Navigating New Horizons in Processing & Packaging: Insights from the Frontline of Innovation at ProPak Asia 2026

 

            ProPak Asia 2026 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยยอดผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกกว่า 80,000 คน สร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจสะพัดสูงถึง 5,500 ล้านบาท ความสำเร็จนี้ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้านอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย โดยภายในงานรวบรวมเทคโนโลยีจากกว่า 2,500 แบรนด์ชั้นนำ พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติจาก 13 ประเทศและกลุ่มประเทศทั่วโลก

            จากการย้ายสถานที่จัดงานมายังอิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 60,000 ตารางเมตร นับเป็นก้าวสำคัญที่ส่งให้งานในปีนี้ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนการก้าวสู่ยุค Industry 5.0 หรือการผลิตแบบ “Hyper-Intention” ที่ผสานศักยภาพของมนุษย์และ AI ผ่านเทคโนโลยี Digitalization และหุ่นยนต์ Collaborative Robots (Cobots) เพื่อยกระดับสายการผลิตสู่ความแม่นยำ ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพสูงสุด

            ในฐานะสื่อสิ่งพิมพ์สนับสนุนหลัก ทีมงานนิตยสาร ฟู้ด โฟกัส ไทยแลนด์ ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองจากผู้แทนองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการผลิตและการบรรจุอาหาร ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษที่สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอีก 3–5 ปีข้างหน้า ตลอดจนนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดข้อจำกัดด้านแรงงาน และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของผู้ประกอบการอาหาร

            ความยิ่งใหญ่นี้จะกลับมาอีกครั้งในงาน ProPak Asia 2027 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 12 มิถุนายน พ.ศ. 2570 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยในปีหน้าจะมีความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการรวม 2 งานแสดงสินค้าอย่าง Asian Paper Bangkok และ LOUPE Southeast Asia 2027 เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ One-Stop Exhibition ที่ครบวงจรที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

Continue reading “Navigating New Horizons in Processing & Packaging: Insights from the Frontline of Innovation at ProPak Asia 2026”

Point Level Measurement Transformation:จากค่าการวัดพื้นฐานสู่ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ

 

            ในยุคที่โรงงานอุตสาหกรรมกำลังก้าวสู่ระบบอัตโนมัติและการผลิตอัจฉริยะPoint Level Measurement” กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเคมี พลังงาน อาหารและยา โดยระบบตรวจวัดระดับต้องสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำเพื่อควบคุมจุดวิกฤตของกระบวนการ เช่น การป้องกันการล้นของถังเก็บ การป้องกันปั๊มทำงานโดยไม่มีของเหลว รวมถึงการควบคุมสภาวะการผลิตให้มีเสถียรภาพ

            ปัจจุบันเทคโนโลยี Level Switch ได้พัฒนาไปไกลกว่านั้น ด้วยความสามารถในการเก็บข้อมูลกระบวนการ วิเคราะห์สถานะการทำงาน ตรวจสอบความผิดปกติ และเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลของโรงงาน ทำให้ระบบตรวจวัดระดับกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างโรงงานอัจฉริยะ

เลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกสภาวะการผลิต

            ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสำหรับ Point Level Detection หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบ Capacitive, Conductive, Microwave, Radiometric และ Mechanical ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับสภาวะที่มีความท้าทาย เช่น ของเหลวที่มีความหนืดสูง การเกิดฟอง อุณหภูมิสูง หรือแรงดันสูง

            หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในด้านความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ คือ Vibrating Level Switch ซึ่งทำงานด้วยหลักการ Tuning Fork โดยเซนเซอร์จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของความถี่และแอมพลิจูดเมื่อสัมผัสกับของเหลว ทำให้สามารถตรวจวัดระดับได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ขึ้นกับความหนาแน่น ความหนืด หรือการเกิดฟองของผลิตภัณฑ์

            จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีนี้ คือ ไม่จำเป็นต้องปรับตั้งค่าเมื่อมีการเปลี่ยนชนิดของผลิตภัณฑ์ จึงช่วยลดภาระการบำรุงรักษา และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการออกแบบที่ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว จึงช่วยลดการสึกหรอและเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์

