Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสกับการปลดล็อกขีดจำกัดการเติบโตของนมปราศจากแลคโตส

 

 

ภาวะการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose Intolerance) ซึ่งพบในประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ ร้อยละ 65 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมปราศจากแลคโตสเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะขยายมูลค่าจาก 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2569 เป็นเกือบ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2578

เทคโนโลยีหลักในการผลิตนมปราศจากแลคโตสมี 2 แนวทาง ได้แก่

  1. การใช้เอนไซม์แลคเตส (Enzymatic Hydrolysis) ซึ่งย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส ทำให้ย่อยง่ายขึ้น กระบวนการไม่ซับซ้อน มีความยืดหยุ่นสูง และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน แม้จะทำให้รสชาติมีความหวานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  2. การกรองด้วยเมมเบรน (Membrane Filtration) ซึ่งแยกแลคโตสออกทางกายภาพ ให้รสชาติใกล้เคียงกับนมปกติ และสามารถปรับโครงสร้างสารอาหารได้ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในการดำเนินงาน รวมถึงต้องจัดการผลพลอยได้จากกระบวนการ

ปัจจุบัน ผู้ผลิตรายใหญ่มักใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแลคโตสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะที่ในประเทศไทย การติดฉลาก “ปราศจากแลคโตส” อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. และต้องมีข้อมูลยืนยันที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เทคโนโลยีเอนไซม์แลคเตสเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เนื่องจากใช้งานง่ายและยืดหยุ่น ส่วนการกรองด้วยเมมเบรนเหมาะกับผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการลงทุน ทั้งสองแนวทางช่วยเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมนมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์สุขภาพ และสร้างการเติบโตในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

By: 
Walaiporn Timbuntam, Ph.D.
QA/RA Manager
Amano Enzyme Asia Pacific Co., Ltd.

Continue reading “Lactase Enzyme Technology: Driving the Growth of Lactose-Free Dairy”

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials

Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): ความเสี่ยงเงียบในวัตถุดิบจากพืช

 

 

ความปลอดภัยอาหารเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขที่มิได้จำกัดเฉพาะการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสารพิษจากธรรมชาติที่อาจเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยหนึ่งในกลุ่มสารพิษจากพืชที่ได้รับความสนใจ คือ Pyrrolizidine Alkaloids (PAs) ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิที่พืชสังเคราะห์ขึ้นเพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูพืช ปัจจุบันมีรายงานการค้นพบสารพิษดังกล่าวในธรรมชาติกว่า 600 ชนิด โดยมักสะสมอยู่ในรูปของ N-oxide derivatives (PANOs)

PAs จัดเป็นสารพิษจากพืชที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ทั้งในระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง การได้รับสารในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับ ในขณะที่การได้รับอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมและการก่อมะเร็ง

PAs สามารถพบได้ในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะในวงศ์ Asteraceae, Boraginaceae และ Fabaceae การปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารมักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปะปนของวัชพืชในระหว่างกระบวนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว อาหารที่มีรายงานการปนเปื้อนบ่อย ได้แก่ ชา ชาสมุนไพร เครื่องเทศ น้ำผึ้ง ธัญพืช และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพร โดยความกังวลเกี่ยวกับความเป็นพิษของ PAs ได้รับการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ โดยมีการกำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงและค่าปริมาณสูงสุดในอาหารในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานเฉพาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การตรวจวิเคราะห์ PAs ด้วยเทคนิคที่มีความไวและความจำเพาะสูง เช่น LC–MS/MS มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและควบคุมการปนเปื้อน

ดังนั้น PAs จึงเป็นสารพิษจากธรรมชาติที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยอาหาร การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการจัดการความปลอดภัยอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

 

By: 
Pitchaya Pothinuch, Ph.D.
Faculty of Food Technology
Rangsit University
pitchaya.p@rsu.ac.th

Continue reading “Pyrrolizidine Alkaloids (PAs): A Hidden Risk in Plant-Derived Raw Materials”

Siam Paragon Solutions จับมือพันธมิตรญี่ปุ่น ปักหมุดประเทศไทยสู่ Food Machinery Solutions Hub ระดับสากล

การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง Siam Paragon Solutions Co., Ltd. จากประเทศไทย และ Nishihara Manufacturing Co., Ltd. จากประเทศญี่ปุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ไทย สะท้อนการผสานจุดแข็งขององค์กรชั้นนำจากสองประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโซลูชันเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการจัดตั้งฐานการผลิตและประกอบเครื่องแพ็คสุญญากาศของ Nishihara ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน การผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ระยะเวลาการส่งมอบ และความเสี่ยงจากความผันผวนของซัพพลายเชน ทำให้ผู้ประกอบการอาหารไทยสามารถเข้าถึงเครื่องแพ็คสุญญากาศมาตรฐานญี่ปุ่นได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเสริมประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับระบบอาหารปลอดภัย

โครงการนี้ยังขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Food Inspection Solutions ที่มุ่งสนับสนุนให้โรงงานอาหารสามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบรรจุ ขณะที่การจำหน่ายและบริการหลังการขายยังคงดำเนินการผ่าน Senta Pack Machinery & Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารมาอย่างต่อเนื่อง

ผสานจุดแข็งไทย–ญี่ปุ่น สร้างคุณค่าอุตสาหกรรมอาหารแบบครบวงจร

สำหรับ Siam Paragon Solutions การร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการ ไปสู่การเป็น Strategic Industrial Partner ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร ระบบสนับสนุนไลน์ผลิต และโซลูชันการตรวจสอบอาหาร เข้ากับมาตรฐานวิศวกรรมและองค์ความรู้ด้านการผลิตเครื่องแพ็คสุญญากาศจาก Nishihara

องค์ความรู้และมาตรฐานการผลิตแบบญี่ปุ่นถูกถ่ายทอดสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการประกอบ ความเที่ยงตรงของชิ้นส่วน ไปจนถึงขั้นตอนการทดสอบก่อนส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการนำแนวคิด Design for Manufacturing (DFM) และระบบควบคุมคุณภาพมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรม

ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน พร้อมก้าวสู่บทบาท Food Machinery Solutions Hub” ที่รวบรวมโซลูชันด้านเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีตรวจสอบอาหาร และอุปกรณ์สำหรับไลน์การผลิตไว้ในที่เดียว เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคให้สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง

Plant-based Milk vs. Cow’s Milk: Competition for the Future Champion of Protein Drinks

“นมจากพืช” ปะทะ “นมวัว”: ศึกชิงแชมป์เครื่องดื่มโปรตีนแห่งอนาคต

 

 

ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “นมจากพืช” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องดื่มทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ผู้ที่แพ้นมวัว ผู้ที่ต้องการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ และผู้ที่มีภาวะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตส ซึ่งพบได้ในประชากรมากกว่าร้อยละ 60

ในมิติด้านโภชนาการ นมวัวและนมจากพืชยังคงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านคุณภาพของโปรตีนและองค์ประกอบทางโภชนาการ นมวัวเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย ในขณะเดียวกัน นมจากพืชเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสหรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยมีจุดเด่นคือปราศจากแลคโตส ไม่มีคอเลสเตอรอล และนมจากพืชบางชนิดยังมีใยอาหารสูง อย่างไรก็ตาม ปริมาณและคุณภาพของโปรตีนในนมจากพืชจะแตกต่างกันตามชนิดของวัตถุดิบ เช่น นมถั่วเหลืองมีโปรตีนค่อนข้างสูงและมีกรดอะมิโนใกล้เคียงกับนมวัว ขณะที่นมอัลมอนด์และนมข้าวโอ๊ตมีโปรตีนต่ำกว่า โดยภาพรวมแล้วคุณภาพโปรตีนและปริมาณแคลเซียมในนมจากพืชยังต่ำกว่านมวัว

ในภาพรวม นมวัวและนมจากพืชจึงไม่สามารถ “ทดแทนกันโดยสมบูรณ์” แต่กำลังพัฒนาไปสู่บทบาทที่แตกต่างกันในระบบอาหารยุคใหม่ โดยนมวัวยังคงเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงตามธรรมชาติ ขณะที่นมจากพืชได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

 

By: 
Natapond Wiboonkitpisan
Food Innovation and Packaging Center (FIN)
Chiang Mai University

Continue reading “Plant-based Milk vs. Cow’s Milk: Competition for the Future Champion of Protein Drinks”

The Role of Food Processing Technologies in Extending Shelf Life: From Thermal Processing to Emerging Technologies

บทบาทของเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารต่อการยืดอายุการเก็บรักษา: จากความร้อนสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่

 

 

            การยืดอายุการเก็บรักษาในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้อาหารเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการรักษาความปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพด้านประสาทสัมผัส และความสะดวกในการกระจายสินค้าไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการแปรรูปจึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค

            โดยทั่วไปเทคโนโลยีการถนอมอาหารสามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ การแปรรูปด้วยความร้อน (Thermal processing) เช่น การพาสเจอไรซ์ และการสเตอริไรซ์ สำหรับกลุ่มการแปรรูปแบบไม่ใช้ความร้อน (Non-thermal processing) เช่น การฉายรังสี การแปรรูปด้วยความดันสูง และการแปรรูปโดยใช้สนามไฟฟ้าแบบพัลส์ โดยกลุ่มแรกยังคงเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถควบคุมจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มหลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารที่ไวต่อความร้อน

            ในทางปฏิบัติ ไม่มีเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท ดังนั้น การเลือกใช้กระบวนการแปรรูปจึงควรพิจารณาร่วมกันในหลายด้าน ได้แก่ เป้าหมายด้านความปลอดภัย อายุการเก็บรักษา คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนการผลิต และระบบการกระจายสินค้า หากต้องการให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลานาน การสเตอริไรซ์และกระบวนการผลิตแบบปลอดเชื้อยังคงเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม หากต้องการสร้างความแตกต่างด้านความสด คุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ เทคโนโลยีอย่าง HPP หรือ PEF อาจเป็นกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดีกว่า ท้ายที่สุด เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย คุณภาพ และความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาว

 

By: 

Asst. Prof. Traiphop Phahom, Ph.D.

School of Food Technology

Institute of Agricultural Technology

Suranaree University of Technology

traiphop@sut.ac.th

            In today’s food industry, extending shelf life is no longer simply about making food last longer. It also involves maintaining food safety, nutritional value, sensory quality, and distribution efficiency. For this reason, food processing technologies have become essential tools for enabling manufacturers to design products that meet both market demands and evolving consumer preferences.

            In general, food preservation technologies can be categorized into two major groups: thermal processing (such as pasteurization and sterilization) and non-thermal processing (such as food irradiation, high pressure processing (HPP), and pulsed electric field (PEF)). Thermal technologies remain the primary standard in the food industry due to their reliability and effectiveness in controlling microorganisms. Meanwhile, non-thermal technologies have gained increasing attention because they can better preserve product quality, particularly in heat-sensitive foods.

            In practice, no single processing technology fits all food products. Selecting an appropriate processing method requires consideration of multiple factors, including food safety objectives, desired shelf life, product quality, packaging format, production costs, and distribution systems. If a product must remain stable at ambient temperature for extended periods, sterilization or aseptic processing remains the primary solution. However, if product differentiation is based on freshness, premium quality, or nutrient retention, technologies such as HPP or PEF may offer competitive advantages. Ultimately, the role of food processing technologies extends beyond merely “extending shelf life.” They also serve as critical tools for enhancing food safety, product quality, and the long-term competitiveness of the food industry.

Future of Food System 2030: Co-Creating the Regenerative Table

ระบบอาหารแห่งอนาคตปี 2573: ร่วมสร้างอาหารเชิงฟื้นฟูเพื่อโลกยั่งยืน

 

 

           ระบบอาหารโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำด้านโภชนาการ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ขณะเดียวกัน มนุษยชาติก็กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาชีววิทยาสังเคราะห์ ตลอดจนการมองอาหารในมิติใหม่ที่ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งพลังงาน แต่ยังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสุขภาพแบบแม่นยำ (Precision Health)

           ระบบอาหารแห่งอนาคตในปี พ.ศ. 2573 จึงเป็นทั้งแนวคิดและคำเชิญชวนให้ร่วมสร้างอนาคตที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ โดยยึดหลักว่าไม่มีนวัตกรรม หน่วยงาน หรือประเทศใดที่จะสามารถฟื้นฟูระบบอาหารได้เพียงลำพัง แนวคิดนี้จึงเน้นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี นักออกแบบ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาระบบอาหารเชิงฟื้นฟูบนสามเสาหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกัน ปัญญาประดิษฐ์และอนาคตของอาหาร ตลอดจนแนวทางปฏิบัติเชิงฟื้นฟู

           โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการร่วมสร้างอนาคตของอาหารในระดับโลก ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตรที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มรดกทางอาหารของไทยครอบคลุมพืชที่สามารถบริโภคได้มากกว่า 3,000 ชนิด เช่น ขมิ้น ขนุน กะเพรา ผำ เห็ดแครง และอัญชัน อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เข้มแข็ง ภาคเทคโนโลยีชีวภาพที่กำลังเติบโต และวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลาย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการออกแบบระบบอาหารแห่งอนาคต ขอชวนมาร่วมออกแบบระบบอาหารร่วมกันในงาน Future Food System Conference

 

By:

Santi Abakaz
Co-founder of Bio Buddy

TASTEBUD LAB, Future Food Hub and Future Food Network

santi.tastebud@gmail.com

           The global food system is in flux. Climate volatility, nutritional inequality, biodiversity loss, and chronic disease are no longer distant threats, they are current realities. At the same time, we stand on the edge of powerful transformations: the rise of artificial intelligence, the maturing of synthetic biology, and a new understanding of food not just as fuel, but as a form of precision health infrastructure.

