Life Cycle Assessment (LCA):Turning Hidden Costs into Opportunities for Profit and Sustainability

Life Cycle Assessment (LCA): เปลี่ยนต้นทุนแฝงสู่โอกาสในการสร้างผลกำไรและความยั่งยืน

            ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น ขณะเดียวกัน “ต้นทุนแฝง” อย่าง Food Loss และ Food Waste ยังคงเป็นความสูญเสียที่หลายองค์กรอาจมองข้าม ทั้งที่อาหารทุกกิโลกรัมที่สูญเสียไปไม่ได้หมายถึงเพียงวัตถุดิบที่หายไป แต่ยังรวมถึงต้นทุนน้ำ พลังงาน แรงงาน และกำไรที่สูญเสียไปด้วย ดังนั้น การลดการสูญเสียอาหารจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

            แม้ Food Loss และ Food Waste จะสะท้อนการสูญเสียอาหารเช่นเดียวกัน แต่เกิดขึ้นต่างช่วงของห่วงโซ่อุปทาน โดย Food Loss เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ และการขนส่งจากข้อจำกัดของกระบวนการ ขณะที่ Food Waste คือการทิ้งอาหารที่ยังใช้ประโยชน์ได้ในช่วงปลายห่วงโซ่อุปทาน เช่น การผลิตเกินความต้องการ สินค้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนด หรือสินค้าหมดอายุ

            เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการลดความสูญเสียคือ Life Cycle Assessment (LCA) ซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน ISO 14040 โดยช่วยเปิดเผยต้นทุนแฝง ระบุจุดที่ควรปรับปรุง และสนับสนุนการจัดทำข้อมูลด้าน ESG รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero อีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล คือ Food and Drink Material Hierarchy ซึ่งจัดลำดับการจัดการของเสียจากแนวทางที่สร้างคุณค่าสูงสุด ได้แก่ การป้องกันการเกิดของเสีย (Prevention) การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Optimisation) การรีไซเคิล (Recycling) การนำพลังงานกลับคืน (Recovery) และการกำจัด (Disposal) ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

            ในวันที่อุตสาหกรรมอาหารต้องแข่งขันภายใต้ต้นทุนที่สูงขึ้นและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นกว่าเดิม องค์กรที่สามารถบริหารจัดการ Food Loss และ Food Waste ได้อย่างเป็นระบบ ย่อมได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ประสิทธิภาพการผลิต และภาพลักษณ์องค์กร เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ของเสียที่ดีที่สุด คือ ของเสียที่ไม่เกิดขึ้น” และทรัพยากรทุกส่วนควรถูกนำกลับมาสร้างคุณค่าให้ได้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต

Continue reading “Life Cycle Assessment (LCA):Turning Hidden Costs into Opportunities for Profit and Sustainability”

Revolutionizing Pathogen Control through Rapid Detection Technologies and Risk Prediction Systems

ปฏิวัติการควบคุมเชื้อก่อโรคด้วย เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์รวดเร็วและระบบคาดการณ์ความเสี่ยง

            อุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาความปลอดภัยอาหารควบคู่กับการเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาด ขณะที่การตรวจหาเชื้อก่อโรคด้วยวิธีเพาะเลี้ยงแบบดั้งเดิม เช่น Salmonella spp., Listeria monocytogenes และ Escherichia coli O157 ต้องใช้เวลานาน 3–7 วัน จึงไม่สอดคล้องกับระบบการผลิตที่มุ่งสู่การเฝ้าระวังเชิงรุกและการผลิตแบบรวดเร็ว

            ปัจจุบัน เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์เชื้อก่อโรคแบบรวดเร็วได้รับการพัฒนาให้มีความไว ความจำเพาะ และความแม่นยำสูงขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีชีววิทยาระดับโมเลกุล เช่น Real-Time PCR, LAMP และ CRISPR-based Detection ที่สามารถตรวจหาเชื้อได้ภายในเวลาอันสั้น เทคโนโลยีภูมิคุ้มกันวิทยา เช่น ELISA, ELFA, Biosensors และ Lateral Flow Immunoassay (LFA) ที่เหมาะสำหรับการคัดกรองในสายการผลิต และ เทคโนโลยีวิเคราะห์จีโนมขั้นสูง เช่น MALDI-TOF Mass Spectrometry, Next-Generation Sequencing (NGS), Whole Genome Sequencing (WGS) และ Shotgun Metagenomics ซึ่งช่วยระบุชนิดเชื้อ ติดตามแหล่งปนเปื้อน และเฝ้าระวังจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมการผลิตได้อย่างละเอียด