ครอบคลุมทุกการใช้งาน: ตั้งแต่ถังเก็บจนถึงกระบวนการผลิต

            Vibrating Level Switch ได้รับการออกแบบให้มีพื้นผิวเรียบ ลดจุดสะสมของผลิตภัณฑ์ รองรับกระบวนการ CIP/SIP และผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัย เพื่อให้เหมาะกับกระบวนการผลิตที่ต้องการความสะอาดสูง นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์ เช่น ปั๊มและระบบลำเลียง ด้วยฟังก์ชัน Dry-Run Protection รวมถึงสามารถทำงานได้ในสภาวะที่มีแรงดันสูง อุณหภูมิสูง และสื่อที่มีความรุนแรง โดยยังคงให้สัญญาณที่เสถียรและเชื่อถือได้

            แนวโน้มของ Point Level Measurement กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เซนเซอร์ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ตรวจจับระดับ แต่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการบริหารจัดการโรงงาน ด้วยฟังก์ชัน Self-Diagnosis, Bluetooth Communication, Automatic Test Report และ Real-Time Data Transmission เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มความปลอดภัย ลดเวลาหยุดเดินเครื่อง ลดต้นทุนการบำรุงรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการใบเสนอราคา โทร. 02 700 9240 อีเมล: info.th@vega.com เว็บไซต์: www.vega.com

Steam Smoke Technology: Redefining Safe and Sustainable Food Smoking 

Steam Smoke Technology: นิยามใหม่ของการรมควันอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน 

            เทคโนโลยีการรมควันแบบดั้งเดิมมักอาศัยการเผาไหม้ไม้หรือขี้เลื่อยโดยตรง ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ใช้เวลานาน ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ยาก รวมถึงอาจก่อให้เกิดสารปนเปื้อนจากการสันดาป โดยเฉพาะ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) และ benzo(a)pyrene ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็ง อีกทั้งยังทำให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักของผลิตภัณฑ์เนื่องจากการรมควันแบบดั้งเดิมมีความชื้นในห้องรมควันต่ำ

            ในทางตรงกันข้าม Steam Smoke Technology อาศัยไอน้ำร้อนยิ่งยวดร่วมกับเศษไม้ในการสร้างควันคุณภาพสูง โดยสารประกอบที่ให้สีและกลิ่นรสจะควบแน่นลงบนผลิตภัณฑ์โดยตรง ส่งผลให้ลดเวลาการรมควันได้ถึงร้อยละ 40 อีกทั้งยังให้ควันที่สะอาด ปราศจากเขม่า (Soot-free Smoke) และช่วยลดปริมาณสาร PAH และ benzo(a)pyrene ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            จุดเด่นที่สำคัญอีกประการคือ ความสม่ำเสมอของสีและกลิ่น โดยสีที่เกิดจากระบบไอน้ำจะซึมลึกและติดทนกว่าเมื่อสัมผัสกับน้ำหรือไอน้ำ ซึ่งแตกต่างจากการรมควันแบบดั้งเดิมที่สีอาจไม่สม่ำเสมอหรือซีดจางได้ง่าย นอกจากนี้ ระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศด้วยไมโครโพรเซสเซอร์และพัดลมอัตโนมัติยังช่วยให้อากาศและควันกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีความสม่ำเสมอ และลดอัตราการเสียหายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียน้ำหนัก ด้วยการรักษาความชื้นสัมพัทธ์ในกระบวนการผลิตให้สูงถึงร้อยละ 99 ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์แห้งเกินไป และช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักได้มากกว่าร้อยละ 3 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีดั้งเดิม         

            เทคโนโลยีรมควันสมัยใหม่นี้ ไม่เพียงแต่รักษาคุณค่าทางโภชนาการและสนับสนุนความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงงานสามารถผลิตไส้กรอกหรือเนื้อรมควันที่เป็น “ธรรมชาติ 100%” โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่งกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฉลากสะอาด (Clean-Label) และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาอาหารที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Steam Smoke Technology จึงกำลังยกระดับการรมควันอาหารสู่มาตรฐานใหม่ ช่วยให้ผู้ผลิตลดการสูญเสีย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง   

Continue reading “Steam Smoke Technology: Redefining Safe and Sustainable Food Smoking “

Unpacking the New Era of Ready-to-Eat Food:Redefining Convenience Through Personalized Nutrition

ถอดรหัสเทรนด์อาหารพร้อมทานยุคใหม่: ความสะดวกสบายที่ตอบโจทย์โภชนาการเฉพาะบุคคล

 