           The Future of Food System 2030 is a framework and an invitation to co-create the food future we need. It recognizes that no single innovation, actor, or nation can repair the system in isolation. It calls for radical collaboration among scientists, farmers, technologists, designers, policy-makers, and citizens to build a regenerative food system grounded in three interwoven pillars: symbiotic growth, AI & the future of food, and regenerative practices.

           Thailand is uniquely positioned to serve as a testbed for global co-creation. As one of the most agriculturally biodiverse countries in the Asia-Pacific region, it has a food heritage that includes turmeric, jackfruit, holy basil, butterfly pea, wolffia, split gill mushroom and over 3,000 edible plants. With its strong medical tourism infrastructure, an emerging biotech sector, and vibrant culinary culture, the country is fertile ground for designing future food systems.

Grand Halal Bangkok 2026: โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดฮาลาลพรีเมียม

 

 

อุตสาหกรรมฮาลาลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก จากจำนวนประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้นและความต้องการอาหารที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพ และความโปร่งใส ปัจจุบันตลาดฮาลาลมีมูลค่าประมาณ 2.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนสูงถึงเกือบร้อยละ 60 สะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในตลาดฮาลาลโลก ด้วยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของวัตถุดิบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหารฮาลาลกว่า 15,000 ราย และสถานประกอบการกว่า 3,500 แห่ง โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังคิดเป็นเพียงร้อยละ 1.6 ของตลาดโลก แต่สะท้อนถึงโอกาสในการขยายตัวอีกมาก

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของไทยคือ ระบบการรับรองฮาลาลที่ดำเนินงานโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ซึ่งมีความเข้มงวด โปร่งใส และได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าต่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการพัฒนามาตรฐานและความร่วมมือกับองค์กรฮาลาลทั่วโลก

ในยุคใหม่ แนวคิด “Halal-Toyyiban” กลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่ไม่ได้เน้นเพียงความถูกต้องตามหลักศาสนา แต่ครอบคลุมถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ผลิตจึงต้องผสานมาตรฐานฮาลาลเข้ากับนวัตกรรม เช่น เทคโนโลยีการยืดอายุอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มมูลค่าและแข่งขันในตลาดพรีเมียม

ด้านกลยุทธ์ ผู้ประกอบการควรมุ่งสร้างแบรนด์ที่สะท้อนคุณภาพและเอกลักษณ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น อาหารสุขภาพ ออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสร้างเวทีเชื่อมโยงธุรกิจกับงาน Grand Halal Bangkok 2026 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมผู้ผลิต ผู้ซื้อ และนักลงทุนจากทั่วโลก ครอบคลุมทั้งสินค้าและบริการฮาลาล โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอศักยภาพสินค้า สร้างเครือข่าย และต่อยอดสู่การขยายตลาดในระดับสากล

ประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญในการยกระดับสู่ศูนย์กลางการผลิตอาหารฮาลาลระดับพรีเมียม ด้วยจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากสามารถผสานนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยผลักดันอาหารฮาลาลไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

Whey Permeate: A Multifunctional Dairy Ingredient Supporting the Next Wave of Affordable, High‑Quality Foods

Whey Permeate: วัตถุดิบนมมัลติฟังก์ชัน ยกระดับคุณภาพอาหารพร้อมความคุ้มค่า

 

 

ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน ผู้ผลิตอาหารจึงหันมาปรับสูตร โดยเฉพาะการทบทวนการใช้ Milk Solids และ Bulking Agents ซึ่งมีผลต่อโครงสร้าง กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความสนใจคือ Whey Permeate ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเวย์ ซึ่งประกอบด้วยแลคโตสและแร่ธาตุจากนมตามธรรมชาติ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนโดยยังคงคุณภาพและคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ได้