            นอกจากนี้ ผลการตรวจจากเทคโนโลยีแบบรวดเร็วยังสามารถผสานกับ AI-Based Biosensors เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจาก Environmental Swab ร่วมกับอุณหภูมิ ความชื้น ค่า pH ค่า aw และประวัติการทำความสะอาด ช่วยคาดการณ์จุดเสี่ยงการปนเปื้อนล่วงหน้า และเปลี่ยนระบบควบคุมคุณภาพจากการแก้ไขปัญหาภายหลัง (Reactive Approach) ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกันแบบเรียลไทม์ (Preventive Approach)

            แม้เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์แบบรวดเร็วจะมีต้นทุนสูงกว่าวิธีดั้งเดิม แต่ประโยชน์ด้านการลดเวลากักสินค้า ลดความเสี่ยงจากการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังความปลอดภัยอาหาร ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาว

Continue reading “Revolutionizing Pathogen Control through Rapid Detection Technologies and Risk Prediction Systems”

Smoking Technology for High-Value Livestock Products

นวัตกรรมการรมควันสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์มูลค่าสูง

แนวคิด Whole Carcass Utilization กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ เพื่อเพิ่มมูลค่าชิ้นส่วนรอง (Secondary Cuts) ที่มีต้นทุนต่ำแต่มีศักยภาพด้านรสชาติ ผ่านเทคโนโลยีแปรรูปที่ช่วยยกระดับคุณภาพและสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมคือ การรมควัน (Smoking) ซึ่งช่วยสร้างเอกลักษณ์ด้านกลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และยืดอายุการเก็บรักษา

ประสิทธิภาพของการรมควันเกิดจากสารประกอบในควัน เช่น กรดอินทรีย์ ฟีนอล และสารคาร์บอนิล ที่ช่วยลดค่า pH บริเวณผิวอาหาร ยับยั้งจุลินทรีย์ ชะลอการเกิดออกซิเดชันของไขมัน และลดค่า water activity (aw) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและเก็บรักษาได้นานขึ้น

อุตสาหกรรมอาหารนิยมใช้ทั้ง Cold Smoking สำหรับสร้างกลิ่นรสโดยไม่ทำให้ผลิตภัณฑ์สุก และ Hot Smoking ที่ให้ความร้อนพร้อมปรุงสุกในกระบวนการเดียว ปัจจุบันโรงงานใช้ตู้รมควันอุตสาหกรรมที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการไหลเวียนของควันได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณภาพสม่ำเสมอในทุกล็อตการผลิต นอกจากนี้ Liquid Smoke และ Smoke Powder ยังเป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างกลิ่นรมควันอย่างสม่ำเสมอ ลดระยะเวลาการผลิต และควบคุมคุณภาพได้ง่ายกว่าการรมควันแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม การรมควันอาจก่อให้เกิดสาร PAHs และ HCAs หากควบคุมกระบวนการไม่เหมาะสม ผู้ผลิตจึงต้องเลือกวัตถุดิบ ระบบการรมควัน และเงื่อนไขการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และตอบโจทย์การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์อย่างยั่งยืน

Continue reading “Smoking Technology for High-Value Livestock Products”

The Future Direction of Thailand’s Food Exports Amid the Transition to a High-Value Economy

ทิศทางการส่งออกอาหารอนาคตไทยท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

 

            ในปี พ.ศ. 2568 อาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออก 136,984 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.1 ของการส่งออกอาหารทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.3 ในปี พ.ศ. 2565 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากการแข่งขันด้านปริมาณ สู่การสร้างมูลค่าผ่านนวัตกรรม โภชนาการ และคุณสมบัติเฉพาะทาง