            การเติบโตของตลาดอาหารพร้อมทานแช่เย็นและแช่แข็งกำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาหารพร้อมทาน จากอาหารแปรรูปที่เคยถูกมองว่ามีคุณค่าทางโภชนาการจำกัด สู่ผลิตภัณฑ์ที่ผสานทั้งความสะดวก คุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ

            หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของตลาดอาหารพร้อมทานได้ชัดเจน คือการเติบโตของแนวคิด “Meal Prep Lifestyle” ที่จากเดิมเป็นพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ อาทิ กลุ่มผู้รักการออกกำลังกายหรือผู้ควบคุมโภชนาการ ปัจจุบันได้ขยายบทบาทสู่การเป็นวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของคนวัยทำงาน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเลือกซื้ออาหารพร้อมทานแช่เย็นและแช่แข็งในรูปแบบ Meal Set สำหรับการบริโภคตลอดทั้งสัปดาห์หรือทั้งเดือน โดยหลายแบรนด์เริ่มพัฒนาโปรแกรมอาหารที่ครอบคลุมมากถึง 40 มื้อต่อเดือน พร้อมระบุข้อมูลด้านโภชนาการอย่างละเอียด ทั้งแคลอรี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนการรับประทานได้สะดวกยิ่งขึ้น

            นอกจากนี้ อาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพจึงเริ่มพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์เป้าหมายเฉพาะด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น High-Protein Meals สำหรับผู้ที่ต้องการรักษามวลกล้ามเนื้อเพิ่มความอิ่ม และสนับสนุนการออกกำลังกาย Low-Carb และ Low-Calorie Meals สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก Plant-Based Ready Meals สำหรับผู้บริโภคที่ทานมังสวิรัติและมองหาทางเลือกโปรตีนจากพืชที่ยั่งยืน Functional Foods ที่เสริมใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารเฉพาะทาง รวมถึง Portion-Controlled Meals ที่ช่วยบริหารพลังงานต่อมื้อและสนับสนุนการควบคุมแคลอรีในระยะยาว

            แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังมองหาอาหารที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสุขภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก การสร้างมวลกล้ามเนื้อ การดูแลสุขภาพลำไส้ การลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในระยะยาว ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาอาหารพร้อมทานให้มีความแม่นยำทางด้านโภชนาการมากขึ้น และสามารถสื่อสารคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน

Continue reading “Unpacking the New Era of Ready-to-Eat Food:Redefining Convenience Through Personalized Nutrition”

Innovative Freezing Technologies and Precision Shelf-life Analytics

เทคโนโลยีแช่แข็งเชิงนวัตกรรมและการพยากรณ์อายุผลิตภัณฑ์เที่ยงตรงสูง

            อุตสาหกรรมอาหารพร้อมบริโภคทั้งรูปแบบแช่เย็นและแช่เยือกแข็งนั้นมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ความท้าทายสำคัญที่ผู้ผลิตต้องเผชิญ คือ การรักษาคุณภาพทางประสาทสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการให้ใกล้เคียงกับอาหารสดมากที่สุด ควบคู่ไปกับการรับรองความปลอดภัยและยืดอายุการเก็บรักษา เพื่อลดปัญหาขยะอาหารซึ่งเป็นภาระทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมระดับโลก

            ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการผลิตในกลุ่ม Emerging Technologies โดยเฉพาะนวัตกรรมการแช่เยือกแข็งรูปแบบใหม่ และการวิเคราะห์อายุการเก็บรักษาแบบความเที่ยงตรงสูง (Precision Shelf-life Analytics) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อพลิกโฉมการจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น

            หนึ่งในความท้าทายกระบวนการแช่แข็งแบบดั้งเดิม คือ การเกิดผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ทำลายโครงสร้างระดับเซลล์ของอาหาร ส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักหลังการละลาย (Drip Loss) และสูญเสียความแน่นเนื้อ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เทคโนโลยีการแช่แข็งสมัยใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมการเกิดนิวเคลียส (Nucleation) และการพัฒนาของผลึกน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กและกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ การแช่แข็งด้วยความเร็วสูง (Ultra-Fast Freezing) เช่น Cryogenic Freezing, Liquid Nitrogen Freezing, Impingement Freezing และเทคนิค Hydrofluidisation (HFM) ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการถ่ายเทความร้อน และลดระยะเวลาการผ่านช่วงอุณหภูมิวิกฤตของการเกิดผลึกน้ำแข็ง เทคนิคดังกล่าวใช้ของเหลวเย็นหรือสารแขวนลอยผลึกน้ำแข็ง (Ice Slurries) เป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าอากาศ ทำให้อาหารผ่านช่วงอุณหภูมิวิกฤตของการเกิดผลึกน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โครงสร้างเซลล์ของอาหารยังคงความสมบูรณ์ไว้ได้

