั่วไป โดยจัดบรรยาย เรื่อง “ภัยของความอ้วนและนวัตกรรมการลดความอ้วน โดยการผ่าตัดลดน้ำหนัก” โดย นพ.สิริพงศ์ ชีวธนากรณ์กุล และ นพ.ฐากูร พูนธนานิวัฒน์กุล ศัลยแพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต พร้อมเสวนา ถ่ายทอดประสบการณ์จริงของผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดลดอ้วน ลดโรค ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารบ้านคุณพุ่มฯ ชั้น 6 โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

Arla Foods Ingredients to launch ‘Protein Extreme’ whey shot concept Big protein, small bottle

30 October 2018

A new concept from Arla Foods Ingredients will offer manufacturers the opportunity to create the first protein shot made exclusively with whey as a protein source. The ‘Protein Extreme’ concept packs 20g of high-quality whey protein into a convenient 100ml, low-calorie serving.

Arla Foods Ingredients will showcase the concept at SupplySide West to demonstrate that it is possible to create high-protein shots exclusively with whey. Despite recent growth in global launches of protein drinks, no such product currently exists.

Anne Louise Friis, Sales Development Manager at Arla Foods Ingredients, said: “As our new concept demonstrates, it is possible to get a huge amount of high-quality whey protein into a small shot. There is currently a gap in the market for a protein shot made exclusively with whey, so this is a great opportunity for differentiation. Manufacturers who take advantage of it will be able to create ready-to-drink products that stand out from the competition and appeal to people on-the-go, as well as athletes.”

Protein Extreme is made with Lacprodan® HYDRO.365 – Arla Food Ingredients’ high-quality whey protein hydrolysate. Developed to meet the needs of athletes and gym-goers, it helps speed up muscle recovery after exercise due to its superior amino acid composition and fast absorption rate. It is also pH-flexible, allowing a range of application options, and UHT-stable, allowing easy production on a standard UHT line.

Each 100ml (3.4oz) ready-to-drink serving contains only 98Kcal. Lacprodan® HYDRO.365 provides four significant on-pack claim opportunities: high in protein, high in calcium, fat-free, and no added sugar.

Arla Foods Ingredients will showcase Protein Extreme on Booth #1252 at SupplySide West, which takes place on 8th and 9th November in Las Vegas. Also on display will be Lacprodan® TexturePro, the company’s 100% whey ingredient that ensures protein bars remain soft until the very end of their shelf life.