            กลุ่ม Functional Food และ Functional Ingredients ยังคงเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรม คิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าส่งออกอาหารอนาคต โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ เช่น อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์ปรับโภชนาการ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของไทยด้านการพัฒนาสูตร การผลิต และการสร้างแบรนด์ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ทำให้การยกระดับสู่การพัฒนา วัตถุดิบและสารประกอบเชิงฟังก์ชันกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบระยะยาว แม้ Functional Ingredients จะมีสัดส่วนการส่งออกไม่สูง แต่ถือเป็น “ต้นน้ำของนวัตกรรม” ที่กำหนดความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก

            ในขณะที่ อาหารทางการแพทย์และโภชนาการเฉพาะบุคคล ยังคงเติบโตจากกระแสสังคมสูงวัยและความต้องการโภชนาการเฉพาะบุคคล โปรตีนทางเลือก แม้ตลาดโลกยังขยายตัว แต่การส่งออกของไทยยังชะลอตัวจากการแข่งขันด้านราคา การสร้างแบรนด์ และการยอมรับของผู้บริโภค ส่วน อาหารอินทรีย์ ยังคงเป็นตลาดเฉพาะ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชันมากกว่าคำว่า “Organic”

            สถานการณ์ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 แม้มูลค่าการส่งออกอาหารอนาคตลดลงจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก แต่โครงสร้างตลาดยังคงแข็งแรง โดยสัดส่วนอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 สะท้อนว่าอาหารมูลค่าสูงยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดเริ่มแบ่งออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน คือกลุ่มอาหารการแพทย์และโปรตีนเฉพาะทางที่ยังเติบโต และกลุ่มสินค้าที่เผชิญการแข่งขันสูงซึ่งเริ่มชะลอตัว

Continue reading “The Future Direction of Thailand’s Food Exports Amid the Transition to a High-Value Economy”

Clean Label Preservation: The New Strategic Battlefield of Integrated Innovation

การถนอมอาหารในยุคฉลากสะอาด: สู้ศึกเชิงกลยุทธ์ด้วยนวัตกรรมเชิงบูรณาการ

            ฉลากสะอาด (Clean Label) กำลังเปลี่ยนบทบาทของการถนอมอาหารจากการ “ลดสารกันเสีย” ไปสู่การออกแบบ ระบบการถนอมอาหารแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การกระจายสินค้า ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและความปลอดภัยอาหาร

            แม้ผู้บริโภคจะหลีกเลี่ยงวัตถุกันเสียสังเคราะห์มากขึ้น แต่คำว่า Clean Label ยังไม่มีนิยามทางกฎหมายที่เป็นสากล การพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างข้อกำหนดด้านกฎหมาย ประสิทธิภาพทางเทคนิค การสื่อสารการตลาด และการรับรู้ของผู้บริโภค มากกว่าการเปลี่ยนสารกันเสียเพียงชนิดหนึ่งเป็นอีกชนิดหนึ่ง

            ความท้าทายสำคัญคือ สารต้านจุลชีพจากธรรมชาติไม่ได้ทำงานได้ง่ายเสมอไป ประสิทธิภาพอาจลดลงจากอิทธิพลของไขมัน โปรตีน ค่า pH และค่า aw รวมถึงข้อจำกัดด้านกลิ่นรส ความคงตัว และการกระจายตัวในอาหารจริง จึงทำให้แนวคิด Hurdle Technology กลายเป็นหัวใจของการถนอมอาหารยุคใหม่ โดยผสานการควบคุม pH, water activity บรรจุภัณฑ์แบบดัดแปรบรรยากาศ (MAP) ระบบโซ่ความเย็น สารต้านจุลชีพจากการหมัก และเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เข้าด้วยกัน

            ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ยังเป็นกลุ่มที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากยังไม่มีสารธรรมชาติชนิดใดทดแทนไนไตรท์ได้ครบทุกหน้าที่ ทั้งด้านความปลอดภัย สี กลิ่นรส และการยืดอายุผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้อุตสาหกรรมหันมาใช้ระบบถนอมอาหารแบบผสมผสาน พร้อมประยุกต์ใช้จุลชีววิทยาเชิงพยากรณ์และการจำลองอายุการเก็บรักษา

            อนาคตของการถนอมอาหารฉลากสะอาดกำลังขับเคลื่อนด้วย Precision Fermentation, Protective Cultures, Active Packaging และ AI-based Shelf-life Modeling ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบระบบถนอมอาหาร ลดระยะเวลาวิจัย และรักษาความปลอดภัยอาหารโดยไม่ลดทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