            การผสานรวมระหว่างเทคโนโลยีการแช่แข็งที่รักษาโครงสร้างเซลล์ไว้อย่างสมบูรณ์เข้ากับ Precision Shelf-life Analytics ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเซนเซอร์อัจฉริยะ กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญของการผลิตอาหารพร้อมบริโภคในอนาคต นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้บริโภค แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ลดขยะอาหาร และเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย

Continue reading “Innovative Freezing Technologies and Precision Shelf-life Analytics”

Soft Robotics: From Robotic Arms to Smart Robots in the Modern Food Industry

Soft Robotics: จากแขนกลสู่หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่

   

อุตสาหกรรมอาหารกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบอัตโนมัติแบบเดิมสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” ที่สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ โดยอาศัยการบูรณาการ AI หุ่นยนต์ และข้อมูลจากเซนเซอร์อุตสาหกรรม (IIoT) ทำให้หุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเคลื่อนย้ายวัสดุ แต่สามารถวิเคราะห์ เรียนรู้ และทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดสำคัญคือ Predictive Quality Control (PQC) ที่ย้ายการควบคุมคุณภาพจากการตรวจสอบปลายทางมาสู่การติดตามระหว่างการผลิต ผ่านข้อมูลจากเซนเซอร์ กล้อง และระบบวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เมื่อผสานกับ AI และ Machine Learning ระบบสามารถทำนายคุณภาพผลิตภัณฑ์ ปรับพารามิเตอร์การผลิตอัตโนมัติ และลดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน Soft Robotics กำลังเข้ามาแก้ปัญหาการหยิบจับอาหารที่เปราะบางและมีรูปร่างไม่แน่นอน เช่น ผลไม้สุก ขนมปัง และเนื้อสัตว์สด โดยใช้วัสดุยืดหยุ่นร่วมกับ Tactile Sensing, Machine Vision และ AI เพื่อรับรู้แรงสัมผัส ตรวจจับการลื่นไถล และปรับแรงบีบแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความแม่นยำในการหยิบจับ

นอกจากนี้ เทคโนโลยี Computer Vision, YOLO, CNN และ Explainable AI (XAI) ยังช่วยยกระดับการตรวจสอบคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับในสายการผลิต ขณะที่การวิเคราะห์ภาพถ่ายสเปกตรัมสามารถตรวจจับความเสียหายของวัตถุดิบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ AI-driven Robotics จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเสริม แต่กำลังก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยุคใหม่อย่างแท้จริง Continue reading “Soft Robotics: From Robotic Arms to Smart Robots in the Modern Food Industry”

Enzyme Technology for the Sustainable Valorization ofBy-products into Functional Ingredients

เทคโนโลยีเอนไซม์เพื่อยกระดับผลพลอยได้สู่วัตถุดิบเชิงฟังก์ชันอย่างยั่งยืน

   

ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ความยั่งยืนมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งกระบวนการแปรรูปอาหารก่อให้เกิดผลพลอยได้จำนวนมากและมักถูกจัดการเป็นของเสีย ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเอนไซม์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนวัสดุเหล่านี้ให้เป็นส่วนผสมมูลค่าสูง เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ประสาทสัมผัส และมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ

ในประเทศไทย การใช้เอนไซม์อยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 443) พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้เอนไซม์เป็นวัตถุเจือปนอาหารภายใต้บัญชี Positive List พร้อมเงื่อนไขการใช้ที่ชัดเจนด้านชนิด แหล่งที่มา และปริมาณสูงสุด โดยเอนไซม์มีข้อได้เปรียบด้านความจำเพาะสูง ใช้สภาวะอ่อนโยน ลดผลพลอยได้ที่ไม่พึงประสงค์ และเพิ่มประสิทธิภาพการสกัด

การประยุกต์ใช้ครอบคลุมตั้งแต่กากยีสต์ เปปไทด์ชีวภาพจากโปรตีนพืชและสัตว์ ผลพลอยได้ทางการเกษตร ไปจนถึงเยื่อหุ้มเปลือกไข่ โดยใช้เอนไซม์ เช่น protease, cellulase และ hemicellulase เพื่อผลิต สารสกัด เปปไทด์ กรดอะมิโน ใยอาหารพรีไบโอติก และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติเชิงหน้าที่