Whey Permeate มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น เบเกอรี ขนมหวาน เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นม โดยช่วยเพิ่มสี กลิ่นรส ความนุ่ม และการกักเก็บความชื้นในเบเกอรี เสริมรสชาติกลมกล่อมในขนมหวาน และให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มลื่นพร้อมการละลายที่ดีในเครื่องดื่ม อีกทั้งยังสามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบบางชนิด เช่น แลคโตส นมผงขาดมันเนย หรือสารเพิ่มปริมาตรบางประเภทได้ (แต่ไม่สามารถทดแทนโปรตีนได้โดยตรง)

ในด้านโภชนาการ Whey Permeate มีแร่ธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม พร้อมรสชาติที่นุ่มนวล ไม่มีกลิ่นรบกวน และมีความหวานตามธรรมชาติจากแลคโตส ช่วยลดการใช้สารให้ความหวานในบางสูตร

Whey Permeate เป็นโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน ควบคู่กับการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เหมาะสำหรับการพัฒนาสูตรอาหารในยุคที่ผู้ผลิตต้องการทั้งความคุ้มค่าและคุณภาพในเวลาเดียวกัน

 

By:      

Nikolaj Nøddebo Beck

Senior Account Manager

AFI Southeast Asia & Oceania

Arla Foods Ingredients Singapore Pte. Ltd.

niknd@arlafoods.com

 Amid rising ingredient costs, food manufacturers are increasingly reformulating products, particularly by optimizing the use of milk solids and bulking agents that influence structure, flavor, and texture. Whey permeate, a by-product of whey processing composed mainly of lactose and milk minerals, has emerged as a cost-efficient ingredient that helps maintain product quality and sensory performance.

           Whey permeate offers strong formulation flexibility across applications such as bakery, confectionery, beverages, and dairy products. It enhances browning, flavor, and moisture retention in baked goods, provides a clean and balanced dairy taste in confectionery, and delivers good solubility and smooth mouthfeel in beverages. It can partially replace ingredients such as lactose, skim milk powder, and certain carbohydrate-based bulking agents, though it does not substitute protein functionality.

           Nutritionally, whey permeate contains minerals like calcium, magnesium, and potassium, while its mild, clean flavor and natural lactose sweetness support flavor balance and may reduce the need for added sweeteners.

           Overall, whey permeate represents a practical and reliable solution for cost-optimized formulation, enabling manufacturers to maintain product quality while improving cost efficiency in a highly competitive market.

Active Lifestyle: A Way Out of the Health Crisis in an Age of Declining Physical Activity

Active Lifestyle: ทางออกของวิกฤตสุขภาพในยุคที่ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง

 

 

ในยุคดิจิทัล วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปสู่พฤติกรรมที่เคลื่อนไหวน้อยลง ทั้งจากการพึ่งพายานพาหนะและการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเวลานาน ส่งผลให้กิจกรรมทางกายลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่า 1,800 ล้านคน หรือร้อยละ 31 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และคาดว่าจะเพิ่มเป็นร้อยละ 35 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งมีส่วนทำให้อัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่อง Active Lifestyle หรือวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง ซึ่งหมายถึงการบูรณาการกิจกรรมทางกายเข้ากับกิจวัตรประจำวันอย่างเป็นระบบ จึงได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น โดยไม่เพียงมุ่งเน้นการเคลื่อนไหวของร่างกายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการดูแลโภชนาการและการสร้างสมดุลของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะนิ่งเฉยเป็นเวลานาน จะเกิดการสะสมของอะดีโนซีน ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึม เฉื่อยชา และการตอบสนองช้าลง ขณะเดียวกันระดับสารสื่อประสาท เช่น โดปามีนและเซโรโทนินที่เกี่ยวข้องกับความสนใจและแรงจูงใจจะลดลง ทำให้เกิดอาการอ่อนล้า สูญเสียสมาธิ และเพิ่มความเสี่ยงของการอักเสบเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ระบบชีววิทยาหลายระบบจะถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานอย่างสมดุล

นอกจากกิจกรรมทางกายแล้ว โภชนาการที่เหมาะสมยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดกลไกดังกล่าว โดยสารออกฤทธิ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ได้แก่ Caffeine, L-Tyrosine, Creatine, Vitamin D และ Omega-3 ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์โภชนาการและเทคโนโลยีชีวภาพได้ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงฟังก์ชัน เช่น Multi-Ingredient Pre-Workout Supplement (MIPS) อาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โพรไบโอติกส์ และเครื่องดื่มทางเลือกที่ใส่ใจสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตแบบ Active Lifestyle

 

By: 

Watcharapon Chaiwong

Food Innovation and Packaging Center (FIN)

Chiang Mai University

 

Continue reading “Active Lifestyle: A Way Out of the Health Crisis in an Age of Declining Physical Activity”