Continue reading “Clean Label Preservation: The New Strategic Battlefield of Integrated Innovation”

When One Result Can Break a Brand: The New Role of QC/QA

บทบาทสำคัญของ QC/QA ผู้พิทักษ์แบรนด์ที่จะยกระดับการตรวจเชื้อก่อโรคด้วยวิธี PCR

            บทบาทของฝ่าย QA/QC ในอุตสาหกรรมอาหารได้เปลี่ยนจากการตรวจสอบคุณภาพมาเป็น ผู้บริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหาร เพราะการปนเปื้อนเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่การกักกันสินค้า การหยุดสายการผลิต การเรียกคืนสินค้า และความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์ ความคาดหวังของผู้บริโภคและคู่ค้าก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยต้องการอาหารที่ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้

            หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของหลายโรงงานคือการใช้วิธีเพาะเลี้ยงเชื้อแบบดั้งเดิมหรือการส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการภายนอก ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน ส่งผลให้สินค้าต้องถูกกักระหว่างรอผล เพิ่มต้นทุนคลังสินค้า และทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอาหารล่าช้า

            PCR (Polymerase Chain Reaction) จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยตรวจหาเชื้อก่อโรคได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าวิธีดั้งเดิม ทำให้ทีม QA/QC สามารถตัดสินใจกักกันล็อตสินค้า ปล่อยสินค้า หรือดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม

            อีกจุดเด่นคือ Multiplex PCR ที่สามารถตรวจหาเชื้อหลายชนิดในการทดสอบครั้งเดียว เหมาะสำหรับโรงงานที่ผลิตสินค้าหลากหลายหรืออาหารความเสี่ยงสูง ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความครอบคลุมของระบบควบคุมความปลอดภัยอาหาร

            ปัจจุบัน ระบบ PCR ที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารยังรองรับการตรวจทั้งผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมการผลิต พร้อมเชื่อมต่อการจัดเก็บข้อมูลบน Cloud เพื่อให้เข้าถึงผลการทดสอบแบบ Real-Time วิเคราะห์แนวโน้มย้อนหลัง และเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมินหรือการสืบสวนเมื่อเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอาหาร

Continue reading “When One Result Can Break a Brand: The New Role of QC/QA”

ASIA FRUIT LOGISTICA 2026: THE FRESH PRODUCE INDUSTRY’S BIGGEST MEETING IS BACK

ASIA FRUIT LOGISTICA 2026: กลับมาอีกครั้งกับงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมผักและผลไม้สด

 

            งาน Asia Fruit Logistica 2026 (AFL 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569AsiaWorld-Expo ฮ่องกง โดยเป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมผักและผลไม้สดที่รวบรวมผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากทั่วโลก

            ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ Global Buyer Program ที่ยกระดับการเชื่อมโยงผู้ซื้อรายสำคัญระดับโลก พร้อมสิทธิประโยชน์ด้าน VIP และบริการจับคู่ธุรกิจ รวมถึง FreshMatch แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ซื้อและผู้แสดงสินค้านัดหมายล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างโอกาสทางการค้า

            อีกหนึ่งจุดเด่นคือ FRESHTech แพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมผลไม้และผักสดแห่งแรกของเอเชีย บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร รวบรวมเทคโนโลยีด้าน Smart Agriculture, AI, Packhouse Automation, Cold Chain, Traceability และ Sustainability พร้อมเวทีสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญและการมอบ FRESHTech Innovation Awards

            ผู้เข้าร่วมงานทุกประเภทสามารถเข้าถึง ASIAFRUIT KNOWLEDGE CENTRE ซึ่งประกอบด้วย ASIAFRUIT CONGRESS, ASIAFRUIT BUSINESS FORUM, ASIAFRUIT SHOWCASE และ Asia Fruit Awards เพื่ออัปเดตแนวโน้มตลาด กลยุทธ์ธุรกิจ และนวัตกรรมล่าสุดของอุตสาหกรรม

            นอกจากนี้ Nuts & Dried Fruit Forum และ Frozen Fruit & Vegetable Forum จะนำเสนอองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค โลจิสติกส์ ความปลอดภัยอาหาร ความยั่งยืน และนวัตกรรม พร้อมเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจในตลาดผัก ผลไม้ และอาหารแช่แข็งที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในเอเชีย

ท่านสามารถจองพื้นที่จัดแสดงและบัตรเข้าชมงานได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ asiafruitlogistica.com

Continue reading “ASIA FRUIT LOGISTICA 2026: THE FRESH PRODUCE INDUSTRY’S BIGGEST MEETING IS BACK”

ProXES: Shaping the Future of Food Processing in ThailandThrough “Total Processing Solutions” and “Co-Creation”

ProXES ร่วมสร้างอนาคตอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทย ผ่าน “Total Processing Solutions” และพลังแห่ง “Co-Creation”

 

            ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ผู้ผลิตอาหารไม่ได้มองหาเพียงเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องการพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่สามารถร่วมพัฒนากระบวนการผลิตตั้งแต่แนวคิดผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ ด้วยแนวคิด “Total Processing Solutions” และ “Co-Creation” บริษัท ProXES ผู้นำด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารระดับโลก เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและอาเซียน ด้วยโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งเครื่องจักร ระบบการผลิต และความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการ

            Marc Setzen, Chief Executive Officer of ProXES กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ จะช่วยให้บริษัทสามารถทำงานใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และสนับสนุนผู้ผลิตอาหารในภูมิภาคให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

รวมความเชี่ยวชาญจาก 3 แบรนด์ สู่โซลูชันการผลิตครบวงจร

            ภายใต้แนวคิด Total Processing Solutions ProXES ผสานเทคโนโลยีจาก 3 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Stephan, FrymaKoruma และ Terlet

– Stephan เชี่ยวชาญด้านการผสม การปรุงสุก และการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน

– FrymaKoruma โดดเด่นด้านการบด การสร้างอิมัลชัน การโฮโมจิไนซ์ และระบบสุญญากาศ

– Terlet เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปของเหลวและระบบถ่ายเทความร้อนประสิทธิภาพสูง

            การรวมองค์ความรู้จากทั้งสามแบรนด์ช่วยให้ ProXES สามารถนำเสนอโซลูชันตั้งแต่เครื่องจักรเฉพาะทาง ไปจนถึงระบบการผลิตแบบครบวงจร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น ซอส ผลิตภัณฑ์นม อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์โปรตีนแห่งอนาคต

Co-Creation: มากกว่าเครื่องจักร คือพันธมิตรเพื่อความสำเร็จ

            ProXES ทำงานร่วมกับลูกค้าตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบกระบวนการผลิต การออกแบบไลน์ ไปจนถึงการขยายกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงทางเทคนิค เป้าหมายสำคัญคือการสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ ผ่านการลดเวลาการผลิต เพิ่มผลผลิต ควบคุมคุณภาพ และลดต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

            ด้วยการผสานเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือกับลูกค้า ProXES พร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ยุคการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมรับโอกาสใหม่ในอนาคต

Continue reading “ProXES: Shaping the Future of Food Processing in ThailandThrough “Total Processing Solutions” and “Co-Creation””

Innovating Future Proteins: Alternative Meat Development for Enhanced Prebiotic Potential

ยกระดับโปรตีนแห่งอนาคต: นวัตกรรมเนื้อทางเลือกสู่ศักยภาพพรีไบโอติกส์

 

            การพัฒนา Plant-based Meat ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ “เลียนแบบเนื้อสัตว์” แต่กำลังก้าวสู่แนวคิด “Functional Meat Analog” ที่ต้องมอบคุณประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ลดไขมันอิ่มตัว เพิ่มใยอาหาร และสนับสนุนสุขภาพลำไส้ วัตถุดิบหลักอย่างโปรตีนถั่วเหลืองและโปรตีนถั่วลันเตาได้รับความนิยม เนื่องจากมีคุณสมบัติในการสร้างโครงสร้างเจล การอุ้มน้ำ และการสร้างเส้นใยคล้ายเนื้อสัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดด้านคุณภาพกรดอะมิโน การดูดซึมสารอาหาร กลิ่นเฉพาะของโปรตีนพืช และความคงตัวระหว่างการปรุง

            เทคโนโลยีการแปรรูปจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ High-Moisture Extrusion ที่ใช้ความร้อน ความชื้น และแรงเฉือนในการจัดเรียงโครงสร้างโปรตีนให้มีลักษณะคล้ายกล้ามเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกัน การผสมโปรตีนหลายแหล่ง การหมักด้วยจุลินทรีย์ และการใช้สารตั้งต้นกลิ่นรส (Flavor Precursors) เป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยปรับปรุงรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากขึ้น

            หนึ่งในทิศทางสำคัญของตลาด คือการเสริมส่วนผสมเชิงหน้าที่ โดยเฉพาะ “พรีไบโอติกส์” เช่น อินูลิน และฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มใยอาหารและสนับสนุนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้แล้ว ยังมีบทบาทต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่มการอุ้มน้ำ ลดการสูญเสียน้ำระหว่างปรุง และช่วยสร้างเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น เมื่อเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ พรีไบโอติกส์จะถูกหมักโดยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) เช่น Acetate, Propionate และ Butyrate ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังลำไส้ ลดกระบวนการอักเสบ และส่งเสริมการดูดซึมสารอาหาร

By: 
Teerapong Buajai
Faculty of Agro-Industry
Chiang Mai University

Continue reading “Innovating Future Proteins: Alternative Meat Development for Enhanced Prebiotic Potential”

Chilling and Freezing Technologies for the Development of Low-FODMAP Ready-to-Eat Diets

บทบาทของเทคโนโลยีความเย็นในการพัฒนาอาหารพร้อมทาน FODMAP ต่ำ

 

            อาหาร FODMAP ต่ำเป็นแนวทางโภชนบำบัดที่ได้รับการยอมรับในการบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โดยช่วยลดอาการท้องอืด ปวดท้อง และความผิดปกติของการขับถ่ายได้ในผู้ป่วยประมาณ 70–75% ส่งผลให้เกิดความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat; RTE) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเฉพาะมากขึ้น

            เทคโนโลยีการแช่เย็น (Chilling) ที่อุณหภูมิ 0–4°C มีบทบาทสำคัญในการรักษาคุณภาพอาหาร FODMAP ต่ำ โดยช่วยชะลอการเจริญของจุลินทรีย์ ลดปฏิกิริยาทางชีวเคมี และคงคุณลักษณะด้านสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการได้ใกล้เคียงอาหารสด ทั้งยังไม่ส่งผลต่อปริมาณ FODMAP อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นเพียงการยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์และจุลินทรีย์ เมื่อใช้ร่วมกับบรรจุภัณฑ์สุญญากาศหรือ Modified Atmosphere Packaging (MAP) ยังช่วยลดการเกิดออกซิเดชันและยืดอายุการเก็บรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            สำหรับการแช่แข็ง (Freezing) การแช่แข็งแบบรวดเร็วช่วยให้เกิดผลึกน้ำแข็งขนาดเล็ก ลดความเสียหายของเซลล์ และรักษาเนื้อสัมผัสของอาหารได้ดี อีกทั้งยังเอื้อต่อการออกแบบอาหารแบบ Portion Control ซึ่งมีความสำคัญต่ออาหาร FODMAP ต่ำ เนื่องจากปริมาณการบริโภคส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ FODMAP ที่ได้รับ นอกจากนี้ การลวก (Blanching) ก่อนแช่แข็งสามารถลดปริมาณ Fructans และ Galacto-oligosaccharides (GOS) ที่ละลายน้ำได้ แม้อาจทำให้สูญเสียสารอาหารบางส่วนก็ตาม

            อย่างไรก็ตาม การแช่แข็งไม่ได้มีข้อดีเพียงด้านเดียว เนื่องจากกระบวนการแช่แข็งและการละลายสามารถกระตุ้นการเกิด Starch Retrogradation ส่งผลให้ปริมาณ Resistant Starch (RS) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอาหารประเภทแป้งและถั่ว งานวิจัยพบว่าการเพิ่มรอบการแช่แข็ง–ละลาย หรือการเก็บรักษาเป็นเวลานาน ทำให้ปริมาณ RS รวมถึง Raffinose และ Stachyose เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นการสร้างก๊าซในลำไส้และทำให้อาการของผู้ป่วย IBS รุนแรงขึ้น แม้ RS จะเป็นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ตาม

Continue reading “Chilling and Freezing Technologies for the Development of Low-FODMAP Ready-to-Eat Diets”