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต้องสอดคล้องกับกฎหมายอาหารไทย Codex, GMP และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้วัสดุพลอยได้ในอาหารมนุษย์ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในอนาคต Continue reading “Enzyme Technology for the Sustainable Valorization ofBy-products into Functional Ingredients”

EU PPWR: A Global Milestone for Sustainable Packaging

กฎหมาย PPWR สหภาพยุโรป: ก้าวสำคัญสู่จุดเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนระดับโลก

 

            กฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป (Regulation (EU) 2025/40) กำลังก้าวขึ้นเป็นกรอบสำคัญที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในสัดส่วนที่สูง กฎหมายครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling) การกำหนดสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ การควบคุมสารอันตราย เช่น PFAS การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ไปจนถึงการใช้ Digital Product Passport และ QR Code เพื่อเพิ่มความโปร่งใสตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ ผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์หลายชั้น (Multilayer Packaging) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร แม้ EU จะยังไม่มีแนวทางยกเลิกการใช้งานโดยตรง แต่ความไม่ชัดเจนของเกณฑ์ทางเทคนิคและกฎหมายลำดับรอง ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงญี่ปุ่น แสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านการลงทุนและการส่งออก

EU ระบุว่า PPWR จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปผ่าน Implementing Acts และ Delegated Acts โดยมีไทม์ไลน์สำคัญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 – 2583 ครอบคลุมการควบคุมสารอันตราย ระบบฉลากและ Digital Product Passport ข้อกำหนดด้าน Recyclability และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ตลอดจนการลดขยะบรรจุภัณฑ์ในระดับระบบ

สำหรับผู้ประกอบการไทย PPWR ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป แต่ยังเป็น “แรงขับสำคัญ” ที่เร่งให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มประเมินความเสี่ยงของบรรจุภัณฑ์เดิม พัฒนา Mono-material Packaging เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน EU ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดยุโรประยะยาว Continue reading “EU PPWR: A Global Milestone for Sustainable Packaging”

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

VEGA ยกระดับทุกงานวัดระดับในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกกระบวนการผลิต

   

            ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการทั้งความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบการวัดระดับและแรงดันจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ VEGA Instruments ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดระดับและแรงดัน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุม และเชื่อถือได้

            VEGA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเซนเซอร์วัดระดับและแรงดัน แต่คือ “พาร์ทเนอร์ด้านโซลูชัน” ที่พร้อมออกแบบระบบให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เคมี เวชภัณฑ์ หรือพลังงาน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งการวัดระดับ การวัดแรงดัน และการตรวจวัดค่าต่างๆ ภายในกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นภาพรวมของระบบได้อย่างครบถ้วน พร้อมลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

            จุดแข็งสำคัญของ VEGA คือ ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมกับหน้างาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกอุปกรณ์ การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขายและการสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลด Downtime และสร้างความมั่นใจให้กับทุกกระบวนการผลิต

            อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยให้การจัดการอุปกรณ์ง่ายยิ่งขึ้น คือ แอปพลิเคชัน “VEGA Tools” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในยุคดิจิทัล ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่า ควบคุม และวิเคราะห์ข้อมูลของอุปกรณ์ VEGA ที่รองรับ Bluetooth ได้แบบไร้สาย ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลอุปกรณ์ได้ทันทีผ่านการสแกน Data Matrix Code หรือกรอกหมายเลขซีเรียล

            VEGA Tools ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าที่ใช้งานง่าย ระบบวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อมูลแบบเรียลไทม์ การเชื่อมต่อ Digital Twin ผ่านมาตรฐาน IEC 61406 รวมถึงระบบ Backup & Restore บน myVEGA ที่ช่วยสำรองและกู้คืนข้อมูลเซนเซอร์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

            ด้วยแนวคิด “เพราะ VEGA… คือทุกความต้องการที่เป็นไปได้” ทำให้ VEGA Instruments ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ แต่คือผู้ช่วยสำคัญในการยกระดับกระบวนการผลิตสู่ Smart Manufacturing อย่างแท้จริง

            พบกับ VEGA Instruments และสัมผัสเทคโนโลยีการวัดอัจฉริยะได้ที่งาน ProPak Asia 2026 วันที่ 10–13 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Booth No. C2-AJ84 Hall 2