DITP ชี้โอกาสสงครามการค้าสหรัฐ – จีน หวังดึงฐานการผลิตจีนมาไทย

29 ตุลาคม 2561

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ชี้โอกาสผู้ผลิตสินค้าไทยที่มีศักยภาพ เร่งพัฒนาตนเองให้เป็นหนึ่งในทางเลือกของผู้ประกอบการสหรัฐที่กำลังมองหาแหล่งผลิตใหม่แทนตลาดจีน หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นร้อยละ 10 และเตรียมปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 25 ในปีหน้า
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี พบว่าหลังการประกาศขึ้นภาษีขาเข้าของสหรัฐที่เป็นตัวจุดชนวนสงครามการค้ากับจีน และส่งผลกระทบต่อนานาประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการสหรัฐจำนวนมากพยายามย้ายแหล่งผลิตออกจากจีนทั้งที่มีการเข้าไปลงทุนเอง และที่ว่าจ้างให้ผลิต สำหรับผู้ประกอบการสหรัฐที่ว่าจ้างผลิตนั้นอาจย้ายแหล่งผลิตได้ง่ายกว่ากลุ่มที่เข้าไปลงทุนผลิตในจีนเอง และบางส่วนได้ผ่านขั้นตอนการคัดเลือกแหล่งผลิตใหม่แล้ว เว้นแต่กลุ่มที่มีแหล่งสินค้าผูกติดกับจีนหรือกำลังอยู่ระหว่างยื่นขอรับการยกเว้นจากรัฐบาล โดยผู้ประกอบการสหรัฐจำนวนมากกำลังศึกษาหาแหล่งผลิตทางเลือกใหม่จากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงเม็กซิโกที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ เพราะวัตถุประสงค์หลักของการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนก็เพื่อลดปริมาณการนำเข้าสินค้าจากจีนลง จึงไม่น่าจะยอมยกเว้นให้มากนัก
“ในปี 2019 หากสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 25% ผู้ค้าปลีกบางส่วนยืนยันว่าคงต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภคแน่นอน หากไม่ได้รับการยกเว้น ในขณะที่ผู้ผลิตสินค้าบางรายการเริ่มผลักภาระให้ผู้บริโภคแล้ว เช่น กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าใส่อุปกรณ์กีฬาที่ขายในสหรัฐ ซึ่งมีแหล่งผลิตจากจีนถึงร้อยละ 70 หรือสินค้าที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ต้องอาศัยแหล่งผลิตจากจีนถึงร้อยละ 84 โดยผู้ผลิตสินค้ายืนยันว่าการย้ายฐานการผลิตเป็นไปได้ยาก เนื่องจากประเทศอื่นๆ ไม่มีกำลังการผลิตหรือความสามารถการผลิตเทียบเท่ากับจีน นอกจากนี้ยังมีจักรยานที่นำเข้าจากจีนถึงร้อยล 92% เนื้อปลานิลแช่แข็งร้อยละ 85 ผู้ประกอบการชาวสหรัฐส่วนใหญ่กำลังมองหาแหล่งผลิตสินค้าและวัตถุดิบจากประเทศอื่น แต่ยังต้องคำนึงถึงสัดส่วนกำไรที่น้อยลงและความเชี่ยวชาญในกิจการนั้นๆ ด้วย” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าว
นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวเสริมอีกว่า สินค้าที่กำลังเข้าแถวรอการปรับอัตราภาษีขึ้นจากร้อยละ 10
เป็นร้อยละ 25 ในปีหน้าแบ่งตามหมวดหมู่ใหญ่ๆ ได้แก่ สารอินทรีย์เคมี ปลา สารเคมี ฝ้าย กระดาษ อุปกรณ์และชิ้นส่วนประกอบเครื่องจักรยานยนต์ อุปกรณ์ปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อาหารพืชผัก รวมกันแล้วกว่า 5,745 รายการชนิดสินค้า ซึ่งหลายชนิดสินค้าในรายการนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ และถือเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพต้องเร่งพัฒนาตนเองให้เป็นหนึ่งในทางเลือกของผู้ประกอบการสหรัฐ ที่ยังมองหาแหล่งผลิตใหม่มาทดแทนแหล่งผลิตจากจีน
หากสหรัฐขยายกรอบการเพิ่มภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าจีนไปยังสินค้าอื่น เช่น รองเท้าเด็ก เสื้อผ้าเด็ก ที่มีมูลค่าถึง 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ประกอบการสหรัฐก็ต้องเร่งหาแหล่งผลิตสินค้าใหม่ ซึ่งสำหรับบางรายที่ลงทุนและใช้แหล่งการผลิตจากจีนมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี การจะย้ายฐานการผลิตสินค้าต้องใช้เวลานาน หรืออาจไม่สามารถย้ายฐานการผลิตได้เลย หากมีการขยับภาษีนำเข้าเป็นร้อยละ 25 บริษัทเหล่านี้ก็จำเป็นต้องผลักภาระให้ผู้บริโภครับไว้ในที่สุด
นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าได้ไม่นาน
แต่กรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการวางแผนจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อพลิกวิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสของสินค้าไทย โดยได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ศึกษาโอกาสที่ไทยจะเข้าไปทดแทนในการผลิตสินค้าที่จีนส่งไปสหรัฐไม่ได้ และสินค้าที่สหรัฐส่งไปจีนไม่ได้ รวมทั้งหาตลาดศักยภาพใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง รวมทั้งฝากถึงผู้ประกอบการไทยทั้งรายย่อยอย่าง SME และ Startup จนถึงรายใหญ่ พัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออก เพราะเศรษฐกิจของไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169